หุ้น IPO

1 2 3 7

GGC เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ จิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 60 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาIPO 11,050.67 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GGC

ดร สันติ-2

บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มPTTGC พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2 พ.ค. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 11,050.67 ล้านบาทโดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า“GGC”

 

 

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GGC” ในวันที่ 2พฤษภาคม 2560 โดย GGC ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ผลิตภัณฑ์ผลปาล์ม (น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ และน้ำมันเมล็ดในปาล์มบริสุทธิ์) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสารโอลีโอเคมีพื้นฐาน ได้แก่ เมทิลเอสเทอร์ แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน ซึ่งในอนาคตสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมจากวัตถุดิบธรรมชาติอื่น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

 

 

GGC เป็นบริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (green flagship company)ของกลุ่ม บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลกที่โดดเด่นในทุกตลาดที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตเมทิลเอสเทอร์รายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์เพียงรายเดียว ในประเทศไทย

 

 

GGC มีทุนชำระแล้ว 9,866.67 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 740.00 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 246.67 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) แบ่งเป็นผู้ลงทุนสถาบัน 123.33 ล้านหุ้น และ บุคคลทั่วไป 123.33 ล้านหุ้น (ไม่รวมหุ้นส่วนเกิน) เมื่อวันที่ 20-21 และ 24 เมษายน 2560 ในราคาหุ้นละ 11.20 บาท มีมูลค่าระดมทุนราว 2,762.67ล้านบาท (ไม่รวมหุ้นส่วนเกิน) และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 11,050.67 ล้านบาทโดยมี บล. ฟินันซ่า และ บล. ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและตอบสนองแผนการเติบโตให้กับบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 และโครงการ Biocomplex รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวข้างต้น (หากมีความจำเป็น) และโครงการในอนาคตของบริษัทฯ

 

 

ทั้งนี้ หลัง IPO GGC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ถือหุ้น 71.25% (ซึ่งเป็นสัดส่วนหลังจากที่ PTTGC ได้ให้ผู้จัดสรรหุ้นส่วนเกินยืมหุ้นเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน โดยที่ยังไม่ถึงกำหนดการคืนหุ้นที่ให้ยืม) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.91% และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.84% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนสถาบัน (book building) โดยอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ(P/E) ของบริษัทฯ เท่ากับ 11.91 เท่า โดยพิจารณาเปรียบเทียบกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)ของบริษัทฯ ที่เท่ากับ 0.94 บาทต่อหุ้น ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ (เฉพาะส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 หารด้วยจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วของบริษัทฯ ที่ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินจากบริษัทฯ ตามการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า30% ของกำไรสุทธิของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน ความจำเป็นและความเหมาะสมอื่นๆ ในอนาคตด้วย

 

glandrt

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ พลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์ ประธานกรรมการ บริษัท จีแลนด์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด  ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่าภายในโครงการเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และโครงการยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 60 ด้วยมูลค่า 4,997.69 ล้านบาท  โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GLANDRT

ดร สันติ-1

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์(GLANDRT) เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่าภายในโครงการเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และโครงการยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 21 เม.ย. นี้ ด้วยมูลค่า 4,997.69 ล้านบาท  โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่าGLANDRT

 

 

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ (GLANDRT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GLANDRT” ในวันที่ 21 เม.ย. 60 นี้

 

 

GLANDRT เสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อผู้มีอุปการคุณของกลุ่ม บมจ. แกรนด์ คาแนล แลนด์ (GLAND) และผู้จัดจำหน่าย ระหว่างวันที่ 3-5 เม.ย. 60 และเสนอขายต่อกลุ่มบริษัทGLAND และ/หรือกลุ่มบุคคลเดียวกันและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 7 และ 10-11 เม.ย. 60 รวมจำนวน 499.77 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 10 บาท รวมมูลค่าเสนอขาย 4,997.69 ล้านบาท โดยมีบริษัท จีแลนด์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย บมจ. แกรนด์ คาแนล แลนด์ เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นทรัสตี บมจ. ธ. กรุงไทย และ บมจ. ธ. ไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหน่วยทรัสต์

 

 

GLANDRT ลงทุนในสิทธิการเช่าส่วนอาคารสำนักงานของโครงการเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส เป็นระยะเวลา 30 ปี และโครงการยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ เป็นระยะเวลา 17 ปี 7 เดือน ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีพื้นที่ให้เช่าทั้งส่วนของสำนักงาน ห้องประชุมและพื้นที่ส่วนกลางที่เกี่ยวเนื่องประมาณ 126,173 ตารางเมตร โดยมีผู้เช่าทั้งบริษัทไทยและบริษัทข้ามชาติในหลากหลายธุรกิจ มีอัตราการเช่าประมาณ 98%

 

 

ด้านพลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์ ประธานกรรมการ บริษัท จีแลนด์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า GLANDRT ลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารสำนักงานเกรด B+ ถึง A ตั้งอยู่บนบริเวณหัวมุมถนนพระราม 9 ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District) แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานครที่มีการคมนาคมสะดวก สามารถเชื่อมต่อถนนสำคัญหลายสาย และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) จึงทำให้มีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการบริหารจัดการโดยกลุ่มบริษัท GLAND ซึ่งมีประสบการณ์และความพร้อมในการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ จึงเชื่อว่า GLANDRTจะช่วยเพิ่มมูลค่าของการลงทุน และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์

 

 

GLANDRT มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ในอัตราไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของรอบปีบัญชี โดยหลังIPO ผู้ถือหน่วยทรัสต์รายใหญ่ของ GLANDRT3 ลำดับแรก ได้แก่ บมจ. แกรนด์ คาแนล แลนด์  ถือหน่วยทรัสต์ 15% บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต บมจ. ไทยประกันชีวิต ถือหน่วยทรัสต์รายละ 3.40%และ บมจ. ทิพยประกันชีวิต ถือหน่วยทรัสต์ 3.00%

MM-1st-Trading-Day-S700

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ รองประธานกรรมการ บมจ.มัดแมน ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. มัดแมน ผู้บริหารแบรนด์ Dunkin’ Donuts, Au Bon Pain และ Baskin Robbins และเจ้าของแบรนด์ Greyhound เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 60 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 5,538.24 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “MM”

MM-1st-Trading-Day-S700

นายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มัดแมน  (MM) เปิดเผยว่า ได้นำหุ้น บมจ.มัดแมน เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก โดยใช้ชื่อย่อ ‘MM’ ในการซื้อขายหลังจากที่ได้เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 210,980,750 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ บมจ.ทรัพย์ศรีไทย (SST) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบัน ในราคาหุ้นละ 5.25 บาท

 

 

หลังจากที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ บริษัทฯ จะเร่งขยายธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งที่ดำเนินการภายใต้สิทธิตามสัญญามาสเตอร์แฟรนไชส์และที่ดำเนินการภายใต้แบรนด์ตัวเอง โดยเน้นไปที่แบรนด์ดังกิ้น โดนัท, โอ บอง แปง, บาสกิ้น ร็อบบิ้นส์, ครัวเอ็ม และเกรฮาวด์ คาเฟ่ เพื่อก้าวสู่ผู้นำธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ส่วนธุรกิจไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ ‘เกรฮาวด์’ ขณะนี้ยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่ม

 

 

ขณะที่แผนขยายธุรกิจ ‘เกรฮาวด์ คาเฟ่’ ซึ่งเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ดำเนินการภายใต้แบรนด์ของตนเอง ตั้งเป้าขยายสาขาในไทยอีก 6-9 สาขา รวมเป็น 19-22 สาขาภายในปี 63 คาดว่าใช้เงินลงทุนแห่งละ 15-20 ล้านบาท อีกทั้งจะขยายสาขาผ่านการให้สิทธิแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซียและสิงคโปร์ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางเป้าหมายขยายการให้สิทธิแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นปีละ 1-2 ประเทศ

 

 

นอกจากนี้จะลงทุนขยายร้านเกรฮาวด์ คาเฟ่ ในทวีปอื่น ๆ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป โดยล่าสุด ได้จดทะเบียนจัดตั้ง GHC Café (UK) Co.,Ltd ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด เพื่อพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอังกฤษ โดยได้ลงทุนร้านเกรฮาวด์ คาเฟ่แห่งแรกที่อังกฤษเป็น Flagship Store ที่เป็นต้นแบบในการขยายสาขาผ่านการให้สิทธิแฟรนไชส์ในยุโรปต่อไป คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ นอกจากนี้ มีแผนขยายธุรกิจครัวเอ็มซึ่งเป็นธุรกิจรับบริหารศูนย์อาหารในโรงพยาบาล (Cafeteria) และบริการอาหารสำหรับผู้ป่วยใน (IPD Food Services) ไปยังสถานที่อื่น ๆ เช่น โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติ ฯลฯ

 

 

ส่วนธุรกิจที่ดำเนินงานภายใต้สัญญามาสเตอร์แฟรนไชส์ ได้แก่ ดังกิ้น โดนัท โอ บอง แปง และบาสกิ้น รอบบิ้นส์ มีแผนขยายสาขาเพิ่มแบรนด์ละ 12-15 สาขาต่อปี 5-6 สาขาต่อปี และ 3-5 สาขาต่อปีตามลำดับ ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 63 คาดว่าจะมีร้านดังกิ้น โดนัท โอ บอง แปง และบาสกิ้น รอบบิ้นส์ เพิ่มขึ้นเป็น 355 สาขา 96 สาขา และ 54 สาขาตามลำดับ

 

 

ด้านนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เปิดเผยว่า บมจ.มัดแมน มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าในปี 59 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ แต่เป็นการขาดทุนที่เกิดจากการตัดค่าจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการและการด้อยค่าของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น ถ้าหากไม่มีค่าใช้จ่ายดังกล่าว บริษัทก็ยังคงมีกำไรจากการดำเนินงาน จึงมั่นใจว่า MM จะมีศักยภาพการเติบโตที่ดีในอนาคต

 

 

อีกทั้งธุรกิจของ บมจ.มัดแมน มีจุดแข็งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีความถี่ในการเปิดตัวเมนูใหม่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนพัฒนาเมนูเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญเพื่อเพิ่มยอดขาย ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินค้า ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บและกระจายสินค้า รวมถึงมาตรฐานการให้บริการหน้าร้าน การบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงมุ่งเน้นการทำการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้น

 

 

ทั้งนี้ มองว่า บมจ.มัดแมน มีศักยภาพในการแข่งขันที่ดีและโอกาสที่จะเทิร์นอราวนด์ได้ โดยนอกจากจุดแข็งทางธุรกิจแล้ว ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังได้รับปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทานอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารที่คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9.95 แสนล้านบาทในปี 62 จากปี 59 ที่ 7.88 แสนล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี นายมนตรี กล่าว

ดร สันติ

บมจ. มัดแมน ผู้บริหารแบรนด์ Dunkin’ Donuts, Au Bon Pain และ Baskin Robbinsและเจ้าของแบรนด์ Greyhound เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai 11 เม.ย. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 5,538.24 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “MM”

 

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. มัดแมน จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยเกณฑ์ market capitalization โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “MM” ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ โดย MM เป็นบริษัทย่อยของบมจ. ทรัพย์ศรีไทย (SST) ที่เล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจไลฟ์สไตล์ จึงนำ MM เข้าจดทะเบียนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจในระยะยาวของ MM รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่ม SST

 

 

MM ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (holding company) ที่ประกอบธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ มีบริษัทย่อย 5 บริษัท โดยมี บจ. โกลเด้น โดนัท(ประเทศไทย) เป็นบริษัทแกน ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์จากต่างประเทศ 3 แบรนด์ ได้แก่ ดังกิ้น โดนัท (307 สาขา) โอ บอง แปง (72 สาขา) และบาสกิ้น ร็อบบิ้นส์ (34 สาขา) และมีแบรนด์ของตนเอง ได้แก่ เกรฮาวด์ คาเฟ่ (28 สาขา) และครัวเอ็ม (1 สาขา) สำหรับธุรกิจจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ปัจจุบันมีแบรนด์ เกร์ฮาวด์ (14สาขา)

 

 

MM มีทุนชำระแล้ว 1,054.90 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 843.92 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน210.98 ล้านหุ้น โดยนำหุ้นจำนวนไม่เกิน 41.44ล้านหุ้น เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นของ SST (Pre-emptive Right) เมื่อวันที่ 29-31 มี.ค.60 และเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) 169.54 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 3-5 เม.ย. 60 ในราคาหุ้นละ 5.25 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 1,107.65 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 5,538.24 ล้านบาท โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้ายนายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มัดแมน (MM) เปิดเผยว่าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเงินทุนให้กับบริษัท โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ไปชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินลงทุนขยายธุรกิจ

 

 

ทั้งนี้ MM มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ บมจ. ทรัพย์ศรีไทย ถือหุ้น 64.27% บมจ. น้ำตาลขอนแก่น ถือหุ้น 7.46% และครอบครัวชินธรรมมิตร์ ถือหุ้น 3.75% การกำหนดราคาเสนอขาย IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน (book building) ซึ่งกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่5.25 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลของบริษัทและบริษัทย่อยในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิบนงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษี และหลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย รวมถึงเงินสำรองอื่นๆ (ถ้ามี)

สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าบมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์  (WHAUP) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “WHAUP” ในวันที่ 10 เม.ย. 60 นี้ โดย WHAUP เป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี นับจากวันที่ 30 มี.ค. 59 ในการให้บริการสาธารณูปโภคแบบครบวงจรแก่ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมตามที่กำหนดของกลุ่ม บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน (กลุ่มเหมราชฯ) ในการจัดจำหน่ายน้ำดิบ ผลิตและจำหน่ายน้ำเพื่ออุตสาหกรรม และบริหารจัดการน้ำเสีย และลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนประมาณ 350 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มเป็น 540 เมกะวัตต์ ภายในต้นปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างทางธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานทั้งหมดของกลุ่ม บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และกลุ่มเหมราชฯ ให้มาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทฯ

 

 

WHAUP มีทุนจดทะเบียน 3,825 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 640 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 125 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญทั้งสิ้น 229.50 ล้านหุ้น ต่อผู้ถือหุ้นเดิมของ WHA เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น 57.29 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 22-24 มี.ค. 60 ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และบริษัทฯ 57.46 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 22-28 มี.ค. 60 และนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ 114.75 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 30-31 มี.ค. และวันที่ 3 เม.ย. 60  ในราคาหุ้นละ 26.25 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 3,281.25 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 20,081.25  ล้านบาท โดยมีธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เปิดเผยว่า การนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทฯ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งในส่วนของการขยายธุรกิจสาธารณูปโภค การเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจพลังงานทดแทนที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนพื้นที่หลังคาของคลังสินค้า และโรงงานให้เช่าภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่ม WHA และโครงการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเพื่อพลังงาน เพื่อมุ่งเน้นสู่การเป็นผู้นำในสาธารณูปโภคและธุรกิจพลังงานอย่างครบวงจร

 

 

 

WHAUP มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่ม บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน ถือหุ้น 70.00% กลุ่มนายสมยศ อนันตประยูร และนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ถือหุ้น 3.54% และ CLSA Limited ถือหุ้นรวม 3.40% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน (book building)  โดยคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 20.75 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ (อ้างอิงงบการเงินเสมือน) ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 59-31 ธ.ค. 59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 1.265 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักสำรองตามกฎหมายในแต่ละปี

ภาพข่าว “TPIPP เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก”

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะรายใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อวันที่ 5เม.ย. 60 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 58,800 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TPIPP

สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เป็นบริษัทย่อยของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TPIPP” ในวันที่ 5 เม.ย. 60 นี้ โดย TPIPP ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะและพลังงานความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของ TPIPL ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ TPIPL ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวม 150 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มเป็น 440 เมกะวัตต์ ภายในปี 60 รวมถึงดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) ในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดรวม 12 แห่งด้วย

 

 

TPIPP มีทุนจดทะเบียน 8,400 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 5,900 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 2,500 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ TPIPL เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น 125 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 22-24 มี.ค. 60 และเสนอขายต่อนักลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณ และผู้ซื้อหลักทรัพย์เบื้องต้นในต่างประเทศ 2,375 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 24 และ 27-29 มี.ค. 60 ในราคาหุ้นละ 7 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 17,500 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 58,800 ล้านบาท โดยมีธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เปิดเผยว่า การระดมทุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัท รองรับการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ สอดรับกับพันธกิจของบริษัทที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีประสิทธิภาพในการกระบวนการผลิตภายใต้แนวทาง “ขยะเป็นศูนย์” หรือ Zero Waste อีกทั้งจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระคืนหนี้คงค้าง

 

 

TPIPP มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ TPIPL ถือหุ้น 70.24% CIMB SECURITIES (SINGAPORE) PTE.LTD. ถือหุ้น 5.15% และ DEUTSCHE BANK AG, LONDON ถือหุ้นรวม 1.15% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน (book building) โดยคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่  32.23 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ไตรมาส 1- ไตรมาส 4/59)  หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.2172 บาท

 

 

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท

D 1 day

ประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และ ทันตแพทย์พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการทันตกรรมครบวงจร เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,200 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “D”

 

D เหนือจอง

คุณประพันธ์  เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ  ไอ ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกับ  ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณลูซินดา เฉิน กรรมการ คุณประทีป วาณิชย์ก่อกุล  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน   บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น (D) และดร. ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ ในพิธีเปิด “การซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ” ของบมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น (D ) โดยมีราคาเปิดที่ 8.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 41.67% จากราคา IPO ที่ 6.00 บาท ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ อาคาร B ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

คุณประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “D” ในวันที่ 3 เม.ย. นี้ โดย D และบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “BIDC”,“Dental Signature” และ “Smile Signature”ปัจจุบันมีศูนย์ทันตกรรมและคลินิกทันตกรรมทั้งหมด 12 สาขา ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 10 สาขา และภูเก็ต 2 สาขา ดำเนินการภายใต้ “BIDC” 1 สาขา, “Dental Signature” 3 สาขา และ“Smile Signature” 8 สาขา

 

 

D มีทุนชำระแล้ว 100 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 150 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 23-27 มี.ค. 60 ในราคาหุ้นละ 6.00 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 300 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,200 ล้านบาท มีบริษัทที่ปรึกษาเอเซีย พลัส จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านทพ. พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น (D) เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจมา กว่า 12 ปี ให้บริการทั้งในรูปแบบศูนย์ทันตกรรมและคลินิกทันตกรรมด้วยเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีมาตรฐานการรักษาในระดับสากล ศูนย์ทันตกรรม BIDC ได้รับการรับรองมาตรฐาน Joint Commission International (JCI) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก บริษัทให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้รับบริการ กลุ่มลูกค้าของบริษัทมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพื่อขยายสาขา ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

 

 

D มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวตันตาปกุล ถือหุ้น 77.18% กลุ่มครอบครัวแก้วสว่าง ถือหุ้น 0.90% และ Mr. Chen Chung Ni ถือหุ้น 0.50% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 28.22 เท่า คำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 ม.ค. 59-31 ธ.ค. 59) ซึ่งเท่ากับ 42.52 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21บาททั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและกฎหมาย

ภาพข่าว ASAP เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก

ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ ผู้ให้บริการรถยนต์ให้เช่าแบบครบวงจร เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 60 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,999.80ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ASAP

สันติ set

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มการเงิน หมวดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ASAP” ในวันที่ 30 มี.ค. 60 นี้ โดย ASAP ให้บริการรถยนต์ให้เช่าแบบครบวงจร ภายใต้ชื่อ “asap” ด้วยรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ให้เช่าระยะยาว (Operating Lease) สำหรับลูกค้านิติบุคคล รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นสำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา และรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ (Limousine) สำหรับลูกค้านิติบุคคลที่มีความต้องการเช่ารถยนต์พร้อมบริการคนขับรถ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

 

ASAP มีทุนจดทะเบียน 330 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 450 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 210 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 189 ล้านหุ้น และกรรมการและผู้บริหารของบริษัท 21 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 22-24 มี.ค. 60 ในราคาหุ้นละ 3.03 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 636.30 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,999.80 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ (ASAP) เปิดเผยว่า การระดมทุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัทในการลงทุนพัฒนาโครงการศูนย์รวมการให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์แบบครบวงจร “asap Auto Park” ย่านบางนา-ตราด คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/61 เพื่อรองรับการขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดที่มีแนวโน้มการใช้บริการรถเช่าทั้งแบบระยะยาวและระยะสั้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชำระคืนหนี้สิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

 

ASAP มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวนายทรงวิทย์ 68.18% DEUTSCHE BANK AG, LONDON 3.18% และนายญนน์ โภคทรัพย์ 0.68% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบันในประเทศ (book building)  โดยคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 27.55 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการปี 2559 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท

ภาพข่าว RPH

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนใน จ. ขอนแก่น เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาทโดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “RPH

ดร สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 27 ก.พ. 60 นี้ โดย RPH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมากว่า 23 ปี โดยกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประสบการณ์ ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลราชพฤกษ์” ขนาด 55 เตียง เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในจังหวัดขอนแก่นและใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปและคู่สัญญา ปัจจุบัน RPH อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขนาด 202 เตียง เพื่อรองรับความต้องการการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนที่มีต่อโรงพยาบาล คาดว่าเริ่มเปิดดำเนินงานได้ไตรมาส 2/61

 

 

RPH มีทุนชำระแล้ว 546 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 382.22 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 163.78 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 155.78 ล้านหุ้น กรรมการ และผู้บริหาร ของบริษัท 8.00 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 786.14 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ทางด้านนายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัทโดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ภายใต้แนวคิดการเยียวยาด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแพทย์ เพื่อยกระดับการให้บริการที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลสำหรับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคพื้นอินโดจีน

 

 

RPH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวศรีนัครินทร์ ถือหุ้นรวม 13.38% กลุ่มครอบครัวเหล่าไพบูลย์ ถือหุ้นรวม 12.47% และบมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ถือหุ้น 7.00% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 42.79 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 4/58 ถึงไตรมาส 3/59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้(fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาท

 
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

คุณประพันธ์-1

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ในวันที่ 23 ก.พ. 60 โดย MGT ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty chemical) มากกว่า 1,000 ชนิด จากผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 400 ราย โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทคือผู้ผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมพอลีเมอร์ อุตสาหกรรมสี และอุตสาหกรรมน้ำยาเคลือบผิวโลหะ เป็นต้น ทั้งนี้ MGT มีบริษัทร่วม 1 แห่ง คือ บ. เวอร์ทิส ลาเท็กซ์ ดำเนินธุรกิจผลิตหมอนและที่นอนยางพารา โดยเน้นการรับจ้างผลิตสินค้าให้แก่เจ้าของตราสินค้าตามที่ลูกค้ากำหนด (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM)

 

 

MGT มีทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 189 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 756 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้ายดร. วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) เปิดเผยว่า MGT จำหน่าย เคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนเติม (additive)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการทั้งด้านคุณสมบัติและราคา รวมถึงดูแลเรื่องการจัดซื้อและการบริหารการจัดส่งให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ maiจะช่วยเพิ่มฐานทุนให้กับบริษัทเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย MGT จะนำเงินที่ระดมทุนได้ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

 

 

MGT มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ ดร. วิทยา อินาลา ถือหุ้น 37.68% บจ. เมกาเคม (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงค์โปร์) ถือหุ้น 36.19% และนาย เอกชนสิษฎ์ วรหาญ โดย บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 1.25% ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 23.86 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59 ซึ่งเท่ากับ 31.69 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

SE 1

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บมจ. สยามอีสต์ โซลูชั่น ผู้จัดหาและจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมด้วย อรสา วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สยามอีสต์ โซลูชั่น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 588ล้านบาท เป็น บจ. ใน mai รายแรกของปี โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SE”

 

640x390_2308_1430906716

นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) ผู้ให้บริการ บริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing บริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคม รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ETE ได้ลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น (อันเดอร์ไรท์เตอร์) ร่วมกัน พร้อมด้วยบริษัทผู้ร่วมจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายอีก 3 แห่งอันประกอบไปด้วย บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ “ETE”

 

 

โดยมีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ ETE จำนวน 140 ล้านหุ้น อยู่ที่ราคาหุ้นละ 4.20 บาท ราคาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่มีโอกาสในการเติบโต และด้วยองค์ประกอบของบริษัทฯที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ให้บริการ บริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing และบริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี รวมถึงการขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยทั้ง 3 ธุรกิจถือว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสในการเติบโตได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้ ETE มีแผนที่จะใช้เงินเพื่อชำระเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถให้กับ ETE ในการขยายโอกาสในการรับงานของทั้ง 3 ธุรกิจได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

 

 

ETE ถือว่าเป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่มีความน่าสนใจ เพราะอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการบริหารจัดการบุคลากร และระบบงานธุรกิจ ในรูปแบบ Outsourcing และการให้บริการงานวิศวกรรม มากว่า 20 ปี มีกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐ และเอกชนที่ใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ETE เพิ่งขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีรายได้ที่แน่นอนตลอดระยะเวลา 25 ปี และที่สำคัญทีมงานผู้บริหารเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีวิสัยทัศน์ รวมถึงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของตลาดในอนาคต นายวรชาติกล่าว

 

 

ทางด้านนายโชษิต เดชวนิชยนุมัติ กรรมการผู้จัดการ สายวาณิชธนกิจ1 บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น ETE กล่าวว่า หุ้นไอพีโอของ ETE จะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 7-9 ก.พ. 60 และคาดว่าจะสามารถเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (m a i) ในวันที่ 15 ก.พ. 60 ซึ่งแอพเพิล เวลธ์มีความมั่นใจว่า ETE จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากในช่วงการนำเสนอข้อมูลบริษัทให้แก่นักลงทุน หรือ โรดโชว์ 6 จังหวัดที่ผ่านมา ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฏร์ธานี และกรุงเทพมหานคร ได้รับการตอบรับที่ดี

 

 

ด้านนายชยันต์ อัคราทิตย์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ผู้จัดการร่วมในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น ETE กล่าวว่า ETE เป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นด้วยลักษณะการประกอบธุรกิจที่มีความหลากหลาย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจบริหารจัดการ ธุรกิจบริการงานวิศวกรรมในธุรกิจนี้มานานเกือบ 20 ปี รวมถึงได้มีการขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะหนุนให้บริษัทเติบโตไปอีกก้าวหนึ่งในอนาคต

 

 

ด้านนายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจหลักๆใน 3 ลักษณะประกอบไปด้วย 1.ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการ (Management Service หรือ MS) แบ่งเป็นงานบริหารจัดการบุคลากร (Manpower Management หรือ MM) และงานบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ (Business Process Outsourcing หรือ BPO) และงานบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ (Car Rental management หรือ CM)

 

 

2.ธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรม (Engineering Service หรือ EN) ประกอบด้วยงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า (Electrical Power Engineering System หรือ EE) และงานวิศวกรรมระบบโทรคมนาคม
(Telecommunication Engineering System หรือ TL) และ

 

 

3.ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy หรือ SE) โดยมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 16.47 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองตราด จำกัด อ.เมือง จ.ตราด กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 2.สหกรณ์การเกษตรวัฒนานคร จำกัด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 3.สหกรณ์การเกษตรบางสะพานน้อย จำกัด อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 4.สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ คลองน้ำใส จำกัด อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 1.47 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 4 โครงการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือนธ.ค. 59 และเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนตั้งแต่เดือนม.ค. 60 เป็นต้นไป โดยมีอายุของสัญญาซื้อขายไฟ 25 ปี

 

 

ทั้งนี้บมจ. บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) มีบริษัทย่อยอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ จำกัด หรือ ETEM มีทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริการบริหารจัดการ และธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.27 และบริษัท ไทย สปีดี้ เมเนจเมนท์ จำกัด หรือ TSDM มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับนรถ

 

 

อีกทั้งการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ ETE มีศักยภาพทางธุรกิจที่สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขยายโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งเราหวังว่า ETE จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยทีมผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง และสร้างการเติบโตให้กับ ETE อย่างมั่นคง และยั่งยืน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายไรวินท์กล่าว

 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 57 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,143.19 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 18.78 ล้านบาท และผลประกอบการในปี 2558 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,594.47 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 64.64 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการ 9 เดือนประจำปี 2559 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 59 บริษัทฯมีรายได้รวมทั้งหมด 1,061.46 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 19.36 ล้านบาท

1 2 3 7