mai

ผลการดำเนินงานของ บจ. mai ประจำไตรมาส 1/60 มียอดขายรวม 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% และมีกำไรสุทธิรวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมียอดขายเพิ่มขึ้น และพบกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตของทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ คือ กลุ่มธุรกิจการเงินและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

 
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 133 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 139 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ส่งงบการเงินไม่ตรงตามกำหนด และบริษัทยังไม่ถึงรอบการส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/60 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 60 มียอดขายรวม 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% กำไรสุทธิรวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.77% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 3.42% ทั้งนี้ พบ บจ. ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 94 บริษัท คิดเป็น 71% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

 
กำไรสุทธิรวมของ บจ. mai ในไตรมาส 1 ปีนี้ ยังคงเติบโตสอดคล้องกับยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม จะพบว่าทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรมยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง สำหรับ 5 บจ. ที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาสนี้ คือ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) บมจ. ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) บมจ. 2 เอส เมทัล (2S) บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) และ บมจ. บางกอก เดค-คอน (BKD)

 
ในส่วนของโครงสร้างเงินทุนรวมของ บจ. mai พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio อยู่ในระดับ 0.98 เท่า ในขณะที่สิ้นปี 59 อยู่ในระดับ 1.04 เท่า นายประพันธ์ กล่าว

 

 

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 พ.ค. 60) มี บจ. ใน mai 139 บริษัท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 560.23 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 312,581 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2,371 ล้านบาทต่อวัน