E0F9F03A-7C27-417B-A918-9FFAB9EF0161

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบีซีพีจีจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าในไตรมาสที่2/2562 บริษัทฯยังคงเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นผลจากสภาพอากาศที่ดีขึ้นส่งผลให้ความเข้มแสงในประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมทั้งมีการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรร่วมกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์(อผศ.) รวม2 โครงการที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม2561  และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานลมลมลิกอร์เมื่อกลางเดือนเมษายน2562  คิดเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าที่848 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาส1/2562  ประมาณร้อยละ5 อ่อนตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2561 อย่างไรก็ตามบริษัทฯมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน31 ล้านบาทจากสกุลเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินเยนเป็นผลให้บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่464 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ76 ล้านบาทหรือสูงถึงประมาณร้อยละ20

ขณะที่ในช่วง6 เดือนของปี2562 กลุ่มบริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่955 ล้านบาทเพิ่มขึ้น185 ล้านบาทหรือร้อยละ24 จาก770 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากการดำเนินงานปกติ(ก่อนหักค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่166 ล้านบาทลดลงร้อยละ23 หรือ50 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสที่2/2561 มีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศฟิลิปปินส์(ซึ่งขณะนี้บริษัทฯได้มีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ดอกเบี้ยกลับมาสู่ระดับต่ำลงเรียบร้อยแล้ว) เและการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานประจำปีของบางหน่วยผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย

ณ 30 มิ.ย. 2562 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่31,490 ล้านบาททรงตัวจากสิ้นปี2561 ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่16,110  ล้านบาทลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ2 “ผลงานไตรมาสที่สองของปีนี้เป็นไปตามแผนงานของบริษัทฯโดยมีการรับรู้รายได้จากโครงการที่ลมลิกอร์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาในขณะเดียวกันเรายังคงเดินหน้าขยายธุรกิจโดยตั้งเป้าEBITDA เติบโตร้อยละ15 - 20 ด้วยเงินลงทุน50,000 ล้านบาทสำหรับ5 ปี(2563 - 2567) ใช้กลยุทธ์4Es ในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กรได้แก่ 1.Expanding มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯด้วยการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไปยังประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิคตั้งเป้าหมายในการพัฒนาโครงการในลักษณะgreenfield development ให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น 2.Extending ขยายธุรกิจเพื่อรองรับทิศทางของธุรกิจพลังงานในอนาคตอาทิการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านDigital Energy เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปรวมถึงธุรกิจต่อยอดภายในกลุ่มบริษัทบางจากเช่นระบบกักเก็บพลังงาน(energy storage system) จากการลงทุนเหมืองลิเทียมของบางจาก 3.Enhancing การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะองค์ความรู้ในเชิงลึกพัฒนาศักยภาพของพนักงานและกระบวนการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และ 4Evaluating บริหารสินทรัพย์ด้วยการติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอและปรับเปลี่ยนเมื่อได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทฯได้สมัครเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน(ERC Sandbox) ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) สำหรับโครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะได้แก่โครงการทาวน์สุขุมวิท77 (T77) และโครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(CMU Smart City) เพื่อให้ได้รับการยกเว้นกฏระเบียบสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบบล็อกเชน(Blockchain) ซึ่งจะเป็นการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐครั้งแรกในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานในอนาคตเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพลังงานมากขึ้นภายใต้แนวคิดDemocratization of Energy ของบริษัทฯเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานที่เราได้รับทราบกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย