ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 142

CD964E24-5884-4729-91D5-E483A479D22C

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่สมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงที่สุดในทุกๆ ปี ดังนั้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขในปีนี้ เคทีซีจึงได้ออกแคมเปญมอบเซอร์ไพรส์ให้สมาชิกตลอดเดือนธันวาคม เพียงสมาชิกโหลดโมบายแอพพลิเคชั่น TapKTC และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดใดๆ ก็ได้ ทุกที่ ทั่วโลก (ยกเว้นการกดเงินสดและการชำระค่า LTF และ RMF) ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ เข้าสู่ระบบของเคทีซีทุกลำดับที่ 25 รับทันทีเซอร์ไพร์สในรูปของ E-Coupon ผ่านโมบายแอพฯ TapKTC เพื่อใช้กับร้านค้าพันธมิตรยอดนิยม อาทิ แมคโดนัลด์ เอสแอนด์พี เบอร์เกอร์คิงส์ บาร์บีคิวพลาซ่า แบล็คแคนยอน และมิสเตอร์โดนัท โดยสมาชิกสามารถรับเซอร์ไพรส์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดแคมเปญ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2560

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 เว็บไซต์ www.ktc.co.th หรือสมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิกลิงค์เพื่อสมัครบัตรเครดิตได้ที่นี่: http://bit.ly/2skCwZ8

FDF798E5-6FBF-4E71-96BC-4FE889EAFF4E

ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.ซี.เจ. เอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ “TCJ” เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/60 ด้วยเหตุปัจจัยการดำเนินธุรกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทฯ มั่นใจว่าผลการดำเนินงานปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่คาดรายได้จะเติบโต10% และคาดจะพลิกกลับมามีกำไรจากปี 59 ที่มีผลขาดทุน 2.20 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจนำเข้า ส่งออก จำหน่าย เครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง และธุรกิจนำเข้า ส่งออก แปรรูป จำหน่ายและติดตั้ง สินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/60 มีกำไร 16.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/59 มีกำไร 1.42 ล้านบาท หรือคิดเป็นเติบโต 1,054.22% ส่งผลให้งวด 9 เดือนมีกำไร 41.81ล้านบาท จาก 9 เดือนปีก่อนมีกำไร 9.97 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,175.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในช่วงเดียวกันของปี ก่อนที่มีรายได้รวม 920.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8%เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับแรงหนุนจากรายได้จากกลุ่มโลหะและงานรับเหมาเพิ่มขึ้นทำให้กำไรเติบโตในทิศทางที่ดีสะท้อนถึงพื้นฐานของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่ง

“ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทโลหะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ค้าส่งสินค้าเหล็กและกลุ่มผู้รับเหมาขึ้นรูปและโรงงาน ซึ่งเราพบว่าลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มยังมีการเติบโตที่ดี และยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกในอนาคต จากโครงการลงทุนภาครัฐฯ ” ดร.ทรงวุฒิ กล่าว

ดร.ทรงวุฒิ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีอยู่ 4 ธุรกิจ แบ่งออกเป็นดังนี้

1. ธุรกิจการจัดจำหน่าย เครื่องจักรกลก่อสร้าง เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมหนัก

2. ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุที่ทำจากโลหะ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ใช้ ผู้รับเหมา และผู้ค้าส่ง รวมถึงธุรกิจท่อเหล็กกล้าไร้สนิม ดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายท่อเหล็กกล้าไร้สนิม

3. ธุรกิจรับเหมาติดตั้ง ประกอบ และตกแต่งงานวิศวกรรมด้านโลหะภัณฑ์

4. ให้เช่าเครื่องจักรกลหนัก เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและขนส่ง

ด้านนายทัสชน ลีลาประชากุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เปิดเผยว่า TCJ ได้รับงานเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก ประเภทรถขุด ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม , รถไฟฟ้าสายสีชมพู และ มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช โดยงานดังกล่าวได้เริ่มเข้าหน้างานแล้วในปีนี้ และคาดจะเข้าหน้างานมากขึ้นในปีหน้า สอดคล้องกับงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เพราะบริษัทรับงานต่อจากผู้รับเหมารายใหญ่ คือ การเป็นผู้รับเหมาช่วง โดยมีงานเช่ารถ เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้า งานรถไฟทางคู่ และงานมอเตอร์เวย์ ในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันมีงานตบแต่งสถานีสนามไชยที่จะทยอยส่งมอบไปถึงกลางปี 2561 น่าจะสนับสนุนต่อการเติบโตในระยะยาว

อีกทั้ง บริษัทฯ คาดปริมาณงานก่อสร้างกำลังเพิ่มขึ้นตามโปรเจ็กต์งานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาลและโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor: EEC) ของภาครัฐ

“ งานของบริษัทฯ ที่ได้รับมานั้น นอกจากงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แล้วยังมุ่งเน้นที่งานก่อสร้างเชิงราบ เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยสัดส่วนในปีนี้ จะอยู่ที่งานโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 30% งานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานอีก 70% ถึงแม้ว่างานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กรอบเวลาจะไม่เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งบริษัทก็ยังรับงานจากโครงการที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์อื่น ซึ่งจุดแข็งของบิ๊ก เครน ได้แก่ สินค้า (เครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก รถเครน รถยก) ของเรามีคุณภาพ และค่อนข้างมีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกเหนือจากนั้น บุคลากรของบริษัทฯ ต้องมีทักษะและความเป็นมืออาชีพ บวกกับระบบการจัดการที่ดี จึงทำให้บริษัทฯ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ที่ให้บริการในลักษณะนี้ ”นายทัสชน กล่าว

นายทัสชน กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ปี 2561 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยการเติบโตในช่วงปี 2560 ถือว่าเป็นไปตามคาด และหากพิจารณาการเติบโตรายได้ ณ ปัจจุบัน มีอัตราเติบโตกว่า 17% ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าบริษัทฯ ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ตามอุตสาหกรรม

55DECDAC-806E-4C09-AEBB-3399ADC386EB

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดิน ทางเรือและทางอากาศอย่างครบวงจร (Total Logistics Solutions Provider) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มองโอกาสขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยล่าสุด JWD Asia Holding Private Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ โดย JWD ถือหุ้น 99.98% ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท PT. Samudera Sarana Logistik จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PT. Samudera Indonesia Tbk ผู้ประกอบธุรกิจสายการเดินเรือรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ ‘PT. Samudera JWD Logistics’ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 7.8 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณกว่า 26 ล้านบาท) โดยมี JWD Asia Holding Private Limited ถือหุ้น 49% และ PT. Samudera Sarana Logistik ถือหุ้น 51% เพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้งเข้าลงทุนและถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจรในอินโดนีเซีย โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจ 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจห้องเย็น ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ และธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย

“ปัจจุบัน JWD มีฐานธุรกิจคลังห้องเย็นและขนส่งในประเทศไทยที่แข็งแกร่งและได้ขยายการลงทุนในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์และอินโดนีเซีย ซึ่งการร่วมทุนครั้งล่าสุดกับ Samudera ถือเป็นก้าวสำคัญในการรุกตลาดโลจิสติกส์ในอินโดนีเซีย โดยจะเริ่มต้นจากการเข้าลงทุนในธุรกิจห้องเย็นที่มีความต้องการสูง ซึ่ง JWD วางเป้าสร้างเครือข่าย Food & Cold Supply Chain แห่งอาเซียน ครอบคลุมบริการเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่บริหารคลังห้องเย็น ขนส่ง ขนส่งข้ามแดน Freight Forwarder บริการเสริมอื่น ๆ รวมไปถึง การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบให้กับลูกค้า ขณะเดียวกัน เราจะมองโอกาสขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และภายในปี 2563 เราวางแผนขยายในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะมีฐานธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนครบ 9 ประเทศ (ยกเว้นประเทศบรูไน) เน้นสร้างเครือข่ายและเชื่อมต่อการให้บริการโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้โมเดลธุรกิจในรูปแบบ Total Solutions ที่มีบริการอย่างครบวงจร” นายชวนินทร์ กล่าว

นายธเนศ พิริย์โยธินกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ JWD กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ JWD จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเป็นที่เรียบร้อย บริษัท PT. Samudera JWD Logistics (บริษัทร่วมทุน) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณกว่า 260 ล้านบาท) เข้าซื้อหุ้น 67% ในบริษัท Adib Cold Logistics หรือ ACL ซึ่งอยู่ในเครือ Adib Group โดย ACL เป็นบริษัทท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจคลังห้องเย็นและขนส่งในเมืองจาการ์ต้า มีความจุสินค้าประมาณ 7,000 พาเล็ต ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้พื้นที่คลังห้องเย็นประมาณ 60% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% ในเดือนมีนาคม 2561 หลังจากมีลูกค้ารายใหม่เตรียมเช่าพื้นที่เก็บสินค้า

การเข้าลงทุนครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมของ JWD ผ่านบริษัทร่วมทุน ตั้งแต่ มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยคาดการณ์บริษัท Adib Cold Logistics จะมีรายได้ในปีนี้ประมาณ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 140 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิประมาณกว่า 10% นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนก่อสร้างคลังห้องเย็นแห่งใหม่และเพิ่มจำนวนรถขนส่งในกรุงจาการ์ต้า และมีแผนขยายการลงทุนคลังห้องเย็นในเมืองอื่น ๆ เช่น เมืองสุราบายา, เมดาน เนื่องจากปัจจุบันมี ผู้ให้บริการคลังห้องเย็นและโลจิสติกส์ไม่เพียงพอกับความต้องการ

นาย Yudi Riyadi President Director of PT SAMUDERA SARANA LOGISTIK กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์รวมถึงการจัดการตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งอยู่ในเครือของ PT. Samudera Indonesia Tbk ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1953 (พ.ศ. 2496) หรือกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม ที่ดำเนินการภายใต้แบรนด์ ‘Samudera’ ได้แก่ ธุรกิจท่าเรือ (Samudera Terminal) ธุรกิจตัวแทนเดินเรือ (Samudera Shipping) ธุรกิจอู่ต่อเรือ (Samudera Shipyard) ธุรกิจโลจิสติกส์ (Samudera Logistics) และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Samudera Property) ซึ่งมีพนักงานรวมประมาณกว่า 4,000 คน มีสำนักงานสาขากว่า 17 แห่งในภูมิภาคเอเชียและเมืองดูไบ

การตัดสินใจร่วมทุนกับ JWD ในครั้งนี้ เนื่องจาก Samudera มีความต้องการขยายธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศอินโดนีเซีย จึงมองหาพาร์ทเนอร์ร่วมลงทุน โดยมองว่า JWD เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์มายาวนาน มีความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญด้านการให้บริการจัดการธุรกิจห้องเย็น ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย รวมถึงธุรกิจรับฝากและให้บริการโลจิสติกส์ยานยนต์ ขณะที่ Samudera ก็มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจสายการเดินเรือและโลจิสติกส์ จึงเชื่อว่าจะเป็นการร่วมทุนที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายสามารถใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่นำมาต่อยอดขยายธุรกิจร่วมกันเพื่อสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้น ด้วยการเข้าลงทุนในกิจการของบริษัทต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมการให้บริการด้านโลจิสติกส์เกี่ยวกับการธุรกิจห้องเย็น สินค้าอันตรายและยานยนต์ในประเทศอินโดนีเซียกำลังเติบโตได้ดี จากปัจจัยการขยายตัวของประชากร ธุรกิจร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถของภูมิภาคอาเซียน จึงมีความต้องการผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินที่มีความเชี่ยวชาญ เราจึงมองว่าเป็นโอกาสดีในการร่วมทุนกับ JWD เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในครั้งนี้” นาย Yudi Riyadi กล่าว

AC073085-9726-478F-8DB2-144EB5F75B82

นายสมศักดิ์ หลิมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPT กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการระบบไฟฟ้ากำลังสำหรับควบคุมเครื่องจักร ครอบคลุมถึงการจำหน่ายอุปกรณ์และระบบควบคุมไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการติดตั้งและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย โดยแบ่งธุรกิจเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจขายตู้ไฟฟ้า (Panel) ที่มี 2 ประเภท ได้แก่ ตู้ไฟฟ้าระบบควบคุมเครื่องจักร และตู้ไฟฟ้าแรงดันต่ำและแรงดันปานกลาง 2.ธุรกิจการขายสินค้าสำเร็จรูปประเภทหน่วย (Unit) โดยบริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุม เช่น ตัวปรับความเร็วมอเตอร์กระแสสลับแรงดันต่ำและแรงดันปานกลาง และอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติ (PLC)

3.ธุรกิจให้บริการรับเหมาติดตั้งสายไฟ (Cable Installation) และการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ขนาดความดัน 69-115 KV. ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยแบบ Turnkey Project รวมถึงเป็นผู้ออกแบบและประกอบตู้ควบคุมไฟฟ้าพร้อมระบบเพื่อป้องกันความผิดพลาด (Protective Relays) การแสดงผล/ควบคุมและการวิเคราะห์ (SCADA) ผ่านระบบใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) รวมถึงให้บริการวางรากฐาน ติดตั้งสายไฟสำหรับงานประกอบตู้ไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปและสถานีไฟฟ้าย่อย และ 4.ธุรกิจจากการให้บริการและซ่อมแซม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPT กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ของทีมผู้บริหารที่อยู่ในธุรกิจมานานกว่า 30 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญในด้านความหลากหลายของระบบควบคุมเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า เพื่อการออกแบบ ผลิตตู้ไฟฟ้าของระบบควบคุมและไฟฟ้ากำลังที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายใต้หลักการบริหารจัดการที่ดีจากฐานการผลิตของโรงงานตนเอง ส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุน คุณภาพ และระยะเวลาในการผลิตได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ส่งมอบสินค้าได้ตรงต่อเวลา ช่วยสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจจากลูกค้าภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปีนี้ ที่มีรายได้จากการขายและการบริการ 763.45 ล้านบาท ลดลง 2.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการควบคุมต้นทุนที่ดีและลดค่าใช้จ่าย จึงทำให้มีกำไรสุทธิ 85.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เรามีวิสัยทัศน์เป็นผู้นำด้านการผลิตตู้ไฟฟ้า ระบบควบคุมเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า ที่มุ่งเน้นการแข่งขันได้ทั้งราคา คุณภาพ การบริการ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า พร้อมมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการรุกขยายฐานลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและแถบภูมิภาคอาเซียน” นายสมศักดิ์ กล่าว

D4A2C979-949F-4B10-BECC-B933ED1B7812

ชัยภัทร ศรีวิสารวาจา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย บมจ.วินท์คอม เทคโนโลยี (VCOM) เปิดเผย บริษัทวินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่หุ้นละ 2.88 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2560 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2560 นี้
ทั้งนี้ บมจ.วินท์คอม เทคโนโลยี VCOM มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท และทุนชำระแล้ว 110 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 220 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 80 ล้านหุ้น ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO แล้วบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการโดยเฉพาะการขยายงานขายโครงการใหญ่ทั้งในประเทศและประเทศในกลุ่ม CLM หรือ กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์
VCOM มีความโดดเด่นในการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการใช้งานในระดับองค์กร ถึง 7 แบรนด์ชั้นนำของโลก อาทิ ออราเคิล (Oracle ), ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ( Hitachi Data Systems ), พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks), อริสต้า เน็ตเวิร์กส์ (Arista Networks), อินโฟบล็อกซ์ (Infoblox), อินฟอร์เมติก้า (Informatica) และ สปลังค์ (Splunk)

นายณรงค์ อิงค์ธเนศ ประธานกรรมการ บริษัท วินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ VCOM ผู้ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการใช้งานในระดับองค์กร กล่าวว่า จากนโยบายของภาครัฐบาย ที่มีการส่งเสริมนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ภายใต้แผนประเทศไทย 4.0 โดยการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยได้มีการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมของประเทศให้ทันกับโลกยุคปัจจุบัน

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลบวกต่อการเติบโตของ VCOM เนื่องจากบริษัทฯเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ได้รับการยอมรับจาก 7 แบรนด์ ชั้นนำของโลก ในการให้บริการในรูปแบบลักษณะการขายแบบโซลูชั่น อาทิ คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ หน่วยเก็บข้อมูล ระบบคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ ระบบรักษาความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย ระบบฐานข้อมูล ระบบปฏิบัติการ ระบบเสมือนมิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์พัฒนาระบบ และซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย อาทิ บริการติดตั้งระบบ บริการบำรุงรักษา เป็นต้น ดังนั้น จากประสบการณ์และศักยภาพของธุรกิจ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าในตลาดได้เป็นอย่างดี

ด้านนางทรงศรี ศรีรุ่งเรืองจิต กรรมการผู้จัดการ บมจ.วินท์คอม เทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมถึงราคาเสนอขายในครั้งนี้ว่า การกำหนดราคาเสนอขายที่ระดับ 2.88 บาทต่อหุ้น ถือเป็นราคาที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตจากการขยายธุรกิจของบริษัทฯในอนาคต โดยบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าว ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยเฉพาะการขยายงานขายโครงการใหญ่ทั้งในประเทศและประเทศในกลุ่ม CLM หรือ กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ เนื่องจากประเทศดังกล่าวอยู่ระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ จึงมีความต้องการสินค้าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสูง

พร้อมทั้ง ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยความมุ่งมั่นทางธุรกิจ เราจะก้าวสู่การเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งด้านการนำเสนอโซลูชั่น แบบครบวงจร ในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีอัตราการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และด้วยความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน ของทีมคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ จะนำพา VCOM ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างสูงสุดตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ที่จะนำมาสู่ผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้น

B8699135-F3DB-418B-B29C-C760FCB81080

“ออลล่า”ตุน Backlog 353ลบ. ทยอยรับรู้รายได้ Q4/60 เป็นต้นไป ปีหน้าลุ้นรายได้โต หลังแนวโน้มงานเครน และรอกไฟฟ้ารวมถึงประตูอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รับ EECเร่งสรุปพันธมิตรใหม่บุกอินโดฯ ชัดเจนภายในต้นปีหน้า

นายองอาจ ปัณฑุยากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA ผู้ผลิต จำหน่าย และติดตั้งเครน และรอกไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ และสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าต่าง ๆ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ณ ไตรมาสสาม 2560 จำนวน 353 ล้านบาท ซึ่งงานที่ยังไม่ได้ส่งมอบดังกล่าวจะทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาสที่สุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไปโดยบริษัทฯคาดว่าแนวโน้มของผลประกอบการในปี 2561 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นหลังจากปริมาณงานเครน และรอกไฟฟ้า รวมถึงประตูอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

ในขณะเดียวกันบริษัทฯได้เร่งสรุปแผนในการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย โดยอยู่ในระหว่างเจรจากับพันธมิตรรายใหม่ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายเครนและรอกไฟฟ้า และประตูอุตสาหกรรม โดยบริษัทคาดว่าจะสามารได้ข้อสรุปภายในต้นปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯได้ให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียมาโดยตลอด เนื่องจากยังคงเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเครนและประตูอุตสาหกรรมในประเทศอินโดนีเซีย และยังคงแสวงหาโอกาสในการเข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียตามแผนทางธุรกิจเดิม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯและผู้ถือหุ้น

“เราเร่งที่จะสรุปการเข้าลงทุนในอินนีเซีย ด้วยการหาพันธมิตรรายใหม่ที่มีความพร้อม และศักยภาพในการร่วมกันสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ แต่ยังคงยืนยันว่าเรามีความมุ่งมั่นที่ขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเหมือนเดิม เนื่องจากการมองเห็นโอกาสที่เปิดกว้าง และศักยภาพในการขยายธุรกิจ ในขณะที่ในปี 2561 ภาพรวมของธุรกิจเครนและรอกไฟฟ้าก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ทำให้เราคาดว่าผลงานของบริษัทฯมีโอกาสเติบโตขึ้นจากในปีนี้” นายองอาจกล่าว

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทฯประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.25 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับผลประกอบการช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11.15 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทฯมีรายได้รวมอยู่ที่ 184.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.72 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับผลประกอบการช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 134.17 ล้านบาท

1EB19896-7D12-401A-86EE-D4FFE0D912FA

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) ให้การต้อนรับรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอุตตม สาวนายน และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมชาย หาญหิรัญ พร้อมคณะผู้ติดตาม เข้าร่วมประชุมหน่วยงานในสังกัด กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง สภาอุตสาหกรรม และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) เรื่อง “มาตรการพิเศษเพื่อขับเคลื่อน SMEs สู่ยุค 4.0” โครงการ 9 มาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือ SMEs โครงการแพคเกจสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMALL MINI และ MICRO ผ่านสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจคู่เติมศักยภาพแกร่งให้ SMEs ไทย พร้อมจัดทำ Big Data เชื่อมโยงฐานข้อมูล SMEs ขนาดยักษ์ กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในอนาคต โดยมี นายพสุ โลหารชุน ประธานกรรมการ และนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. ร่วมให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ ห้องแก้ววิเชียร SME Development Bank สำนักงานใหญ่

61160BCC-087E-4F6B-99DC-B7775D9BBAFC

 

บมจ.ช ทวี จับมือ บมจ. สแกน อินเตอร์ จัดตั้งกิจการค้าร่วม ในนาม “กลุ่มร่วมทํางาน SCN-CHO” เข้าร่วมประมูลงานรถเมล์ NGV ขสมก. พร้อมซ่อมแซมและบํารุงรักษารถฯ จํานวน 489 คัน ราคากลาง 4,020 ล้านบาท มั่นใจมีความพร้อมทุกด้านในการเดินหน้าโครงการให้ประสบความสำเร็จ เพื่อนำรถเมล์ใหม่มาให้บริการประชาชนทดแทนรถโดยสารเดิมที่ชำรุดเสื่อมสภาพ

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO ประกอบธุรกิจเป็นผู้ออกแบบ สร้างสรรค์ ผลิตตัวถังและติดตั้งระบบวิศวกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมทั้งเป็นผู้ผสานเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบราง และโลจิสติกส์เข้ากับการจัดการอย่างมืออาชีพ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดตั้งกิจการค้าร่วม (Consortium) กับบริษัท สแกน อินเตอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCN ในนาม “กลุ่มร่วมทํางาน SCN-CHO” เพื่อเข้าร่วมเสนอราคาโครงการซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าชธรรมชาติ (NGV) ให้กับองค์การขนส่งมวลชลกรุงเทพ หรือ ขสมก. พร้อมซ่อมแซมและบํารุงรักษารถโดยสาร จํานวน 489 คัน โดยมีราคากลางรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,020,158,000 บาท
“เรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เพราะนอกจากจะสามารถประกอบยานยนต์ตามคำสั่งซื้อได้แล้ว ยังมีศูนย์ซ่อมบำรุงอยู่ทั่วประเทศซึ่งมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในกลุ่มธุรกิจการขนส่ง นอกจากนี้ เรายังได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง “บมจ.สแกน อินเตอร์” ผู้ประกอบธุรกิจด้านพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ซึ่งหากได้รับงานดังกล่าว เชื่อมั่นว่าจะสามารถเดินหน้าทำโครงการให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยหลักธรรมภิบาล และความโปร่งใส เนื่องจากทั้งคู่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถตรวจสอบได้ทุกกระบวนการอยู่แล้ว” นายสุรเดช กล่าว

ทั้งนี้ โครงการซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าชธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบํารุงรักษารถโดยสาร จํานวน 489 คัน ถือเป็นโครงการที่เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรถเมล์ใหม่มาให้บริการประชาชนทดแทนรถโดยสารเดิมที่ชำรุด เสื่อมสภาพ หากไม่มีรถทดแทนโดยเร็วจะเกิดปัญหาในการให้บริการประชาชน เนื่องจากปัจจุบันรถโดยสารเริ่มทยอยจอดเสียเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรถโดยสารไม่เพียงพอที่จะรองรับการใช้บริการของประชาชน

AEF3123D-21D2-422E-90D9-06770033B1C5

นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2560 มีโอกาสออกมาในทิศทางที่ดีจากไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับโรงไฟฟ้าชีวมวลมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเดินเครื่องจ่ายไฟโรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ไปเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจําหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนมกราคมปี 2561 อย่างแน่นอน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กำลังการผลิตอยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้
“ไตรมาส 4 ไม่มีการตั้งสำรองและการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าชีวมวลก็มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้แนวโน้มผลประกอบการน่าจะออกมาดี โดยปัจจุบันบริษัทฯมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้งหมด 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) ,โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG),โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล TPCH1,TPCH2และ TPCH5 และจากประสบการณ์ทำงานในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้ดี สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้ถือหุ้นและช่วยผลักดันให้กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน” นายเชิดศักดิ์ กล่าวในที่สุด
อย่างไรก็ตามกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้ออกประกาศเรื่องการจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทาง บริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด ที่บริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 50% กำลังอยู่ในช่วงเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอเข้าร่วมโครงการ โดยคาดว่าจะยื่นเรื่องเข้าประมูลดังกล่าวเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ ในขณะเดียวกันทางบริษัทฯ เองก็อยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมการยื่นประมูลโครงการ VSPP Semi Firm ที่มีร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวออกมาแล้วและคาดว่าจะมีประกาศฉบับจริงออกมาในต้นปีหน้า
ส่วนผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรก (สิ้นสุดเดือนกันยายน 2560) บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 130.69 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 130.99 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3/2560 มีกำไรสุทธิ 26.22 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 49.53 ล้านบาท เนื่องจากตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีและเงินลงทุนชั่วคราว

3DF9470D-DD5E-4218-AD09-33522B2FF833

คุณวิทยา เชียงอุทัย ผู้จัดการฝ่ายงานนักลงทุนสัมพันธ์ พร้อมด้วยคุณรุ่งอรุณ หาญณรงค์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI ร่วมนำเสนอข้อมูลบริษัทต่อนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำงวดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2560 เผยปัจจุบันตุนงานในมือกว่า 445 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงต้นปี 2561 และอยู่ระหว่างรอลุ้นผลประมูลงานโครงการ High Potential Projects อีกมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท พร้อมระบุแนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก คาดรู้ผลประมูลงานภายในปลายปีนี้ถึงต้นปี 2561

6721FC7D-EA8B-4AC6-A505-4604D0CAB1B7

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลการจัดงาน “Smart SMEs Smart START UP” ว่า ตลอดการจัดงาน 3 วันตั้งแต่วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน มีประชาชนและผู้ประกอบการเข้ารับการปรึกษาด้านสินเชื่อและการร่วมลงทุนจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีแนวคิด และอยากต่อยอดไอเดีย กว่า 70% และอีก 30% เป็นผู้ที่มีธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ คิดเป็นวงเงินขอสินเชื่อ SMEs และ Startup ทั้งสิ้น 154.5 ล้านบาท และ Venture Capital 900 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมากที่สนใจเข้ารับการอบรมด้านการตลาด, การเงิน, การจัดการ จากฝ่ายพัฒนาธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs Startup ของธนาคารฯ ที่จัดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมอีกด้วย
ขณะเดียวกัน มีธุรกิจที่เข้ามาขอรับคำปรึกษาและให้ธนาคารออมสินร่วมลงทุนหรือ Venture Capital อีกจำนวนกว่า 30 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม เทคโนโลยี และพลังงานทดแทน ซึ่งวงเงินที่ต้องการจำนวน 10 - 50 ล้านบาท ต่อธุรกิจ
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้กำหนดวงเงินไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท สำหรับปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ SMEs และ Startup ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันธนาคารฯ ได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้วเกือบ 3,000 ล้านบาท และได้กำหนดวงเงินไว้อีก 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผ่านการร่วมลงทุนหรือ Venture Capital ปัจจุบันธนาคารฯ ได้อนุมัติร่วมลงทุนไปแล้วกว่า 225 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 460 ล้านบาท
“จากข้อมูลตัวเลขต่างๆ ของกลุ่มผู้เข้าชมภายในงานเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจจริง โดยมองว่าการจัดงาน Smart SMEs Smart START UP ครั้งนี้ของธนาคารเป็นการรวมผู้ประกอบการในธุรกิจ SMEs และ Startup ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมหรือ Smart Enterprise ซึ่งพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาปรึกษาพูดคุยหาข้อมูลเพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจ โดยธนาคารออมสินพร้อมที่จะเป็นแหล่งเงินทุน” นายชาติชาย กล่าว
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวย้ำว่า ผลการจัดงานตลอด 3 วันที่ผ่านมาสะท้อนภาพถึงความสำเร็จตามที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Start Up Commitee) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ Startup โดยที่ธนาคารออมสินเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนธุรกิจนี้มาอย่างต่อเนื่อง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ดันเป็น Innovation Hub ของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมให้ SMEs และ Startup กลุ่มนี้ให้เติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดธุรกิจตามนโยบายพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ต้องการคำปรึกษาสามารถเข้ารับบริการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือศูนย์ธุรกิจลูกค้า SMEs จำนวน 18 ศูนย์ ทั่วประเทศ โดยในปี 2561 นี้ ธนาคารฯ จะเพิ่มเป็น 80 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อสอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน

BD424253-FEDD-416E-9836-E295B66B2547

 

SME Development Bank ประกาศตั้ง “ศูนย์ติดตามสินเชื่อ เคลียร์ คัท ชัดเจน” Hotline สายด่วน Call center 1357 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตอบได้ทุกปัญหาคาใจพร้อมให้คำปรึกษาทุกด้านครบครันในโครงการสินเชื่อและกองทุนสินเชื่อภาครัฐ เน้นสุจริตโปร่งใสทุกขั้นตอน

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว. หรือ SME Development Bank) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการติดตามการยื่นขอสินเชื่อผ่าน สายด่วน Call Center 1357 เพื่ออำนวยความสะดวกในการปล่อยสินเชื่อและตอบคำถามปัญหาให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่ยื่นขอสินเชื่อธนาคารผ่านโครงการต่างๆ และกองทุนสินเชื่อภาครัฐตามที่ธนาคารได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ความช่วยเหลือเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ประกอบด้วย กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม วงเงินกองทุน 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% กองทุนฟื้นฟู SMEs ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) วงเงิน 2,000 ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ย และสินเชื่อต่างๆ ของธนาคาร ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงและตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด โดยศูนย์ฯแห่งนี้จะตอบคำถามทุกๆ เรื่อง ในการให้บริการสินเชื่อ ทุกคำถามต้องมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อคลายความสงสัยและกังวลใจของผู้ขอสินเชื่อ

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ตามนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ธนาคารได้ตั้งศูนย์ติดตามสินเชื่อ “เคลียร์ คัท ชัดเจน” ผ่านสายด่วน 1357 กด 1 สำหรับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กด 2 กองทุนฟื้นฟู SMEs ของ สสว. และ กด 3 โครงการสินเชื่อต่างๆ ของธนาคาร โดยระบบพร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2560 นี้ ในเวลาทำการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น.

“จากการที่ผมลงพื้นที่ ได้รับคำถามจากผู้ประกอบการหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการยื่นขอสินเชื่อ เช่น จะอนุมัติเมื่อไร ยื่นแล้วจะผ่านไหม อนุมัติแล้วจะเบิกได้เมื่อไร ทำไมถึงล่าช้า ติดปัญหาตรงไหน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งคำถามเหล่านี้ ผมทราบดีว่าเป็นปัญหาคาใจของผู้ประกอบการ SMEs มาตลอด ดังนั้นศูนย์ติดตามสินเชื่อ เคลียร์ คัท ชัดเจน จะสามารถตอบคำถามได้ตรงประเด็น ถูกต้อง และรวดเร็ว เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารเป็นผู้ให้บริการข้อมูล และตอบคำถามผู้ประกอบการ เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความสุจริตและโปร่งใสในการทำงานทุกขั้นตอน”นายมงคล กล่าว

ทั้งนี้การจัดตั้งศูนย์ติดตามสินเชื่อดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารคลายความกังวลใจ เพราะทุกคำถามจะต้องเคลียร์ให้ชัดเจน ผู้ประกอบการเองก็จะได้รู้ถึงความคืบหน้าเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันศูนย์ฯ แห่งนี้ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำไปพร้อมกันอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเชื่อได้ว่าธนาคารมีความจริงใจในการให้บริการและยึดมั่นใจความสุจริต โปร่งใส ในการทำงานทุกขั้นตอน

info

“ฟิทช์เรทติ้งส์” ประกาศจัดอันดับเครดิต SME Development Bankอยู่ที่ “AAA”ถือเป็นอันดับเครดิตสูงสุดภายในประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  สะท้อนความมีเสถียรภาพ และความสำคัญเชิงนโยบายของรัฐบาล เชื่อจ่อออกจากแผนฟื้นฟูเร็วๆ นี้  ด้าน “มงคล” ชี้ผลจากบทบาทพัฒนาเอสเอ็มอีไทย  

รายงานข่าวจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือSME Development Bank) เปิดเผยว่า บริษัท ฟิทช์เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ประกาศอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ ธพว. ให้อยู่อันดับเครดิตที่ ‘AAA (tha)’ นับเป็นอันดับเครดิตสูงที่สุดสำหรับอันดับเครดิตภายในประเทศ สะท้อนมุมมองของฟิทช์ว่า ธพว.มีบทบาทสำคัญในเชิงนโยบายต่อรัฐบาลตามที่ได้มีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารตามกฎหมายให้เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอี  นอกจากนั้น อันดับเครดิตดังกล่าวยังแสดงถึงความเป็นไปได้สูงที่ ธพว.จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

แม้ ธพว.ยังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการ ทว่า ด้วยคุณภาพสินทรัพย์และผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นตามแผนฟื้นฟูกิจการ รวมถึงฐานะทางการเงินโดยรวม อีกทั้ง ยังคงได้รับประโยชน์จากการผ่อนผันในด้านเกณฑ์การกำกับดูแลจนกว่าจะออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ  ฟิทช์จึงเชื่อว่า ธพว.จะสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในอีกไม่นาน

ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ SME Development Bank กล่าวว่า  ธพว.ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ ‘AAA (tha)’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนให้เห็นถึงความมีเสถียรภาพเครดิตของธนาคาร  และแสดงถึงความก้าวหน้าในการดำเนินตามแผนฟื้นฟูของคณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เป็นไปตามเป้าหมาย

สอดคล้องกับเมื่อเร็วๆนี้  ธพว. ได้รับ 92.07 คะแนน จากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ซึ่งคะแนนดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ระดับสูงสุด และอยู่ลำดับที่ 10 จากรัฐวิสาหกิจทั้งหมด  54แห่งที่ถูกประเมิน  รวมถึงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2559) ได้รับ 89.55 คะแนน ลำดับที่ 13 บ่งบอกว่า ธนาคารยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน มีพัฒนาการด้านคุณธรรมและความโปร่งใสต่อเนื่อง

ไรวินท์ เลขวรนันท์ (1) (1)

นายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ETE เปิดเผยว่า บริษัทฯเดินหน้าเข้ารับงานใหม่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจบริการบริหารจัดการ หรือ Outsourcing และธุรกิจบริการวิศวกรรม โดยล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 บริษัทฯได้รับการยืนยันการจ้างงาน และเซ็นสัญญารับงานเพิ่มเติมกับผู้ว่าจ้าง จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 134.75 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจบริการบริหารจัดการบุคลากรให้กับหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 27.27 ล้านบาท และธุรกิจบริการงานวิศวกรรม จำนวน 1 โครงการ ซึ่งเป็นงานจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line ช่วงสถานีไฟฟ้าแรงสูงระนอง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่า 107.48 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ของบริษัทฯปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป

Airbus A319

 

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 ว่า "รายได้รวมของบริษัทฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 6,870.8ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งเป็นรายได้ที่รวมจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบินและเงินปันผลที่บริษัทฯ ได้รับจากเงินลงทุน โดยในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีอัตราบรรทุกโดยสารเฉลี่ย(Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 69.4และมีรายได้จากการจากการขนส่งผู้โดยสารต่อหน่วย (Passenger Yield) อยู่ที่4.33 บาท ซึ่งลดลงจากไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ร้อยละ 10.1อันเนื่องมาจากภาวะการแข่งขันในตลาดและการเพิ่มขึ้นของสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางบินเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 ของปี 2560 บริษัทฯ
มีอัตราการเติบโตของผู้โดยสารของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 6.9โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ผู้โดยสารจากจุดขายบัตรโดยสาร(Point-of- Sale) และสัดส่วนจุดขายบัตรโดยสาร (Point-of- Sale)ในประเทศจีน ที่บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างสมุย-เฉิงตู สมุย-กวางโจว และสมุย-ฉงชิ่ง โดยประเทศที่มีสัดส่วนการเติบโตของรายได้สูงสุด 3
อันดับแรกจากจุดขายบัตรโดยสาร (Point-of- Sale) ได้แก่ ประเทศไต้หวันประเทศเวียดนาม และประเทศรัสเซีย"

“สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวม20,252.4 ล้านบาท และมีอัตราบรรทุกโดยสารเฉลี่ย (Load Factor) ร้อยละ67.9 โดยบริษัทฯ มีกำไรก่อนหักภาษีเท่ากับ 56.8 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ97.8 ล้านบาท " นายพุฒิพงศ์ กล่าวเสริมทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ของปี 2560 บริษัทฯ ได้รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ319จำนวน 2 ลำ ในเดือนกรกฎาคม 2560 ทำให้ บริษัทฯมีเครื่องบินในฝูงบินเพิ่มขึ้นเป็น 38 ลำ นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทฯยังได้รับรางวัล ท็อปเท็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลกรางวัลท็อปไฟว์สายการบินที่มีการบริการบนเครื่องที่ดีที่สุดโลก และรางวัลท็อปเท็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลก (สนามบินสมุย) จากสมาร์ท แทรเวลเอเชีย เว็บไซต์และนิตยสารท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของเอเชียรวมถึงรางวัลสายการบินบูทีคที่ให้บริการเต็มรูปแบบที่ดีที่สุดของเอเชียแปซิฟิกจากแอร์ ทรานสปอร์ต อวอร์ด 2017 โดยทรานสปอร์ต นิวส์
เป็นนิตยสารชั้นนำเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการขนส่งในประเทศอังกฤษและรางวัลสายการบินภูมิภาคยอดเยี่ยมประจำปี 2560
จากการประกาศรางวัลทีทีจี ทราเวล อวอร์ดส์ ครั้งที่ 28โดยรางวัลทั้งหมดได้จากผลสำรวจความพึงพอใจในการบริการของลูกค้า
บุคคลในวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและนักเดินทางทั่วโลกเป็นประจำทุกปี

K.Chanond - New

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมานับว่า บริษัทมีภาพรวมการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีผลประกอบการที่โดดเด่นเป็นที่น่าพอใจ  โดยมีตัวเลขยอดขายในไตรมาส 3 เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6,350 ล้านบาท ถึง 52% จากยอดขายโครงการใหม่ และโครงการที่เปิดตัวก่อนหน้า พร้อมประกาศปรับเพิ่มเป้ายอดขายทั้งปีอีก 5% เป็น 32,588 ล้านบาท ทำให้มียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อค) ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2560 กำหนดโอนภายในช่วง4 ปีข้างหน้า จำนวนกว่า 54,400 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นสถิติอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้ในไตรมาส 4/2560 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดโอนส่วนใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 64% ของเป้าหมายยอดโอนทั้งปีกว่า 23,000 ล้านบาท

ในไตรมาส 3 นี้ บริษัทฯ เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ติดรถไฟฟ้าบน 2 ทำเล และโครงการแนบราบใหม่ 3 ทำเล ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 7,687 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม มูลค่ารวมกว่า 4,435 ล้านบาท ได้แก่ ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 40 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย มูลค่าโครงการกว่า 2,057 ล้านบาท โครงการไอดีโอ โมบิ รางน้ำ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มูลค่าโครงการกว่า 2,377 ล้านบาท โครงการแนวราบ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3,252 ล้านบาท ได้แก่ โครงการแอริ พระราม 5 – ราชพฤกษ์ มูลค่าโครงการ 792ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ บนถนนพระราม 5 จังหวัดนนทบุรี โครงการอาร์เทล เกษตร-นวมินทร์ มูลค่าโครงการ 1,658 ล้านบาท และโครงการเอโทล วงแหวน-ลำลูกกา ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว มูลค่าโครงการ 802 ล้านบาท

 

ในไตรมาสที่ 3 นี้ บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 9,645 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 6,350 ล้านบาท ถึง 52% โดยยอดขายที่แข็งแกร่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการซื้อจากลูกค้าที่ดีกว่าคาด และจากการเลื่อนเปิดโครงการใหม่เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงต้นปี มูลค่ากว่า 4,435 ล้านบาท ทั้งนี้ในครึ่งปีแรก บริษัทฯ สร้างยอดขายได้ 77% ของเป้ายอดขายทั้งปี และมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 2 โครงการ โดยผลจากความสำเร็จดังกล่าวมาจากตัวโครงการอยู่ในทำเลติดรถไฟฟ้า สะดวกสบายในการอยู่อาศัย มีการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในโครงการ และราคาที่เหมาะสมสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,692 ล้านบาท ลดลง 28% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่บริษัทฯ มีรายได้อื่นจำนวนกว่า 1,066 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากโครงการร่วมทุน ทำให้บริษัทฯ สร้างรายได้รวมจำนวน 2,759 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 141 ล้านบาท ลดลง 44% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่ลดลง และการเปิดโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้น

 

โดยในไตรมาส 4/2560 บริษัทฯตั้งเป้าหมายยอดโอนส่วนใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 64% ของเป้าหมายยอดโอนทั้งปีกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า "ระยะเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน" ซึ่งในปี 2559 สร้างยอดโอนเติบโต 65% จากปีก่อน ตลอดจนแผนงานในการเติบโต 45% จากปี 2559 สำหรับการโอนในปี 2560 อยู่ที่กว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่จะโอนในปี 2560 มูลค่ากว่า 13,700 ล้านบาท คิดเป็น 93% ของเป้ายอดโอนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งรวมส่วนแบ่งยอดโอนของอนันดา และมิตซุย ฟูโดซัง

บริษัทฯ ยังคงรักษาวินัยทางการเงิน และประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้เติบโต พร้อมยังคงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิซึ่งหักด้วยเงินสดต่อส่วนทุนอยู่ที่ 0.84 :1 เท่านั้น นอกจากนี้กระแสเงินสดของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นสุดไตรมาสยังคงรักษาเงินสดขนาดใหญ่ที่มีมากกว่า 1,400 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากสถาบันการเงินชั้นนำ และมีทางเลือกในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการเงินสดของบริษัทฯตลอดทั้งปี สามารถเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ ทั้งนี้ในเดือนตุลาคมปี 2560 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ด้วยต้นทุนหุ้นกู้เพียง 3.50% ซึ่งเป็นต้นทุนต่ำสุดเป็นสถิติอีกครั้ง ลดลงจากที่บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ต้นทุน 3.95% และลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 5.40% ที่ออกหุ้นกู้เมื่อ 3 ปีก่อน” นายชานนท์ กล่าว

ในปี 2561 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดโอนเติบโต 76% อยู่ในระดับกว่า 40,500 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดโอนในปี 2560 ที่ระดับ 23,000 ล้านบาท โดยในปี 2561 บริษัทฯ คาดว่าจะมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่สร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอน สูงถึง 11 โครงการ เพิ่มขึ้นจากในปี 2560 ที่มี 10 โครงการใหม่ที่สร้างแล้วเสร็จ และเริ่มโอน

 

จากวงจรเงินทุน ทำให้บริษัทฯ เปิดขายโครงการใหม่ในปี 2561 ด้วยมูลค่าโครงการ เพิ่มขึ้น 15% อยู่ในระดับกว่า 48,000 ล้านบาท จากเป้ากว่า 41,800 ล้านบาทในปี 2560 โดยในปี 2561บริษัทจะเปิดขายโครงการใหม่ 22 โครงการ โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 13 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง 7 โครงการ และโครงการแนวราบ 9 โครงการ จากมูลค่าเปิดขายโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในปี 2561 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นอีก 24% เป็นกว่า 40,500 ล้านบาท จากเป้ายอดขายในระดับกว่า 32,600 ล้านบาท ในปี 2560 พร้อมเป้าหมายในการรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนทุนในระดับประมาณ 1:1 สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการบริหารงานของบริษัทอีกด้วย

“บริษัทฯ รักษาการเติบโตของธุรกิจ และผลการดำเนินงานที่ดี รวมถึงยังรักษาความมีวินัยด้านต้นทุนการดำเนินงาน และการกู้ยืมอีกด้วย โดย อนันดาฯ ยังคงครองความเป็นผู้นำคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านการออกแบบอาคาร และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอื่นๆ ทำให้ยังคงตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมต่อไป พร้อมมุ่งมั่นต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่สุดและโปร่งใส โดยได้รับคะแนนทางด้านการกำกับดูแลกิจการในระดับสูงสุด 5 ดาว เพิ่มขึ้นจากระดับ 4 ดาวในปีก่อน รวมทั้งการกำกับดูแลกิจการที่ดี และโปร่งใส ให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยตลาดหลักทรัพย์ได้เสนอชื่อให้บริษัทฯ เข้าชิงรางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมให้แก่บริษัทประจำปี 2560 อีกทั้งนิตยสาร IR Magazine ได้เสนอชื่อให้บริษัทฯ เข้าชิงรางวัลนักลงทุนยอดเยี่ยมในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2560” นายชานนท์ กล่าวตอนท้าย

คุณองอาจ ปัณฑุยากร ALLA1 (2)

นายองอาจ ปัณฑุยากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA ผู้ผลิต จำหน่าย และติดตั้งเครน และรอกไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ และสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าต่าง ๆ เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.25 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับผลประกอบการช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11.15 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทฯมีรายได้รวมอยู่ที่ 184.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.72 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับผลประกอบการช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 134.17 ล้านบาท

โดยการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิ และรายได้ในไตรมาสที่ 3 เป็นผลมาจากการที่บริษัทฯมีรายได้จากการขายเครนและรอกไฟฟ้า และประตูอุตสาหากรรม จากกลุ่มธุรกิจประเภทโรงไฟฟ้า และกลุ่มห้างสรรพสินค้า ในขณะที่รายได้จากการบริการเพิ่มสูงขึ้นจากงานสัญญาบริการประตู ซึ่งบริษัทฯได้ขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มร้านค้าปลีกนอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ณ เดือนกันยายน 2560 จำนวน 353 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจำนวน 129 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้น 58% ซึ่งงานที่ยังไม่ได้ส่งมอบดังกล่าวจะทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาสที่สุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป

ในขณะเดียวกันบริษัทฯได้มีการปรับแผนในการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย โดย คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศอินโดนีเซียกับบริษัท PT. WiryaKrenindo Perkasaเพื่อประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายเครนและรอกไฟฟ้า และประตูอุตสาหกรรม โดยบริษัทคาดว่าจะลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 33 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้บริษัทฯจะยังคงเดินหน้าในการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียเนื่องจากยังคงเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเครนและประตูอุตสาหกรรมในประเทศอินโดนีเซีย และยังคงแสวงหาโอกาสในการเข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียตามแผนทางธุรกิจเดิม ด้วยการหาพันธมิตรรายใหม่ที่มีความพร้อม และศักยภาพในการร่วมกันสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯและผู้ถือหุ้น

“ภาพรวมของธุรกิจในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มสูงขึ้น จากการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น ขณะที่แผนการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเราจะมีการปรับแผนด้วยการหาพันธมิตรใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ แต่ยังคงยืนยันว่าเรามีความมุ่งมั่นที่ขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเหมือนเดิม เนื่องจากการมองเห็นโอกาสที่เปิดกว้าง และศักยภาพในการขยายธุรกิจ” นายองอาจกล่าว

Photo

 

นางประณยา นิถานานนท์ (กลาง) ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับนางสาวพรทิพา ตัณฑากาศ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการ    ฝ่ายกลยุทธ์และวางแผนการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ (ขวา) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และนายมาวีร์ สิมะโรจน์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญพิเศษ “เติมง่ายๆ แลกได้เต็มๆ กับบัตรเครดิตเคทีซี” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันด้วยบัตรเครดิตเคทีซีกับ 5 สถานีบริการน้ำมันชื่อดัง ได้แก่ 1) บางจาก 2) พีที 3)    ซัสโก้ 4)เอสโซ่ และ 5) คาลเท็กซ์ สามารถแลกรับเครดิตเงินคืนได้สูงสุด 18% ยิ่งเติมน้ำมันบ่อยครั้ง ยิ่งได้รับเครดิตเงินคืนมากขึ้น โดยเมื่อเติมครั้งแรกจะได้รับเครดิตเงินคืน 12% ครั้งที่สองรับเครดิตเงินคืน 14% และครั้งที่สามรับเครดิตเงินคืน 18% เพียงเติมน้ำมันและชำระด้วยบัตรเครดิตเคทีซี ทุก 100 บาท พร้อมใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS ทุก 100 คะแนนในการแลกรับเครดิตเงินคืนได้สูงสุดถึง 18% (สามารถแลกรับเครดิตเงินคืนได้ไม่จำกัด)

คุณศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ AIT

 

 

นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT ผู้นำในธุรกิจบริการออกแบบและรับเหมาวางระบบโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3/60 (กรกฎาคม – กันยายน 2560) บริษัทฯ มีรายได้จากงบเฉพาะกิจการอยู่ที่1,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ที่มีรายได้จากงบเฉพาะกิจการ 1,345 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 132  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/60 ที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจัยการเติบโตของผลการดำเนินงานดังกล่าว มาจากการรับรู้รายได้การส่งมอบงานระบบโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้แก่ลูกค้าได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กันยายน 2560) มีรายได้จากงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 4,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้จากงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 3,479 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิ 332 ล้านบาท

“ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 3/60 และในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ที่มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องนั้น มาจากการมีแบ็คล๊อคจากการขายที่สะสมมาค่อนข้างมากสามารถส่งมอบงานให้แก่ลูกค้า และรับรู้รายได้ ได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้  ซึ่งถือว่าบริษัทฯ สามารถทำผลงานอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ” นายศิริพงษ์ กล่าว

ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AIT กล่าวว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทฯ จะเข้าร่วมงานประมูลงานจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่างานรอส่งมอบในมือ (Backlog) ซึ่งเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะสามารถคว้างานในส่วนนี้เพื่อเพิ่ม Backlog จากสิ้นเดือนกันยายน 2560 ปัจจุบันมีมูลค่างานรอส่งมอบในมือประมาณ 3,356 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้บางส่วน จึงคาดว่า ภาพรวมรายได้ในปีนี้จะทำได้ 5,000 ล้านบาทตามแผนงานที่วางไว้

unnamed

มหากาพย์ วินด์ เอนเนอร์ยี่ ‘ ส่อเค้าเข้าลากยาวเข้าตลาดหุ้น  ยื่นฟ้องอนุญาโต ฯ ระบุ ณพ ณรงค์เดช’ ชำระค่าหุ้นแค่ 13 %  ยืนยันศาลไม่ให้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นหากบุคคลใดกระทำมีสิทธิ์ถูกฟ้องถึงที่สุด ความเคลื่อนไหวของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมีแผนจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นไทยปี 2561 นั้น ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

            ล่าสุดได้มีคำสั่งจากคณะอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ เลขที่ 21612 และเลขที่ 21790 มีคำชี้ขาดสองฉบับ (22 ก.. 60) ห้ามมิให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน (Freezing) หุ้นใน WEH และบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด (KPNET) ซึ่งเป็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับข้อพิพาทของผู้ถือหุ้นซึ่งมีอำนาจควบคุม WEH

            โดยก่อนหน้านี้ได้มีข้อพิพาทระหว่าง บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ทเนอร์ส ลิมิเต็ด (SPL),  บริษัท เน็กซ์ โกลบอล อินเวสต์เมนท์ ลิมิเต็ด (NGI)  และ บริษัท ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส ลิมิเต็ด (DLV) กับ นายณพ  ณรงค์เดช ซึ่งเข้าซื้อกิจการใน WEH ผ่าน บริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (REC) ในสัดส่วนร้อยละ 59.4  จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น  KPNET  ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการชำระค่าหุ้นร้อยละ 13

            ดังนั้นเพื่อให้หลักประกันการชำระเงินซึ่งต้องชำระตามสัญญาซื้อขายหุ้น  จึงมีคำสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนดังกล่าว และเรียกร้องให้ บริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (KPNEH) และ ฟูลเลอร์ตั้น เบย์ อินเวสต์เม้นท์ ลิมิเต็ด (Fullerton) ซึ่งบริษัททั้งสองเป็นบริษัทที่ นายณพ ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้ที่มีอำนาจควบคุมให้มาชำระค่าหุ้นจนเต็มจำนวน

            ส่วนกรณีบุคคลใดก็ตามที่จะเข้าทำธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นของ KPNET หรือหุ้นของ WEH  ทาง SPL / NGI / DLV ถือว่าเป็นผู้ร่วมสมคบกันทำการฉ้อฉลต่อสิทธิของบริษัท จะดำเนินการอย่างเต็มกำลังในอันที่จะเพิกถอนธุรกรรมใดๆ ซึ่งกระทำขึ้นโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามดังกล่าวรวมถึงการดำเนินคดีอาญา

            สำหรับคำสั่งห้ามการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นดังกล่าวไม่ว่าด้วยประการใดๆ รวมถึงการห้ามทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าวด้วย เช่น การรับเอาหุ้นดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันการให้การสนับสนุนทางการเงินไม่ว่าในรูปแบบใดๆ เป็นต้น นอกจากนี้ คำสั่งห้ามดังกล่าวนั้นยังครอบคลุมถึงหุ้นทั้งหมดของ KPNET ด้วย

1 2 3 142