ASEFA คุณไพบูลย์  อังคณากรกุล  กรรมการผู้จัดการ_1


                ASEFA ประเมินแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง เติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เหตุเข้าสู่ไฮซีซั่นของธุรกิจ รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลส่งมอบงานโดยเฉพาะโครงการจากภาครัฐ “ไพบูลย์ อังคณากรกุล” เอ็มดี ปลื้ม Backlog นิวไฮสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัท แตะระดับ 2,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเข้าประมูลงานทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ อังคณากรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) หรือ ASEFA  เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการในครึ่งปีหลังของปี 2560  คาดว่าจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  เนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซั่นของธุรกิจ
โดยบริษัทได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลส่งมอบงานโดยเฉพาะโครงการจากภาครัฐ ซึ่งจะมีการส่งมอบงานในครึ่งปีหลังเป็นส่วนใหญ่จากช่วงปิดปีงบประมาณ และจากปริมาณงานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่แข็งแกร่งที่ระดับ 2,000 ล้านบาท นับว่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา จะช่วยหนุนให้รายได้และกำไรปีนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
“โดยปกติช่วงไตรมาส 3 -4 จะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ เชื่อว่าผลการดำเนินงานปี 2560 ยังเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา  ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้ประโยชน์จากการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน ได้แก่ โรงไฟฟ้า พลังงานทดแทน ระบบควบคุมอัตโนมัติและการอนุรักษ์พลังงาน สนามบิน รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เป็นต้น รวมทั้งการขยายตัวของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนและส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์และงานบริการของบริษัทเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทฯ เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นายไพบูลย์กล่าว
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2560 ที่ผ่านมา บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 712.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.86 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.02% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 691.49 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งวดไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 68.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.55% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 61.48 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 8.86% เป็น 9.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ส่งผลให้การดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,337.14 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,314.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.84 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 1.7% กำไรสุทธิอยู่ที่ 124.03 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 124.90 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมของธุรกิจเป็นไปตามฤดูกาลปกติของช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญและใส่ใจในเรื่องการพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างต่อเนื่อง