ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 174

9B3288E5-A499-4C6C-8B8D-47CF1E816198

วันนี้ (18 ก.พ.)  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  (ธพว.) หรือ SME D Bank   มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการ SME D Scaleup Society” ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศและ 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อสร้างระบบ Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตและพัฒนาสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี โดยเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายระบบการศึกษาเพื่อยกระดับและส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรมและสื่อดิจิทัลให้กลุ่มสตาร์ทอัพแจ้งเกิดและขยายกิจการทางธุรกิจ (Scaleup) ไปสู่ความยั่งยืน โดยอาศัยศักยภาพความรู้ความเชี่ยวชาญและเข้มแข็งของแต่ละมหาวิทยาลัยมาช่วยพัฒนา ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการส่งเสริมการตลาดต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกรมการค้าต่างประเทศ ที่มีเครือข่ายโครงการต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ช่วยสนับสนุนการติดปีกก้าวสู่ตลาดโลกต่อไป และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษจาก ธพว.ให้สามารถดำเนินธุรกิจหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ ภายใต้แนวความคิดความรู้คู่เงินทุนจาก ธพว.

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย     (ธพว.) หรือ SME D Bank   กล่าวว่า โครงการเอสเอ็มอีดีสเกลอัพ (SME D Scaleup) ความรู้คู่เงินทุนเป็นโครงการของ ธพว. ที่เริ่มนำมาใช้ในการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านเครือข่ายระบบสถาบันการศึกษาที่นำผู้เชี่ยวชาญแต่ละแห่งมาช่วยพัฒนา ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการนี้ ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยจัดหลักสูตร     1. โครงการ SME D Scaleup ต่อยอดติดปีกธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการสร้างผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน 2.โครงการ SME D Scaleup ติดปีกธุรกิจยางพาราด้วยนวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ ให้สามารถต่อยอดแนวคิดสู่การแปรรูปยางพาราด้วยนวัตกรรมใหม่โดยเกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพ 12 รายการสู่เชิงพาณิชย์ ผู้เข้าอบรม 51 รายสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 43.75 ล้านบาท และต่อยอดการใช้ยางพาราธรรมชาติเพิ่มขึ้น 0.322 ล้านกิโลกรัม จากเดิมใช้ยางพารารวมกันประมาณ 6.45 ล้านกิโลกรัม นับเป็นความสำเร็จในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราสร้างงานสร้างรายได้ต่อยอดธุรกิจกลับคืนสู่ชุมชนต่อไป 3.สถาบันเคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดโครงการ SME D Scaleup  ติดปีกธุรกิจ SMEs4.0 เพื่อพัฒนาลูกค้าธนาคารโดยกระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันให้คำปรึกษา ณ สถานประกอบการจริง และ 4.โครงการ SME D Scaleup  ไอเดียร้อยล้านร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปั้นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่จุดประกายแนวความคิดเปลี่ยนไอเดียธุรกิจสู่เงินล้าน โดยเชื่อมโยงกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัดในการสร้างโอกาสช่องทางการตลาดต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ SME D Scaleup  เถ้าแก่ 4.0 ที่ธนาคารเข้าช่วยต่อยอดติดปีกธุรกิจเงินล้านให้กลุ่มผู้ประกอบการตลาดนัดจตุจักร ทั้งด้านการส่งเสริมการตลาด การสร้างโอกาสค้าขายออนไลน์ และการสร้างเรื่องราว (Story) นำเสนอผ่านสื่อมวลชน ซึ่งทุกโครงการล้วนแล้วเป็นผลสัมฤทธิ์ที่เห็นเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ธนาคารได้นำโครงการ SME D Scaleup ขยายผลเติบโตขึ้นภายใต้โครงการ SME D Scaleup Society    ที่มีการลงนาม MOU ครั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จไปสู่ผู้ประกอบการคลัสเตอร์ต่างๆ โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะดำเนินโครงการภายใต้แนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มเครื่องแกงและเครื่องเทศ โดยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและศักยภาพของแกงไทยด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนากลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อพัฒนาอาหารสุขภาพและแนวคิดพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องแกงไทยสู่ตลาดโลก และโครงการ Hackathon เพื่อปั้นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่นำกระบวนการไอเดียมาสร้างแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราตั้งแต่จุดเริ่มต้นสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

เคเอกซ์ ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีแนวคิดที่จะยกระดับเทคโนโลยีในการผลิตของผู้ประกอบการให้มุ่งไปสู่ระบบการผลิต 4.0  โดยเน้นกระบวนการทางเทคนิคอุตสาหการ ระบบอัตโนมัติ ระบบ IOT (Internet of Things) และระบบการใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติงาน หรือนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดประสิทธิผลดียิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีชื่อเสียงความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผู้ประกอบการใหม่ จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาดูแลผู้ประกอบการในกลุ่มชา กาแฟ และผ้าพื้นเมือง ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการสร้างองค์ความรู้และโอกาสการขยายธุรกิจโดยปฏิรูปธุรกิจเดิมไปสู่การทำธุรกิจยุคดิจิทัลและเรียนรู้ยุทธศาสตร์การวางแผนธุรกิจสามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศพัฒนาสู่ความยั่งยืนต่อไป

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจ จะนำความรู้การบริหารจัดการที่ทันสมัยมาเพิ่มและยกระดับผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์การวางแผนและการจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงเสริมทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยการเรียนรู้เทคนิคและการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ยกระดับประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะเพิ่มโอกาสและร่วมผลักดันด้านการตลาด ติดต่อการค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโครงการ YEN-D Program ที่จะสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program) 4 ประเทศ CLMV คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่จะมาช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้ธุรกิจเติบโตสอดรับกับในวาระที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน จะช่วยส่งเสริมภาคผู้ประกอบการร่วมมือกันใกล้ชิดมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการ SME D Scaleup Society เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายภาคีสถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน ภาครัฐ และเอกชนที่จะผนึกกำลังผลักดันเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพผ่านกระบวนการบ่มเพาะส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม นำงานวิชาการสู่เชิงพาณิชย์ส่งเสริมการตลาดสู่ตลาดโลก  และในอนาคตจะขยายผลสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขวางและครอบคลุมการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มคลัสเตอร์ต่างๆยิ่งขึ้นต่อไป

32F1CE8A-6225-455C-B9E5-D9BA7F5ADAD7

บล.บัวหลวง เผยดัชนีเดือนม.ค.ผันผวนขาขึ้น หุ้นอ้างอิง BJC คึกคักรับเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่อง

หลักทรัพย์บัวหลวง เจ้าของส่วนแบ่งการตลาดธุรกรรม Block Trade สัดส่วน 12.21% เผยเดือนมกราคม นักลงทุนยังคงบริหารความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน ในช่วงตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนบนทิศทางขาขึ้น ผ่านเครื่องมือ Block Trade หุ้นอ้างอิง BJC เทรดกระหน่ำรับเศรษฐกิจไทยเติบโต  

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการธุรกรรม Block Trade ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขาย Block Trade SSF ในเดือนมกราคม 2562 ระดับ 12.21% เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคมที่ผ่านมาเคลื่อนไห ผันผวนในทิศทางขาขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.98% ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ หนุนให้นักลงทุนหันมาเก็งกำไรธุรกรรม Block Trade หลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มพาณิชย์ขานรับนำโดย CPALL และ BJC

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายธุรกรรม Block Trade ฟิวเจอร์สอ้างอิงหุ้นรายตัวอยู่ระดับ 3,448,994 สัญญา คิดเป็นประมาณ 3,167 ล้านบาทเฉลี่ยต่อวัน ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 25.42% ขณะที่จำนวนสัญญา Block Trade คงค้างรวมมีทั้งสิ้น 2,010,413สัญญา คิดเป็น 84.77% ของสัญญาอนุพันธ์คงค้างรวม จาก 2,371,666 สัญญา ลดลง 5.83% ของจำนวนสัญญาคงค้างวันสุดท้ายของเดือนทั้งนี้มูลค่าสถานะคงค้างเฉลี่ยรายวันคิดเป็น 19,254 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 24,522 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.48%

สำหรับหุ้นอ้างอิงที่ทำธุรกรรม Block Trade มีทั้งหมด 93 หุ้น โดยหุ้นอ้างอิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับหนึ่ คือ หุ้นอ้างอิง CPALL ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง 5.14% หลังนักลงทุนหันมาเก็งกำไร จากแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มสินค้าขายที่หลากหลาย ,การเริ่มขายอาหารสดในบางสาขา เพื่อทดสอบตลาด ,การเพิ่มสาขาที่ขาย All café ต่อเนื่อง หลังได้รับการตอบรับดี รวมถึงการให้บริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเป็น Banking Agent, การให้บริการส่งพัสดุภายใต้ชื่อ สปี ด-ดีรับส่งสินค้าด่วน 24 ชม. ,การให้บริการคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยว และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของ MAKRO

อันดับ 2 คือ หุ้นอ้างอิง BJC ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 5.10% หลังนักลงทุนมองประเด็นบวกจากการ SSSG เป็นบวกต่อเนื่องณะที่ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มเติบโตจากการออกสินค้าใหม่ ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ในส่วนของร้าน M-Point ในประเทศสปป.ลาว ที่ปัจจุบันมีอยู่ 43 สาขาจะทยอยเปลี่ยนชื่อเป็น    Mini BigC และในเวียดนามธุรกิจค้าปลีกร้าน MM Market เป็น Hypermarket (เดิมชื่อ Metro) ส่วนธุรกิจเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์เข้าสู่ไฮซีซั่น ทำให้คาดว่า ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน      

 อันดับที่ 3 คือ หุ้นอ้างอิง AOT ที่มีสัดส่วนการซื้อขาย 4.83% หลังนักลงทุนให้ความสนใจเข้ามา       เก็งกำไรประเด็นตั้งเป้าจะออก TOR เพื่อเปิดประมูลพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ Duty Fee และพื้นค้าปลีก ปัจจัยตามฤดูกาลที่เป็น High Season และได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการสนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรอง รวมถึงฟรีวีซ่า VOA สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายบรรณรงค์ กล่าวถึงตลาดหุ้นไทยที่กลับมาซื้อขายกันคึกคักอีกครั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า Block Trade ยังคงเป็นธุรกรรมทางเลือกที่สนใจ โดยเฉพาะนักลงทุนที่จัดอยู่ในกลุ่ม Aggressive และ Moderate ต่างเข้ามาทำกำไรและบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ทั้งนี้การขึ้นลงของราคาจะอิงตามหุ้นอ้างอิงบนกระดาน นักลงทุนควรศึกษาพฤติกรรมของหุ้นอ้างอิงตัวนั้นๆ ซึ่งทางหลักทรัพย์บัวหลวงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับข่าวสาร จึงได้มีเครื่องมือและช่องทางต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับข่าวสารอย่างถูกต้องและ   ทันสถานการณ์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้บริการ Block Trade สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BLS Customer Service โทร 0-2618-1111

95882FE0-6302-4636-AFFD-575A2F0B4B3A

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานใหญ่ไอแบงก์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จัด “ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่1/2562”โดยในการประชุมดังกล่าวได้มีการพิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการธนาคารที่ลาออกและสิ้นสุดวาระ จำนวน 2 ท่าน ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติให้ นายระเฑียร ศรีมงคล และนายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย ผู้จัดการธนาคาร เข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการธนาคาร

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาเลือกตั้ง นายระเฑียร ศรีมงคล กรรมการธนาคาร ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการธนาคาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป

E8892478-1F83-4B6A-AD51-0FE15CA81A5A

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดย นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร และพนักงาน  ออกบูธภายในตลาดนัดจตุจักร เดินหน้าให้บริการ “เติมทุน” สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพื่อผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร  ในโครงการ Hug Chatuchak Hug Thailand  ได้แก่ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 เฉพาะนิติบุคคล ดอกเบี้ยเพียง 0.08%ต่อเดือน คงที่นาน 7 ปี (ตลอดอายุสัญญา) กู้ 1 ล้านบาทผ่อนเพียง 410 บาทต่อวัน และ สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน บุคคลธรรมดา ใช้ บสย.ค้ำประกันได้ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.417%ต่อเดือน   หากเป็นนิติบุคคล เหลือเพียง 0.25% ต่อเดือน เป็นต้น  โดยตลาดนัดจตุจักรนับเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ  จากจำนวนผู้ค้าเอสเอ็มอีรวมกันกว่า 10,000 ราย จำนวนนักท่องเที่ยวไทยและเทศเข้ามาเยี่ยมชมกว่า 2 แสนคนต่อวัน เกิดมูลค่าการซื้อขายนับพันล้านบาทต่อปี รวมถึง เชื่อมโยงกับผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ การสนับสนุนผู้ค้าในตลาดจตุจักร จึงช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานราก เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายทั่วประเทศ ทั้งนี้ นอกจากธนาคารจะสนับสนุนด้านการเงินแล้ว  ยัง “เติมทักษะ” และ “เติมคุณภาพชีวิต” ผลักดันผู้ค้าตลาดนัดจตุจักรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน  โดยผู้ค้าที่ต้องการเติมทุนในโครงการนี้ คลิกลงทะเบียนได้ที่ https://goo.gl/J7TgiU  สอบถาม<https://goo.gl/J7TgiU%20%20สอบถาม>รายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1357

43714BA0-520D-4609-9A08-E2BA5D5562B4

นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ร่วมเปิดตัว “บริการกรุงศรีอยู่นี่นะ” รับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษรับฟรีคูปองแทนเงินสด มูลค่า 5 บาท สำหรับซื้อสินค้าในร้าน 7- Eleven ณ สาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 23 เมษายน 2562

9105C11D-1033-4831-BA6C-753C50808FDC

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 22 ราย ในปริมาณรวม 83,000 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศของรัฐบาล โดยมีนางจินตนา ชัยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง และผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคาร ท.103 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พน. กล่าวแสดงความยินดี ที่ กฟผ. โดยความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน สามารถดำเนินการตามที่รัฐบาลมีมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยให้ กฟผ. รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อใช้ใน  การผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 นั้น เป็นไปตามแผนด้วยดี

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบให้ กฟผ. วันนี้มีผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบทั้งสิ้น 22 ราย ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ 76,000 ตัน และเมื่อรวมกับปริมาณที่รับซื้อเพื่อทดสอบการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า จำนวน 7,000 ตัน จะเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่มีการลงนามสัญญาแล้วทั้งสิ้น 83,000 ตัน ซึ่งผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบทั้ง 22 ราย เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากกรมการค้าภายในว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศกำหนด คือ ต้องมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย และเป็นผู้มีความสามารถในการขนส่ง เก็บรักษา และส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบให้กับ กฟผ. โดยผู้ที่มีสิทธิ์เสนอจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบได้เสนอราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่กิโลกรัมละ 3.10 - 3.25 บาท ซึ่งสามารถช่วยพยุงราคาผลปาล์มน้ำมันให้สูงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม ตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ขยายเวลารับสมัครผู้ประสงค์จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้ กฟผ. ไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 พร้อมปรับปรุงเงื่อนไขให้เป็นผู้มีที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบไม่น้อยกว่า 25 ของปริมาณที่เสนอจำหน่ายเพื่อให้ได้น้ำมันปาล์มดิบครบตามเป้าหมาย 160,000 ตัน ซึ่งการนำน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะไม่กระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะไม่นำไปคิดรวมกับค่าเอฟที 

D1585BBE-6C7D-431D-A749-1D4FCAEADC7A

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผย ผลประกอบการปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 258,919 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากปีก่อน โดยมาจากราคาขายและปริมาณขายปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันหลังจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาส 1 ปี 2560 โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) จำนวน 33,607 ล้านบาท (13.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น      ร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปี 2560 สาเหตุหลักจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น จากกำลังการผลิตที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา      

จากการที่ในช่วงปลายปี 2561 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ประกอบกับการขายตัวทางเศรษฐกิจโลกที่ต่ำกว่าคาดการณ์ สาเหตุจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทำให้บริษัทฯ ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 1,238 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 32,370 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 18,344 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 10 โดยบริษัทฯ มีค่าเสื่อมราคาจำนวน 8,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โครงการขยายกำลังการผลิตโพลีโพรพิลีน (โครงการ PPE/PPC) ในช่วงปลายปี 2560 ถึงแม้มีภาษีเงินได้จำนวน 1,147 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 47 เนื่องจากกำไรจากการดำเนินงานลดลงและบริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ในปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 7,735 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 32

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 64,233 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7               จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาขายปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ โดยใช้อัตราการกลั่นที่ 208,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) มีจำนวน 8,879 ล้านบาท (14.09 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการกลับมาผลิตตามปกติของหน่วยผลิต Hyvahl และ RDCC หลังจากการหยุดผลิตตามแผนในไตรมาส 3/2561 ทำให้บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 4,728 ล้านบาท (7.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 4,151 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 52 และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 534 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 90 ส่งผลให้ไตรมาส              4 ปี 2561 บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิจำนวน 1,627 ล้านบาท กำไรลดลงร้อยละ 164 เทียบกับไตรมาส 3/2561

จากผลประกอบการข้างต้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นสมควรให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 9 สตางค์ รวมเป็นเงินประมาณ 1,839ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 24 ของกำไรสุทธิปี 2561 โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท เป็นเงิน 2,043 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าว จะจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัทฯ ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 19 เมษายน  2562

  นายนพดล กล่าวว่า "บริษัทฯ ยังคงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ชื่อ GDP (Power of Growth,Power of Digital และ Power of People) เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์เป็น “บริษัทปิโตรเคมีชั้นนำของเอเชียในปี 2563

ส่วนภาพรวมในอนาคตมองว่า IRPC มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

D7155FE9-E7F7-4472-B871-84EDD1D30C1B

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (บล.กรุงศรี) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2562 ด้วยการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับการลงทุนแบบครบวงจรผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมีการขยายความร่วมมือกับกลุ่มฟินเทคเพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและขยายฐานลูกค้าให้เติบโตต่อเนื่อง
นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ประสบความสำเร็จในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ด้านกลุ่มงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีการขยายธุรกิจนักลงทุนสถาบันและวาณิชธนกิจ ในช่วงปี 2558-2561 บริษัทมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยที่ 9% ต่อปี ขณะที่ด้านธุรกิจสถาบัน ส่วนแบ่งตลาดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 20% ต่อปี และรายได้จากการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของธุรกิจสถาบันมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 40% ต่อปี  ด้านธุรกิจวาณิชธนกิจซึ่งเริ่มรุกอย่างจริงจังในปี 2560 พบว่ามีปริมาณธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีจำนวน 12 บริษัท และปี 2561 มีจำนวน 4 บริษัท  โดยบริษัทได้เป็นผู้ร่วมรับประกันการจัดจำหน่าย (IPO) จำนวน 15 บริษัท สำหรับในปี 2562 เรามีดีลที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 2-5 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้ มี 2 บริษัทที่บล.กรุงศรีเป็นแกนนำในการประกันการจัดจำหน่าย”
สำหรับกลยุทธ์ด้านดิจิทัล แพลตฟอร์ม บริษัทยังคงเดินหน้าต่อด้วยการมุ่งพัฒนา Ecosystem ของระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบ Application Programming Interface (API) เพื่อรวมระบบการซื้อขายทุกๆ ผลิตภัณฑ์การลงทุนเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว มีการปรับโครงสร้างทีมอีบิสซิเนสและนำกระบวนการทำงานในรูปแบบ Agile เข้ามาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ในเวลาอันสั้น รวมทั้งการรวบรวมบทวิเคราะห์ และเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินลงทุนและเพิ่มพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น Finnomena ด้านการจัดพอร์ตการลงทุน Deepscope ด้าน Algorithm  StockRadars ด้านข้อมูลประกอบการลงทุน โดยบล.กรุงศรี จะเป็นแกนกลางในการนำแพลตฟอร์มด้านการลงทุนมารวมไว้ด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ในที่เดียว รวมทั้งแพลตฟอร์มด้านการลงทุนที่ทางบริษัทจะได้มีการพัฒนาขึ้นเองโดยการอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกบริษัท นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วขึ้น”
“ในด้านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า บริษัทมุ่งเน้นบริการที่ให้ลูกค้าสัมผัสถึงประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเริ่มตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการลงทุน การเปิดบัญชีผ่านระบบ Online มีการทำ E-KYC ตามข้อกำหนดของทางการ   ลูกค้าจะสามารถเปิดบัญชีครั้งเดียวเพื่อทำธุรกรรมสินค้าประเภทต่างๆ ได้ในบัญชีเดียวและสามารถทำธุรกรรมการโอนผ่านมือถือได้ทุกที่ที่ต้องการ มีการวิเคราะห์สถานะพอร์ตการลงทุนและรวมรายงานการถือครองผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไว้ในระบบเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและทำให้ลูกค้าเห็นภาพรวมการลงทุนของตนเองไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ บริษัทได้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรภายในองค์กรให้มีมุมมองในโลกยุคดิจิทัล และปลูกฝังแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งอย่างเป็นระบบ  เพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลและนำเสนอบริการที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า”
“ในปีที่ผ่านมา บล.กรุงศรี ได้รับรางวัล SET Awards 2018 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับวารสารการเงินการธนาคาร และการพัฒนาด้าน Digital Platform บริษัทยังได้รับรางวัล International Finance Awards 2018 จาก International Finance Magazine ด้าน Most Innovative Mobile Trading Application ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความก้าวหน้าในศักยภาพด้านดิจิทัลและความพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า” นายอุดมการกล่าวเพิ่มเติม

5F2E73D3-1308-4C3D-B181-C49026B433B5

นายสันธิษณ์ วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)               หรือ BAM มอบหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 900 ชิ้น ให้แก่โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครในเขตบางรัก จำนวน  3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดสวนพลู โรงเรียนวัดม่วงแค และโรงเรียนวัดมหาพฤฒาราม สำหรับป้องกันฝุ่นละออง  ขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพเด็กนักเรียนในเบื้องต้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562  

 

608F07BC-1433-461E-B3DE-ECE23E3BAA53

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)ตอบสนองความต้องการของคนอยากมีบ้านด้วย4โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของลูกค้า ที่ให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท เลือกผ่อนได้นานสูงสุด  35 ปี คิดอัตรากำไรต่ำเริ่มต้นที่ 2.25% ต่อปี พร้อมฟรีค่าธรรมเนียม Front-end-Fee และฟรีค่าประเมินหลักประกันในกรณีได้รับการอนุมัติสินเชื่อและเบิกใช้วงเงิน (ลูกค้าเป็นผู้ชำระค่าประเมินก่อน)  นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถขอวงเงินอเนกประสงค์เพื่ออุปโภคบริโภค  เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลจากสถาบันการเงินอื่น หรือเพื่อชำระเงินสมทบตะกาฟุล MRTA ได้อีกด้วยโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนี้ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยประเภท   บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ คอนโด หรือต้องการก่อสร้าง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยได้แบ่งกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตามความต้องการของลูกค้า เช่น  โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย บ้านใหม่ ibank สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยบ้านพรีเมี่ยม สำหรับลูกค้าที่ต้องการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือซื้อที่อยู่อาศัย หรือซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มอาชีพมั่นคงสำหรับลูกค้ามีอาชีพมั่นคง เช่น กลุ่มอาชีพแพทย์ เภสัชกร ผู้พิพากษา วิศวกร สถาปนิกและนักบิน เป็นต้น และโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มรายได้ยั่งยืน สำหรับลูกค้าที่เป็นพนักงานในองค์กรขนาดใหญ่ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทในเครือ

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ไอแบงก์ ทุกสาขา หรือ โทร. Ibank call Center 1302 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2562

735B64AA-DCA0-4A23-8862-56823AA8708F

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) มอบความพิเศษฉลองวาเลนไทน์ให้กับลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนชาต ควงคู่คนรักหรือพาครอบครัวมาลิ้มรสขนมและเครื่องดื่มแสนอร่อยที่SHUGAA (ชูก้า) ร้านขนมสีพาสเทลน่ารักฟรุ้งฟริ้งที่เหมาะกับการเช็คอินถ่ายรูปอัพโซเชียล รับส่วนลด 10% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรธนชาตสั่งขนมประเภทPlated Dessert หรือเมื่อทานขนมและเครื่องดื่มครบ 500 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป พิเศษช่วงนี้กับ Valentine Cake ราสเบอร์รี่มูสเค้กสีสันสดใสกับวานิลลาเฮเซลนัทและไวท์ช็อกโกแลต พาคนพิเศษมาเติมความหวานและรับส่วนลดกันได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พ.ค. 2562  ทั้งนี้ ร้าน SHUGAA (ชูก้า) ตั้งอยู่ที่ตึก The Residence 61 ซอยสุขุมวิท 61 สำหรับผู้สนใจสมัครบัตรเครดิตและเดบิตธนชาต สอบถามที่ธนาคารธนชาต ทุกสาขา โทร.1770 หรืwww.thanachartbank.co.th และ https://www.facebook.com/thanachartbank

88192F19-9B19-4048-A2F4-6C018B91FC07

ซุบซิบ บีแคป โชว์ผลงานกองทุนให้ผลตอบแทนสูงสุด

ยิ้มหน้าบานสำหรับ เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา เอ็มดีสาวเคนเก่งของ บลจ.บางกอก แคปปิตอลหลังกองทุน“BCAP Mid Small CG ETF”โชว์ผลงานผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มกองทุนหุ้นสมอลล์แคปหรือกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ 10.59 % สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุนหุ้นกลางและเล็กผลตอบแทนเด่น ไม่ควรพลาด !!! ซื้อง่ายผ่านทางSET Streaming App ได้แล้ววันนี้

0D2F2DA7-1D2B-440E-95B5-2E2F32FBC438

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 (เดือนตุลาคม 2561 – เดือนมกราคม 2562) สคร.สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 จำนวน 71,401 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมจำนวน 14,452 ล้านบาท หรือร้อยละ 25 ของประมาณการสะสม
รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมจำนวน 56,313 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 79 ของเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมทั้งหมด

41D898CC-6B0E-4868-B496-7C51AB27FDA3

นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ รศ.ดร. บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) ร่วมลงนามความร่วมมือผลักดันระบบ Digital Ecosystem ใน TNI โดยส่งเสริมสังคมไร้เงินสด และพัฒนาระบบธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนระบบการเรียนการสอน รวมทั้งระบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับทั้งนักศึกษาและบุคลากรของ TNI

858ED429-0CBF-4CF9-A6BC-FED5A25F0B71

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.65 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 31.47 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิมูลค่า 200 ล้านบาท และ1.5 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบทุกสกุลเงินสำคัญ โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนที่อ่อนแอเกินคาด และธนาคารกลางอังกฤษมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ให้ตรึงดอกเบี้ยที่ 0.75% และปรับลดประมาณการเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวทาง Brexit

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่านักลงทุนจะติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในวันที่ 1 มีนาคม 2562  โดยมีปัจจัยชี้นำจากข้อมูลเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกสหรัฐฯ และความคืบหน้า Brexit รวมถึงประเด็นงบประมาณสหรัฐฯ และความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนขึ้นอีกครั้ง เราประเมินว่าในภาวะที่ตลาดกลับมากังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง มีแนวโน้มว่าสกุลเงินตลาดเกิดใหม่จะเผชิญกับแรงกดดันในระยะนี้ สำหรับปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองอาจกระทบ Sentiment ของตลาดและการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุนก่อนการเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดและประเมินว่าภาวะการเงินยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีกรรมการ 2 รายเห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.00% เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และเพื่อสะสมขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) สำหรับระยะถัดไป โดยกนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ แม้การส่งออกชะลอตัวแต่ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด การลงทุนเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทยและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธปท.มองว่าเงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แต่พร้อมที่จะเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนกรณีตลาดปรับตัวผันผวนมากเกินไป จากท่าทีดังกล่าว เราคาดว่าสัญญาณจากกนง.ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับความต้องการลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเรายังคงมุมมองที่ว่ากนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ 2.00% ในครึ่งแรกของปีนี้ 

4874BCA5-D0B0-4886-9CDA-1928C2F8A9D5

ดร. น้องนุช เหล่ามณีรัตนาภรณ์ (ที่ 3 จากขวา)ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มอบสิ่งของจำเป็น อาทิ อาหารแห้ง ยารักษาโรค ซึ่งผู้บริหาร พนักงาน และประชาชน ได้ร่วมกันบริจาคผ่าน EXIM BANK เพื่อให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก โดยมีนายฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้จัดการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นผู้รับมอบ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เมื่อเร็วๆ นี้

 

 

6A43208A-BA51-48D9-95AA-D6ABEAE0A073

บล.บัวหลวง" ชี้ DW ประเดิมปีหมูเทรดสนั่นแสนล้าน จัดเต็มเสิร์ฟ “Advance Workshop ติวลูกค้า

หลักทรัพย์บัวหลวง เผยตลาด DW  เดือนม.ค. คึกคักเทรดสนั่นวอลุ่มทะลุแสนล้านบาท พุ่งสูงสุดในประวัติการณ์ ชี้หุ้นอ้างอิง PTTEP-PTT ยอดนิยม ปลื้ม! กอดแชมป์ผู้ออก DW สุงสุดในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พร้อมจัดเวิร์คช็อปDW Advance Workshop” ติวลูกค้าตลอดปี

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากเดือนม.ค.62 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขาย DW ทั้งระบบสูงถึง 105,331.41 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่มีการเสนอขาย DW ในประเทศไทย โดยมีการซื้อขายเฉลี่ย 4,787.8 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็น 10.0% ต่อมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งระบบ

นอกจากนี้สัดส่วนมูลค่าลงทุนใน Call DW เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน สอดคล้องทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดเดือน ม.ค. 62 ดัชนี SET Index ปิดที่ 1,641.73 จุด เพิ่มขึ้น 77.85 จุด หรือ 4.98% จากเดือนธ.ค.61 โดยหลักทรัพย์อ้างอิงในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรกอยู่ในกลุ่มดัชนีหลักทรัพย์ สัดส่วน 60.0%, กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 12.2% และกลุ่มพาณิชย์ 4.3%

สำหรับ DW ที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็น DW อ้างอิงดัชนี SET50 Index มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 60% ของการซื้อขาย DW ทั้งอุตสาหกรรม โดย DW ประเภท Put ซื้อขายสูงถึง 32.7% แม้ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นกว่า 77 จุด ส่วนอันดับ 2 เป็น DW อ้างอิงหุ้น PTTEP ซื้อขายสูงสุด 4 เดือนติด มีสัดส่วนการซื้อขาย 2.6% และอันดับ 3 เป็น DW อ้างอิงหุ้น PTT โดยมีการลงทุนใน DW ประเภท Call มากเช่นเดียวกับ PTTEP และมีสัดส่วนการซื้อขาย 1.9% โดยเฉพาะช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นเดือน

ในส่วนของจำนวน DW ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1,670 รุ่น แบ่งเป็น Call DW 1,440 รุ่นและ Put DW 230 รุ่น จากสิ้นเดือน ธ.ค. 61 ที่มีจำนวน 1,478 รุ่น แบ่งเป็น Call DW 1,269 รุ่น

และ Put DW 209 รุ่น โดยมีจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงที่เสนอขาย 115 ตัว เพิ่มขึ้น 5 ตัวจากสิ้นเดือน ธ.ค. 61 ได้แก่ บมจ. อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์)  (AEONTS), บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD), บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์  (GULF), บมจ. เอ็ม บี เค  (MBK) และบมจ. แพลน บี มีเดีย (PLANB)

สำหรับหลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในระบบ 296 รุ่น คิดเป็น 17.72% ของจำนวน DW ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แบ่งเป็น Call DW 202 รุ่นและ Put DW 94 รุ่น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมในเดือน ม.ค.62 อยู่ที่ 39.6% และหากพิจารณา DW อ้างอิงหุ้นรายตัว ซึ่งเป็นที่นิยมของนักลงทุนรายย่อย หลักทรัพย์บัวหลวงมีส่วนแบ่งการตลาด 50.8%

นายบรรณรงค์ กล่าวว่า ปีนี้หลักทรัพย์บัวหลวงยังคงเดินหน้าให้ความรู้นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการต่อยอดจากปี 61 โดยจัดสัมมนา "DW Advance Workshop” ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา  หลังจากนักลงทุนเข้าใจการลงทุน DW แล้ว ปีนี้จึงนำนวัตกรรม “BualuangiAlgoมาประยุกต์ เพื่อช่วยให้การเทรด DW เป็นระบบมากขึ้น ช่วยให้นักลงทุนมีการวางแผนที่ดีขึ้น โดยสามารถตั้งระบบซื้อขายเองได้  ตัดเรื่องของอารมณ์ที่อาจมีผลต่อการซื้อขาย ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังจำลองการเทรด DW ผ่านแอพพลิเคชั่น “ASPEN BUALUANG TRADE” ที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงตารางราคาได้ทันทีและตรวจสอบราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับราคาหุ้นอ้างอิง ณ ขณะนั้นได้แบบเรียลไทม์ในหน้าเดียว ซึ่งดูง่าย ใช้ได้จริงและยังช่วยแก้ปัญหาการเทรด DW ได้อย่างตรงจุด ทำให้นักลงทุนวางแผนเทรด DW ได้ครบจบในที่เดียว ด้วยเครื่องมือต่างๆ ถือเป็นตัวช่วยในการซื้อขาย

"นักลงทุนให้การตอบรับ DW Advance Workshop อย่างมากในการจัดสัมมนาในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีกูรูมืออาชีพจากหลักทรัพย์บัวหลวงได้ลงลึกในเนื้อหาที่จะทำให้นักเทรด DW ได้ความรู้กลับบ้านอย่างเต็มที่ เชื่อว่าเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนในวงกว้างที่นำไปต่อยอดการลงทุนได้จริง จากการนำเครื่องมือมาใช้ในการลงทุน รวมถึงการจำลองการเทรด DW ผ่านแอพพิเคชั่น ASPEN BUALUANG TRADE"นายบรรณรงค์ กล่าว

สำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ "DW Advance Workshop” สามารถลงทะเบียนได้ที่ investmentstation.bualuang.co.th หรือโทร 02-618-1111 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

7EFC5E1F-3FBD-4E30-A85B-350D9D936296

นายธานินทร์ พานิชชีวะ บอสใหญ่ใจดีแห่งดอนเมืองโทลล์เวย์ มีความห่วงใยปัญหาด้านยาเสพติดมายาวนาน เตรียมสานต่อโครงการเพื่อสังคม Tollway Happy Way ด้านยกระดับสังคมปลอดยาเสพติด พร้อมแจกชุดตรวจสารเสพติดให้แก่หน่วยงานที่ต้องการฟรี สนใจสอบถามได้ที่ Tollway Call Center 1233

 

15E502AC-7E55-46D2-8A3C-B92E47AAFD3E

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยกลุยทธ์และทิศทางการดำเนินงาน ดัน กรุงศรี โมบาย แอปพลิเคชัน (KMA) สู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับโลกการเงินในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม API Open Banking, AI และ Big Data & Intelligence ทุ่มงบกว่า 800 ล้านบาทในการพัฒนา KMA และขับเคลื่อนกลยุทธ์บน 3 แกนหลัก คือ Acquisition, Services และ Marketing โชว์ฟีเจอร์ใหม่อีกนับสิบบริการ ซึ่งจะทยอยออกมาสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าตลอดปี 2562 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าผู้ใช้งาน KMA เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านรายในปีนี้

 นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำเร็จของ KMA ในปี 2561 ที่ผ่านมา ว่า KMA ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.5 ล้านราย ปริมาณธุรกรรมสูงถึง 1,000 ล้านรายการใน 1 ปี หรือเพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้วยสถิติยอดธุรกรรมสูงสุดถึง 7,000 รายการต่อนาที คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมรวมกว่า 500,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่ง 5 ประเภทธุรกรรมยอดนิยม ได้แก่ การเช็คยอด ดูรายการเดินบัญชี โอนเงิน จ่ายบิล และเติมเงิน สำหรับฟีเจอร์ใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2561 นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีจากจากลูกค้าผู้ใช้งาน บริการกดเงินไม่ใช้บัตร (Krungsri Cardless) มียอดธุรกรรมเกิดขึ้นราว 3 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท บริการชำระเงินผ่าน QR Code มีมูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท Krungsri GIFT มีลูกค้าเข้ามาแลกรับ GIFT กว่า 400,000 ครั้ง และในส่วนของ Digital Lending มีผู้สมัครขอใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล Krungsri iFIN ราว 30,000 ใบสมัคร สมัครบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ราว 3,000 ใบสมัครภายใน 1 เดือน รวมทั้งในด้านการลงทุนและบริหารความมั่งคั่ง มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ Krungsri Smart Advisor ราว 80,000 ครั้ง และมียอดการซื้อกองทุนผ่าน KMA ราว 13,000 ล้านบาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและความเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ  KMA ในปีที่ผ่านมา และในปี 2562 นี้ กรุงศรียังคงพัฒนาแพลตฟอร์ม KMA อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ NDID และ e-KYC สมบูรณ์แบบมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์ในปี 2562 KMA จะเดินหน้าขับเคลื่อนใน 3 แกนหลัก คือ

1) การขยายฐานลูกค้า (Acquisition) ทำให้การสมัครใช้งานทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเป็นเรื่องง่าย

2) การบริการ (Services) ทำให้ทุกธุรกรรม ครบ จบในที่เดียว

3) การตลาด (Marketing) เป็นแพลตฟอร์มการตลาด

“KMA จะก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับโลกการเงินในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม API Open Banking, AI และ Big Data & Intelligence โดยในปีนี้กรุงศรีจะใช้เงินลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์ม KMA กว่า 800 ล้านบาท และฟีเจอร์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในส่วนของ Acquisition คือ การเปิดบัญชีออมทรัพย์ เปิดบัญชีกองทุน และเปิดบัญชีหุ้น ผ่าน KMA ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสมัครและยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID และ e-KYC ขณะที่ในส่วนของการสมัครสินเชื่อยานยนต์และสินเชื่อบ้าน ผ่าน KMA จะทยอยเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี เป็นต้นไป และตามมาด้วยการซื้อประกันอุบัติเหตุ การเดินทาง และสุขภาพ ผ่าน KMA ในไตรมาส 3 ของปีนี้” นายฐากร กล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้ สำหรับในส่วนของการบริการ (Services) ลูกค้าจะได้รับความสะดวกมากขึ้นในการจัดการบัตรเครดิต สมัครบริการบัตรต่างๆ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถซื้อสินค้าและชำระเงินผ่าน Facebook Pay และชำระเงินผ่าน QR Code ด้วยบัตรเครดิต VISA และ MASTERCARD รวมทั้งการใช้ QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าในต่างประเทศ สำหรับในส่วนของการพัฒนา KMA ให้เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการตลาด ด้วยการเป็น e-Marketplace หรือแพลตฟอร์มที่สามารถซื้อ-ขายสินค้าและบริการต่างๆ ได้ จะเปิดให้พันธมิตรสามารถเพิ่มยอดขายด้วยการใช้พื้นที่ KMA e-Marketplace ในการเข้าถึงลูกค้าด้วยโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ขณะที่ลูกค้าผู้ใช้งาน KMA จะได้รับสิทธิพิเศษหรือส่วนลดเมื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งชำระเงินค่าสินค้าผ่าน KMA ซึ่งกรุงศรีเชื่อว่า KMA e-Marketplace จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะส่งเสริมและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้าและธนาคาร

C1B9A393-B27E-478C-89FA-E97A18D510D5

นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานในงานจับรางวัลเพื่อมอบโชคให้แก่ผู้ร่วมสนุกในกิจกรรมร่วมโหวตและให้คะแนนแก่โรงเรียนที่ เข้าร่วมประกวดโรงเรียนธนาคารดีเด่น ประจำปี 2561 โดยผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาสุดยอดโรงเรียนธนาคาร ซึ่งได้มีการจัดประกวดรอบชิงชนะเลิศไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูโรงเรียนธนาคารที่มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีกิจกรรมส่งเสริมการออมภายในโรงเรียน โดยมีการประกวดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับการจับรางวัลในครั้งนี้มีทั้งหมด 11 รางวัล มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 166,000 คน ซึ่งผู้โชคดีได้รับรางวัลทองคำมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ผู้ใช้ Facebook Account : Aorawan Zaza และรายชื่อผู้ได้รับรางวัลเงินสดมูลค่า 2,000 บาท อีก 10 รางวัล สามารถติดตามได้ที่ www.baacschoolbank.com

1 2 3 174