หุ้น IPO

1 2 3 6

ภาพข่าว RPH

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนใน จ. ขอนแก่น เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาทโดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “RPH

ดร สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 27 ก.พ. 60 นี้ โดย RPH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมากว่า 23 ปี โดยกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประสบการณ์ ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลราชพฤกษ์” ขนาด 55 เตียง เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในจังหวัดขอนแก่นและใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปและคู่สัญญา ปัจจุบัน RPH อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขนาด 202 เตียง เพื่อรองรับความต้องการการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนที่มีต่อโรงพยาบาล คาดว่าเริ่มเปิดดำเนินงานได้ไตรมาส 2/61

 

 

RPH มีทุนชำระแล้ว 546 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 382.22 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 163.78 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 155.78 ล้านหุ้น กรรมการ และผู้บริหาร ของบริษัท 8.00 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 786.14 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ทางด้านนายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัทโดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ภายใต้แนวคิดการเยียวยาด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแพทย์ เพื่อยกระดับการให้บริการที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลสำหรับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคพื้นอินโดจีน

 

 

RPH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวศรีนัครินทร์ ถือหุ้นรวม 13.38% กลุ่มครอบครัวเหล่าไพบูลย์ ถือหุ้นรวม 12.47% และบมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ถือหุ้น 7.00% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 42.79 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 4/58 ถึงไตรมาส 3/59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้(fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาท

 
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

คุณประพันธ์-1

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ในวันที่ 23 ก.พ. 60 โดย MGT ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty chemical) มากกว่า 1,000 ชนิด จากผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 400 ราย โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทคือผู้ผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมพอลีเมอร์ อุตสาหกรรมสี และอุตสาหกรรมน้ำยาเคลือบผิวโลหะ เป็นต้น ทั้งนี้ MGT มีบริษัทร่วม 1 แห่ง คือ บ. เวอร์ทิส ลาเท็กซ์ ดำเนินธุรกิจผลิตหมอนและที่นอนยางพารา โดยเน้นการรับจ้างผลิตสินค้าให้แก่เจ้าของตราสินค้าตามที่ลูกค้ากำหนด (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM)

 

 

MGT มีทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 189 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 756 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้ายดร. วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) เปิดเผยว่า MGT จำหน่าย เคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนเติม (additive)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการทั้งด้านคุณสมบัติและราคา รวมถึงดูแลเรื่องการจัดซื้อและการบริหารการจัดส่งให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ maiจะช่วยเพิ่มฐานทุนให้กับบริษัทเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย MGT จะนำเงินที่ระดมทุนได้ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

 

 

MGT มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ ดร. วิทยา อินาลา ถือหุ้น 37.68% บจ. เมกาเคม (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงค์โปร์) ถือหุ้น 36.19% และนาย เอกชนสิษฎ์ วรหาญ โดย บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 1.25% ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 23.86 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59 ซึ่งเท่ากับ 31.69 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

SE 1

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. สยามอีสต์ โซลูชั่น ผู้จัดหาและจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมด้วย อรสา วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สยามอีสต์ โซลูชั่น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 588ล้านบาท เป็น บจ. ใน mai รายแรกของปี โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SE”

 

640x390_2308_1430906716

นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) ผู้ให้บริการ บริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing บริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคม รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ETE ได้ลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น (อันเดอร์ไรท์เตอร์) ร่วมกัน พร้อมด้วยบริษัทผู้ร่วมจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายอีก 3 แห่งอันประกอบไปด้วย บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ “ETE”

 

 

โดยมีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ ETE จำนวน 140 ล้านหุ้น อยู่ที่ราคาหุ้นละ 4.20 บาท ราคาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่มีโอกาสในการเติบโต และด้วยองค์ประกอบของบริษัทฯที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ให้บริการ บริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing และบริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี รวมถึงการขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยทั้ง 3 ธุรกิจถือว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสในการเติบโตได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้ ETE มีแผนที่จะใช้เงินเพื่อชำระเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถให้กับ ETE ในการขยายโอกาสในการรับงานของทั้ง 3 ธุรกิจได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

 

 

ETE ถือว่าเป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่มีความน่าสนใจ เพราะอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการบริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing และการให้บริการงานวิศวกรรม มากว่า 20 ปี มีกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐ และเอกชนที่ใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ETE เพิ่งขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีรายได้ที่แน่นอนตลอดระยะเวลา 25 ปี และที่สำคัญทีมงานผู้บริหารเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีวิสัยทัศน์ รวมถึงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของตลาดในอนาคต นายวรชาติกล่าว

 

 

ทางด้านนายโชษิต เดชวนิชยนุมัติ กรรมการผู้จัดการ สายวาณิชธนกิจ1 บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น ETE กล่าวว่า หุ้นไอพีโอของ ETE จะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 7-9 ก.พ. 60 และคาดว่าจะสามารถเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (m a i) ในวันที่ 15 ก.พ. 60 ซึ่งแอพเพิล เวลธ์มีความมั่นใจว่า ETE จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากในช่วงการนำเสนอข้อมูลบริษัทให้แก่นักลงทุน หรือ โรดโชว์ 6 จังหวัดที่ผ่านมา ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฏร์ธานี และกรุงเทพมหานคร ได้รับการตอบรับที่ดี

 

 

ด้านนายชยันต์ อัคราทิตย์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ผู้จัดการร่วมในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น ETE กล่าวว่า ETE เป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นด้วยลักษณะการประกอบธุรกิจที่มีความหลากหลาย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจบริหารจัดการ ธุรกิจบริการงานวิศวกรรมในธุรกิจนี้มานานเกือบ 20 ปี รวมถึงได้มีการขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะหนุนให้บริษัทเติบโตไปอีกก้าวหนึ่งในอนาคต

 

 

ด้านนายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจหลักๆใน 3 ลักษณะประกอบไปด้วย 1.ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการ (Management Service หรือ MS) แบ่งเป็นงานบริหารจัดการบุคลากร (Manpower Management หรือ MM) และงานบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ (Business Process Outsourcing หรือ BPO) และงานบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ (Car Rental management หรือ CM)

 

 

2.ธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรม (Engineering Service หรือ EN) ประกอบด้วยงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า (Electrical Power Engineering System หรือ EE) และงานวิศวกรรมระบบโทรคมนาคม
(Telecommunication Engineering System หรือ TL) และ

 

 

3.ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy หรือ SE) โดยมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 16.47 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองตราด จำกัด อ.เมือง จ.ตราด กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 2.สหกรณ์การเกษตรวัฒนานคร จำกัด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 3.สหกรณ์การเกษตรบางสะพานน้อย จำกัด อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 4.สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ คลองน้ำใส จำกัด อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 1.47 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 4 โครงการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือนธ.ค. 59 และเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนตั้งแต่เดือนม.ค. 60 เป็นต้นไป โดยมีอายุของสัญญาซื้อขายไฟ 25 ปี

 

 

ทั้งนี้บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) มีบริษัทย่อยอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ จำกัด หรือ ETEM มีทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริการบริหารจัดการ และธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.27 และบริษัท ไทย สปีดี้ เมเนจเมนท์ จำกัด หรือ TSDM มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับนรถ

 

 

อีกทั้งการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ ETE มีศักยภาพทางธุรกิจที่สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขยายโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งเราหวังว่า ETE จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยทีมผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง และสร้างการเติบโตให้กับ ETE อย่างมั่นคง และยั่งยืน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายไรวินท์กล่าว

 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 57 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,143.19 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 18.78 ล้านบาท และผลประกอบการในปี 2558 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,594.47 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 64.64 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการ 9 เดือนประจำปี 2559 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 59 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,061.46 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 19.36 ล้านบาท

AU

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. อาฟเตอร์ ยู ผู้นำร้านขนมหวานและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ อาฟเตอร์ ยูร่วมด้วย แม่ทัพ ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บมจ. อาฟเตอร์ ยู เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,263 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “AU

sripanwa1

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา  ร่วมด้วย วรสิทธิ อิสสระ ประธานกรรมการ บริษัท ชาญอิสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SRIPANWA

ประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. อาฟเตอร์ ยู (AU) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ในวันที่ 23 ธ.ค. 59 โดย AU ดำเนินธุรกิจร้านขนมหวาน แบรนด์ “อาฟเตอร์ ยู” 18 สาขา และร้านน้ำแข็งไส แบรนด์ “เมโกริ” 2 สาขา รวมถึงให้บริการจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่ และรับจ้างผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการสายการบิน และร้านอาหาร เป็นต้น

 

 

โดย AU มีทุนชำระแล้ว 72.50 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม560 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 165 ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 163 ล้านหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป (IPO) และกรรมการของบริษัท ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท (จัดสรรให้ประชาชนทั่วไป 161.5 ล้านหุ้นและกรรมการของบริษัท 1.5 ล้านหุ้น) และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทฯ (ESOP) จำนวน 1.57 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.1 บาท และจำนวน 0.43 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.25 บาท เมื่อวันที่ 14-16 ธ.ค. 59 มีมูลค่าการระดมทุนรวม 735 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,262.50 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายแม่ทัพ ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บมจ. อาฟเตอร์ ยู (AU) เปิดเผยว่า AU ให้ความสำคัญกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทใส่ใจในการเลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และการให้บริการที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ maiจะช่วยสร้างระบบงานที่แข็งแกร่ง และเพิ่มฐานทุนให้กับบริษัทเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย AU จะนำเงินที่ระดมทุนได้ลงทุนขยายธุรกิจของบริษัท ชำระคืนเงินกู้ และเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

 

 

ขณะที่ AU มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มนางสาวกุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ถือหุ้น42.48% กลุ่มนายแม่ทัพ ต.สุวรรณ ถือหุ้น34.76% และกลุ่มนามสกุลอารีเจริญเลิศ ถือหุ้น 3.98% ทั้งนี้ ในวันแรกที่เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ อาจจะเสนอขายหุ้นสามัญเดิมที่ตนถืออยู่ต่อบุคคลในวงจำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ราย รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 52.50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 7.2%ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ บนกระดานรายใหญ่ (Big-lot Board) ในราคาเสนอขายเดียวกับราคา IPO

 

 

ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน (book building) โดยราคาเสนอขายหุ้น IPO อยู่ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio)ที่ 34.6 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการ12 เดือนย้อนหลัง (ตุลาคม 2558-กันยายน2559) ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 95.3 ล้านบาทหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.13 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

ดร สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (SRIPANWA)เป็นทรัสต์กองแรกที่แปลงสภาพมาจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และจะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในวันที่ 23 ธ.ค. 59

 

 

SRIPANWA เสนอขายหน่วยทรัสต์จำนวน 200,183,000 หน่วย สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (SPWPF)เพื่อสับเปลี่ยนหน่วยทรัสต์กับหน่วยลงทุนของSPWPF ในอัตรา 1 ต่อ 1 ระหว่างวันที่ 25 พ.ย.-2 ธ.ค. 59 และอีกจำนวน78,881,000 หน่วย สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนSPWPF ระหว่างวันที่ 25, 28-29 พ.ย. 59 ในราคาหน่วยละ 10.80 บาท และจำนวนที่เหลือจากการเสนอขายผู้ถือหน่วยลงทุนSPWPF สำหรับผู้มีอุปการะคุณของเจ้าของทรัพย์สิน นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการะคุณของผู้จัดจำหน่าย ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค. 59 ในราคาหน่วยละ 10.80 บาท โดยมีบริษัท ชาญอิสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ เป็นทรัสตี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหน่วยทรัสต์

 

 

SRIPANWA ลงทุนในกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน อาคารสิ่งปลูกสร้าง และสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการโครงการโรงแรมศรีพันวาส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2โดยส่วนที่ 1 SRIPANWA จะได้รับโอนมาจากSPWPF ประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลล่าหรูหรา พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว (Pool Villa)  38 ยูนิต คิดเป็นห้องพัก 53 ห้อง  และห้องพักโรงแรมระดับหรูหรา พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว (Pool Suite East) 7 ห้อง และส่วนที่ 2 ประกอบด้วยห้องพักระดับหรูหราภายในอาคาร เดอะฮาบิตะ(The Habita) 30 ห้อง และบ้านพักตากอากาศแบบวิลล่าระดับหรูหรา X29 1 หลัง 3 ชั้น 5 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

 

 

ด้านนายวรสิทธิ อิสสระ ประธานกรรมการ บริษัท ชาญอิสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่าSRIPANWA ลงทุนในกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประกอบโครงการโรงแรมศรีพันวาส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการโรงแรมระดับหรูหรา ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ใน จ. ภูเก็ต โครงการโรงแรมศรีพันวา มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่บนพื้นที่ชายหาดส่วนตัวปลายสุดของแหลมพันวา ความหรูหราของโรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม และการใส่ใจดูแลและบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงแรมศรีพันวานั้น เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

 

 

ผู้ถือหน่วยทรัสต์รายใหญ่ของ SRIPANWA 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มบริษัทชาญอิสสระ ถือหน่วยทรัสต์ 30.54% สำนักงานประกันสังคม ถือหน่วยทรัสต์ 22.26% และ บมจ. ไทยศรีประกันภัย ถือหน่วยทรัสต์ 1.22% โดยSRIPANWA มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล ในอัตราไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของรอบปีบัญชี

 

ประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. อาม่า มารีน (AMA) จะเข้า  จดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มบริการ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ โดย AMA ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทั้งทางเรือและทางรถ โดยบริษัทให้บริการขนส่งทางเรือสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชชนิดต่างๆ โดยมีเส้นทางให้บริการหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออก และมีบริษัทย่อยให้บริการขนส่งทางรถบรรทุกในประเทศสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและไบโอดีเซล B100

 

AMA มีทุนชำระแล้ว 215.8 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 323.6 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 108 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 8-9 และ 13-14 ธ.ค. 59 ในราคาหุ้นละ 9.99 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 1,078.9 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,311.7 ล้านบาท มีบริษัท เซจแคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

ด้านนายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บมจ. อาม่า มารีน (AMA) เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี โดยให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ของโลกที่อยู่ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ปัจจุบัน มีเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีจำนวน 8 ลำ น้ำหนักบรรทุกรวมทั้งสิ้น 46,661 เมตริกตัน และมีรถบรรทุกน้ำมันจำนวน 95 คัน ปริมาณการบรรทุกรวมทั้งสิ้น 4.28 ล้านลิตร ซึ่ง AMA ถือเป็นบริษัทขนส่งทางเรือรายแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่รับขนส่งสินค้าเฉพาะของเหลว การนำบริษัทเข้าระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายกองเรือและกองรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และลงทุนเพื่อขยายธุรกิจการให้บริการด้านโลจิสติกส์

 

ทั้งนี้ AMA มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และญาติสนิท ถือหุ้น 39.49% บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด ถือหุ้น24.00% และกลุ่มนายพิศาล รัชกิจประการ และญาติสนิท ถือหุ้น 6.02% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio)ที่ 31.29 เท่า คำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือน (1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59) ซึ่งเท่ากับ 137.80 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.32 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 25%ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและกฎหมาย

ดร สันติ-1

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ (TNR) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ ในวันที่ 29 พ.ย. 59 นี้ โดย TNR ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้เครื่องหมายการค้า Onetouch รวมทั้งรับจ้างผลิต (OEM) และงานประมูลเพื่อผลิตให้แก่องค์กรภาครัฐและเอกชน

 

 

โดย TNR ได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศ และส่งออกไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานผลิต 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 1,959 ล้านชิ้นต่อปี

 

 

ขณะที่ TNR มีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม262.50 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 37.50 ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวน และหุ้นสามัญเดิมโดยผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯจำนวน 37.50 ล้านหุ้น ต่อบุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของ TNR  ในราคาหุ้นละ 16.00 บาท เมื่อวันที่ 21-23 พ.ย. 59 มีมูลค่าระดมทุนรวม 600 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO4,800 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ (TNR) เปิดเผยว่า TNR ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดถุงยางอนามัยในประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า Onetouch โดยปัจจุบันอยู่ที่ 20.6% ของมูลค่าตลาดรวม เป็น 35.0% ภายในปี 63 และจะเร่งขยายตลาดไปสู่ประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย และแอฟริกา ที่ยังคงมีความต้องการใช้สินค้าอยู่อีกมาก การนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน โดยบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ไปใช้ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการต่อไป

 

 

หลัง IPO TNR มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ บริษัท เจริญอักษร โฮลดิ้ง กรุ๊พ จำกัด ถือหุ้น 26.25% THK Investment Company Limited ถือหุ้น 13.75% และนายสมศักดิ์ นายสุรพล นายอมร และนางสาวศิรินันท์ ดารารัตนโรจน์ ถือหุ้นรายละ 8.75% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 20.4เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59) ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 235.10 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.80บาท

 

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

สันติ5

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท (FN)จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดพาณิชย์ ในวันที่ 14 พ.ย. 59 นี้ โดย FN ดำเนินธุรกิจศูนย์จัดจำหน่ายสินค้าประเภท เอ๊าท์เลท ภายใต้ชื่อ “เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท” ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ประเภทเสื้อผ้า เครื่องนอน เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ และตราสินค้าอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น International Brand รวมไปถึงสินค้าบริโภคของโครงการหลวง และสินค้าเกษตร OTOP ที่วางจำหน่ายอยู่ในร้าน “ต้นกล้า”

 

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มีเอ๊าท์เลททั้งสิ้น 7 สาขา และมีบริษัทย่อย คือ บริษัท เซฟ นาว จำกัด โดยถือเป็นแบรนด์รอง ของบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ประเภทเสื้อผ้า เครื่องนอน เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ภายในบ้าน ในรูปแบบห้างสรรพสินค้า เน้นกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับล่าง

 

 

FN มีทุนชำระแล้ว 500 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 750 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 250 ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อบุคคลทั่วไป  ผู้ลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของ FN ในราคาหุ้นละ 3.88 บาท เมื่อวันที่ 7-9 พ.ย. 59 มีมูลค่าระดมทุนรวม 970 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,880 ล้านบาท โดยมีบริษัท แอสเซส โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายเบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท (FN) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุนของบริษัทฯ โดยมีแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจต่อไป

 

 

หลัง IPO FN มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มนายปรีชา ส่งวัฒนา ถือหุ้น 31.50% กลุ่มนายสมชัย ส่งวัฒนา ถือหุ้น 19.50% และนายวราชัย ส่งวัฒนา ถือหุ้น 14.25% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 32.33 เท่า คำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2558-30 กันยายน 2559) ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 115.75 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.12 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

 

ประพันธ์ เจริญประวัติ2

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มเทคโนโลยี ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ โดย COMAN เป็นผู้พัฒนาโปรแกรม Comanche Hotel Softwareand Data Base ซึ่งใช้บริหารจัดการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวขึ้นไป อาทิ โรงแรมในเครือเซ็นทารา เครืออิมพีเรียล เครืออีสติน เครือแคนทารี และเครือโอ๊ควู้ด

 

 

นอกจากนี้ COMAN มีนโยบายลงทุนในธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงหรือสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทฯ ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ถือหุ้น 99.99% ของทุนชำระแล้ว ในบริษัท เอ็มเอสแอล ซอฟต์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษา วางแผน ออกแบบ และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของดิจิตอลโซลูชั่นเพื่อใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับองค์กร (Enterprise Data Management Solutions) มุ่งเน้นลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจการเงินและการธนาคาร และสายการบิน เป็นต้น

 

 

COMAN มีทุนชำระแล้ว 67 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 100 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 34 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2559 ในราคาหุ้นละ 7.80 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 265.20 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,045.20 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย

 

 

ด้านนายสมบูรณ์ ศุขีวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน COMAN มีลูกค้าที่เป็นผู้ให้บริการห้องพักราว 650 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 540 แห่ง และต่างประเทศ 110 แห่ง ใน 17 ประเทศ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการเป็นผู้พัฒนาและให้บริการระบบงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมและโซลูชั่นที่เกี่ยวเนื่องภายในกลุ่มบริษัท การลงทุนในบริษัทที่มีธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจหลัก รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

 

COMAN มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มนายสมบูรณ์ ศุขีวิริยะ ถือหุ้น 38.06% และกลุ่มนายอภิชัย สกุลสุรียเดช 36.57% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 31.2 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิของงบการเงินรวมในรอบ 12 เดือน (1 ก.ค. 58-30 มิ.ย. 59) ซึ่งเท่ากับ 33.98 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.25 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลของบริษัทและบริษัทย่อยในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลของงบการเงินเฉพาะกิจการ และหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

TPRIME 1

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยแลนด์ ไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ร่วมด้วย สุชาติ เจียรานุสสติ กรรมการบริหาร บริษัท เอสซีซีพี รีทส์ จำกัด เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 59 มูลค่า 5,475 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TPRIME

สันติ5

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยแลนด์ ไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้ (TPRIME) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในวันที่ 31 ต.ค. 59

 

 

โดย TPRIME จะเสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อผู้ลงทุนระหว่างวันที่ 4-7 ต.ค. 59 จำนวน 547.50 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 10 บาท รวมมูลค่าเสนอขาย 5,475 ล้านบาท โดยมีบริษัท เอสซีซีพี รีทส์ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เป็นทรัสตี บริษัท แกรนท์ ธอนตัน เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์

 

 

TPRIME ลงทุนในกรรมสิทธิโครงการเอ็กเชน ทาวเวอร์ โดยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 99.99% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท เอ็กเชน ทาวเวอร์ จำกัด และสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารโครงการเมอร์คิวรี่ทาวเวอร์ ระยะเวลา 19 ปี สิ้นสุดเดือนพ.ย. 78 ทั้ง 2 โครงการมีพื้นที่ให้เช่าทั้งส่วนของสำนักงานและพื้นที่ร้านค้ารวมทั้งสิ้น 67,653 ตารางเมตร โดยมีผู้เช่าทั้งบริษัทไทยและบริษัทข้ามชาติในหลากหลายธุรกิจ ในอัตราการเช่ามากกว่า 97%

 

 

ด้านนายสุชาติ เจียรานุสสติ กรรมการบริหาร บริษัท เอสซีซีพี รีทส์ จำกัด เปิดเผยว่า TPRIME มีจุดเด่นคือการผสมผสานระหว่างกองทรัสต์ที่ประกอบด้วย กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (Freehold) และ สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) อยู่ในกองเดียวกัน ซึ่งโครงการที่ TPRIME เข้าไปลงทุนทั้ง 2 โครงการ ถือว่าเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ ตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางย่านธุรกิจที่แวดล้อมด้วยสาธารณูปโภคครบครัน เชื่อมต่อแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน จึงทำให้มีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ในระดับสูง และเชื่อว่าด้วยศักยภาพของอาคารและทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง ผนวกกับความเป็นมืออาชีพในการบริหารอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ จะช่วยเพิ่มมูลค่าของการลงทุน และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์

 

 

ทั้งนี้ TPRIME มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ในอัตราไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของรอบปีบัญชี โดยหลัง IPO ผู้ถือหน่วยทรัสต์รายใหญ่ของ TPRIME 3 ลำดับแรก ได้แก่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหน่วยทรัสต์ 21.00% บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหน่วยทรัสต์ 9.13% และ
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหน่วยทรัสต์รายละ 7.31%

BPP1

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ  ร่วมด้วย รศ. ดร. นริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ และ ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บมจ. บ้านปู เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO63,959 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “BPP

สันติ5

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค  ในวันที่ 28 ต.ค. 59 โดยกลุ่ม BPP ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยมีการลงทุนทั้งในโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ BPPเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. บ้านปู (BANPU) ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างโดยแยกกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าออกมา เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไฟฟ้าในอนาคตของกลุ่ม BANPU โดย BANPU เห็นถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจ จึงนำ BPP เข้าจดทะเบียน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจในระยะยาวของ BPP และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กลุ่ม BANPU

 

 

ปัจจุบัน BPP มีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการลงทุนที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,913 เมกะวัตต์เทียบเท่า แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า จำนวน 1,711.2 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไอน้ำจำนวน 813 ตันต่อชั่วโมง และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจำนวน 56.6 เมกะวัตต์

 

 

โดย BPP มีทุนชำระแล้ว 30,456.92 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 2,397.19 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 648.49ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนต่อผู้ถือหุ้นของ BANPU เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น 210 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 10-13 ต.ค. 59 และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนต่อบุคคลทั่วไป และนักลงทุนสถาบัน 438.49 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 21 บาท เมื่อวันที่ 18-20 ต.ค. 59  มีมูลค่าการระดมทุนรวม 13,618.34 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 63,959 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์  บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัท เดอะ ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวงจำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับกลุ่มบริษัท โดยมีแผนนำเงินที่ระดมทุนได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ไปชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้ขยายธุรกิจไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับพันธกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งขยายการผลิตไฟฟ้าจากทั้ง Conventional Energy และRenewable Energy ที่กระจายครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียอย่างสมดุล ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า ภายในปี 68 และพร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปอย่างยั่งยืน

 

 

หลังจาก IPO BPP มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ บมจ. บ้านปู ถือหุ้น 78.71% Credit Suisse (Singapore) Limited ถือหุ้น 5.35% และกลุ่มครอบครัวว่องกุศลกิจ ถือหุ้น 0.91% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book building) ของนักลงทุนสถาบัน โดยช่วงราคาที่นำมาใช้นี้อยู่ที่ระหว่างราคา 18- 21 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ระหว่าง 13.72-16.01 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 ก.ค. 58-30 มิ.ย. 59) ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,996 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวมหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนด

 

ดร.สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. สหกล อิควิปเมนท์ (SQ) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง ในวันที่ 26 ต.ค. 59 นี้ โดย SQ ดำเนินธุรกิจให้บริการและดำเนินงาน ด้านการทำเหมืองอย่างครบวงจร โดยครอบคลุมถึงการวางแผน การให้คำปรึกษา การปฏิบัติงานเปิดหน้าเหมือง การรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาและระบบสาธารณูปโภคภายในเหมือง และการให้เช่าและซ่อมบำรุงเครื่องจักรขนาดใหญ่

 

 

ปัจจุบัน SQ ดำเนินงานให้บริการแก่โครงการทั้งสิ้น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเหมืองแม่เมาะ โครงการ 7 และ โครงการ 8 และโครงการเหมืองหงสา ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งแต่ละโครงการมีอายุสัญญาไม่น้อยกว่า 10 ปี

 

 

SQ มีทุนชำระแล้ว 1,130 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 750 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 380 ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อนักลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่าย และผู้มีอุปการคุณของ SQ ในราคาหุ้นละ 3.20 บาท เมื่อวันที่ 14, 17-18 ต.ค. 59 มีมูลค่าระดมทุนรวม 1,216 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,616 ล้านบาท โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการร่วมการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายศาศวัต ศิริสรรพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สหกล อิควิปเมนท์ (SQ) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับบริษัทฯ โดยมีแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ไปใช้ลงทุนในโครงการเหมืองแม่เมาะ โครงการ 8 จำนวนหนึ่ง และส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ

 

 

หลัง IPO SQ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มครอบครัวสิริสรรพ์ ถือหุ้น 28.63% กลุ่มครอบครัวอารีกุล ถือหุ้น 18.58% และ กลุ่มครอบครัวเทวกุล ถือหุ้น 6.20% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building) โดยราคาเสนอขายเท่ากับหุ้นละ 3.20 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 21.74 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการ 4 ไตรมาสล่าสุด (1 ก.ค. 58-30 มิ.ย. 59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.15 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

 

1st trading day

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. ซีลิค คอร์พ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์กาวอุตสาหกรรม ร่วมด้วย เอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ณรงค์ สุวัฒนพิมพ์ รองประธานกรรมการ บมจ. ซีลิค คอร์พ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาIPO 812 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SELIC”

 

ประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. ซีลิค คอร์พ (SELIC) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ในวันที่ 18 ตุลาคม 2559 โดย SELIC ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย รวมทั้งวิจัยและพัฒนากาวอุตสาหกรรม แบ่งสินค้าของบริษัทเป็น 4 กลุ่มคือ กาว Solvent, กาวน้ำ, กาว Hot Melt, และสารเคมีภัณฑ์อื่นๆ เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศกว่า 27 ประเทศ ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ VEGAMELT, INTENSITY, MINERVA, TORA, ICETECH, DELTABOND, WORLD, ZICCO, RHINO, TUFF KIT เป็นต้น

 

 

SELIC มีทุนชำระแล้ว 140 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 200 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 80 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 10-12 ตุลาคม 2559 ในราคาหุ้นละ 2.90 บาท มูลค่าการระดมทุนรวม 232 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาIPO 812 ล้านบาท มีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจท์เม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีลิค คอร์พ (SELIC) เปิดเผยว่า SELIC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและประยุกต์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของลูกค้า การนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างฐานทุนที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย SELIC จะนำเงินที่ระดมทุนได้ลงทุนจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการวิจัยและพัฒนา ปรับปรุงอาคารและระบบการผลิต ลงทุนสำหรับวางระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ

 

 

SELIC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มสุวัฒนพิมพ์ ถือหุ้น 67.50% กลุ่มว่องกุศลกิจ ถือหุ้น 2.00% และนายศุภวัตร ลิขิตธนวงศ์ ถือหุ้น 1.22% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 19.33 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2558-30 มิถุนายน 2559) ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 42.26 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.15 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

 

 

1 2 3 6