ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 145

B64032F1-6567-42BF-91FE-60A291D5E7EB

ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องทั้งด้านเงินฝากและสินเชื่อ ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ โดยทีเอ็มบีมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯ จำนวน 5,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และดำเนินการตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 2,305 ล้านบาท เพื่อคงอัตราส่วนสำรองฯ ต่อ NPL ให้อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 142% ขณะที่สัดส่วน NPL ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.40% ทั้งนี้ หลังหักสำรองฯ และภาษี ธนาคารฯ มีกำไรสุทธิ 2,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ทีเอ็มบียังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ (Need Based) และไม่ยุ่งยากซับซ้อน (Simple & Easy) เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในแบบที่ต้องการ พร้อมกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ”

โดยในไตรมาส 1 ปี 2561 ธนาคารสามารถขยายฐานเงินฝากเพิ่มได้ 2% มาอยู่ที่ 6.23 แสนล้านบาท โดยมาจากฐานเงินฝากลูกค้ารายย่อยเป็นสำคัญ ทั้งในส่วนของเงินฝาก “ทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี” (TMB All Free) ที่ให้ประโยชน์ด้านการทำธุรกรรม เติบโต 4% และเงินฝาก “ทีเอ็มบี โน-ฟิกซ์” (TMB No-Fixed) ที่ให้ประโยชน์ด้านการออม เพิ่มขึ้น 5% ขณะเดียวกันสินเชื่อคุณภาพเติบโต 0.4% จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 6.28 แสนล้านบาท ซึ่งหลักๆ มาจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยเช่นกัน โดยเฉพาะจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเติบโตได้อย่างต่อเนื่องที่ 4% ในไตรมาสหนึ่ง อันเป็นผลจากการที่ธนาคารปรับปรุงกระบวนการนำเสนอสินเชื่อให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ พบว่าสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเติบโตได้ดีที่ 2% ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กให้ภาพการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยขยายตัวได้ 1% จากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (Net Interest Margin) อยู่ที่ 3.02% เทียบกับ 3.21% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการขยายพอร์ตสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 2% มาอยู่ที่ 6,030 ล้านบาท อย่างไรก็ดี รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 22% มาอยู่ที่ 3,353 ล้านบาท ปัจจัยหนุนหลักคือรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เติบโตได้เป็นอย่างดี หรือเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสหนึ่งของปีที่แล้ว โดยเฉพาะจากรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้ารายย่อยจากแบงก์แอสชัวรันส์และกองทุนรวมซึ่งเติบโตได้ 88% และ 59% ตามลำดับ การเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ รวมทั้งการพัฒนาการให้บริการในทุกๆ ช่องทางของทีเอ็มบี

ทำให้โดยรวม ธนาคารมีรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 9,383 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 4,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ทำให้ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ อยู่ที่ 5,109 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจและบริหารคุณภาพสินทรัพย์ด้วยความรอบคอบ และดำเนินการตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 2,305 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2561 หรือเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้า เพื่อคงอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ให้อยู่ในระดับสูงที่ 142% พร้อมกับการบริหารสัดส่วน NPL หรือ NPL ratio ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 2.40% ซึ่งหลังหักสำรองฯ และภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิเป็นจำนวน 2,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า

ด้านสถานะเงินกองทุน ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ภายใต้เกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 17.5% และ 13.3% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 10.375% และ 7.875% ตามลำดับ

นายปิติ สรุปว่า “ผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงภายใต้แนวทาง “Need-Based Bank” กับ “Simple & Easy” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ทีเอ็มบี เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพี่อเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า”

“สำหรับก้าวต่อไป ทีเอ็มบีจะต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นธนาคารที่บุกเบิกการยกเลิกค่าธรรมเนียมมาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยเรามุ่งมั่นที่จะเป็นธนาคารซึ่งให้ลูกค้าได้มากกว่า (Get MORE with TMB) เมื่อใช้ทีเอ็มบีเป็นธนาคารหลัก (Main Bank) เป็นประจำ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า (More Benefits) ความคล่องตัวและเวลาเพื่อใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบหรือเพื่อทำสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าในชีวิตและธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการด้านการเงินการธนาคาร (More Time) และมีโอกาสที่ดีกว่าทั้งในชีวิตและธุรกิจ (More Possibilities) โดยทีเอ็มบีมุ่งหวังที่จะเป็นธนาคารที่ลูกค้าได้ใช้และชื่นชอบผลิตภัณฑ์และบริการของเราจนต้องบอกต่อ (The Most Advocated Bank in Thailand)”

 

4245D0F9-3241-4353-84AD-F22F0CE2B15C

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ


รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 1/2561 ที่แข็งแกร่งจำนวน 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2561 มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม รวมทั้งการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญในไตรมาส 1/2561 กำไรสุทธิ: จำนวน 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากไตรมาส 4/2560 และเพิ่มขึ้น 10.1% จากไตรมาส 1/2560 เงินให้สินเชื่อ: เพิ่มขึ้น 1.5% คิดเป็นจำนวน 22.6 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560การเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อในไตรมาส 1/2561 มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบรรษัทญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบรรษัทไทยปรับลดลงตามปัจจัยด้านฤดูกาลของการชำระคืนเงินให้สินเชื่อ
การเติบโตของเงินรับฝาก: เพิ่มขึ้น 3.8% หรือจำนวน 50.2 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากประจำและออมทรัพย์
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): อยู่ที่ 3.67% ปรับลดลงจาก 3.81% ในไตรมาส 4/2560 สะท้อนถึงการปรับสัดส่วนของพอร์ตสินทรัพย์
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: เพิ่มขึ้น 15.5% หรือจำนวน 1.19 พันล้านบาทจากไตรมาส 1/2560 ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเช่าซื้อ และค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบัตร กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศและรายได้หนี้สูญรับคืน
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: อยู่ที่ 46.1% ปรับตัวดีขึ้นจาก 49.7% ในไตรมาส 4/2560
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs): อยู่ที่ระดับแข็งแกร่งที่สุดที่ 1.96% ปรับลดลงจาก 2.05% ในเดือนธันวาคม 2560
อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: ปรับตัวดีขึ้นมากที่ 157.0% จาก 148.4% ณ สิ้นปี 2560
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: อยู่ที่ 15.61% เทียบกับ 15.65% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560

นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสแรกของปี 2561 เป็นที่น่าพอใจ ด้วยกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งจำนวน 6.2 พันล้านบาท เติบโต 9.4% จากไตรมาส 4/2560 และ 10.1% จากไตรมาส 1/2560 แม้ว่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาลของการชำระคืนเงินให้สินเชื่อแต่กรุงศรียังสามารถส่งมอบสถิติกำไรสุทธิรายไตรมาสที่โดดเด่น”

“ปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1/2561 มาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการดำเนินงานและการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่สมดุลของกรุงศรี รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.96% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย” นายโกโตะกล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2561 นายโกโตะกล่าวว่า “แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ด้วยแรงสนับสนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการเร่งเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนและความต้องการสินเชื่อ จากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน ส่งผลให้ธนาคารจึงยังคงประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 4.0% และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มธุรกิจที่ 6-8% สำหรับปี 2561”

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของไทยและเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.57 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.37 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.16 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 221.46 พันล้านบาทหรือเทียบเท่า 15.61% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น 11.80%
เกี่ยวกับกรุงศรี
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยด้านสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) โดยดำเนินธุรกิจมานานกว่า 73 ปี กรุงศรีเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก กลุ่มกรุงศรีให้บริการทางการเงินการธนาคารอย่างครบวงจร ทั้งในด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค การลงทุน การบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอันหลากหลายแก่กลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้า SME และลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านสาขาของธนาคารกว่า 700 สาขา (เป็นสาขาที่ให้บริการทางการเงินในรูปแบบปกติ 663 สาขาและสาขาที่ให้บริการเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 37 สาขา) และช่องทางการขายกว่า 35,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรุงศรียังเป็นผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนบัญชีบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ/สินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 8.6 ล้านบัญชี และเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ชั้นนำ (กรุงศรี ออโต้) พร้อมทั้งมีบริษัทบริหารจัดการกองทุนที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่ง (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด) ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อย (บริษัท เงินติดล้อ จำกัด) อีกด้วย

BCFEB6CA-9FC6-40F9-86E7-AD7C0E5EFE21

ไทยพาณิชย์ พลิกโมเดลธุรกิจ ผนึกวิลล่า มาร์เก็ต พัฒนาแพลตฟอร์มค้าปลีก 4.0 ขยายเครือข่ายสังคมไร้เงินสดตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

ธนาคารไทยพาณิชย์ ต่อยอดวิสัยทัศน์กลับหัวตีลังกา (Going Upside Down) พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้าธุรกิจอย่างไร้ขีดจำกัด วันนี้ร่วมกับบริษัทวิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด ประกาศความสำเร็จในการเริ่มต้นโมเดลธุรกิจใหม่เป็นครั้งแรก เปิดตัว 2 แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับลูกค้าวิลล่า ประกอบด้วย แอพพลิเคชั่น VPlus Wallet และเวบไซต์ shoponline.villamarket.com ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเป้าหมายร่วมกันของทั้งสององค์กรที่ต้องการพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก โดยฉพาะกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดให้เกิดขึ้นจริงในทุกกลุ่มผู้บริโภค

นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Corporate Banking ธนาคาร ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในวันนี้กำลังมุ่งสู่การนำศักยภาพของธนาคารไปช่วยสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าในจุดที่มองเห็นช่องทางหรือโอกาสที่ธนาคารจะสามารถเข้าไปพัฒนาหรือต่อยอดระบบเพื่อช่วยเสริมศักยภาพให้ธุรกิจของลูกค้าในมิติต่างๆ ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ในการให้บริการสำหรับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ของธนาคาร นับจากนี้การทำธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์จะไม่จำกัดเพียงเฉพาะการสนับสนุนทางด้านสินเชื่อและการให้บริการทางด้านธุรกรรมทางการเงินเช่นที่ผ่านมาเท่านั้น และในครั้งนี้ธนาคารยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทวิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด ในการมีส่วนช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ประกอบด้วย แอพพลิเคชั่น VPlus Wallet และเวบไซต์ shoponline.villamarket.com เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมกรรมผู้บริโภคจากการใช้เงินสดมาสู่การชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับนโยบายของชาติในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด ภายใต้แพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าวิลล่า มาร์เก็ตทั้งในการซื้อสินค้า การสะสมคะแนน และการใช้สิทธิประโยชน์ตามแผนส่งเสริมการตลาดได้อย่างคล่องตัวและง่ายดาย สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคปัจจุบัน ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนการจัดการเงินสดให้กับทางวิลล่า มาร์เก็ต รวมถึงการเพิ่มช่องทางการสร้างสัมพันธ์ที่ดีและสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นายพิศิษฐ์ ภูสนาคม ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง บริษัทวิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด และธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาช่องทางการให้บริการของกลุ่มธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตให้มีความล้ำสมัย ตอบสนองความต้องการให้กับผู้บริโภคในยุค 4.0 ได้ดียิ่งขึ้น แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาครั้งนี้ได้รับการออกแบบให้ทุกองค์ประกอบของระบบเป็นประโยชน์กับลูกค้าของวิลล่าอย่างแท้จริง สามารถใช้งานได้ง่าย มีความถูกต้องและปลอดภัย โดย VPlus Wallet เป็นแอพพลิเคชั่นแรกของกลุ่มธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทยที่ให้ลูกค้าเติมเงินเข้าสู่กระเป๋าเงินและสามารถสะสมคะแนน (Loyalty Point) เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ได้ภายใน แอฟพลิเคชั่น ส่วน shoponline.villamarket.com เป็นเวบไซต์อีคอมเมิร์ซสำหรับการซื้อขายสินค้าที่เสมือนซื้อสินค้าจากสาขาของวิลล่า มาร์เก็ต ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และลูกค้ายังสามารถเลือกได้ว่าจะรับสินค้าแบบเดลิเวอร์ลี่ หรือ รับผ่านสาขาที่ลูกค้าสะดวก พร้อมได้รับความสะดวกสบายในการชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือตัดจากบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านบริการ SCB Payment Gateway บนหน้าเวบไซต์ได้ทันที

“ปัจจุบันวิลล่า มาร์เก็ต มีลูกค้าที่เป็นสมาชิก VPlus Card จำนวน 250,000 ราย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้กำลังทยอยเปลี่ยนมาเข้าสู่ระบบสมาชิกบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่าในปีนี้จะมีลูกค้าใหม่เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 100,000 ราย มีลูกค้าเติมเงินผ่าน VPlus Wallet จำนวน 20,000 ราย และซื้อสินค้าผ่านเวบไซต์ shoponline.villamarket.com จำนวน 50,000 ราย สนับสนุนให้ยอดขายของ วิลล่ามาร์เกตผ่านทางช่องทางอีคอมเมิร์ซและสาขาในปี 2561 เติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา”

BA55DB6A-2228-4E3E-B340-B91875F5030B

ธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6.6% จากปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 13.4% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าบนระบบดิจิทัล (Digital acquisition) และการลงทุนทางด้านดิจิทัลตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2561 (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) มีจำนวน 11,364 ล้านบาท ลดลง 4.6% จากไตรมาส 1/2560

อัตราส่วน NPL ในไตรมาส 1/2561 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.77% จาก 2.83% ณ สิ้นปี 2560 ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 5,012 ล้านบาท หรือ 0.98% ของสินเชื่อรวม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้นเป็น 141.9% ณ สิ้นไตรมาส 1/2561 จาก 137.3% ณ สิ้นปี 2560

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มด้วยบริการทางการเงินซึ่งอยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ทันสมัย ซึ่งมีทั้งความรวดเร็วและปลอดภัย
ส่วนในการดำเนินธุรกิจนั้น ถึงแม้การแข่งขันจะสูงขึ้นทั้งจากธนาคารพาณิชย์และที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารก็ได้ปรับตัวสู้ด้วยยุทธศาสตร์ตีลังกา (Going upside down) เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วต่อการตอบสนองของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าทุกรูปแบบ ซึ่งในระยะยาวธนาคารเชื่อว่า “ธนาคารบนมือถือ” จะเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจให้ธนาคารต่อไป”

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศที่ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร ก่อตั้งขึ้นโดยพระบรมราชานุญาตในปี พ.ศ. 2449 โดยเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกของประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ธนาคารมีมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) สูงเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มสถาบันการเงิน (486 พันล้านบาท) มีเครือข่ายสาขาและจุดให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ (สาขาจำนวน 1,084 สาขา หากรวมศูนย์บริหารความมั่งคั่ง ศูนย์ธุรกิจเอสเอ็มอี และ Service Center จำนวนสาขารวมทั้งสิ้นจะเป็น 1,094 สาขา นอกจากนี้ยังมีศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 105 แห่ง และเครื่องเอทีเอ็ม 9,586 เครื่อง) เพื่อให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลาง/ขนาดย่อม และลูกค้าบุคคลด้วยขนาดสินทรัพย์ 3,055 พันล้านบาท

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2561 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,779 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.86% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 15.50% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการดำเนินกลยุทธ์การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและครอบคลุมในทุกกลุ่ม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆบนระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลแบงกิ้งให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในไตรมาส 1 ปี 2561 นี้ นับเป็นอีกหนึ่งไตรมาสของธนาคารที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการดำเนินธุรกิจ กำไรสุทธิของธนาคารเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 13 ติดต่อกัน โดยธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105 ล้านบาท หรือ 2.86% จากไตรมาสก่อน ในขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 507 ล้านบาท หรือ 15.50% ซึ่งเป็นผลจากฐานรายได้รวมของธนาคารปรับเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญได้ปรับเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของปริมาณสินเชื่อ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อรวมของธนาคารเติบโตขึ้น 4.47% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 8.92% ด้านเงินกองทุนของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงที่ 18.80%”

นายสมเจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ธนาคารธนชาตได้ให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างสูงสุดมาโดยตลอด ด้วยการมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การออกผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ Thanachart Ultra Savings รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.5% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การจัดโปรโมชั่นของบัตรเครดิตตระกูล Thanachart Diamond และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต Thanachart Justice League Chibi สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายจำนวนฐานลูกค้าของธนาคารที่เพิ่มมากขึ้น และนำไปสู่การเป็นธนาคารหลักของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้มากขึ้น โดยวันนี้ลูกค้าทุกท่านสามารถขอสินเชื่อของธนาคารผ่านแอพพลิเคชั่น Thanachart Connect ได้ด้วยตนเอง นับเป็นการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เสริมสร้างให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีความทันสมัยบนมาตรฐานการบริการที่รวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย ด้วยระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลแบงกิ้งในปัจจุบัน”

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา โทร. 1770 หรือเว็บไซต์ www.thanachartbank.co.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ThanachartBank7AF7A44E-BDA4-407C-A621-1989D21B2B73

SME Development Bank จับมือ Shopee ผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนเติบโต
สู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ จัดโปรโมชั่นสุดคุ้มกระตุ้นยอดขาย

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.หรือSME Development Bank) จับมือShopee ผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนค้าขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ(E- commerce) เป็นครั้งแรกจัดโปรโมชั่นพิเศษคูปองส่วนลดราคาในช่วงวันที่ 19 – 22 เมษายน 2561 นี้

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ SME Development Bank เปิดเผยว่าจากการที่ธนาคารได้ร่วมมือกับ ช้อปปี้(Shopee) อีคอมเมิร์ซชื่อดังที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกฉียงใต้และไต้หวันจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้าขึ้นค้าขายผ่านแพลตฟอร์มของช้อปปี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกมีอัตลักษณ์โดดเด่น ขึ้นค้าขายผ่านShopee Applicationรวม 20 กิจการทั้งในหมวดของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลกรวด ผลิตภัณฑ์แปรรูปมะพร้าว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติและทองคำ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สกินแคร์จากออแกร์นิคจากการเกษตร ขนมหวานจากเพชรบุรี ชาใบหม่อน สินค้าเกษตรแปรรูป ข้าว ถั่ว ธัญพืช กาแฟวาวี ผลิตภัณฑ์ขนมของฝากจากเวอร์จิ้น เครื่องดื่มสุขภาพ สมุนไพร ผลไม้แปรรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า ผ้าบูติค และกระเป๋า หมวก เป็นต้น

ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ช้อปปี้ได้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยความร่วมมือกับสถาบันการเงินขึ้นวางจำหน่ายบนอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการ และเพื่อให้การส่งเสริมการตลาดกับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อยอดสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จึงร่วมกันจัดแคมเปญสุดคุ้ม “ผลิตภัณฑ์ชุมชน by SME Development Bank” โดยผู้สั่งซื้อสินค้าจากร้านค้าภายใต้แคมเปญดังกล่าววงเงิน 250บาท จะได้รับคูปองส่วนลดทันที 50บาท เพียงแค่ใช้โค้ด SMEBANK ซื้อขายผ่าน Shopee Application ในช่วง 4 วัน ระหว่างวันที่ 19-22 เมษายน 2561นี้ ซึ่งถือเป็นแคมเปญส่งเสริมการตลาดใช้ผลิตภัณฑ์ชุมชนในท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นยอดขายสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนต่อไป

“ตัวอย่างลูกค้าธนาคารบริษัท เนทีฟฟู้ดส์ ผลิตปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ จังหวัดสระบุรี นับเป็นรายที่ไม่เคยค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซมาก่อนเลย เป็นครั้งแรกที่เข้าโครงการร่วมกับธนาคารและช้อปปี้ ทำให้ได้ความรู้มากมายนำไปปรับใช้โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านการตลาด การสอนถ่ายภาพเพื่อโพสต์ขายในอีคอมเมิร์ซ การปรับเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้ง และการเปิดหน้าร้านขายผ่านเฟสบุ๊คของตัวเอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายนี้มียอดขายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วเป็นเท่าตัว เพราะมีโอกาสเปิดตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซ และยังได้ช้อปปี้เป็นสื่อกลาง ทำให้สามารถขยายตลาดคู่ค้าเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดกำลังจะนำสินค้าไปลงในห้างบิ๊กซี และได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อไปลงทุนเครื่องจักรวงเงิน 2 ล้านบาทเพื่อผลิตสินค้าเพิ่มเติมอีกด้วย”

กรรมการผู้จัดการ ธพว.กล่าวอีกว่า ความร่วมมือยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนพื้นบ้านเปิดตลาดค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ ร่วมกับ ช้อปปี้ นับเป็นความสำเร็จ และน่าภาคภูมิใจที่ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการตัวเล็ก เปลี่ยนวิธีคิดปรับกลยุทธ์ธุรกิจสู่โลกอีคอมเมิร์ซ ช่วยสร้างรายให้ธุรกิจเติบโตยิ่งขึ้น และธนาคารมีโครงการจะจัดกิจกรรมดังกล่าวรุ่นที่ 2 อย่างต่อเนื่องต่อไป552B5033-9D44-459C-B079-A956F41DDB8F

E8F4D2EE-A6DF-4AE8-A79F-076FA2C85C45

นายสมควร สมบูรณ์พันธ์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มอบเงินสนับสนุนโครงการเชื่อมสัญญาณกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV Network) ของสำนักงานเขตพญาไท จำนวน 500,000 บาท ให้แก่นางพวงเพ็ญ ชื่นค้า (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการเขตพญาไท เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของภาครัฐร่วมกับเอกชนในพื้นที่เชื่อมสัญญาณกล้อง CCTV ตลอดแนวถนนพหลโยธินให้สามารถบันทึกเหตุการณ์และตรวจสอบข้อมูลได้ที่สำนักงานเขตพญาไท เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผู้สัญจรไปมาในบริเวณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียงในเขตพญาไท ณ สำนักงานเขตพญาไท เมื่อเร็วๆ นี้

 

 

 

 

 

242B2AEB-D27D-4029-98A6-F8992ABD7841


บมจ.ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถุงบรรจุอาหารประเภท Polypropylene (PP) ถุงบรรจุอาหารและถุงหูหิ้วประเภท High Density Polyethylene (HDPE) ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “หมากรุก” และฟิล์มยืดห่อหุ้มอาหาร Polyvinyl Chloride (PVC) ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “Vow Wrap” จ่อขายหุ้น 70 ล้านหุ้น หวังระดมทุน ขยายโรงงานลงทุนเครื่องจักรใหม่ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน มั่นใจเทรด mai ภายในปีนี้

นายธีระชัย ธีระรุจินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) จำกัด (มหาชน) หรือ TPLAS เปิดเผยว่า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถุงบรรจุอาหารประเภท ถุงร้อน ผลิตจากพลาสติกชนิด PP , ถุงขุ่น และ ถุงหูหิ้ว ผลิตจากพลาสติกชนิด HDPE ภายใต้ตรา “หมากรุก” และฟิล์มยืดห่อหุ้มอาหาร ผลิตจากพลาสติกชนิด PVC ภายใต้ตรา “Vow Wrap” โดยมีสโลแกนคือ
“ มาตรฐาน ทนทาน เหนียวแน่น ” ทั้งนี้บริษัทฯเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 70 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.93% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น

ด้วยศักยภาพด้านเทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้บริษัทฯมีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารที่ทันสมัย และมีคุณภาพสูง ที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศและภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ บริษัทฯมีความพร้อมก้าวสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดmai โดยการเข้ามาระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำความน่าเชื่อถือ และการดำเนินธุรกิจ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารที่ทันสมัย และศักยภาพสูง ” นายธีระชัย กล่าว
สำหรับวัตถุประสงค์จากการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อลงทุนสินทรัพย์ ในการขยายอาคารโรงงานใหม่ พร้อมติดตั้งเครื่องจักรใหม่สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก และปรับปรุงอาคารโรงงานเดิม และสำนักงานของบริษัท เพื่อเป็นการรองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากถุงพลาสติก และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งยังมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าอัตรา 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังจากหักภาษีและเงินทุนสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองอื่น
-2-
บริษัทฯมีการผลิตสินค้าขนาดที่ใช้ทั่วไปในตลาดแบบ Mass Production เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติกและฟิล์มถนอมอาหารที่มีมากในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันกำลังการผลิตถุงพลาสติก รวม 10,281.60 ตันต่อปี โดยแบ่งเป็น ถุงพลาสติกประมาณ 850 ตันต่อเดือน ในขณะที่กำลังการผลิตฟิล์มถนอมอาหาร (PVC) อยู่ที่ 1,411.20 ตันต่อปี หรือประมาณ 120 ตันต่อเดือน
ทั้งนี้ TPLAS มีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 100 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 200 ล้านหุ้น โดยมี ครอบครัว ธีระรุจินนท์ ถือหุ้นทั้ง 100% โดยหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้จะทำให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 135 ล้านบาท หรือคิดเป็น 270 ล้านหุ้น ขณะที่ครอบครัว ธีระรุจินนท์ จะลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 74.07% พร้อมกันนี้ บริษัทฯได้ตั้งแต่ให้บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทปรึกษาทางการเงินในการนำหุ้นบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ

AEE348D9-28B3-4A42-8B5B-FC31F7736529

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2561 ว่าบริษัทมีแผนที่จะจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและให้เป็นประโยชน์กับการบริหารองค์กรให้มากที่สุด โดยมีโครงสร้างการบริหารของธุรกิจแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนเพื่อบุกธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ เพื่อขยายฐานตลาดเดิมไปยังตลาดใหม่ และตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อส่งให้สินค้าภายใต้ การบริหารของ TCMC เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นทั่วโลก

“บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพรมอันดับต้น ๆ ของโลกและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจที่เราทำ ซึ่งในปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากกลยุทธ์การควบรวมกิจการตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้มีความเป็นสากล สอดคล้องไปกับการเติบโตจากบริษัทระดับประเทศ ก้าวสู่การเป็นองค์กรระดับสากล ทั้งยังมีการเปิดตัวโลโก้ใหม่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพลักษณ์ของนก Ruppell’s griffon ที่มีท่วงท่าการบินที่สูง สง่างามสะท้อนถึงการบริหารงานของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มาอย่างมั่นคงยาวนาน ด้วยกราฟฟิค ที่ง่ายต่อการจดจำ อันจะสร้างแรงบันดาลในการบริหารที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ในปี 2561 เราจะปรับโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทแบบเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างการบริหารที่มีการแยกการบริหารในกลุ่มธุรกิจอย่างชัดเจน โดยมีทีมผู้บริหารมืออาชีพเข้าเสริมทัพในแต่ละกลุ่มธุรกิจ การดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดที่จะมีความชัดเจน แปลกใหม่ ตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลก ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ การมุ่งสู่การทำธุรกิจแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เราก้าวสู่องค์กรชั้นนำระดับโลกและเป็นผู้นำในตลาดโลกในกลุ่มธุรกิจหลักที่เรามีความถนัดอย่างยั่งยืน” นายพิมลกล่าว
ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ทางการตลาดของแต่ละกลุ่ม ด้านกลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น มีแผนจะโปรโมท แบรนด์ Royal Thai ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยการออกงานแสดงสินค้าในประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของพรมเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงงานแสดงสินค้าในเอเชียและและตะวันออกกลางและมีแผนจะขยายตลาด หาลูกค้าใหม่ ด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการบริการ รวมถึงด้านการออกแบบ ซึ่งจะมีการร่วมงานกับกลุ่มนักออกแบบที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในผลงานระดับนานาชาติ สร้างสรรค์คอลเลคชั่นพรมใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าจากทั่วโลก และการเข้าทำตลาดในกลุ่มคาสิโน เรือสำราญอย่างจริงจังมากขึ้น และยังมีแผนการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน และซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ประสิทธิภาพในการผลิต และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของชุมชน และตอบโจทย์ของยอดขายที่ตั้งเป้าไว้สูงขึ้นทั่วโลก

ด้านกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ บริษัทมีโครงการจะขยายตลาดในต่างประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค นอกเหนือจากประเทศอังกฤษ เพื่อกระจายความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค โดยปีนี้มีแผนเจาะตลาดไปยังตลาดตะวันออกกลางและตลาดเอเชียมากเป็นพิเศษ โดยเน้นตลาดจีนและไทยให้มากขึ้น ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง โดยบริษัทจะร่วมมือกับร้านเฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่เป้าหมายที่ประเทศจีน เพื่อตั้งโชว์รูมของแบรนด์ Alexander & James โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้ จะสามารถเปิดโชว์รูมเต็มรูปแบบในประเทศจีนได้ 10 แห่ง จากที่เปิดไป 3 แห่งในปี 2560

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ บริษัทได้มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งตั้งเป้าที่จะขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตในไทย และยังมีโครงการพัฒนาพรมหลังคารถยนต์ (Headliner) ให้สามารถแข่งขันทั้งในด้านราคาและคุณภาพ รวมถึงรูปแบบดีไซน์ให้มีลวดลายเหมือนผ้าเพื่อสร้างความแตกต่างและเพื่อให้สามารถครองตลาดประเทศมาเลเซียและขยายเขาสู่ประเทศอินโดนีเซียต่อไป ทั้งยังจะพัฒนาพรมปูพื้นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดีและมีน้ำหนักเบากว่าพรมรุ่นเก่า สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะไม่หยุดพัฒนาในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งแผนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ นายพิมลยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้มีการแต่งตั้ง มล.วัลลีวรรณ วรวรรณ เป็นประธานเจ้าที่บริหาร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารบริษัทฯและที่ปรึกษาด้านการเงิน เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารธุรกิจในองค์กรใหม่ ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจแต่ละกลุ่มของบริษัท และดำเนินกลยุทธ์องค์รวมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรก้าวไปในทิศทางเดียวกัน โดยทางมล.วัลลีวรรณ ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกับบริษัทมาเป็นอย่างดีโดยได้เข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทมาแล้วกว่า 17 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงิน และเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จผ่านกลยุทธ์การควบรวมมาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ทาง TCMC มุ่งหน้าสู่กลยุทธ์ควบรวมกิจการจนสามารถทำยอดขายในภาพรวมเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปี 2559 โดยมียอดขายรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทในปี 2560 หรือ เติบโต 197% และมีกำไรสุทธิรวมสูงขึ้น 120%

9B09C754-CBDD-4CCD-89A9-7098D71F4D69

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส หรือ RS เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ซื้อหุ้น RS เพิ่มอีกคิดเป็นเงินร่วม 200,000,000 บาท เนื่องด้วยมั่นใจการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจสุขภาพและความงาม ซึ่งได้แรงส่งจากการบริหารสื่อในกลุ่มทั้งทีวี วิทยุ และออนไลน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีแต้มต่อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาด รวมถึงฐานข้อมูลลูกค้าที่เติบโตขึ้นทุกเดือนได้ถูกนำมาวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อเพิ่มยอดขายสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะใช้กลยุทธ์โฆษณากระตุ้นการขายให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละช่องทาง และเพิ่มความเข้นข้นด้วยการพัฒนาบริการหลังการขายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันแนวโน้มธุรกิจสุขภาพและความงามจะสร้างยอดขายทุบสถิติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำมาร์จิ้นได้สูงกว่าคู่แข่งในตลาด ปีนี้จึงตั้งเป้านำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความหลากหลายบนหน้าจอเพิ่มขึ้น เริ่มโฆษณาและวางจำหน่ายสินค้าประเภทของใช้ส่วนตัวและเครื่องใช้ภายในบ้าน (Home and Lifestyle Products) ตั้งแต่ต้นปี และได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด รวมทั้งพัฒนาทีมบริการหลังการขายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อเพิ่มต่อเนื่อง และจะได้เห็นฟีเจอร์ใหม่ๆ บนช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อทำรายได้ธุรกิจสุขภาพและความงามทะลุ 3,500 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจสื่อเติบโตสวนกระแสภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อที่ชะลอตัว โดยช่อง 8 สามารถปิดจองโฆษณาระยะยาวได้ตามเป้า และขายพื้นที่โฆษณาได้เพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์หลากหลายโดนใจผู้ชมดันเรตติ้งช่วงไพร์มไทม์ทั้งเช้าและเย็นติดอันดับ 1-2 ของประเทศ นำโดยกลุ่มซีรีส์อินเดีย ได้แก่ สีดาราม ศึกรักมหาลงกา และหนุมาน สงครามมหาเทพ ที่นำมาตัดต่อให้กระชับ พากย์เสียง พร้อมทำเพลงประกอบซีรีส์เพื่อให้เข้ากับรสนิยมคนไทยมากขึ้น นับเป็นการจุดกระแสสร้างปรากฏการณ์ครองแชมป์เรตติ้งผู้ชมซีรีส์อินเดียสูงสุดของประเทศ ทุบสถิติคว้าอันดับ 1แรงแซงโค้งชนะช่วงไพร์มไทม์ทุกช่องมาแล้ว ส่งผลให้วันนี้เป็นผู้นำตลาดซีรีส์อินเดียของประเทศไทยตัวจริง ตามด้วยกลุ่มรายการข่าวอย่างคุยข่าวเช้า และกลุ่มรายการกีฬา ที่มีทั้งมวยไทยและมวยสากลอย่าง UFC ทำให้ขณะนี้สามารถทำเรตติ้งได้ร่วม 500,000 รายต่อนาที และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 700,000 รายต่อนาทีภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารายได้รวมปี 2561 ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ 5,800 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 65% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขพุ่งทะยานสูงสุดนับตั้งแต่เปิดบริษัท อันเป็นผลจากการดำเนินงานที่วางไว้ภายใต้แนวคิด “ทำธุรกิจใหม่ไร้กรอบ (Beyond the Limit)” รุกเปิดโอกาสตัวเองกับธุรกิจใหม่ๆ

BFBBD4A9-AF68-4DC6-BC04-77A8A3EDAE49

บริษัท สามารถ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด ผู้พัฒนา และให้บริการ TripPointz Application หนึ่งในพันธมิตรการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัว TripPointz Mobile Application แอพพลิเคชั่นจัดทริปท่องเที่ยวง่ายเบ็ดเสร็จแบบครบวงจร ในงานแถลงข่าวกิจกรรม Enjoy Local: จับมือพันธมิตรชวนเที่ยวเมืองรองได้ลุ้นได้แต้ม
​นางสุกัญญา วนิชจักร์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท สามารถ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด (หรือ บริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด เดิม) เป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ผ่าน Digital Platform และ Non Digital Platform ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็น Bug, EDT Guide และ Horoworld โดยเฉพาะความชำนาญ และความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการ กิน ดื่ม เที่ยว
​โดยบริษัทได้ต่อยอดการให้บริการข้อมูลท่องเที่ยวดังกล่าว ผนวกกับความคิดที่ว่าทำอย่างไรถึงจะให้ผู้ใช้งานสามารถจัดแผนการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสไม่เกิน 5 นาที จึงเป็นที่มาของ TripPointz Mobile Application ด้วย ระบบแอพพลิเคชั่นนี้ จากเดิมที่เรามีความยุ่งยากในการวางแผนการเดินทาง หรือหลายๆท่านไม่ได้วางแผนก่อนการเดินทางเลย TripPointz Application นี้จะช่วยให้เราสามารถจัดทริปท่องเที่ยวของเราได้อย่างง่ายดาย ด้วยการนำเอาข้อมูลที่เรามีอยู่ในระบบมาจัดตามแผนการเดินทางภายใต้แนวคิดที่ว่า จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง จะรับประทานอะไรบ้าง และจะพักที่ไหนได้บ้าง ที่สำคัญนอกเหนือจากความสามารถในการวางแผนการท่องเที่ยวแล้ว เรายังสามารถชวนเพื่อนเที่ยวด้วยการแชร์ทริปที่เราจัดไปให้เพื่อนๆได้เห็น และเข้าร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

และหากการใช้แอพพลิเคชั่นจัดทริปเที่ยวในจังหวัด 12 เมืองรองต้องห้ามพลาด (ลำปาง เพชรบูรณ์ น่าน บุรีรัมย์ เลย สมุทรสงคราม ราชบุรี ตราด จันทบุรี ตรัง ชุมพร และนครศรีธรรมราช) การไปเที่ยวนั้นจะสามารถเก็บสะสมแต้ม ทั้งที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว และสามารถเอาแต้มมาแลกของที่ระลึกกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ กับกิจกรรม Enjoy Local: จับมือพันธมิตรชวนเที่ยวเมืองรองได้ลุ้นได้แต้ม ซึ่งบริษัทได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้โครงการ Amazing Thailand Go Local เที่ยวท้องถิ่นไทย ชุมชนเติบใหญ่ เมืองไทยเติบโต ซึ่งทาง ททท. ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบริษัทในการพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวแบบออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 12 เมืองรองต้องห้ามพลาด โดยเฉพาะถ้าได้มีโอกาสไปเยือนร้านสินค้าประชารัฐ หรือร้านค้าชุมชน เรียกได้ว่านอกจากจะสนุกกับการได้แต้มแล้วยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นบ้านรากหญ้าอีกด้วย รวมถึงยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่ประจำเดือน อย่าง ตั๋วเครื่องบินไป-กลับภายในประเทศจากบางกอกแอร์เวย์ ตลอดระยะเวลาโครงการ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค. - สิงหาคม 2561
​ซึ่งในช่วงแรกของการเปิดตัวนี้ระบบยังไม่สามารถ จองที่พัก หรือจองบริการขนส่งสาธารณะได้ แต่ช่วงถัดไประบบจะสามารถทำธุรกรรมดังกล่าวได้ พร้อมทั้งสามารถสั่งซื้อสินค้าประชารัฐ ร้านค้าชุมชน รวมถึงเพิ่มระบบการคำนวณเส้นทางได้อย่างอัจฉริยะ และระบบแจ้งเตือนตารางการเดินทางอีกด้วย
​นางสุกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรื่องท่องเที่ยวทุกวันนี้ได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตที่ทุกคนพยายาม work life balance ให้กับชีวิตมากขึ้น อีกทั้งยังมีภาครัฐให้การส่งเสริม ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจากโครงการ Amazing Thailand Go Local และโครงการสินค้าประชารัฐ ซึ่งเราในส่วนของภาคเอกชนเองก็ได้ขานรับนโยบายภาครัฐด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้การวางแผนการท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้งานเองจะได้มีเวลาในการเที่ยววิถีไทยแบบลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปของแอพพลิเคชั่น ง่าย สนุก ทุกเรื่องเที่ยว และเนื่องจากแอพพลิเคชั่นนี้จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยว จึงมีการเสริมแอพพลิเคชั่น ทั้งฟังก์ชั่นการแชร์บนโซเชียลมีเดียเพื่อแสดงความเป็นตัวตน และสร้างคอมมูนิตี้การท่องเที่ยวขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนการจัดทริปการเดินทางระหว่างกันแล้ว ยังได้แต้มจากกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย เช่น เริ่มตั้งแต่การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น การสร้างทริปท่องเที่ยวใหม่ การไปเช็คอินแสกนคิวอาร์โค้ดตามทริปที่วางไว้ การแชร์ทริปและชวนเพื่อนบน Facebook รวมถึงเมื่อไปเที่ยวกลับมาแล้วร่วมตอบแบบสอบถามความพึงพอใจจากการไปเที่ยว อีกด้วย”
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมสนุกๆจาก TripPointz Application
ได้ที่ Website: www.trippointz.com Facebook: TripPointzThailand

11607A37-0B71-4453-9136-FCD89040232D

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MTLS เปิดเผยว่าในปัจจุบันมีกระแสข่าวลบหลายอย่างเกิดขึ้นกับบริษัทฯ จึงอยากชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งหมด โดยเริ่มจากความวิตกเกี่ยวกับเรื่องการยกร่างพ.ร.บ.การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน และให้มีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่มากำกับดูแลโดยเฉพาะ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากการคิดดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป อีกทั้งมีการคาดการณ์กันเองว่าอาจจะมีการกำหนดให้มีการคำนวณดอกเบี้ยที่ร้อยละ 15

ต่อประเด็นดังกล่าว เชื่อว่าเมื่อมีการบังคับใช้จะส่งผลดีกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการดูแลให้การให้บริการทางการเงินมีคุณภาพ ประชาชนได้รับการดูแลไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกกลุ่มทุนนอกระบบ ที่สำคัญ คือการก่อเกิดหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการทำงานง่ายขึ้นด้วยและมีความเท่าเทียมในการดำเนินธุรกิจ ส่วนประเด็นเกณฑ์ในการคำนวณดอกเบี้ยขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกว่าจะให้คิดเป็นร้อยละเท่าใด แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีการนำฐานข้อมูลการคำนวณดอกเบี้ยและกฎเกณฑ์ของการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบต่างๆ ที่ได้เคยอนุมัติมาก่อนหน้านี้ใช้เป็นส่วนประกอบ อาทิ กระทรวงการคลังได้ออกใบอนุญาตปล่อยเงินกู้ พิโก ไฟแนนซ์ (Pico Finance) คิดดอกเบี้ย 36% แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้น การที่วิตกกังวลว่าจะให้คิดดอกเบี้ย 15% จึงเป็นไปไม่ได้

นายชูชาติกล่าวต่ออีกว่า ยังมีกระแสข่าวลบอีกสองเรื่อง คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินคดีกับบริษัทฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือไม่มีความจริงใดๆ ทั้งสิ้น บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง ไม่เคยถูก DSI ดำเนินคดีใดเลย

กระแสข่าวลบสุดท้ายคือ MTLS ทำธุรกิจ "ลิสซิ่งหรือเช่าซื้อ"ด้วย แต่ความจริงคือ "บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง" ในชื่อบริษัทแม้จะมีคำว่า "ลิสซิ่ง" แต่ทำธุรกิจเพียงอย่างเดียวคือการ "ปล่อยสินเชื่อ" ดังนั้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ในเดือนเมษายนนี้ จึงจะขอมติจากผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล หรือ MTC" นั้น เพื่อขจัดความเข้าใจผิดของทุกคนและให้เข้าใจถูกต้องตรงกันว่า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจ "สินเชื่อ" มิใช่ "เช่าซื้อ"

"ตอนนี้มีกระแสข่าวลือและข่าวลบเข้ามามาก ผมจึงอยากชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ไม่มีอะไรต้องกังวลหรือเป็นห่วงเลย ในด้านของการดำเนินธุรกิจสำหรับ MTLS ยังสามารถเติบเติบได้อย่างดียิ่ง คาดว่าปี 2561 จะขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่อง จากยอดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทฯมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท โดยเราให้ความสำคัญเรื่องของการควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างรัดกุม เพื่อทำให้ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL คงอยู่ระดับไม่เกิน 1.5 % ขณะเดียวกันถือว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และบริษัทฯยังมีเป้าหมายเพิ่มลูกหนี้คงค้างสิ้นปีให้มาอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจาก 3.5 หมื่นล้านบาท"

นายชูชาติกล่าวต่อในช่วงท้ายว่า การที่สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตได้ดี เนื่องจากมีจำนวนสาขามากขึ้น โดยมีเป้าหมายขยายสาขาแตะ 4,000 แห่งในปี 2563 ครอบคลุมทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ 2,500 แห่ง ดังนั้น เมื่อจำนวนสาขาเพิ่มทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน

9FF11539-7EC6-4D3E-B4B2-B33CBFE15DEF

หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุหุ้นไทยเดือนก.พ.ทดสอบไฮเดิม 1,830.13 จุด หนุนโดยกลุ่มพลังงาน ดึงนักลงทุนเทรด DW คึกคัก พร้อมยืนยันกรณีหุ้น PTT แตกพาร์ไม่มีผลต่อราคา DW ที่ซื้อขาย “บรรณรงค์” ยิ้มรับหลักทรัพย์บัวหลวง ครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ที่ระดับ 40.2%
นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออก DW ที่มีปริมาณการซื้อขายในระบบสูงสุดเป็นอันดับ 1 เปิดเผยว่า สิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมาดัชนีปิดที่ 1,830.13 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา 3.27 จุด หรือคิดเป็น 0.18% ส่งผลให้นักลงทุนสนใจเข้ามาเก็งกำไร และใช้ DW เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
โดยจะเห็นได้จากปริมาณการซื้อขาย DW คิดเป็นสัดส่วนต่อปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งระบบที่อยู่ระดับ 4.9% ซึ่งหุ้นอ้างอิงในกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรกอยู่ในกลุ่มดัชนีหลักทรัพย์ 36.6% กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 22.7% และกลุ่มพาณิชย์ 7.3%
สำหรับ DW ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดือนก.พ.อันดับ 1 คือ DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 Index ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายสูง 36.6% ของการซื้อขาย DW ทั้งหมด โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ทั้งประเภท Put เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงต้นเดือนที่ดัชนี SET50 Index ปรับตัวลดลงหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,150 จุด
อันดับที่ 2 เป็น DW ที่อ้างอิงกับหุ้น KTC ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 5.8% โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ประเภท Call เป็นจำนวนมาก หลังผู้บริหาร KTC แถลงมั่นใจปีนี้ทำกำไรสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าจากเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว
ในช่วงสิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา หลักทรัพย์บัวหลวงมีส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 40.2% และเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในระบบคิดเป็น 20.30% ของจำนวน DW ที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ และมีจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงให้เลือกคิดเป็น 78.81% ของจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์
นายบรรณรงค์ กล่าวถึงกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 10 บาทเหลือ 1 บาท เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้แก่หุ้นของบริษัท ทำให้นักลงทุนหลายคนสงสัยว่า DW ที่ถือครองอยู่จะได้รับผลกระทบหรือไม่ หลักทรัพย์บัวหลวงในฐานะผู้ออก DW01 มีความเห็นว่า ในกรณีที่บริษัทหุ้นอ้างอิงมี Corporate Event เช่น การจ่ายเงินปันผล การเพิ่มทุน หรือเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ เป็นต้น ทางผู้ออก DW แต่ละรายจะมีการปรับราคาใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิของ DW เพื่อรักษาระดับราคา DW ที่ซื้อขายในกระดานไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นอ้างอิงที่เกิดจากการดำเนินการดังกล่าว
ดังนั้นนักลงทุนที่ถือ Call DW หรือ Put DW บนหุ้น PTT ผ่านวันที่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จะไม่ได้รับผลกระทบ หากราคาหุ้น PTT ปรับตัวลดลงเท่ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ อย่างไรก็ดีหากราคาหุ้น PTT ปรับตัวลดลงมากกว่าผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ ซึ่งเป็นผลจากสภาวะตลาด ณ เวลานั้นๆ ราคา Call DW จะปรับตัวลดลงส่วนราคา Put DW จะปรับตัวสูงขึ้น และในทางกลับกัน หากราคาหุ้น PTT ปรับตัวลดลงน้อยกว่าผลกระทบนั้นๆ ราคา Call DW จะปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนราคา Put DW จะปรับตัวลดลง
ทั้งนี้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุน DW01 ได้ใน DW01 Official Page โดยสามารถกดติดตาม Facebook แฟนเพจ และ Line Official ได้ที่ www.facebook.com/blswarrant และ Line @dw01 ตามลำดับ ซึ่งจะมีนวัตกรรมสุดล้ำสมัยรายแรกของเมืองไทยอย่าง “น้องบัว แซทบอท” ไว้คอยให้นักลงทุนสอบถามข้อมูล DW01 ผ่าน Facebook Messenger ตลอด 24 ชั่วโมง และยังสามารถติดตามรายละเอียด DW01 เพิ่มเติมได้ที่ www.blswarrant.com

76CF2426-50E2-4FB0-AB0F-50CB9ECC0A35

โครงการดีต้องบอกต่อ...บอสใหญ่ใจดี ธานินทร์ พานิชชีวะ แห่งดอนเมืองโทลล์เวย์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ถนนอย่างปลอดภัย ล่าสุดจัดส่งทีมงานจิตอาสาติดตั้งป้ายสัญญาณไฟกระพริบให้กับกลุ่มโรงเรียนในเขตจ.ลพบุรี แถมยังฝากประชาสัมพันธ์บอกโรงเรียน วัด หรือ มูลนิธิใดต้องการสามารถติดต่อเข้ามาได้เลย ที่ Tollway Call Center 1233 ทราบแล้วเปลี่ยน!!!

A4F9D701-2498-4F2E-8D3A-D637E9AB09F9

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (กลาง) กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง พร้อมด้วย นายบรรณรงค์ พิชญากร (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ และ ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกันเปิดโครงการ “The Stock Master University 2018” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรั้วอุดมศึกษา ระยะเวลาในการฝึกอบรมกว่า 2 เดือน เพื่อให้นักศึกษาเกิดความรู้และความเข้าใจด้านการลงทุน พร้อมทั้งสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างมืออาชีพ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยรังสิต

file (2)

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า สิ่งที่ดีแทคจะเน้นหนักในปีนี้ คือการสื่อสารกับลูกค้าให้มากขึ้น และดึงเอาจุดเด่นของดีแทคที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต คือเน้นความสบายใจ ง่าย และความใจดี เหมือนที่เคยให้บริการภายใต้แบรนด์ แฮปปี้ เช่น ใจดีให้ยืม ใจดีเพิ่มวัน และ ใจดีโอนให้ซึ่งดีแทคจะต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้เป็นบริการใหม่ที่จะเกิดขึ้นใน ทั้งบริการให้ยืม จะมีการให้ยืมมากกว่าค่าโทรศัพท์ ,บริการโรมมิ่งสำหรับลูกค้ารายเดือน โดยเป้าหมายคือพยายามเพิ่มผลประกอบการระมัดระวังค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะยังไม่สามารถเพิ่มยอดลูกค้าได้มากนัก แต่ก็จะพยายามรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะชูจุดเด่นด้านคงามคุ้มค่าและการบริการที่มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น โดยเมื่อสิ้นปี 2560 ที่ผ่าน ดีแทคมีฐานลูกค้ารวมในระบบ 22.7 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้ารายเดือน  5.6 ล้านราย และลูกค้าเติมเงิน  17.1 ล้านราย ซึ่งยอมรับว่าด้วยจำนวนลูกค้าเท่านี้ทำให้ดีแทคกลายเป็นผู้เล่นในอันดับ 3

จากผลสำรวจในปี 2560 พบว่าแพ็กเกจโก โน ลิมิต ให้ลูกค้าโลดแล่นบนโลกดิจิทัลได้อย่างไร้กังวล ทั้งเน็ตทั้งโทร ด้วยอินเทอร์เน็ตแบบไม่อั้น ไม่ลดสปีด พร้อมโทรฟรีเบอร์ดีแทค สร้างความพึงพอใจ 4 ด้าน คือ แพ็กเกจและโปรโมชั่น ,ความใส่ใจของพนักงาน ,พนักงานมีความสุภาพ และสิทธิพิเศษที่ส่งมอบให้ลูกค้าตรงกับความต้องการ โดยปี 2560 จำนวนลูกค้ารายเดือนเพิ่มขึ้น 600,000 ราย ทำให้มีลูกค้ารายเดือน 1.5 ล้านราย ได้เพิ่มขึ้น 17.9% ลูกค้าระบบ 4จีเพิ่มขึ้น 34% จากปริมาณสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 83% บริการดาต้าเพิ่มขึ้น 96% มากจากการทบยอดอินเทอร์เน็ตที่ใช้ไม่หมดในรอบบิลไปเพิ่มในเดือนหน้า

ส่วนบริการเติมเงิน การให้บริการที่ทำให้ผู้ใช้งานใช้บริการได้ง่ายทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 86% มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยเพิ่มจาก 3.8 กิกะไบต์ เป็น 7 กิกะไบต์ นอกจากนี้ ดีแทคพัฒนาระบบการเติมเงิน 5 ภาษาได้แก่ ไทย จีน อังกฤษ พม่า และกัมพูชา ทำให้มียอดผู้ใช้งานต่างประเทศเพิ่มขึ้น

 

 

28540A1E-A7CD-45C6-A224-83296747932B

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (ขวา) กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต (ซ้าย) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนานักศึกษาให้มีความเข้าใจด้านการลงทุนและสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างมืออาชีพ นับเป็นอีกย่างก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือทางวิชาการเข้าสู่รั้วอุดมศึกษาของหลักทรัพย์บัวหลวง ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยรังสิต

7F46DB2E-116F-46C3-9D4B-D521695A97CD

เปิดฉากวันแรก...การจองซื้อหุ้นไอพีโอน้องใหม่อย่าง บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO ผู้เชี่ยวชาญด้านลงทุนบริหารสินทรัพย์และติดตามทวงถามหนี้ กระแสตอบรับดีแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ จนคุณสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ซีอีโอ ปลื้ม!!! ยิ้มจนแก้มปริ ด้าน “ชนะชัย จุลจิราภรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำการจัดจำหน่ายหุ้น ควงแขน 6 บริษัทหลักทรัพย์ ร่วมจัดจำหน่ายวันที่ 7 - 9 มีนาคมนี้ มั่นใจว่าราคา IPO ที่ 2.88 บาท เป็นราคาที่เหมาะสม งานนี้บอกเลยว่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมด 140 ล้านหุ้น จะสามารถขายหมดทั้งจำนวน ใครพลาดไว้เจอกันบนกระดานวันที่ 22 มีนาคม วันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

DE90E508-6A6C-4C64-B58D-EAC621767879

นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทฯมีแผนการขยายธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อรองรับความต้องการในการขนส่งทางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขนส่งทางเรือยังคงมีต้นทุนทางการขนส่งที่ถูกเมื่อเทียบกับการขนส่งโดยวิธีอื่น เช่นการขนส่งทางรถบรรทุกเป็นต้น โดยได้มีการตั้งงบลงทุนสำหรับต่อเรือใหม่จำนวน 10 ลำ ในไตรมาส 2/2561 และคาดว่าจะทยอยส่งมอบให้กับบริษัทฯตั้งแต่ไตรมาส 4/2561

โดยในไตรมาส 2/2561 นี้จะมีการส่งมอบเรือที่ได้มีการสั่งต่อไปในช่วงก่อนหน้านี้ จำนวน 4 ลำ จากปัจจุบันที่มีเรือลำเลียง จำนวน 8 ลำ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปี 2561 บริษัทฯจะมีเรือลำเลียง จำนวน 12 ลำตามแผนที่เคยวางไว้ ซึ่งเป็นการรองรับความต้องการใช้เรือขนทางแม่น้ำเพิ่มขึ้น บวกกับการท่าเรือของบริษัทฯที่อยู่ในจุดเชื่อมต่อทั้งทางบก และทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทฯมีการให้บริการลูกค้าทั้ง 2 รูปแบบ

ดังนั้นบริษัทฯจึงตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งขนส่งทางบกและทางน้ำในปี 2561 จะอยู่ที่ระดับ 5% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่มีรายได้ 2.47% ของรายได้รวม หรือ 146.68 ล้านบาท และตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมที่ 20- 25%
“ปัจจุบันในประเทศไทย ความต้องการใช้เรือลำเลียง เพื่อขนส่งสินค้ามีความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของมูลค่าตลาดรวม 1.5-1.8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 60 ล้านตันต่อปี และที่เหลือก็จะกระจายไปยังถ่านหิน และอื่นๆ” นายพนมกล่าว

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจถ่านหินในช่วงครึ่งปีแรกว่า ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันจากหลายๆด้าน แต่บริษัทได้มีการทำการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ จีน และเวียดนาม ส่งผลให้ปัจจุบันมีออเดอร์ส่งมอบถ่านหินถึงไตรมาส 2/2561 ประมาณ 4-5 แสนตัน
ดังนั้นจึงมั่นใจว่าปีนี้ผลการเดินงานของบริษัทจะมีการเติบโตเป็นไปตามเป้าที่วางไว้โดยมียอดขายรวมอยู่ที่ 20-25% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 30% และในประเทศจะอยู่ที่ 70% และตั้งเป้ายอดขายถ่านหินทั้งปีที่ระดับ 3 ล้านตัน

C6ED4AD7-8E99-422A-BAE0-AD8B970A5651

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC บริษัทด้านพลังงานสะอาด ปิโตรเคมี สาธารณูปโภค สู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามในสัญญาขยายวงเงินสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นวงเงินเพิ่มอีก 497 ล้านบาท จากเดิมที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ 690 ล้านบาทเป็นวงเงินสินเชื่อร่วม 1,187 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายการลงทุนในธุรกิจ Trading รองรับความต้องการใช้ของกลุ่มลูกค้าโรงกลั่นน้ำมันและ ปิโตรเคมีที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเสริมสภาพคล่อง และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

สำหรับกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 60% ของรายได้รวม คือ กลุ่มธุรกิจพลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจสารเคมีเหลว โรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภค และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการของเสียต่างๆ ของโรงงาน

และกลุ่มอุตสาหกรรมก็จะมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และตัวทำละลาย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น สารเติมแต่งและตัวเร่งปฏิกิริยา ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อการส่งออก ได้แก่ กลีเซอรีนดิบ, กลีเซอรีนบริสุทธิ์, ไบโอดีเซล (B100) และการขายสินค้าอื่นๆ เพื่อการส่งออก และการให้บริการและคำปรึกษา จะเป็นการประสานงานของบริษัทต่าง ๆ สำหรับงานออกแบบกระบวนการผลิต โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่น ๆ

กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูเอซี โกลบอล UAC กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันบริษัทมี Back log ที่พร้อมส่งมอบในไตรมาส 1/2561 มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นของกลุ่มลูกค้าโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี

สำหรับภาพรวมความต้องการใช้ของกลุ่มลูกค้าโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีนั้น มองว่าเกิดจากการขยายกำลังผลิต ส่งผลให้สารเคมีและอุปกรณ์ไปใช้ในกระบวนการผลิตเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น และผลิตภัณฑ์ของ UAC ก็มีความหลากหลายซึ่งลูกค้ามีความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯไปใช้กับกระบวนการผลิตของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นมั่นใจว่าปี 2561 นี้จะเป็นปีทองอีกปีหนึ่งของบริษัทฯ ที่จะเติบโตสูงขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ที่มากกว่า 2,000 ล้านบาท และ มี EBITDA ไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท ตามแผนการขยายธุรกิจทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ Trading ด้านเคมีภัณฑ์ ที่มีการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งยังมีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทฯวางกลยุทธ์ในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้ามาจำหน่าย พร้อมกับยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิม และ ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆเข้ามาเพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรายได้ปีละ 3,000 ล้านบาทในปี 2020

1 2 3 145