ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 139

MONEYANDWEALT171_001

 

 

นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ มล. ปานเทพ เทวกุล ในฐานะผู้ถือหุ้น และผู้ประสานงานผู้ถือหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยื่นสำเนาหนังสือกรณีที่เรียกร้องให้สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ว่าเข้าข่ายมีพฤติกรรมฟอกเงินหรือไม่ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้น

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทหลักทรัพย์เป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งบริษัทได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด มีการนำส่งงบการเงินและรายงานข้อมูลสำคัญตามกฎหมายกำหนด และมีสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. มาตรวจสอบตามแผนงานอย่างสม่ำเสมอ พร้อมยืนยันบริษัทมีการทำงานอย่างโปร่งใส ไม่มีพฤติกรรมใดใดที่เข้าข่ายเป็นการฟอกเงิน และบริษัทมีนโยบาย ขั้นตอน ระเบียบการทำงานที่มีมาตรฐานเป็นไปตามกฎหมายกำหนด

กรณีบริษัทได้ตรวจสอบพบอดีตพนักงาน กระทำความผิด ระหว่างปี 2556-2559 (ก่อนการซื้อกิจการ) และปรากฏข่าวว่าบริษัทมีการร่วมกระบวนการ และอาจเข้าข่ายเป็นการฟอกเงินนั้น ไม่เป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เมื่อบริษัทซื้อกิจการ และเข้ามาบริหาร ได้ตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมด แจ้งหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด แจ้งความดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นข่าวเดิมที่บริษัทเคยชี้แจงไปแล้วแต่ถูกนำเสนอใหม่ทำให้นักลงทุนสับสน จึงขอให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจ ว่าบริษัทไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ และบริษัทไม่มีพฤติกรรมใด ๆ ที่เข้าข่ายการฟอกเงินอย่างแน่นอน บริษัทพร้อมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน ปปง. ในการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ

กลุ่มธุรกิจทางการเงินหยวนต้า เป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินอันดับหนึ่งในประเทศไต้หวัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไต้หวัน สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีมาตรการคุมเข้มในเรื่องดังกล่าวและได้ผ่านการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานกำกับดูแลว่าบริษัทฯได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

กลุ่มหยวนต้าขอยืนยันความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ มั่นใจไม่มีพฤติกรรมใดใดในการฟอกเงิน บริษัทพร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทั้งคดีอาญา และคดีแพ่งที่สร้างเรื่องทำลายชื่อเสียงของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ ขอให้ผู้ลงทุนมั่นใจในความเป็นมืออาชีพและความสามารถในการบริหารงาน การดำเนินงาน โปรดให้ผลงานในการบริการเป็นเครื่องพิสูจน์

Infoเอกสารยื่นกู้

 

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) เปิดเผยว่า SME Development Bank เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสกลนคร นครพนมและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบได้อย่างทันท่วงที ธนาคารนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานสาขาพื้นที่จังหวัดสกลนครทำงานเชิงรุก ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สนใจขอรับสินเชื่อในการปรับปรุง ฟื้นฟูกิจการ รวมถึงขอรับเงินทุนหมุนเวียน ระหว่างที่ยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ ผ่านโครงการ “สินเชื่อฟื้นฟู SMEs จากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560” วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท ออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย) ใน 2 จังหวัดนี้โดยเฉพาะ กำหนดวงเงินกู้สูงสุดต่อรายที่ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมตลอดโครงการไม่เกิน 7 ปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 คิดที่ 3% ส่วนปีที่  4-7ให้คิดตามอัตราที่ ธพว. กำหนด (3 ปีแรก รัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารในอัตรา 3%)

 

พิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นกู้วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ในปีแรก พิเศษ ฟรีค่าธรรมเนียม บสย. ค้ำประกัน 1.75% ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถยื่นเอกสารเพื่อขอพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่สำนักงานสาขาสกลนครได้แล้ววันนี้ ทางสำนักงานสาขาจะเปิดรับคำขอรวม 3 รอบ รอบที่ 1 เวลา 10.00น. รอบที่ 2 เวลา 13.00 น. และรอบที่ 3 เวลา 15.00 น. ตามลำดับ  พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการ SMEs จังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ยังสามารถยื่นกู้ได้ในวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ณ อิระวดี โรงแรม พี ซี แกรนด์ พาเลซ จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น.  ภายในงานมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการคำปรึกษาแนะนำด้านสินเชื่อ พร้อมรับคำขอยื่นกู้  และบริการตรวจเครดิตบูโร ฟรี! จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

 

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ ว่าจะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีและผู้ประสบความเดือดร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย เนื่องจากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย พบว่า ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะในถนน 5 สาย มีผู้ประกอบการที่เสียหายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า จำนวนผู้ประกอบการที่เสียหายจากน้ำท่วมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย ทั้งผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าเดิมของธนาคารและลูกค้าใหม่ คาดว่าวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารจะอนุมัติต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ผู้ประกอบการสามารถใช้ บสย.ค้ำประกันได้ทันที อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธนาคาร ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบแล้ว 2 มาตรการ คือ 1.พักชำระหนี้สำหรับวงเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) เป็นการพักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนและ 2.สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการกรณีเป็นลูกค้าเดิมของธนาคาร ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นไม่เกิน 1 ปี หากเป็นลูกหนี้วงเงินอนุมัติรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท หากเป็นลูกหนี้วงเงินรวม 1-5 ล้านบาทให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1ล้านบาท และหากวงเงินกู้มากกว่า 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 4.99% ต่อปี

IMG_6402

 

กลุ่มสามารถ แจงผลประกอบการไตรมาส 2/2560 มีรายได้รวม 3,893 ล้านบาท ขาดทุน 188 ล้านบาท อันเป็นผลกระทบจากธุรกิจมือถือเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ผลประกอบการจะพลิกฟื้นเป็นบวกและสามารถเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน จากการทรานสฟอร์มโครงสร้างธุรกิจ ลดขนาดธุรกิจมือถือ ซึ่งมีการแข่งขันสูงและให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า ไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ประจำและอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาทิ Digital Trunked Radio, Digital Content, Digital Sports เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจดิจิตอลในอนาคต จึงจะมีการเปลี่ยนชื่อ สามารถไอ-โมบาย เป็น สามารถดิจิตอล และมีการเพิ่มทุนพร้อมแจก Warrant แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมจัดตั้งบริษัท Samart Transolutions เพื่อรุกธุรกิจด้าน Transportations อย่างจริงจัง โดยมีบริษัท Cambodia Air Traffic Services เป็นหัวหอก และเตรียมนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในราวปี 61

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ บริษัทฯมีรายได้รวมไตรมาส 2 จำนวน 3,893 ล้านบาท โดยสายธุรกิจไอซีที นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม มีรายได้รวมที่ 1,688 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 กำไรสุทธิ 60 ล้านบาท ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรก สามารถเซ็นต์สัญญาโครงการใหม่มูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท อาทิ โครงการจัดซื้อและว่าจ้างบริการบํารุงรักษาระบบ Core Banking และระบบงาน Loan Origination จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น ส่งผลให้มีงานในมือแล้วในปัจจุบันเกือบหมื่นล้านบาท ด้านบมจ.วันทูวันคอนแทคส์ นอกจากจะมีการต่อสัญญาเดิมแล้ว ยังมีสัญญาว่าจ้างใหม่ๆรวมมูลค่าสัญญากว่า 120 ล้านบาท ส่งผลให้มีมูลค่างานในมือ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 920 ล้านบาท ส่วนธุรกิจด้านพลังงานก็ไปได้สวย โดยบริษัท เทด้า จำกัด ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้างโครงการ สายส่ง สถานีไฟฟ้าแรงสูง แบบครบวงจร มีการเซ็นต์สัญญาว่าจ้างในโครงการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ให้กับ กฟน. และโครงการจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับกฟผ. มูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท

ครึ่งปีหลังคึกคัก ปรับแผนดันรายได้รับกระแสธุรกิจยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

สำหรับครึ่งปีหลัง กลุ่มสามารถมีแนวโน้มผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้น จากสายธุรกิจ ICT Solution ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 จะมีงานในมือรวมแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ด้านสายธุรกิจ Related Business โดยเฉพาะ บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ มีโอกาสเข้าประมูลในโครงการคอลล์เซ็นเตอร์ระดับชาติมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ส่วนสายธุรกิจ Mobile-Multimedia ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนธุรกิจจากที่เคยเน้นการขายโทรศัพท์มือถือไปสู่การขายเครื่องลูกข่าย Digital Trunked ในลักษณะ Private Network และการให้บริการข้อมูลในรูปแบบดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งด้าน Lifestyle กิน ดื่ม เที่ยว กีฬา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลตามมาอีกมากมาย จึงน่าจะสามารถพลิกฟื้นได้ในครึ่งปีหลัง และมีโอกาสในการสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงมากขึ้นในอนาคต”

“เรามองการก้าวสู่ยุคดิจิตอลนี้เป็นโอกาสของการขยายผลและเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ นอกจากธุรกิจในสายโมบายแล้ว ธุรกิจอื่นๆของกลุ่มสามารถก็ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะสายไอซีที ที่ได้รับผลบวกจากการผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่าหลังจากการผ่าตัดธุรกิจ SIM ในครั้งนี้สำเร็จ เราจะแข็งแกร่งขึ้นและพร้อมจะรุกธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และเชื่อมั่นว่าผลประกอบการของกลุ่มสามารถในช่วงครึ่งปีหลัง จะพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นบวกได้อย่างแน่นอน” นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (2)

 

 

 

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้ แบรนด์เคนซิงตัน, นอตติ้ง ฮิลล์, และไนท์บริดจ์ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2560 ของบริษัท มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 550.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาส 2/2559 ถึง 145.2% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 46.1 ขณะเดียวกัน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 238.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง226.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ระดับร้อยละ 20.3 โดยรวมครึ่งปีกวาดกำไรไปแล้ว 410.7 ล้านบาท สวนกับทิศทางของภาพรวมตลาด

 

ขณะที่รายได้ในไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 1,176.4 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาส 2/2559 ถึง 140.6% โดยครึ่งปีกวาดรายได้รวม 2,054.4 ล้านบาท

 

“ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทยังมีโครงการที่ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากปี 2559 ถึง 4 โครงการ และมีโครงการใหม่ที่ทยอยโอนกรรมสิทธิ์อีก 3โครงการ ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ สกายซิตี้ สะพานใหม่ โครงการพอส สุขุมวิท 103 รวมถึงโครงการ นอตติ้งฮิลล์ เจริญกรุงที่แล้วเสร็จก่อนกำหนดทำให้ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทในไตรมาสนี้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง” นายพีระพงศ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน สถานะยอดรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ของบริษัท ณ ปิดครึ่งปีแรกได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25,285 ล้านบาท จากการผนึกกำลังกับบริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด ทำให้กลายเป็นบริษัทที่มียอดแบ็กล็อกสูงในระดับท็อปไฟว์ของตลาด

นายพีระพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่วงไตรมาส 3/2560 จะเดินหน้าสร้างยอดขายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวันที่ 17-20 ส.ค.นี้ บริษัทได้นำโครงการรวมจำนวน 8 โครงการ เข้าร่วมงานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ และสินเชื่อแห่งปี 2017 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และงาน Think of Living Living Expo ณ สยาม พารากอน พร้อมจัดแคมเปญ Stunning Price ให้ผู้ซื้ออยู่ฟรี 3 ปี เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 16-17 ก.ย. ณ แฟชั่น ฮอลล์ และรอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยาม พารากอน บริษัทจะจัดงานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ “My Life. My Origin” นำโครงการเด่นของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งรวมถึงโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 เข้าร่วม ให้ผู้บริโภคสามารถเดินชมและเลือกซื้อโครงการที่สนใจได้ในงาน คาดว่างานดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างยอดขายในไตรมาส 3 นี้

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 38 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 36,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

จอมทรัพย์ โลจายะ 2

 นายจอมทรัพย์ โลจายะ  ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) (SUPER) ดำเนินธุรกิจการให้บริการด้านการปฏิบัติการดูแลบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจพลังงานทดแทน ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานขยะ และพลังงานลม   เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะในไตรมาส 3/60 บริษัทฯจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศจีนกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ รวมถึงรายได้จากโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศเข้ามาสนับสนุน ขณะที่กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ที่จะยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และขายปลายปีนี้ก็จะช่วยสนับสนุนเม็ดเงินให้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

                สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2/2560 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม1,430.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 616.72 ล้านบาท หรือ 76%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 813.69 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 435.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 413.83 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,925% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 21.49 ล้านบาท

                 ขณะที่ผลประกอบการในงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้รวม 2,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,781ล้านบาท หรือ 158.18% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 1,126.33 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 848.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 771.26 ล้านบาท หรือ 997.74% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ  77.30  ล้านบาท

                เนื่องจากบริษัทฯได้รับปัจจัยบวกจากการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และการขายไฟที่เพิ่มขึ้นจากต่างประเทศ  โดย SUPER ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) กำลังการผลิต 735 เมกะวัตต์ แล้ว จากใบอนุญาตขายไฟฟ้า 809 เมกะวัตต์

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมติให้บริษัท ซุปเปอร์ โซล่าร์ เอนเนอร์ยี จำกัด (SSE ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SUPERเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์โดยการเข้าซื้อหุ้น ของ บริษัท เอส ทู พี เอนเนอร์ยี จำกัด หรือ (S2P) จาก นายกิตติศักดิ์ ลภัสนิธิโรจน์ จำนวน2,499,000 หุ้นราคาหุ้นละ 100 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 249,900,000 บาท ขณะเดียวกันได้เข้าซื้อหุ้นสามัญ บริษัท มีเดียมาร์ค หรือ ( MM )จำนวน 628,000 หุ้นในราคา 62,800,000 บาท เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มการรับรู้รายได้และกำไรให้กับบริษัทและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น

"บริษัท SSE ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SUPER ก่อนหน้านั้นถือหุ้น S2P ในสัดส่วน 49% แต่หลังจากเข้าซื้อหุ้นจาก นายกิตติศักดิ์ ลภัานิธิโรจน์ ในสัดส่วน 51% ทำให้ SSE กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิต S2P อยู่ที่ 36 เมกะวัตต์  ขณะที่ MM กำลังการผลิตอยู่ที่ 24  เมกะวัตต์" นายจอมทรัพย์กล่าวในที่สุด

คุณวิเศษ จูงวัฒนา CEO WHAUP (1)

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2560 มีกำไรสุทธิ 701 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  169% จากปีที่แล้ว รวมครึ่งปีแรกกำไรเติบโต 202% ธุรกิจน้ำและธุรกิจพลังงานเติบโตตามแผน โดยธุรกิจน้ำเติบโตตามความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น และธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้า Gheco One กลับมาดำเนินงานเต็มไตรมาส หลังจากปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาสที่ 1/2560 และการเปิด COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 1 โรง ด้าน CEO “วิเศษ จูงวัฒนา” เตรียมออกหุ้นกู้เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน วงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ในเดือนส.ค.นี้ ระบุมั่นใจรายได้และส่วนแบ่งกำไรในปีนี้โต 100% จากปีก่อน ตามความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น และการเปิดโรงไฟฟ้า SPP เพิ่มครบ 4 แห่ง  เตรียมขนข้อมูลโรดโชว์สิงคโปร์ ฮ่องกงในเดือนกันยายนนี้

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ)  405  ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน(ธุรกิจพลังงาน)  686 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของ 701 ล้านบาท หรือคิดเป็น  169 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  

รวม 6 เดือนแรก บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของ 973 ล้านบาท หรือคิดเป็น  202 % เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อน  

สำหรับสาเหตุการเติบโตเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2560 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการกลับมาดำเนินการผลิตไฟฟ้าของ Gheco One ในไตรมาส 2/2560 เต็มไตรมาสหลังจากปิดซ่อมบำรุงตามแผนเป็นเวลา 36 วันในไตรมาส 1/2560 ที่ผ่านมา ทำให้รับรู้รายได้สูงขึ้นจากประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าที่ดีขึ้นหลังซ่อมบำรุง นอกจากนี้โรงฟ้า GVTP ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาทั้งหมด 130 เมกะวัตต์ ได้เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีรายได้พิเศษจากเงินชดเชยจากการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักในโรงไฟฟ้าที่บริษัทร่วมทุนตามสัดส่วนที่บริษัทฯถือหุ้นอยู่ประมาณ 100 ล้านบาทในไตรมาส 2/2560

สำหรับธุรกิจน้ำมีการเติบโตเพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมที่บริษัทฯได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเป็นให้ผู้จัดจำหน่ายน้ำดิบ น้ำเพื่ออุตสาหกรรมและให้บริหารจัดการน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมฯ และเขตประกอบการอุตสาหกรรมฯ ของ WHA Group ทั้งหมด

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า ภาพรวมปี 2560 มั่นใจว่ารายได้และส่วนแบ่งกำไรจะเติบโต 100%  เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรในส่วนของบริษัทฯ จำนวน 1,756.2 ล้านบาท โดยคาดว่ายอดขายและบริการน้ำในปีนี้จะทะลุ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปีก่อนที่มีปริมาณการขายและบริการน้ำที่ 82 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้า จำนวน 4 โครงการ รวมถึงการใช้น้ำของลูกค้าใหม่และการใช้น้ำเพิ่มเติมของลูกค้าเดิมในนิคมอุตสาหกรรม

รวมทั้งธุรกิจพลังงานมีการดำเนินการผลิตได้เต็มปี 350 เมกะวัตต์ และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในโครงการโรงไฟฟ้า SPP อีก 4 โรง กำลังผลิตเฉลี่ยโรงละ 130 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ทยอยเปิดไปในไตรมาส 2/2560 จำนวน 1 โรง และอีก 3 โครงการที่จะเปิดในเดือนกรกฎาคม เดือนกันยายน และเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่งผลให้ปีนี้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือครองครบ 480 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมแผนเสนอขายหุ้นกู้ วงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี เพื่อชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดจากสถาบันทางการเงินและสามารถเสนอขายแก่นักลงทุนเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งแผนการออกหุ้นกู้ดังกล่าวจะลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัทฯ และส่งผลบวกต่อผลกำไรของบริษัทฯ

นอกจากนี้คาดว่าในเดือนกันยายนนี้ บริษัทฯ มีแผนเดินทางไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่อพบกับกองทุนทั้งที่ลงทุนหุ้น WHAUP แล้ว และนักลงทุนที่สนใจเข้ารับฟังข้อมูลทางธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อเป็นนำเสนอภาพรวมการลงทุนของบริษัทฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้

K.Chaiwat_TTW

 ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) เผยตัวเลขงบการเงินรวมครึ่งปีแรกของปี 2560 (งวด 6 เดือน) บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,780.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,251.4 ล้านบาท พร้อมกันนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.30 บาท/หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,197 ล้านบาท จากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานในงวดเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2560 ตอกย้ำความเป็นหุ้นที่มีเสถียรภาพสูงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stock) และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง (Dividend Stock) ทั้งนี้ บริษัทฯ จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 29 ส.ค. 2560 กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ในวันที่ 30 ส.ค. 2560 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 ก.ย. 2560 
ด้านยอดจ่ายน้ำประปาครึ่งปีแรกของบริษัทฯ และบริษัทย่อย รวมทั้งสิ้น 136 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2560 (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2560) บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 25,201 ล้านบาท หนี้สิน 13,579 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 11,622 ล้านบาท และมีอัตราส่วน หนี้สิน : ทุน เพียง 1.17 เท่า 

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย PPS

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 2/60 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 96.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 69.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.46 % และมีกำไรสุทธิ 19.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.86 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 947.81%

ขณะที่ผลประกอบการงวดครึ่งแรกปี 60 บริษัทมีรายได้รวม 190.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 132.44 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 43.67 % และมีกำไรสุทธิ 33.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6.56ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 413.45% โดยผลประกอบการของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัททยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่ดำเนินงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาทิ โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ โครงการสินธรวิลเลจ โครงการสินธรพาร์ควิว

“ภาพรวมอุสาหกรรมก่อสร้างในครึ่งปีหลังยังคงเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านโครงการของภาครัฐหากดำเนินการได้ตามแผนงาน บริษัทก็มีโอกาสในการเข้าประมูลงานได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการภาคเอกชนยังคงมีการลงทุนในโครงการรูปแบบต่างๆเพื่อขยายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ที่จะมีช่วงไฮซีซั่นในครึ่งปีหลัง ถือเป็นโอกาสในการเข้าเสนองานเช่นกัน”ดร.พงศ์ธร กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 447 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 131 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ด้าน บริษัท Swan & Maclaren (Thailand) และ PPSD บริษัทย่อยของบริษัทที่ได้ลงนามในสัญญารับงานออกแบบโครงการขนาดใหญ่จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ ขณะนี้รับรู้รายได้มาแล้ว 37% ของสัญญา คาดว่า PPSD จะได้รับงานออกแบบวิศวกรรมต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่า PPS จะได้รับงานวิศวกรที่ปรึกษาโครงการ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 330 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปีก่อน

board-eak

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) ผู้นำธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60แข็งแกร่ง หลังธุรกิจหลักเติบโตได้ดีแม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ดันกำไรสุทธิ 49.5 ล้านบาท พุ่งขึ้น 551% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.6 ล้านบาท และยังสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าถึง 23% ขณะที่รายได้เติบโตได้ดีเช่นกัน ด้านผู้บริหาร คาดครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังธุรกิจที่ขยายการลงทุนเริ่มทำกำไรและสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มเติม เป็นแรงหนุนผลการดำเนินงานในปีนี้เติบโตได้ตามแผนงาน

 

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 สามารถฟื้นตัวต่อเนื่องได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 49.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น551% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.6 ล้านบาท และยังสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ 40.3 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการให้เช่าและการให้บริการอยู่ที่ 577.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการให้เช่าและการให้บริการ 557.6 ล้านบาท และยังสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้จากค่าเช่าและการให้บริการ 572.8 ล้านบาท แม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น

ปัจจัยที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 เติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากการขยายตัวของธุรกิจหลักต่าง ๆ โดยธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตรายทำรายได้สูงสุดอยู่ที่ 118.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการนำเข้าและส่งออกขยายตัวส่งผลให้ในไตรมาส 2ที่ผ่านมา มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอันตรายที่ผ่านเข้า-ออกในท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี รวม 42,478 ตู้ เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นมีรายได้ 112.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการใช้พื้นที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ผ่านมา ห้องเย็นทั้ง แห่งของ JWD มีอัตราการใช้พื้นที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 73% โดยห้องเย็นที่ถนนบางนา-ตราดมีการใช้พื้นที่เต็ม และห้องเย็นที่ถนนสุวินทวงศ์ใช้พื้นที่เกือบเต็มความจุในปัจจุบัน ส่งผลให้ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นในไตรมาส 2/60 มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 44.4%

ขณะที่ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์มีรายได้ 101.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายงานให้แก่ฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศและขนส่งสินค้าข้ามแดนก็มีอัตราเติบโตที่ดี โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าข้ามแดนไปยังกัมพูชาที่มีปริมาณงานเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ประกอบกับบริษัทฯ ได้ลงทุนขยายจำนวนรถ Car Carrier รถห้องเย็นและรถหัวลากรวม 31 คัน ส่งผลให้มีขีดความสามารถในการรับงานได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งรายได้และกำไรสุทธิ ส่งผลดีต่อภาพรวมผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2560) มีรายได้จากการให้เช่าและการให้บริการทั้งสิ้น 1,150.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการให้เช่าและบริการ 1,103.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 89.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 53.7 ล้านบาท

 

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินงานช่วง เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะได้รับผลดีจากธุรกิจหลักที่คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และการขยายการลงทุนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา โดยธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์ (JWD Chemical Supply Chain หรือ JCS) สามารถถึงจุดคุ้มทุนและเริ่มมีกำไรได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังจากมีอัตราการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนธุรกิจรับส่งสินค้าด่วน (JWD Express) ที่เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ได้รับงานจากลูกค้าใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการห้างค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้านชั้นนำในตลาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

ขณะที่ธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ชิ้นส่วนยานยนต์อย่างครบวงจรภายใต้บริษัท สยาม เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มสยามกลการอุตสาหกรรม ได้ขยายการรับงานใหม่ให้แก่โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในเครือสยามกลการ รวมถึงเตรียมขยายการให้บริการไปยังลูกค้าใหม่ที่อยู่นอกเครือสยามกลการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมทุน รวมถึงธุรกิจให้บริการคลังสินค้าใน สปป.ลาว เมียนมาร์และกัมพูชา ก็มีความต้องการใช้พื้นที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

“หลังจากเราขยายการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่วนในช่วง 5เดือนที่เหลือของปีนี้ เรายังเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันผลการดำเนินงานในปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% ตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งยังคงพิจารณาขยายการลงทุนภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมและสามารถผลักดันการเติบโตในอนาคต” นายชวนินทร์ กล่าว

 สำหรับความคืบหน้าการร่วมนำสินทรัพย์ที่เป็นคลังสินค้าห้องเย็นและคลังสินค้าสำหรับจัดเก็บเอกสารของ JWD และบริษัทย่อยฯ เสนอขายให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า (REIT) นั้น ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาร่วมกัน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีอีกหลายทางเลือกของแหล่งเงินทุนอื่น ๆ เช่น หุ้นกู้ ตราสารหนี้ รวมถึงกระแสเงินสดคงเหลือของบริษัทฯ

คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ

‘พีทีจี เอ็นเนอยี’ ค่าการตลาดฟื้น และมีทิศทางดีขึ้น กำไร Q2/60 เด้งขึ้น 45.3% QOQ เดินหน้าขยายธุรกิจ non-oilครบวงจร อัพมาร์จิ้น ลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 45.3% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 182 ล้านบาท และมีรายได้รวม 21,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 561 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้อยู่ที่ 20,896 ล้านบาท โดยการเติบโตของทั้งกำไร และรายได้เกิดจากปริมาณการขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น 881 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากการเติบโตของปริมาณการใช้น้ำมันภายในประเทศ รวมถึงบริษัทฯได้พัฒนาการบริหารจัดการระบบขนส่ง และ Supply chain ให้ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารต้นทุนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ค่าการตลาดในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว เป็นผลจากการปรับราคาขายปลีกที่สอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น และค่าการตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้มีทิศทางในการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยในปีนี้บริษัทฯยังคงเป้าปริมาณการขายน้ำมันให้เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน จากการขยายสถานีบริการในพื้นที่ที่มีศักยภาพมากขึ้น และจากปริมาณการขายต่อสถานีต่อเดือนที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น

ทั้งนี้บริษัทฯยังคงเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนสถานีบริการในปีนี้ให้ได้อยู่ที่ 1,800 สถานี ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จากในปัจจุบันที่มีสถานีบริการ 1,506 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นผ่านโปรแกรมบัตรสมาชิก PT Max Card ที่วางเป้าหมายไว้ ที่ 7.4 ล้านสมาชิก ณ สิ้นปี 2560 และที่สำคัญปริษัทฯมีแผนในการขยายธุรกิจ non-oil มากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยธุรกิจ non-oil ในสถานีบริการที่จะเริ่มเห็นชัดมากขึ้นในปีนี้ ได้แก่ ธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย และธุรกิจศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถบรรทุก และรถยนต์ส่วนบุคคลที่ประกอบกิจการบนสถานีบริการเป็นหลัก ทำให้สามารถขยาย non-oil ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การขยายธุรกิจ non-oilนอกสถานีบริการนั้น ล่าสุดบริษัทฯได้เข้าลงทุนในบริษัท จีเอฟเอ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายทางการค้าต่างๆเช่น Coffee World และ Cream & Fudge เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการรองรับฐานลูกค้าให้ครอบคลุมกลุ่มคนเมือง เป็นการต่อยอดการขยายพันธมิตรทางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มนอกสถานีบริการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

“เราประเมินว่าสถานการณ์ของค่าการตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้น  หลังจากค่าการตลาดในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว เป็นผลจากการปรับราคาขายปลีกที่สอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น รวมถึงเรามุ่งสู่การเป็นผู้นำทางด้านบริการในธุรกิจพลังงานครบวงจรของประเทศด้วยการการขยายเครือข่ายของธุรกิจที่เป็นทั้ง oil และ non-oil ซึ่งเรายังคงเพิ่มพันธมิตรที่เข้ามาสนับสนุนเครือข่ายของธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากการมีธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว” นายพิทักษ์กล่าว

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี

นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (TPCH) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 475.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192.67 ล้านบาท หรือ 68.1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้จากการขายไฟฟ้า 283.06 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 104.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.02 ล้านบาท หรือ 28.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ  81.46  ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยบวกจากโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เดินเครื่องจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้เรียบร้อยแล้วในปัจจุบันจำนวน  5  แห่ง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE),โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ) และโรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP)
  ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างพัฒนา ประกอบด้วย 1.โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน กำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้นขนาด 23 เมกะวัตต์ โดยจําหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในระบบ  Adder 2.โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล TPCH 1 ,TPCH 2 และ TPCH 5 กำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นขนาด 26.1 เมกะวัตต์ โดยจําหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในระบบ Feed-in Tariff (FiT) 3. โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน สยาม พาวเวอร์ (SP) กำลังการผลิตติดตั้ง ขนาด 9.5 เมกะวัตต์ โดยจําหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวงในระบบ Feed-in Tariff  (FiT) ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล สตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะจําหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในไตรมาส 4/2560
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงวางเป้าหมายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในปี 2563 ไว้ที่ 200 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีความสนใจการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในหลายรูปแบบ เพื่อการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามแผนการเข้าซื้อกิจการของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคตอีกด้วย

PG_Phuket Marathon_01

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จัดงาน "บางกอกแอร์เวย์สภูเก็ตมาราธอน (Bangkok Airways Phuket Marathon)" หนึ่งในหกรายการวิ่งของ "บางกอกแอร์เวย์ส บูธีค ซีรีย์ 2017" ณ บริเวณเมืองเก่า จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยมีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 3,000 คน เข้าร่วมงาน

นายกฤตธกร สิรภาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนสื่อสารการตลาด สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า "งานบางกอกแอร์เวย์สภูเก็ตมาราธอน จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกีฬาของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก และเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมของสายการบินฯ โดยการจัดแข่งขันในครั้งนี้ ทางสายการบินฯ ร่วมมือกับบริษัท ทีละก้าว จำกัด ซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการจัดการแข่งขันมาราธอนของประเทศไทยมาช่วยออกแบบเส้นทางวิ่งให้รายการ บางกอกแอร์เวย์ส ภูเก็ต มาราธอน มีความโดดเด่นและมีกลิ่นอายความเป็นบูธีคในแบบฉบับของบางกอกแอร์เวย์ส โดยเส้นทางวิ่งของรายการนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและทัศนียภาพอันงดงามของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งนอกจากผู้เข้าแข่งขันจะได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของชุมชนยามเช้าท่ามกลางสถาปัตยกรรมในแบบชีโนโปรตุกีสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ตแล้ว ยังจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นที่บริเวณจุดกลับตัว แหลมพันวา อีกด้วย"

"สำหรับการแข่งขันรายการนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แบบฟันรันและแบบมินิมาราธอน ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร แบบฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.5 กิโลเมตร และแบบมาราธอน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร โดยมีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน จาก 29 ประเทศ" นายกฤตธกร กล่าวเสริม

รายการวิ่งบางกอกแอร์เวย์สภูเก็ตมาราธอน ถือเป็นรายการที่ 3 จากทั้งหมด 6 รายการของ "บางกอกแอร์เวย์ส บูธีค ซีรีย์ 2017 (Bangkok Airways Boutique Series 2017)" ที่จัดขึ้นใน 6 จุดหมายปลายทางของสายการบินฯ ตลอดปี 2560 ได้แก่ ตราด (เกาะช้าง) เกาะสมุย ภูเก็ต เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน โดยแบ่งเป็นรายการวิ่งมาราธอน 4 รายการ และรายการวิ่งเทรล 2 รายการ

นายพิศิษฐ์-เสรีวิวัฒนา-กรรมการผู้จัดการ-EXIM-BANK-280x420
 
EXIM BANK ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงิน 2,257.50 ล้านบาทให้บริษัท ออสการ์ เซฟ เดอะ เวิลด์ จำกัด และบริษัท บางสวรรค์ กรีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) นำไปใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช กำลังการผลิตรวม 22.2 MW 
 
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับนางสาวแคทลีน มาลีนนท์ และนายสมภพ พรหมพนาพิทักษ์ กรรมการ บริษัท ออสการ์ เซฟ เดอะ เวิลด์ จำกัด และบริษัท บางสวรรค์ กรีน จำกัด และนายธวัชชัย เหลืองวรพันธ์ กรรมการ บริษัท ออสการ์ เซฟ เดอะ เวิลด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวนรวม 2,257.50 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวน 3 โครงการในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช กำลังการผลิตรวม 22.2 เมกะวัตต์ (MW) โดยมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้รับซื้อ ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้
การสนับสนุนของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนจากชีวมวลของประเทศไทย โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ณ ปี 2579 ประเภทพลังงานชีวมวล จำนวนการผลิตติดตั้งรวม 5,570 MW เพื่อส่งเสริมและสร้างประโยชน์ร่วมกับเกษตรกรและชุมชนในการผลิตผลเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ไม้ยางพารา แกลบ ชานอ้อย ที่มีอยู่มากมายกลับมาสร้างคุณค่าและใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนเพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและประเทศโดยรวม
“โครงการที่ EXIM BANK สนับสนุนครั้งนี้เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรกของกลุ่มบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันโครงการของกลุ่มบริษัทเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด EXIM BANK จึงเล็งเห็นในศักยภาพของบริษัทและพร้อมสนับสนุนการขยายโครงการลงทุนของบริษัทในการพัฒนาพลังงานทดแทนมากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ในการสร้างโอกาสการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย” นายพิศิษฐ์กล่าว

แคมเปญ “ให้ครบ..จบเลย

นาย วิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กรรมการบริหาร บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
อารียาฯ ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผู้บริโภคไทยในยุคที่อยู่ในความเร่งรีบ
เราจึงมุ่งมั่นในการมอบความสุข และอำนวยความสะดวกให้คนไทย
ด้วยบ้านที่ไม่ใช่แค่แต่งครบแต่อีกทั้งยังมอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และ set
ของใช้ในบ้าน ในทุกโครงการ คุณภาพของอารียาฯ ทั้งบ้านเดี่ยว วิลเลจทาวน์ ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม
ภายใต้แบรนด์ The Colors ,The Village , AREEYA Como และa space ME ด้วยแคมเปญการตลาด
“ให้ครบ..จบเลย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม – 30 กันยายน 2560
ลูกค้าแคมเปญ “ให้ครบ..จบเลย” ทุกโครงการจะได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
เพราะผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่ได้ทันที เนื่องจากทุกโครงการได้รับการตกแต่งพร้อมอยู่ ด้วยดีไซน์สวยงาม
ทันสมัย ตอบสนองการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ลงตัว
ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นเหมาะสำหรับการพักผ่อนอยู่อาศัยอย่างแท้จริง
อารียาฯ มอบชุดเฟอร์นิเจอร์คุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำอาทิ ชุดโซฟา ชั้นวางทีวี เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า
โต๊ะทานข้าว ผ้าม่าน และชุด Complete Life set
ซึ่งเป็นชุดที่ทางอารียาคิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุคใหม่
ที่มาแต่ตัวก็สามารถจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่โครงการของอารียาได้เลยทันที แบบชนิดที่เรียกว่า ครบ จบเลย
เพราะในชุดประกอบไปด้วยของใช้ในบ้าน อาทิ จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน
ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน เป็นต้น และยังมอบชุดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีก จำนวน 5 ชิ้น ได้แก่
เครื่องปรับอากาศ ขนาด 9,000 BTU โทรทัศน์จอ LED ขนาด 42 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ และตู้เย็น
ซึ่งไม่มีบริษัทใดทำมาก่อน
“เราสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้คนไทยมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตัวเอง
ด้วยการเลือกสรรแคมเปญการตลาดที่มอบความสุขสะดวกสบายให้กับลูกค้าสูงสุด
อย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อนซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างมาก” นายวิวัฒน์ กล่าว
นายวิวัฒน์ มองว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
แต่ส่วนใหญ่เป็นการระบายสต็อกคงค้างให้หมดไปแทนการเปิดตัวโครงการใหม่
ดังนั้นในระยะเวลาที่เหลือของปีนี้จะเห็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้าใช้กลยุทธ์ด้านราคาและกา
รตลาดเข้ามาแข่งขันเข้มข้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้นจึงเป็นจังหวะที่ดีของผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัย
ทั้งอยู่อาศัยเองและการซื้อเพื่อลงทุนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันในตลาดนี้อย่างสูงสุด.

Photo_Release_เมืองไทยประกันชีวิต_บริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัยสกลนคร

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสกลนคร จำนวน 100,000 บาท  แก่ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ  เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  โดยมี นางสาวดวงกมล ลิขสิทธิพันธุ์  ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นผู้มอบ ณ ศาลากลางจังหวัดสกลนคร./

 

 

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสกลนคร จำนวน 100,000 บาท  แก่ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ  เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  โดยมี นางสาวดวงกมล ลิขสิทธิพันธุ์  ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นผู้มอบ ณ ศาลากลางจังหวัดสกลนคร./

คุณสุนทรี จรรโลงบุตร TM

 

‘เทคโนเมดิคัล’ ทำกำไรครึ่งปี 60 ที่ 17 ลบ.เพิ่มขึ้น 33.86% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังขยายผลิตภัณฑ์เจาะกลุ่มลูกค้า อัตราแลกเปลี่ยนหนุน ล่าสุดจับมือ Qisda Corporation ประเทศไต้หวัน เพิ่มสินค้าหนุนรายได้ปีนี้แตะ 600 ลบ.

นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.30 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 33.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 12.70 ล้านบาท และมีรายได้รวม 295.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.45 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 8.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 271.69 ล้านบาท

โดยการเติบโตของทั้งกำไร และรายได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการสั่งซื้อสินค้าของโรงพยาบาลรัฐบาล และโรงพยาบาลเอกชนในกลุ่มอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง และกลุ่มอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งเป็นผลจากการขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นเข้าไปยังกลุ่มลูกค้า รวมถึงบริษัทฯมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการชำระค่าสินค้าให้แก่เจ้าหนี้การค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากการอ่อนค่าของเงินตราต่างประเทศ และที่สำคัญในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัทฯมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.97 เนื่องจากบริษัทฯสามารถต่อรองราคาต้นทุนสินค้ากับบริษัทผู้ผลิต ทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง

โดยหลังจากนี้บริษัทฯยังคงเดินหน้าพัฒนา และขยายการนำเข้า และจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขยายฐานลูกค้าทั้งโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดบริษัทฯได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับ Qisda Corporation ภายใต้แบรนด์สินค้า BENQจากประเทศไต้หวัน หนึ่งในผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ให้มีความหลากหลายครอบคลุมครบวงจร ได้แก่ โคมไฟผ่าตัด (Surgical Lights), เตียงผ่าตัด (Surgical Table), วัสดุสิ้นเปลือง (Clinic Application)

ในขณะที่ปีนี้บริษัทฯยังคงเป้ารายได้เติบโตที่ระดับ 8-10% จากปีก่อน หรือคิดเป็นรายได้รวมแตะ 600 ล้านบาท จากปีก่อนมีรายได้ที่558.02 ล้านบาท จากการเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่เป็นโรงพยาบาลรัฐบาลกว่า 500 รายทั่วประเทศ และโรงพยาบาลเอกชนกว่า 200 ราย รวมถึงคลินิก หรือสถาบันการแพทย์อื่นๆ ซึ่งมีการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโดยตรงอีกกว่า 100 ราย ทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนให้กับบริษัทต่างๆ ในการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์กว่า 30 บริษัท

“ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีการเติบโตที่น่าพอใจ และเป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะเป็นช่วงฤดูขาย หรือไฮซีซั่นของอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเราได้มีการเพิ่มไลน์สินค้าให้หลากหลายตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทำให้เราคาดว่ายอดขายของเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงเติบโตขึ้นจากในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่าผลงานในปีนี้จะเติบโตไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้” นางสุนทรีกล่าว

BRRGIF เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. น้ำตาลบุรีรัมย์ พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและการลงทุน บลจ. บัวหลวง ร่วมพิธีเปิดการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ โรงไฟฟ้าชีวมวลกองแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO3,605 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “BRRGIF”

 

Photo 1

 

 

นางจรูญศรี ศรีสุขสันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจร้านค้า“เคทีซี” หรือ บริษัท     บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมกับนางสาวอาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ซ้าย) มอบความบันเทิงให้สมาชิกเคทีซีได้สนุกกับการดูหนัง    ดูซีรีส์ ไม่อั้นนานถึง 1 ปี บนไอฟลิกซ์ (iflix) มูลค่า1,200 บาท (สนับสนุนโดยเคทีซี) เมื่อซื้อสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต โน้ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ ที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 15,000 บาท หรือโทรทัศน์ตั้งแต่ 20,000 บาท พร้อมแบ่งชำระด้วย KTC FLEXI 0% ผ่านบัตรเครดิตเคทีซีหรือบัตรสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี พราว” นานสูงสุด    24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 15 ตุลาคม 2560 ทั้งนี้ สมาชิกจะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมรายการภายในวันที่ซื้อสินค้า โดยส่ง SMS พิมพ์ FLX เว้นวรรคตามด้วยหมายเลขบัตรฯ 16 หลัก ส่งไปที่ 061–384–5000

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC Phone โทรศัพท์ 02 123 5000 หรือที่เว็บไซต์ www.ktc.co.th/flxหรือสมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิกลิงค์เพื่อสมัครบัตรเครดิตได้ที่นี่: http://bit.ly/2uPcS19

วรชาติ ทวยเจริญ

นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน  บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (ZIGA) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้างประเภท Pre-zinc และท่อเหล็กร้อยสายไฟประเภทPre-zinc เปิดเผยว่าจากการสำรวจความต้องการ (Book Building) จองซื้อหุ้นสามัญ ของ ZIGA   ให้กับประชาชนครั้งแรก(IPO) ปรากฎว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันเป็นอย่างมาก  โดยมีความต้องการ ซื้อของนักลงทุนสถาบันสูงกว่าจำนวนที่จัดสรรให้ถึงกว่า 6 เท่า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท และการเติบโตที่มีอย่างต่อเนื่อง  โดย ZIGA มีกำหนดจะเซ็นสัญญาแต่งตั้งอันเดอร์ไรท์วันที่ 8 สิงหาคมนี้

“ช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เดินทางไปนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนสถาบันหลายแห่ง(โรดโชว์)  แม้หุ้น ZIGA  จะเป็นหุ้นไซด์ไม่ใหญ่มาก แต่การที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจค่อนข้างมากสะท้อนจากผล Bookbuilding ที่จองล้นกว่า 6 เท่า  ถือเป็นสัญญาณบวกสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนดังกล่าว  ทำให้มั่นใจว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไปจะได้รับความสนใจไม่แพ้กัน” นายวรชาติกล่าว

ด้าน นายศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ZIGA กล่าวว่า “ในฐานะผู้บริหารของ ZIGA ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจจองซื้อหุ้นไอพีโอเข้ามาครั้งนี้  ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะทำให้บริษัทมีความพร้อมที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้างประเภท Pre-zinc และท่อเหล็กร้อยสายไฟประเภท Pre-zincได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”นายศุภกิจ กล่าว
ทั้งนี้ได้แต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

GTB

 "GTB" ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

บริษัท เจตาแบค จำกัด(มหาชน) "GTB" ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและวางพวงมาลาถวายสักการะ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล นำโดยนายสุชาติ มงคลอารีย์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมในพิธี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

1 2 3 139