Screenshot_20170530-172244

ในวันนี้ (2 มิ.ย.60) นายชัยวัฒน์ พิทักษ์รักธรรม ตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยบมจ. อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทไอเฟค ภายใต้การนำของนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการไอเฟค และขอให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการ หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และข้อบังคับของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก จากการเข้าลงทุนซื้อหุ้นไอเฟค ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการบริหารจัดการบริษัทฯโดยคณะกรรมการที่ไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทฯ และไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นอย่างร้ายแรง

 

 

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 คณะกรรมการไอเฟค ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าไม่สามารถปิดงบการเงินได้ทันภายในวันที่ 31 พ.ค. 60 ตามกำหนด ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 จากที่ขอเลื่อนปิดงบฯปี 59 ครั้งแรกในวันที่ 31 มี.ค. 60

 

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนธ.ค. 59 ไอเฟคได้เกิดปัญหาการลาออกของกรรมการบางส่วน และได้เริ่มผิดนัดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้ลงทุนในตั๋วแลกเงินของบริษัทฯ จนทำให้ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้นมาตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 60

 

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าคณะกรรมการของบริษัทฯที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุม ได้นำหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ แคป แมนเนจเม้นท์ จำกัด (ICAP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ IFEC และเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 51% ในโรงแรมดาราเทวี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท ไปค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาแลกเงิน ที่มีจำนวนเพียง 100 ล้านบาท และปล่อยให้มีการผิดนัดชำระหนี้

 

 

นอกจากนั้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ทำธุรกรรมการขอกู้ยืมเงินจาก บมจ. อีสต์โคสท์ เฟอร์นิเทค (ECF) จำนวน 50 ล้านบาท โดยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา 6.25% พร้อมกับนำหุ้นที่ IFEC ถืออยู่ในบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เทอมอล พาวเวอร์ จำกัด (IFEC-T) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ IFEC ซึ่งทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล ไปจำนำค้ำประกันการกู้ยืมเงิน ซึ่งโดยหลักการแล้วผู้ซื้อต้องเป็นผู้วางเงินมัดจำให้กับไอเฟค ไม่ใช่ไอเฟคต้องไปทำสัญญาเงินกู้กับผู้ซื้อ

 

 

อีกประเด็นที่น่าสงสัยคือไอเฟคมีเงินที่ได้จากการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IFEC-W-1) ประมาณ 37 ล้านบาท เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถคืนหนี้ดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้หุ้นกู้ได้ เพราะจากการติดตามข่าวสารพบว่าสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้เพียง 10% เท่านั้น จึงอยากรู้ว่าคณะกรรมการบริหารภายใต้การนำของนายวิชัย ทำแบบนั้นได้อย่างไร เพราะล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้ถือหุ้นทุกคน

 

 

“ทั้ง 2 เรื่อง ถ้าหากเจ้าหนี้ไม่โผล่มาอ้างสิทธิ์ พวกเราในฐานะผู้ถือหุ้นก็ไม่มีทางรู้ ซึ่งเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการบริษัทฯ บริหารงานอย่างไร้ธรรมาภิบาล และเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งในฐานะผู้ถือหุ้นอยากขอร้อง และวิงวอน หน่วยงานที่กำกับดูแล เข้ามามีบทบาทในการดูแลและตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ผู้ถือหุ้น เพราะเราไม่รู้จะพึ่งที่ไหนแล้ว ที่ผ่านมาเข้าประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมาไม่รู้กี่รอบ ลงมติไม่ยอมรับคณะกรรมการที่นายวิชัยเสนอ ไม่รับรองมติการเลือกตั้งกรรมการแบบ Cumulative แต่เขาก็ยังทำได้ตามที่ต้องการ ตัดสินใจโดยอิสระไม่มีกรรมการตรวจสอบมารับรู้ หลีกเลี่ยงการตั้งกรรมการตรวจสอบมาหลายเดือนจนตลาดหลักทรัพย์ฯเตือนว่าจะพิจารณาให้หุ้น IFEC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ถ้าหากว่านายวิชัยยังไม่ตั้งกรรมการตรวจสอบ แล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป พวกเรารักษาสิทธิของตัวเองแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯและ ก.ล.ต. เข้ามาปกป้องอะไรรายย่อยบ้าง ท้ายที่สุดแล้ว ในสัปดาห์หน้าเราก็คงต้องไปยื่นหนังสือถึงนายกฯ และยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการเร่งรัดให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้กินเวลามาเกือบครึ่งปี ยังไร้ทางออกของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในไอเฟค” ตัวแทนนักลงทุนรายย่อยระบุ