หุ้น IPO

itel 1

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงความยินดีกับปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง ในโอกาสเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,600 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ITEL

ดร สันติ

บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง พร้อมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai 14 ก.ย. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO  2,600 ล้านบาท

 

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) บริษัทย่อยของ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มเทคโนโลยี ในวันที่ 14 กันยายน 2559 โดย ITEL ประกอบธุรกิจให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง (fiber optic network)ครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัดทั่วประเทศ และให้บริการเชื่อมต่อไปยังพันธมิตรในแถบอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม พม่า และลาว นอกจากนี้ ยังมีบริการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคม และให้บริการพื้นที่ Data Center แก่องค์กรต่างๆ ด้วย

 

 

ITEL มีทุนชำระแล้ว 500 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น แบ่งเสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิมของ ILINKตามสัดส่วน (Pre-Emptive Right) จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม-2 กันยายน 2559 และเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 140 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 7-9 กันยายน 2559 ในราคาหุ้นละ 5.20 บาท มูลค่าการระดมทุนรวม 1,040 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,600 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) เปิดเผยว่าITEL มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วยการให้บริการโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ บริษัทฯ มีการพัฒนาปรับปรุงและขยายประสิทธิภาพของโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai  จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างฐานทุนที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย ITEL จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ปรับปรุงและขยายประสิทธิภาพของโครงข่าย ลงทุนในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อสร้างศูนย์Data Center ชำระคืนเงินกู้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

 

 

ITEL มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ กลุ่มอนันตรัมพร ถือหุ้น 66.31% กลุ่มงามอภิชน ถือหุ้น 2.80% และกลุ่มศักดิ์ชัยเจริญกุล ถือหุ้น 1.71% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 49.83 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2558-30 มิถุนายน 2559) ซึ่งเท่ากับ 52.18 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.10 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

RJH เปิดเทรดวันแรก

นายแพทย์วชิระ วุฒิกุลประพันธ์ กรรมการผู้จัดการ , นายแพทย์นพดล  นพคุณ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บมจ. โรงพยาบาลราชธานี (RJH) ถ่ายภาพร่วมกับ คุณพิมพ์ผกา นิจการุณ กรรมการผู้จัดการธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ , คุณสุวภา  เจริญยิ่ง กรรมการและที่ปรึกษา  บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ร่วมพิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักลงทุน โดยเปิดตลาดที่ระดับ 22 บาท เพิ่มขึ้น  6 บาท หรือ 37.5% จากราคาไอพีโอ 16 บาท/หุ้น

 

สันติ5

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. โรงพยาบาลราชธานี (RJH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 1 ก.ย. 59 นี้ โดย RJH และบริษัทย่อยให้บริการทางการแพทย์ขนาด 353 เตียง ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลราชธานี” และ “โรงพยาบาลราชธานี โรจนะ” รองรับผู้ป่วยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ โดยเฉพาะศูนย์หัวใจ ศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินและศัลยกรรมสมอง กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าโครงการประกันสังคม

 

 

โดย RJH มีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 225 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 74.99 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 70.37 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท 4.62 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 24-26 ส.ค. 59 ในราคาหุ้นละ 16 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 1,199.99 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,800 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายแพทย์วชิระ วุฒิกุลประพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. โรงพยาบาลราชธานี (RJH) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัท โดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ขยายกิจการโรงพยาบาล โดยการสร้างตึกใหม่ 9 ชั้น รองรับลูกค้าเงินสด สร้างศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง สร้างศูนย์ MRI ขยายกิจการบริษัทย่อย คือ โรงพยาบาลราชธานีโรจนะ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อยกระดับคุณภาพและการบริการเพื่อเป็นโรงพยาบาลชั้นนำใน จ. พระนครศรีอยุธยาและภาคกลางตอนล่าง

 

 

ทั้งนี้ RJH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มตระกูลประสิทธิ์หิรัญ ถือหุ้นรวม 24.64% กลุ่มตระกูลวุฒิกุลประพันธ์ ถือหุ้นรวม 11.05% และบริษัท โรงพยาบาลวิภาราม จำกัด ถือหุ้น 7.94% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบันในประเทศ (Book building)  โดยคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 41.89 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือน (1 ก.ค. 58-30 มิ.ย. 59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.38 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

ภาพ_TM

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แสดงความยินดีกับนพ. ศุภพงษ์ จรรโลงบุตร  ประธานบริหาร สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เทคโนเมดิคัล ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์แบรนด์ชั้นนำ ในโอกาสเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 840 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TM”

 

คุณประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เทคโนเมดิคัล (TM) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ โดย TM ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงเครื่องมือแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำเข้าโดยได้รับแต่งตั้งเป็น Exclusive Distributor จากผู้ผลิตจำนวน 26 ราย จาก 12ประเทศ นอกจากนี้ TM ยังได้ว่าจ้างผู้ผลิตให้ผลิตเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท อาทิ TM Medipak, TM Stericap และ TM Tubing Pack ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะจัดจำหน่ายให้กับโรงพยาบาลชั้นนำ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งคลินิคทั่วประเทศ

 

 

โดย TM มีทุนชำระแล้ว 140 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 200 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 80 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 22-24 สิงหาคม 2559 ในราคาหุ้นละ 3 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 240 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 840 ล้านบาท มีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เทคโนเมดิคัล (TM) เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมากว่า 14 ปี โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รายเดียวในประเทศไทยจากผู้ผลิตที่เป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก อาทิCardinal Health, Aspen Surgical, CareFusion จากสหรัฐอเมริกา Medikit จากญี่ปุ่น GEISTER จากเยอรมณี HemoCue จากสวีเดน และ LivaNova จากอิตาลี การนำบริษัทเข้าระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจและการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ และโชว์รูมสินค้า เพื่อรองรับความต้องการอุปกรณ์ และเครื่องมือแพทย์ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

 

 

TM มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวจรรโลงบุตร ถือหุ้น 71.43%นายภมร พลเทพ ถือหุ้น 0.42% และนายพิชิต ชินวิทยากุล ถือหุ้น 0.36% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 33.02 เท่า คำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือน (1 กรกฎาคม 2558-30 มิถุนายน 2559) ซึ่งเท่ากับ 25.44ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.09 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40%ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและกฎหมาย

RJH

นายแพทย์วชิระ วุฒิกุลประพันธ์ กรรมการผู้จัดการ , นายแพทย์นพดล  นพคุณ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บมจ. โรงพยาบาลราชธานี (RJH) ถ่ายภาพร่วมกับ คุณพิมพ์ผกา นิจการุณ กรรมการผู้จัดการธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เนื่องในโอกาสลงนามสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ RJH จำนวนทั้งสิ้น 74.99 ล้านหุ้น  ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่ายอีก  แห่ง โดย RJH กำหนดราคาขาย IPO  ราคาหุ้นละ 16 บาท จะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่24-26 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 1 กันยายนนี้

TM อันเดอร์ไรท์

นพ.ศุภพงษ์ จรรโลงบุตร ประธานบริหาร  นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เทคโนเมดิคัล หรือ TM ร่วมกับ นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม  ประธานกรรมการ นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และ นายวิชา โตมานะ  กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ พร้อมด้วย นางสาวกัญญารัตน์ ประพิณวณิชย์  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) นายอภิชาต  แสงจันทร์  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) นายกิตติพันธ์ ภูษณวรรณ  กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด และนายชยุตม์ ภมรชัยศิริกิจ  รองผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ  บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (รัชดา) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเคาะราคา ไอพีโอ ที่ 3.00 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองวันที่ 22-24 ส.ค. 2559 นี้ และมีกำหนดการที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 31 ส.ค. 2559 นี้

BIZ-1

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แสดงความยินดีกับ สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บิสซิเนสอะไลเม้นท์ ผู้นำเข้าและติดตั้งชุดเครื่องฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ในโอกาสเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,160 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “BIZ”

คุณประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. บิสซิเนสอะไลเม้นท์ (BIZ) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ โดย BIZ ดำเนินธุรกิจนำเข้า จัดจำหน่ายและติดตั้ง ชุดเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา พร้อมบริการดูแลบำรุงรักษาชุดเครื่องมือดังกล่าว มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

 

BIZ มีทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2559 ในราคาหุ้นละ 2.90 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 290 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,160 ล้านบาท มีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

 

ด้านนายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บิสซิเนสอะไลเม้นท์ (BIZ) เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมากว่า 15 ปี โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Varian Medical Systems Inc. รายเดียวในประเทศไทย ซึ่งVarian เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์และระบบซอฟต์แวร์สำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา นอกจากนี้ บริษัทยังมีคู่ค้าที่สำคัญในต่างประเทศอีกจำนวนหลายราย การนำบริษัทเข้าระดมทุนจะช่วยสร้างสภาพคล่องทางด้านการเงินที่ดี รองรับการรับงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากเครื่องฉายรังสีมีจำนวนไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

 

 

ทั้งนี้ BIZ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ถือหุ้น 32.06%กลุ่มครอบครัวสีลภูสิทธิ์ ถือหุ้น 32.06% และนายนพดล สันธนะพาณิช ถือหุ้น 6.00% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 49.8 เท่า คำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือน (1 เมษายน 2558-31 มีนาคม 2559) ซึ่งเท่ากับ23.28 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.0582 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและกฎหมาย

ภาพข่าว EKH

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงความยินดีกับ พลเรือเอกสุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ประธานกรรมการ และ นพ. อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการบริหาร บมจ. เอกชัยการแพทย์ ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลเอกชัย จ.สมุทรสาคร ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,830 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “EKH

ดร.สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. เอกชัยการแพทย์ (EKH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 นี้ โดย EKH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลภายใต้ชื่อ“โรงพยาบาลเอกชัย” ขนาด 100 เตียง ให้บริการเชิงคุณภาพในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง มีกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์โดยเฉพาะด้านสูติ-นรีเวช และกุมารเวช และศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปที่ชำระค่าบริการเอง และลูกค้าคู่สัญญา

 

 

EKH มีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม433.20 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 166.80 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 156.80 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท 10 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15 และ 20-21 กรกฎาคม 2559 ในราคาหุ้นละ 3.05 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 508.74 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาIPO 1,830 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้านนายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการบริหาร บมจ. เอกชัยการแพทย์ (EKH) และผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัท โดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ สร้างศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่ที่ให้บริการแม่และเด็กอย่างครบวงจร ปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลเดิมและลานจอดรถ เพื่อสะท้อนการเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ที่พร้อมยกระดับคุณภาพและการบริการสู่มาตรฐานสากล รวมทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

 

 

EKH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ กลุ่มตระกูลเอื้ออารีมิตร ถือหุ้นรวม 19.66% กลุ่มตระกูลตั้งสัจจะพจน์ ถือหุ้นรวม 18.01% และกลุ่มตระกูลปัญญาสาคร ถือหุ้นรวม 4.62% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPOคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 30.50 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการ 12 เดือนล่าสุด (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2558-31 มีนาคม 2559) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.10 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด

 

FB_IMG_1467941746504

นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร  ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH  ผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนชั้นนำ ในจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยถึงการซื้อขายหุ้น EKH วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่  27 กรกฎาคม 2559 มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน สามารถยืนเหนือราคาจองที่ 3.05 บาทต่อหุ้นได้ จากการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มคุณภาพในการให้บริการและรองรับคนไข้ที่ไว้วางใจเข้ามารักษาพยาบาลเพิ่ม ขึ้น ด้วยจุดเด่นในทีมผู้บริหารมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลมากว่า 10 ปี ได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่น มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย  จึงเชื่อว่าการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ จะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ EKH มากยิ่งขึ้น

 

 
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ นำไปใช้สร้างศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่ เป็นอาคาร 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 7,200 ตารางเมตร บนพื้นที่ด้านหลังของโรงพยาบาลเดิม ซึ่งจะเพิ่มจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยใน 50 เตียง โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 200 ล้านบาท และมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารในปี 2560 คาดว่าจะแแล้วเสร็จสามารถเปิดให้บริการได้ต้นปี 2562 ตอกย้ำความเชื่อมั่นและความเชี่ยวชาญในแผนกแม่และ เด็กของโรงพยาบาล ส่วนที่เหลือใช้ปรับปรุงอาคารเดิม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

 
โดยในปีนี้ บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการของบริษัทฯ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หลังผลประกอบการไตรมาส 1/2559 ออกมาอย่างน่าประทับใจ มีรายได้รวมอยู่ที่ 119.23 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 17.67 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 21.56 % และ 156.83% ตามลำดับ  ถือว่าเป็นทิศทางการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ไตรมาส 2/2559 มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจ ภาพรวมธุรกิจทั้งปีนี้ EKH จะสามารถทำนิวไฮต่อเนื่องทั้งรายได้และกำไรนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา

 
ศักยภาพที่แข็งแกร่งของโรงพยาบาลเอกชัย มั่นใจว่าหุ้น EKH จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนในการเปิดการซื้อขายวันแรกในตลาด หลักทรัพย์ฯ ได้อย่างสง่างาม ในฐานะผู้บริหาร เราพร้อมมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ บนหลักธรรมาภิบาลที่ดี ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังในการถือหุ้น EKH อย่างแน่นอน และประมาณการรายได้ กำไร ในปี 2559 จะทำสถิติใหม่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ทั้งนี้ EKH มีนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ    นายแพทย์อำนาจกล่าว

 

 
ด้านนายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.เอกชัยการแพทย์ เปิดเผยว่า  EKH  เปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอจำนวน 166.80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสำมัญที่ออกและเรียกชำระแล้ว ในราคาเสนอขายที่ 3.05 บาท/หุ้น ในช่วงระหว่างวันที่  15 และ 20 - 21 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุน เชื่อว่า เป็นผลจากความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ ประกอบกับประชาชนให้ความสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น ระบบประกันสุขภาพทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน เข้ามาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล  ทำให้โรงพยาบาลเอกชัย ซึ่งได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่น ในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลคุณภาพที่ได้รับการตอบรักจาก ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง

 
มั่นใจว่า EKH จะสามารถเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาจะอยู่เหนือราคาจองที่  3.05 บาท/หุ้นได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีศักยภาพการเติบโตสูง จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลนักลงทุนมีความเข้าใจได้ง่าย และมองเห็นทิศทางการเติบโตในอนาคต เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการก่อสร้างศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่เป็นหลัก เพื่อต่อยอดธุรกิจ มั่นใจ EKH จะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้ และคาดว่านักลงทุนที่พลาดหวังจากวันจองเล็งเก็บในกระดานเพิ่ม  นายสมภพกล่าว

biz3

บมจ.บิสซิเนสอะไลเม้นท์ หรือ BIZ เคาะราคาไอพีโอ 2.90 บาท พร้อมเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค. ก่อนลงสนามเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 28 ก.ค.นี้ พร้อมแต่งตั้ง บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ร่วมกับโบรกเกอร์ชั้นนำอีก 4 แห่ง งานนี้พี่เลี้ยง “แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์-บล.ฟิลลิป” ประสานเสียงมั่นใจกระแสตอบรับดีเยี่ยม เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาแบบครบวงจร ครองมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งของเมืองไทยทางด้านคุณสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ เผยนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการขยายกิจการ และเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต

btw2

ประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แสดงความยินดีกับ รศ. ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนาประธาน กรรมการ โชติก รัศมีทินกรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ ผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็ก ในโอกาสเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,835 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “BTW”

 

BTW1

นายโชติก รัศมีทินกรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTW กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ราคาหุ้นวันแรกสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจอง และปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดไว้ เชื่อว่าเป็นผลจากนักลงทุนมั่นใจมองเห็นการเติบโตของบริษัทที่จะมีในอนาคต บริษัท ขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจหุ้น

 

 

สำหรับแผนงานและเป้าหมายบริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 2 พันลบ. คาดอัตรากำไรสุทธิมากกว่า 15% มีงานในมือ 1.2 พันลบ.จ่อประมูลอีก1 หมื่นลบ. จากปี 58 ที่มีรายได้ 1,949 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณงานในช่วงต้นปีชะลอตัว แต่ในช่วงครึ่งปีหลังเห็นสัญญาณปริมาณงานมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการประมูลงานกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งหวังที่จะได้งาน 20% ซึ่งจะทราบผลงานในปีนี้ได้ประมาณ 80% และที่เหลือจะรู้ผลปีหน้า ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ปีนี้ 70%

 

 

ทั้งนี้ บริษัทคาดอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 20% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) จะอยู่มากกว่า 15% ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วอยู่ที่ 30% และ Net Margin ที่อยู่ 34.62% ตามลำดับ เพราะปริมาณในปีนี้ชะลอตัวจากปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทจะจบงานจึงรับรู้รายได้จำนวนมาก โดยบริษัทตั้งเป้า 3-5 ปีจากนี้จะมีรายได้เติบโตอย่างน้อย 10% ขึ้นไป เพราะคาดว่าปริมาณงานจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

 

นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่ได้รับใบอนุญาตการลงทุนแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในเรื่องสัดส่วนการลงทุนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะสรุปการลงทุนได้เมื่อไหร่เพราะอยู่ระหว่างการเจรจา

k.ประพันธ์

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ (BTW) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 โดย BTW ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มีบริษัท เบสท์เทค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นบริษัทแกนซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็ก (Steel Fabrication) สำหรับงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมหนักทั้งในและต่างประเทศเช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ก๊าซและปิโตรเลียม และพลังงาน ทั้งนี้บริการของบริษัทแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ (Modularization) และงานแปรรูปชิ้นงานเหล็ก (Parts Fabrication)

 

 

 

BTW มีทุนชำระแล้ว 378 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 600 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 156 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 4-6 กรกฎาคม 2559 ในราคาหุ้นละ 3.75 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 585 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,835 ล้านบาท   มีบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

นายโชติก รัศมีทินกรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ (BTW) เปิดเผยว่า BTW มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วยการส่งมอบชิ้นงานที่มีคุณภาพและตรงตามกำหนดเวลา บริษัทฯ มีการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานในระดับสากล ทั้งนี้ การนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai  จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า และสร้างฐานทุนที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย BTW จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ปรับปรุงพื้นที่โรงงานสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

 

 

นอกจากนี้ BTW ยังมีบริษัทย่อยอีก 3 แห่ง ซึ่งยังไม่ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ ได้แก่ บริษัท บีที แอนด์ อาวล์ โซลาร์ 1 จำกัด บริษัท โกลบอล คลีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจด้านพลังงานในอนาคต และบริษัท เบสท์เทค อินดัสตรีส์ จำกัด เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของธุรกิจให้บริการแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็กด้วย

 

 

BTW มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวศาตวินท์ ถือหุ้น 51.59% ครอบครัวรัศมีทินกรกุล ถือหุ้น 27.78% และนางสุจิตรา มนต์เสรีนุสรณ์ ถือหุ้น 0.66% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 10.53 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4ไตรมาสที่ผ่านมา (1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559) ซึ่งเท่ากับ 269.22 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.36 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

 

 

ผู้ลงทุนและผู้สนใจ โปรดดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่www.btwealthindustries.com และที่เว็บไซต์ www.set.or.th

boss BTW

นายโชติก รัศมีทินกรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTW กล่าวว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจหุ้นไอพีโอของ BTW ซึ่งจากการเปิดให้จองซื้อหุ้น BTW เมื่อวันที่ 4-6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ เตรียมนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นไอพีโอ ไปใช้ในการปรับปรุงพื้นที่โรงงานที่ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ จังหวัดชลบุรี และซื้อเครื่องจักรรวมถึงอุปกรณ์เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต

 

 

 

สำหรับไตรมาส 1 ซึ่งสิ้นสุดรอบบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 กลุ่มบริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานมูลค่ารวมประมาณ 1,866.1 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่างานที่ยังไม่รับรู้รายได้รวมประมาณ 1,166.7 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 และที่เพิ่งเริ่มโครงการในไตรมาสแรกของปีนี้ ผมมั่นใจว่าหลังจากที่หุ้นของ BTW เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันจันทร์นี้เป็นวันแรก จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นไอพีโอไม่ทัน

 

 

 

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นของบมจ. บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ (BTW) กล่าวว่า จำนวนหุ้นไอพีโอของ BTW ที่เสนอขายมีจำนวน 156 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 0.50 บาท ส่วนราคาหุ้นไอพีโอ 3.75 บาท หลังจากเปิดให้จองซื้อนักลงทุนให้ความสนใจจนจำหน่ายหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยบริษัทฯ สามารถระดมเงินทุนได้ถึง 585 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำไปปรับปรุงพื้นที่โรงงานที่ท่าเรือสัตหีบ เพื่อรอบรับงานโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่หรือโมดูลในอนาคต รวมถึงจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยหุ้น BTW นับว่าเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี  จากรากฐานของบริษัทฯ ที่มีการให้บริการลูกค้าหลากหลายธุรกิจ ทำให้ลดความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจและสามารถปรับเปลี่ยนการรับงานได้ตามการเติบโตของแต่ละอุตสาหกรรม วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่หุ้น BTW เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ผมมั่นใจว่าหุ้น   BTW จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี

 

 

 

อนึ่งบริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น หรือ Holding Company โดยมีบริษัท เบสท์เทค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นบริษัทแกน ก่อตั้งในปี 2530 ประกอบธุรกิจให้บริการแปรรูปผลิตภัณฑ์และโครงสร้างเหล็ก หรือ Steel Fabrication ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติร่วม 30 ปี โดยกลุ่มของงานบริการหลักประกอบด้วย งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ หรือ โมดูล (Modularization)  ซึ่งเป็นการผลิตกลุ่มชิ้นงานเหล็กหรือระบบการผลิตแยกเป็นหลายโมดูลเพื่อนำไปประกอบในโครงการอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ และงานแปรรูปชิ้นงานเหล็ก  หรือ Parts Fabrication ได้แก่  งานระบบท่อ งานแปรรูปและประกอบถังทนแรงดันและถังบรรจุและงานโครงสร้างเหล็ก

alt2

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงความยินดีกับ อนันต์ วรธิติพงศ์ ประธานกรรมการ ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. เอแอลที เทเลคอม ผู้ให้บริการและจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคมแบบครบวงจร โดยมี พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,70 บาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า ALT

ดร.สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. เอแอลที เทเลคอม (ALT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มเทคโนโลยี หมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 โดย ALTเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคมแบบครบวงจร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจให้บริการสร้างสถานีฐาน ติดตั้ง และซ่อมแซมอุปกรณ์ 2) ธุรกิจจำหน่ายสินค้า และ 3) ธุรกิจให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม

 

 

 

ALT มีทุนชำระแล้ว 500 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 750 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 250 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) 250 ล้านหุ้น  เมื่อวันที่ 24 และ 27-28 มิถุนายน 2559 ในราคาหุ้นละ 4.70 บาท มูลค่าระดมทุน 1,175 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,700 ล้านบาท โดยมีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

 

ด้านนางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. เอแอลที เทเลคอม (ALT) เปิดเผยว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนโดยบริษัทจะนำเงินไปลงทุนในโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงให้เช่าบนแนวเสาโทรเลขตามทางรถไฟ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายของกลุ่มบริษัทพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ รองรับการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น operator ให้สอดคล้องกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนผลประกอบการจากธุรกิจให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีลักษณะเป็นรายได้ประจำ (recurring income) เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

 

หลัง IPO ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ALT  3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มนางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ ถือหุ้น 74.40% Templetion Investment Management (Singapore) PTE LTD ถือหุ้น0.70% และนายตะวัน สุนทรญาณกิจ ถือหุ้น 0.60%  การกำหนดราคา IPO ทำโดยวิธี Book Building คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 23.50 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2558-31 มีนาคม 2559) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.20 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะของบริษัทหลังหักทุนสำรองทั้งหมด