D173EFF5-8D89-493A-95A8-B8E3019A3F1F

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  .หอการค้าไทยเผยผลสำรวจดัชนีSMEs ประจำไตรมาส2/2562 ปรับลดทุกด้านทั้งสถานการณ์ธุรกิจ  ความสามารถในการทำธุรกิจ  ความยั่งยืนของธุรกิจ  และความสามารถในการแข่งขันเชื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยให้สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น  ด้านธพว. เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการควบคู่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ   สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจแกร่ง

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือSME D Bank แถลงดัชนีสถานการณ์ธุรกิจSMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจSMEs ประจำไตรมาสที่2/2562 จาก   1,239 ตัวอย่างทั่วประเทศโดยสำรวจ3 ดัชนีได้แก่  1.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจSMEs (SMEs Situation Index) 2.ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ  (SMEs Competency Index) และ3.ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจSMEs (SMEs Sustainability Index)  นำมาประมวลให้เห็นถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของSMEs (SMEs Competitiveness Index)

ผศ.ดร.ธนวรรธน์พลวิชัย  รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยว่า  ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจไตรมาส2/2562 อยู่ที่42.7  ปรับตัวลด1.0 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา(1/2562)  และคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่41.9  เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้าพบว่า  กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ37.4 มาอยู่ที่ระดับ36.2  ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพวดัชนีสถานการณ์ธุรกิจจากระดับ49.0  มาอยู่ที่ระดับ48.0 ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจไตรมาสที่2/2562 อยู่ที่ระดับ48.8 ปรับตัวลดลง1.1 จุด  เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่48.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า    พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ42.2  มาอยู่ที่ระดับ40.8   ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว. จากระดับ57.8  มาอยู่ที่ระดับ56.8 และด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจไตรมาสที่2/2562 อยู่ที่ระดับ51.8 ปรับตัวลดลง0.7  จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา  และคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่50.8  เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า    พบว่า    กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีจากระดับ45.3  มาอยู่ที่ระดับ44.5   ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว. จากระดับ59.6  มาอยู่ที่ระดับ59.1 

ผศ.ดร.ธนวรรธน์  กล่าวต่อว่า  จาก3 ดัชนีข้างต้นนำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของSMEs    ไตรมาสที่2/2562 พบว่าอยู่ที่ระดับ47.8 ปรับตัวลดลง0.9 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและคาดว่าในไตรมาสที่3/2562  จะอยู่ที่ระดับ46.9   เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า  พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันลดลงจาก41.6 มาอยู่ที่40.5  ส่วนลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันจาก55.5 มาอยู่ที่54.7 ส่วนความต้องการความช่วยเหลือสนับสนุนหรือพัฒนากิจการจากภาครัฐนั้นกลุ่มตัวอย่างระบุว่าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเช่นการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ  ด้านการท่องเที่ยวเช่นส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติ  ด้านสินเชื่อเช่นการปรับโครงสร้างหนี้การลดอัตราดอกเบี้ยและการสนับสนุนเงินกู้ส่งเสริมความสามารถในการลงทุนการทำธุรกิจและด้านสินค้าและบริการเช่นสนับสนุนสินค้าไทยเพิ่มการพัฒนาการผลิตสินค้าในชุมชนสนับสนุนเงินลงทุนและขยายแหล่งส่งออกสินค้า อย่างไรก็ตามผลสำรวจดังกล่าวดำเนินการก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เมื่อมีมาตรการกระตุ้นดังกล่าวออกมาแล้วเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อม  ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้คนมีรายได้และเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น   นักท่องเที่ยวมากขึ้น  ธุรกิจมีสภาพคล่องและรายได้มากขึ้น  ต้นทุนธุรกิจลดลงจากภาระอัตราดอกเบี้ยลดลง  ทำให้สถานการณ์ของSMEs ไทยขยับปรับดีขึ้น

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการรักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ SME D Bank   กล่าวเสริมว่า   จากผลสำรวจดังกล่าว  กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าธพวค่าเฉลี่ยดัชนีทุกด้านยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพวเนื่องจากธนาคารมีกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการคู่กับการให้เงินกู้เช่น  การจัดอบรมจับคู่ธุรกิจช่วยขยายตลาด  และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นต้นทำให้ลูกค้าธพว. มีศักยภาพสามารถปรับตัวทันโลกธุรกิจยุคใหม่  ดังนั้น  ธนาคารจะเดินหน้าแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการมีภูมิคุ้มกันทางธุรกิจลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก   ควบคู่กับเติมทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสร้างโอกาสนำไปใช้เสริมสภาพคล่องลงทุนขยายปรับปรุงธุรกิจหรือเป็นทุนหมุนเวียน  ช่วยให้ศักยภาพ  สามารถปรับตัวก้าวข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ธนาคารเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับเช่นสินเชื่อนิติบุคคล555  วงเงินกู้สูงสุด15 ล้านบาทดอกเบี้ยเฉลี่ย7 ปี  อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น0.479%ต่อเดือน   สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนคิดดอกเบี้ยถูกนิติบุคคล3 ปีแรกเพียง0.25% ต่อเดือนและบุคคลธรรมดา3 ปีแรกเพียง0.42% ต่อเดือน  เป็นต้นตั้งเป้าว่าภายในปีนี้(2562) จะสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า60,000 ล้านบาท