ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 117

คุณชาญวิทย์ อนัคกุล

บมจ. พริมา มารีน (PRM) ผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันกึ่งสำเร็จรูป และปิโตรเคมีทางเรืออย่างครบวงจรซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย รวมถึงให้บริการเรือขนส่งที่สนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการกองเรือของอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 625 ล้านหุ้น โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ก่อนเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้

 

 

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บมจ.พริมา มารีน (PRM) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 625 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้ว 2,500 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ1.00 บาท

 

 

สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ จะแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายโดย บมจ.พริมา มารีน (“PRM”) ไม่เกิน500 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 125 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 และร้อยละ 5 ตามลำดับของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้

 

 

ทางด้านนางสาววีณา เลิศนิมิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า บมจ.พริมา มารีน (PRM) มี 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมี (ธุรกิจเรือขนส่งฯ) 2. ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป (ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU) 3. ธุรกิจเรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (ธุรกิจเรือ Offshore) และ 4. ธุรกิจบริหารจัดการเรือ

 

 

โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ บมจ.พริมา มารีน (PRM) จะนำไปใช้ลงทุนเรือลำใหม่และขยายกองเรือในธุรกิจเรือขนส่งฯ ธุรกิจเรือขนส่งและการจัดเก็บFSU และธุรกิจเรือ Offshore ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจต่อไป

 

 

ด้ายนายชาญวิทย์ อนัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. พริมา มารีน (PRM) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการกองเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีทางเรืออย่างครบวงจร โดย ณ วันที่ 31 ธ.ค. 59 มีกองเรือที่กลุ่มพริมา มารีนและกิจการร่วมค้าเป็นเจ้าของที่ให้บริการรวม 22 ลำ และมีเรือขนส่งน้ำมันที่ว่าจ้างจากบริษัทภายนอกอีก 9 ลำ มีขนาดน้ำหนักบรรทุกรวม 2,239,219 DWT

 

 

สำหรับธุรกิจเรือขนส่งฯ กลุ่มพริมา มารีนและกิจการร่วมค้ามีเรือขนส่งที่ให้บริการจำนวน 22 ลำ มีขนาดน้ำหนักบรรทุกรวม 271,400 DWT เพื่อให้บริการขนส่งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีจากโรงกลั่น คลังน้ำมันหรือท่าเรือต้นทาง โดยมีเส้นทางการขนส่งในประเทศและระหว่างประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

 

ส่วนธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSUมีเรือให้บริการจำนวน 6 ลำ ที่มีถังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ 7-17 ถังต่อลำ รวมขนาดน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,776,065 DWTเพื่อให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันแบบคลังลอยน้ำตามปริมาณและระยะเวลาที่ลูกค้ากำหนด โดยปัจจุบัน เรือ FSU ของบริษัทฯ จอดในน่านน้ำระหว่างประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจซื้อขายน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย

 

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังให้บริการเรือขนส่งและสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore) แก่กลุ่มลูกค้าบริษัทสำรวจและขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล โดยมีธุรกิจที่ให้บริการ ได้แก่ เรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบสำหรับแท่นขุดเจาะน้ำมัน (Floating Storage and Offloading Unit หรือ FSO) เรือขนส่งและที่พักอาศัยสำหรับพนักงานประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียม (Accommodation Work Barge หรือAWB) และเรือสนับสนุนลาก-จูง และจัดการสมอ (Anchor Handling Tugsหรือ AHTs) ซึ่งบริษัทฯ มีเรือ FSO จำนวน2 ลำ ขนาดบรรทุกสูงสุด 191,754 DWTและมีเรือขนส่งและที่พักอาศัยสำหรับพนักงานประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียม (เรือ AWB) อีก 1 ลำ รองรับได้300 คน

 

 

นอกจากนี้ ยังให้บริการบริหารจัดการเรือแก่เรือขนส่งน้ำมัน เรือ FSU เรือ FSOเรือ AWB และเรือรับส่งคนประจำเรือ ที่บริษัทฯ ทำหน้าที่บริหารจัดการด้านเทคนิค ด้านคนเรือและการบริหารงานเพื่อความปลอดภัยแก่คนประจำเรือ สินค้าและตัวเรือ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอีกด้วย

 

 

“เรามีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันและปิโตรเลียมอย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของไทย ตั้งแต่การขนส่งน้ำมันทางทะเล การจัดเก็บน้ำมันบนคลังเรือลอยน้ำ การให้บริการทางเรือที่สนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการกองเรือของอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ทำให้เรามีขีดความสามารถแข่งขันในด้านการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ โรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพการเติบโตที่ดีได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคเอเชียแปฟิกที่เพิ่มขึ้น” นายชาญวิทย์ กล่าว

คุณชนะชัย จุลจิราภรณ์ บล.เออีซี

 

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จํากัด (มหาชน) หรือAECS ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (TKC) เปิดเผยว่า ฝ่ายวาณิชธนกิจ สายงาน IB5 ของบริษัทฯได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นต่อประชาชน( IPO)จำนวน 60 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.27ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน และคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้หลังจากได้รับอนุมัติจากทาง กลต.ได้ในเร็วๆนี้

 

 

บมจ. เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (TKC) เป็นผู้ให้บริการด้านผิวพรรณและศัลยกรรมความงามในหลายรูปแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้แก่ การให้บริการด้านผิวพรรณ ลดริ้วรอย รักษารูปร่าง และศัลยกรรม โดยสิ้นปี 59 บริษัทมีคลินิกสาขาจำนวน 22 สาขา และคลินิกแฟรนไชส์อีก 3 สาขา และมีทุนจดทะเบียน 110 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 80 ล้านบาท ภายใต้การบริหารงานของนายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

 

ทั้งนี้ TKC มีบริการและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในทุกระดับ อาทิ การให้บริการทำทรีทเมนต์เพื่อรักษาผิวหน้า ลดรอยแดง ลดรอยดำ การให้บริการเลเซอร์เพื่อยกกระชับ ปรับรูปหน้า การดูแลรูปร่างด้วยการกำจัดและสลายไขมัน การทำศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการจำหน่ายเวชสำอาง โดยมีผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ อาทิเช่นSpecial Care, Clean & Prepare, Whitening Set, Sun Care และAntioxidant เป็นต้น

 

 

โดยกลุ่มเป้าหมายในการให้บริการจะเน้นการให้บริการลูกค้ากลุ่มMedium High ถึง High End และจะมีการเก็บฐานข้อมูลลูกค้า ซึ่งทางบริษัทจะมีการติดต่อส่งข่าวสารหรือโปรโมชั่นให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการส่งโปรโมชั่นแนบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าในวันเกิด เพื่อสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก ทางบริษัทยังมุ่งเน้นการประสานงานกับทางการตลาดของธนาคารต่างๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าผ่านฐานข้อมูลลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารด้วยวิธีการต่างๆ

 

 

สำหรับผลการดำเนินงานของ บมจ.เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (TKC) ในช่วง 57 มีรายได้จากการให้บริการและค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการทยอยรับรู้รายได้จากการให้บริการแล้ว จำนวน 438.45 ล้านบาท และมีกำไร(ขาดทุน)สุทธิ จำนวน(37.36) ล้านบาท ส่วนในปี 58 มีรายได้จากการให้บริการและค่ารักษาพยาบาล จำนวน 640.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ จำนวน 51.77 ล้านบาท และปี 59 มีรายได้จากการให้บริการและค่ารักษาพยาบาล จำนวน 640.51 ล้านบาท และกำไรสุทธิ จำนวน 32.66 ล้านบาท

 

 

อย่างไรก็ตามในปี 57 ทาง TKCมีอัตราขาดทุนสุทธิในปี 57 จากการกำหนดอายุคอร์สยังไม่สอดคล้องกับการใช้บริการจริง และบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นในปี 58 มีผลมาจากรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าที่ชำระเงินก่อนปี 58 มาใช้บริการในปี 58 เพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 57 มีการกำหนดอายุคอร์สใหม่จากเดิม 2 ปี เป็น 1 ปี ส่งผลให้มีรายได้จากคอร์สที่ชำระเงินในปี 2556หมดอายุในปี 58 จำนวน 23.93 ล้านบาท และคอร์สที่ชำระเงินในปี 57หมดอายุในปี 58 จำนวน 70.72 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ปี 59 บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือร้อยละ 5 เนื่องจากรายได้จากคอร์สที่ชำระเงินในปี 58 หมดอายุในปี 59 มีจำนวนเพียง 77.59ล้านบาท และหรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.14 และลดลงร้อยละ 0.04 ในปี 58 ในปี 59 ตามลำดับ

 

 

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในครั้งนี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการขยายสาขาใหม่ จำนวน 8 สาขา ซึ่งจะทยอยเปิดในช่วงปี 60-61 โดยมุ่งเน้นตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศ และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 15 - 20 ล้านบาท/สาขา โดยแบ่งออกเป็น เงินมัดจำค่าเช่า 1.50 – 2.00 ล้านบาท ค่าตกแต่งสาขา 3.00 - 4.00 ล้านบาท ค่าเครื่องมือทางการแพทย์ 10.00 - 14.00 ล้านบาท และอุปกรณ์ 1.00 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

K_Smith

 

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.ไทยพาณิชย์ ออกกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แอปโซลูท รีเทิร์น หรือ SCBABS มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท เสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 25 เม.ย. - 2 พ.ค. 60 โดยเป็นการลงทุนแบบ Absolute Return ที่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม และสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้แม้ในสภาวะตลาดขาลงหรือสภาวะตลาดทรงตัว

 

 

โดยกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แอปโซลูท รีเทิร์น มีนโยบายลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ ทั้งในและ/หรือต่างประเทศ เบื้องต้นเน้นลงทุนหุ้นไทย ซึ่งจะลงทุนได้ตั้งแต่ร้อยละ 0ถึงร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนและตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และยังสามารถลงทุนในสถานะซื้อ(long position) และสถานะขาย (short position) เพื่อมุ่งป้องกันความเสี่ยงด้านตลาดให้ได้เกือบเต็มจำนวน (fully hedged) อีกทั้งอาจลงทุนหรือมีไว้ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

 

 

สำหรับจุดเด่นของกองทุนนี้คือเป็นกองทุนที่มีโอกาสผันผวนต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นทุนทั่วไป เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีการใช้โมเดลในการลงทุนและเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจากการลงทุน ซึ่งมีกลยุทธ์ลงทุนแบบ Absolute Return โดยสร้างผลตอบแทนทั้งในช่วงตลาดปรับตัวขึ้น และตลาดปรับตัวลง ตลอดจนกลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัว (Stock Selection) ลดการพึ่งพาตลาดในช่วงปรับตัวขึ้น และปิดความเสี่ยงในช่วงจังหวะตลาดปรับตัวลง นอกจากนี้ยังลดความผันผวนในการลงทุน มีการควบคุม Volatility ของกองทุนไม่ให้ผันผวนมากเกินไป และบริหารกองทุนเชิงรุก โดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์

 

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนในกองทุนหุ้นส่วนใหญ่นั้นมาจากการจับจังหวะตลาดเพื่อลงทุน หากในช่วงตลาดปรับตัวขึ้นก็อาจจะได้ผลตอบแทนดีสามารถทำกำไรได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ตลาดปรับตัวลงก็อาจจะนำความหวั่นใจมายังนักลงทุนได้เช่นกัน สำหรับในช่วงที่ตลาดผันผวนขึ้นๆลงๆ อย่างในปัจจุบันนี้ การลงทุนในรูปแบบ Absolute Return จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้บ้าง แต่ไม่ชอบความผันผวนมากๆ และยังก็ต้องการผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากหรือตราสารหนี้ระยะสั้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้เป็นหลักด้วย นายสมิทธ์ กล่าว

ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์

 

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ก้าวสู่ปีที่ 12เติบโตต่อเนื่อง มุ่งเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการสู่มาตรฐานสากล เล็งเตรียมขยายเวลาซื้อขายทองคำล่วงหน้าพร้อมเปิดซื้อขาย TFEX Gold-D และรับหุ้นเป็นหลักประกันสำหรับการซื้อขายใน TFEX รวมทั้งเร่งขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และล่าสุดเปิดตัวโครงการ TFEX Trading Challenge เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในสินค้าของTFEX

 

 

ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ TFEX ได้เปิดดำเนินงานเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน TFEX ได้มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ขนาดของตลาด ปริมาณธุรกรรมและจำนวนผู้ลงทุน รวมถึงยังมีการพัฒนาสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งสินค้าอ้างอิงที่เป็นตราสารทุน ตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยปี 2559 TFEX มีสินค้าที่ซื้อขายทั้งหมด 8 ประเภท มีจำนวนบัญชีผู้ลงทุน 129,284 บัญชี มีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งปีที่ 69.58 ล้านสัญญา หรือเฉลี่ยที่ระดับ 285,189 สัญญาต่อวัน และมีสถานะคงค้างที่ 1,919,913 สัญญา ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอนุพันธ์โลกแล้ว TFEX มีธุรกรรมการซื้อขายอยู่อันดับ 27 สูงขึ้นจากอันดับ 32 ในปี 2558 (ข้อมูลจาก Futures Industry Association (FIA) ซึ่งเป็นสมาคมผู้ประกอบการอนุพันธ์ทั่วโลก)

 

 

ในช่วงที่ผ่านมา แม้ TFEX จะมีการเติบโตที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดการเงินซึ่งถูกขับเคลื่อนมาจากนวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลให้วิถีการทำธุรกิจและพฤติกรรมของผู้ลงทุนเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ จากทางการยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ TFEX ต้องมีการเร่งพัฒนาเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย TFEX ได้ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจด้วยสินค้าและบริการใหม่ ๆ เพื่อสร้างสมดุลด้านรายได้และสร้างฐานผู้ลงทุนใหม่ การใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการตลาดและการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนุพันธ์เพื่อให้เข้ากับ Lifestyleและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น

 

 

ในปี 2560 นี้ TFEX จะปรับปรุงการดำเนินงานโดยขยายเวลาการซื้อขายทองคำล่วงหน้าไปจนถึงประมาณเที่ยงคืนเพื่อให้สอดคล้องกับตลาดสำคัญของโลก ควบคู่กับการเปิดการซื้อขาย TFEX Gold-D ซึ่งเป็นการซื้อขายทองคำที่มีการส่งมอบจริงและผู้ลงทุนสามารถเลื่อนรับมอบส่งมอบในวันทำการถัดไปได้ นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาส 3 ผู้ลงทุนยังสามารถใช้หุ้นวางเป็นหลักประกันในการซื้อขายอนุพันธ์ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนของผู้ลงทุนจากเดิมที่ต้องใช้เงินสดเท่านั้น

 

 

“นอกจากนี้ TFEX ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพผู้ลงทุนให้มีความเข้าใจการใช้สินค้าในตลาดอนุพันธ์ โดยล่าสุด TFEX ได้ร่วมกับชมรมผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจัดทำโครงการTFEX Trading Challenge 2017 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในการซื้อขายอนุพันธ์จากสถานการณ์จริงให้แก่ผู้ลงทุน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์มาให้ความรู้และติวเข้มด้านเทคนิคการซื้อขายสำหรับผู้เข้าแข่งขันตลอดโครงการ นับเป็นครั้งแรกที่แข่งขันด้วยพอร์ตจริงของผู้ลงทุน ตลอด 3 เดือนเต็ม ชิงเงินรางวัลและทัศนศึกษาต่างประเทศ”ดร. รินใจ กล่าว

 

 

ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการ “TFEX Trading Challenge 2017 เรียนรู้เข้ม เติมเต็มประสบการณ์ ผ่านสนามเทรดจริง” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-25 ส.ค. 2560 พร้อมอบรมและแข่งขัน มิ.ย.-ส.ค. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.TFEX.co.th/TradingChallengeสอบถาม SET Contact Center 0 2009 9999

krungsri_logo (1)

ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มแข็งค่าและเคลื่อนไหวในกรอบ 34.20-34.50 ต่อดอลลาร์ ในขณะที่บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสดใสขึ้น เทียบกับระดับปิดที่ 34.38 บาทต่อดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้วซึ่งนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4.2 พันล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 2.7 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อพันธบัตรช่วงอายุเกิน 1 ปี

 

 

ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสดใสขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์และเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ หลังผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสซึ่งนับคะแนนแล้วกว่า 90% บ่งชี้ว่า นายมาครง ผู้สมัครจากสายกลาง และนางเลอ แปน ผู้สมัครฝ่ายขวาจัด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกวันที่ 23 เมษายน ด้วยคะแนนเสียง 23.91% และ 21.42% ตามลำดับ และทั้งคู่จะไปพบกันในรอบสุดท้ายวันที่ 7 พฤษภาคม เงินยูโรทะยานขึ้นท่ามกลาง Relief Rally ระยะสั้น เนื่องจากตลาดคลายความวิกตที่ว่าฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดซึ่งมีจุดยืนต่อต้านยูโรโซนทั้งคู่อาจเข้าชิงกันเอง สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดมุ่งความสนใจไปที่การประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) รวมถึงแผนปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์

 
สำหรับปัจจัยในประเทศ ต้นสัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยยอดส่งออกและนำเข้าเดือนมีนาคม ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในอัตราสูงถึง 9.2% และ 19.3% ตามลำดับ สะท้อนแรงส่งของการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทั้งนี้ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความเห็นว่า ค่าเงินบาทควรปรับตัวตามกลไกตลาด แต่ทางการอาจจะเข้าดูแล หากเคลื่อนไหวผิดปกติรุนแรง อย่างไรก็ดี เงินบาทค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค ทำให้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง โดยธปท. เตือนผู้ประกอบการว่าควรมุ่งเน้นกำไรจากการดำเนินงานมากกว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์การเมือง และการดำเนินนโยบายของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ

Khun Dan_1

นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY และประธานกรรมการ บริษัท Hattha Kaksekar Limited (HKL) เปิดเผยว่า “กรุงศรีพร้อมให้การสนับสนุน HKLในการตอบสนองความต้องการทางการเงินของประชาชนในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจของกัมพูชาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

 

 
“การเพิ่มทุนในครั้งนี้จะสนับสนุนให้ HKL สามารถขยายธุรกิจด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน นอกจากนี้ การเพิ่มทุนในครั้งนี้ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรีที่มีต่อ HKL และ สนับสนุนให้ HKLก้าวสู่การเป็นสถาบันการเงินชั้นนำในระบบสถาบันการเงินของกัมพูชาด้วยสถานะธนาคารพาณิชย์ในอนาคต” นายแดน ฮาร์โซโน่ กล่าว

 

 

Hattha Kaksekar Limited (HKL) เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ที่สามารถระดมเงินฝากได้ (Microfinance Deposit Taking Institutions: MDI) ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารชาติแห่งกัมพูชา โดยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในกัมพูชาและมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ HKL นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งสินเชื่อ เงินฝาก เอทีเอ็ม โมบายแบงก์กิ้ง บัญชีเงินเดือน บริการโอนเงิน ติดตามหนี้สิน และประกันภัย เพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

คุณโศภชา02

 

นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เปิดเผยถึงผลการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 60 ว่า มีมติอนุมัติให้จ่ายปันผลเป็นเงินสดจากผลการดำเนินงานงวดปี 59 และหุ้นปันผล ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ โดยจ่ายเป็นเงินสดปันผลในอัตรา 0.04 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงิน 254.35 ล้านบาท และจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตรา 6 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นปันผล รวมมูลค่าไม่เกิน 265.16 ล้านบาท หรือคิดเป็นการจ่ายปันผลในอัตรา 0.0417 บาทต่อหุ้น ในกรณีที่ ผู้ถือหุ้นรายใดมีเศษของหุ้นเดิมหลังการจัดสรรหุ้นปันผลแล้ว ให้จ่ายปันผลเป็นเงินสดแทนการจ่ายเป็น หุ้นปันผลในอัตรา 0.0417 บาทต่อหุ้น และเมื่อรวมการจ่ายปันผลทั้งรูปเงินสดปันผลและหุ้นปันผล จะเท่ากับ 0.0817 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 519.51 ล้านบาท

 

 

ทั้งนี้จากการอนุมัติเพื่อจ่ายปันผลข้างต้น ผู้ถือหุ้นยังมีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,133.12 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.25 บาท เพื่อรองรับการปรับสิทธิครั้งที่ 2 สำหรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (GUNKUL-W) เป็นจำนวน 73.32 ล้านหุ้น และเพื่อรองรับการจ่ายหุ้นปันผลเป็นจำนวนหุ้น 1,059.80 ล้านหุ้น จึงยังผลให้บริษัทฯ จะมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อรองรับการปรับสิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิและการจ่ายหุ้นปันผล เป็นทุนจดทะเบียนใหม่เท่ากับ 1,982.96 ล้านบาท

 

 

นอกจากนี้ยังมีอนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มอีกในวงเงิน 3,000 ล้านบาท จากวงเงินเดิมไม่เกิน 6,000 ล้านบาท เป็นวงเงินใหม่ทั้งสิ้นไม่เกิน 9,000 ล้านบาท อายุไม่เกิน 7 ปี เพื่อชำระหนี้เดิมและเป็นการลดภาระต้นทุนทางการเงิน รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินกู้ระยะยาวสำหรับพัฒนาโครงการปัจจุบันและโครงการใหม่ รวมทั้งรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตของบริษัทฯ

 

 

ทั้งนี้ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลและหุ้นสามัญปันผล (Record Date) ในวันที่ 27 เม.ย. 60 และให้รวบรวมรายชื่อตาม ม.225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 28 เม.ย. 60 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือวันที่ 25 เม.ย. 60 และกำหนดจ่ายเงินปันผลและหุ้นสามัญปันผลภายในวันที่ 16 พ.ค. 60

 

 

“การที่บริษัทฯ จ่ายปันผลเป็นหุ้นและเงินสดให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่น ในผู้บริหารและธุรกิจของบริษัท รวมถึงผลประกอบการที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และขอให้เชื่อมั่นใน ทีมผู้บริหารว่าในทุกๆ ปีเราจะผลักดันธุรกิจในเครือ GUNKUL ให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพทุกส่วน ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงอยากให้ผู้ถือหุ้นเติบโตไปพร้อม ๆ กับบริษัทฯ เช่นกัน โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20-30% เป็นการเติบโตที่มาจากโครงการโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเต็มปี ทั้งพลังงานแดดและพลังงานลมรวม 175 เมกะวัตต์" นางสาวโศภชากล่าว

240417_Photo Gunkul ผถห.เทคะแนนเสียงรับปันผลเป็นเงินสด-หุ้น

คุณกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการ  พร้อมด้วย  คุณโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร  คุณสมบูรณ์  เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการบริษัท  และคณะกรรมการ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ถ่ายภาพร่วมกันในงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 60  โดยที่ประชุมมีมติรับปันผลเป็นหุ้นอัตราส่วน  6:1 คิดเป็นอัตราหุ้นปันผล 0.0417 บาทต่อหุ้น  และปันผลเป็นเงินสดหุ้นละ 0.04 บาท รวมจ่ายปันผลเป็นหุ้นและเงินสดเท่ากับ 0.1125 บาทต่อหุ้น  กำหนดวันรับเงิน 16 พ.ค.นี้  พร้อมอนุมัติ ให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มอีกในวงเงิน 3,000 ล้านบาท จากวงเงินเดิมไม่เกิน 6,000 ล้านบาท เป็นวงเงินใหม่ทั้งสิ้นไม่เกิน 9,000 ล้านบาท อายุไม่เกิน 7 ปี เพื่อชำระหนี้เดิมและเป็นการลดภาระต้นทุนทางการเงิน รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียน

คุณขวัญชัย COLOR

นายขวัญชัย ณัฏฐ์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ  บมจ. สาลี่ คัลเล่อร์ (COLOR)  เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นประจำปี 59 มีมติอนุมติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรของปี 59 และกำไรสะสมของบริษัทฯ ในอัตราหุ้นละ 0.035 บาท รวมเป็นเงิน 20.4 ล้านบาท โดยกำหนดให้วันที่ 3 พ.ค. 60 เป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) และรวบรวมรายชื่อตามมาตรา 255 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 4 พ.ค. 60 และกำหนดจ่ายเงินปันผลดังกล่าวในวันที่ 17พ.ค. 60

 

 

ขณะที่แผนการดำเนินงานในปี 60 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้เติบโต 18% จากปีก่อนหรือมากกว่า 1 พันล้านบาท เนื่องจากมีแผนขยายส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในประเทศเพิ่มเป็น 15% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 12% และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจส่งออกไปยัง ASEAN ออสเตรเลียและยุโรปเป็น 20% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13% นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีปริมาณคำสั่งซื้อค้างส่งจากปี 59 คิดเป็นประมาณการรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท

 

 

สำหรับความคืบหน้าการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าในกลุ่มฟิลเล่อร์ (Mineral Filler Masterbatches) อีก 15,000-20,000 ตัน ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องจักร โดยคาดว่าน่าจะเดินเครื่องทดสอบได้ปลายเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตมาสเตอร์แบตซ์โดยรวมเป็น 60,000 ตันต่อปี

 

 

“เรามุ่งเน้นการดำเนินนโยบาย ขยายและพัฒนาตลาดการใช้มาสเตอร์แบตซ์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบ ประสบการณ์ ความชำนาญของบุคลากรและแนวทางการบริหารธุรกิจที่ทันสมัย การวิจัยพัฒนาสินค้าใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนองค์กรควบคู่ไปกับประสิทธิภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ในการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน รองรับความต้องการในอุตสาหกรรมพลาสติก ตั้งแต่ระดับผู้ผลิตเม็ดพลาสติกไปจนกระทั่งผู้บริโภคทุกระดับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั่วทั้งภูมิภาค” นายขวัญชัย กล่าว

TMB Analytics เจาะพฤติกรรมตลาดการเงินในภาวะสงคราม

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินหากสถานการณ์การเมืองโลกบานปลายจนนำไปสู่ภาวะสงคราม ย่อมจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยในช่วงก่อนเกิดสงครามนักลงทุนมีแนวโน้มลดความเสี่ยงลง โดยลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และ เมื่อสงครามปะทุแล้วแม้จะยังไม่ได้ข้อยุติก็ตาม นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเพิ่มการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงแทน

 
สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้เลยตลอดระยะเวลาการลงทุน ก็คือ ความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) หรือความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้น นักลงทุนมักจะมีพฤติกรรมลดความเสี่ยงลง หรือปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) โดยหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ พันธบัตรรัฐบาล หรือ ค่าเงินเยน (ที่ตลาดมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย จากปัจจัย อาทิ อัตราดอกเบี้ยในญี่ปุ่นนั้นต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่งผลให้นักลงทุนกู้เงินเยน เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เมื่อเกิดความเสี่ยงขึ้น นักลงทุนก็พร้อมที่จะขายเงินสกลุอื่น และซื้อเงินเยนกลับคืน) และเมื่อนักลงทุนคลายความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวลง นักลงทุนก็พร้อมที่จะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) โดยไปถือสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น เพิ่มมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 1990-2014 ซึ่งประกอบด้วย ภาวะสงคราม อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991, สงครามอัฟกานิสถานในปี 2001 และวิกฤตการเงิน อาทิ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997, วิกฤตซับไพร์ม หรือวิกฤตแฮมเบอเกอร์ในปี 2008 ศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่านักลงทุนมีพฤติกรรมที่ต่างกันเมื่อเผชิญความเสี่ยงที่ต่างกัน เช่น เมื่อความเสี่ยงจากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนมีพฤติกรรมที่จะลดความเสี่ยงก่อน (Risk-Off) และนักลงทุนจะกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) หลังมีการเปิดฉากโจมตี ไปแล้ว 1 เดือน โดยหากพิจารณาจากดัชนีความกลัว หรือ VIX Index ซึ่งวัดความผันผวนของดัชนี S&P 500 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พบว่าดัชนีดังกล่าวจะค่อยๆ สูงขึ้นในช่วงก่อนเกิดสงคราม 3 เดือน และเริ่มลดลงหลังสงครามเริ่มไปแล้ว 1 เดือน ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมของนักลงทุนเมื่อเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนมีแนวโน้มเปิดรับความเสี่ยงในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และจะปิดรับความเสี่ยงทันที เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น นอกจากนี้ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้ ดัชนีความกลัวอยู่ในระดับสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไปอย่างน้อย 5 เดือน

 
อนึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น โดยอ้างอิงกับ SET Index และสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล โดยอ้างอิง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10ปี (UST10Y) และค่าเงินเยน พบว่า ก่อนสงครามปะทุผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น โดย ค่าเงินแข็งค่าขึ้น และบอนด์ยีลด์ลดต่ำลง (ราคาบอนด์สูงขึ้น) แต่เมื่อสงครามปะทุแล้ว พบว่า สินทรัพย์เสี่ยงกลับให้ผลตอบแทนมากขึ้น โดย หุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในขณะที่ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่า และ บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น (ราคาบอนด์ลดลง) แต่ทว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจกลับพบว่า ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงิน หรือ วิกฤตเศรษฐกิจ ราคาของสินทรัพย์เสี่ยงนั้นเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของหุ้นเป็นบวก และเมื่อเกิดวิกฤตการเงินขึ้น พบว่านักลงทุนปิดรับความเสี่ยง โดยหันมาถือ สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และบอนด์ยีลด์ลดต่ำลง (ราคาบอนด์เพิ่มขึ้น) โดยแรงซื้อบอนด์ยังได้รับแรงหนุนจาก การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่มักจะลดอัตราดอกเบี้ย หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น

 
ทั้งนี้ ผลกระทบของภัยสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์จะก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุน เหมือนกัน แต่ทว่าพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์กลับแตกต่างกัน ส่งผลให้การเตรียมรับมือต่อความเสี่ยง ทั้งภัยสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจนั้นแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นนักลงทุนไทย จึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการลงทุนที่เหมาะสมหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

 

 

*หมายเหตุ
สงครามที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991, สงครามอัฟกานิสถานในปี 2001, สงครามบุกอิรักในปี 2003 และ สงครามซีเรีย/โจมตีกลุ่ม IS ในปี 2014
วิกฤตเศรษฐกิจที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997, วิกฤตฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000, วิกฤตซับไพร์ม หรือวิกฤตแฮมเบอเกอร์ในปี 2008 และ วิกฤตหนี้ในยุโรป ในปี 2010
ช่วงเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 เดือน และ หลังเกิดเหตุการณ์ 6 เดือน

นพ. บุญ วนาสิน

 

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) เปิดเผยว่า จากที่บริษัทฯ ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อพิจารณา โดยอยู่ระหว่างการรออนุมัติไฟลิ่งและคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขในสัญญาดำเนินการโครงการใหม่ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2/60 โดยโครงการดังกล่าวอาจมีสาระสำคัญและอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ แต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยไว้ในเอกสารประกอบการเสนอขายหลักทรัพย์ ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องเตรียมเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการธุรกิจดังกล่าว ในแบบไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต.

 

 
“เราอยู่ระหว่างการเจรจาโครงการใหม่ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ แล้วจึงจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่สาธารณชน ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของนักลงทุน จึงส่งผลต่อช่วงเวลาที่คาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO และการเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องขยับไปประมาณไตรมาส 3-4 ของปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าอยู่ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าแผนลงทุนโครงการในอนาคตต่าง ๆ ตามที่เปิดเผยข้อมูลในแบบไฟลิ่งเพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” นพ.บุญ กล่าว

 

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 849.08 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 849.08 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและชำระแล้ว 764.08 ล้านบาท โดยหุ้น IPO ของ THG จะเสนอขายจำนวนไม่เกิน 85 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.01 ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

app-SCB-696x385

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คงประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 60 ที่ 3.3%YoY โดยเป็นการขยายตัวที่ทั่วถึงกว่าช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนการขยายตัวในปีนี้ของเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของระดับสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออกและเกษตรกรไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นหลังจากที่ซบเซามาเป็นเวบานาน อีกทั้งการฟื้นตัวในทั้งสองส่วนดังกล่าวจะเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญที่จะส่งผ่านไปยังการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนต่อไปในระยะข้างหน้า ขณะที่เศรษฐกิจในภาคบริการก็ยังคงขยายตัวได้ดีทั้งจากภาคการก่อสร้างที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยงที่ฟื้นตัวจากปัจจัยกดดันระยะสั้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

 

ขณะที่ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาอัตราการว่างงานปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ต่อกำลังแรงงานรวมซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปีก่อนหน้า โดยสภาวะดังกล่าวเป็นแรงฉุดต่อการบริโภคภาคเอกชนเพราะกำลังซื้อของแรงงานจะได้รับผลกระทบหากการว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีไอซีมองว่าความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก และกำลังการผลิตที่ยังคงมีเหลือพอในช่วงที่ความต้องการสินค้าเริ่มฟื้นตัว เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคเอกชนยังคงระมัดระวังในการขยายกำลังการผลิต แม้รายได้จะเริ่มปรับสูงขึ้นแล้วก็ตาม

 

 

อย่างไรก็ตามหากการฟื้นตัวสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องแนวโน้มการลงทุนและการจ้างงานจะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นได้ตามลำดับ แต่สำหรับแนวโน้มการฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศนั้นอาจมีการขยายตัวที่ไม่สูงนัก เนื่องจากการลงทุนบางส่วนมีแนวโน้มที่จะหันไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง ซึ่งมีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าและมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก

 

 

ทั้งนี้แม้พื้นฐานเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงมีอีกหลายประเด็นที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีความคืบหน้ามีโอกาสส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้หลังสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการสอบสวนข้อเท็จจริงด้านการค้ากับไทย นอกจากนี้การเมืองในยุโรปก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา หลังสหราชอาณาจักรตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป (Hard Brexit) ขณะที่ยังมีความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในประเทศสำคัญอื่นๆ ในยุโรปที่จะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป

 

 

ด้านความผันผวนในตลาดเงินยังคงมีสูงตามความคาดหวังของตลาดต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักมีความไม่แน่นอนประกอบกับแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่ตึงตัวมากขึ้นผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เร็วกว่าปีก่อนหน้า และยังมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มลดขนาดงบดุล (balance sheet) ในอนาคต ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินในระดับสูงได้ในลักษณะที่เคยเกิดขึ้นในปี 56 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจลดขนาดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (quantitative easing) อีไอซีมองว่าความเสี่ยงในด้านความผันผวนทางการเงินต่อไทยยังมีจำกัดจากเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีนี้จะไม่ได้ปรับเพิ่มตามแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ก็ตาม

K.Komsorn_P-1

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ชี้! จับตาความเสี่ยงจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส แนะนำลงทุนด้วยความระมัดระวัง แม้นาย Macron ที่มีนโยบายเป็นมิตรกับสหภาพยุโรป จะมีคะแนนนำ แต่ยังมีโอกาสที่จะพลิกล็อกได้ แนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวังและถือเงินสดบางส่วน

 

 

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกที่จัดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. และนำผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสองอันดับแรกไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันในการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 7 พ.ค. นี้ โพลล่าสุดชี้ว่านาย Emmauel Macron ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ ที่มีนโยบายที่ค่อนข้างเป็นบวกกับตลาดและเป็นมิตรกับสหภาพยุโรป ยังมีคะแนนนำและมีโอกาสสูงสุดที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ซึ่งเป็นบวกมากที่สุดต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของสหภาพยุโรป

 

 

ส่วนนาง Marine Le Pen ซึ่งชูนโยบายการเลิกใช้เงินสกุลยูโรเป็นนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจและประกาศจะจัดทำประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปหากชนะการเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งรอบที่ 2 แต่ ผลสำรวจความนิยมแบบ Head-to-head ในการเลือกตั้งในรอบที่ 2 ยังคงชี้ว่านาง Le Pen ยังมีคะแนนตามหลังผู้สมัครหลักรายอื่นๆ อยู่ค่อนข้างห่าง และจะน่าจะมีโอกาสน้อยที่จะชนะการเลือกตั้ง

 

 

ส่วนผู้สมัครอีกคนซึ่งสร้างความกังวลให้กับตลาดในช่วงหลังได้แก่ นาย Jean-Luc Melenchon ตัวแทนพรรคฝ่ายซ้ายจัด และมีนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลังของฝรั่งเศสในอนาคต โดยนาย Melechon มีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการโต้วาทีในช่วงปลายเดือน มี.ค.และมีโอกาสมากขึ้นที่จะผ่านเข้าไปในการเลือกตั้งรอบที่สอง ซึ่งตลาดมองเป็นความเสี่ยงว่าการเลือกตั้งรอบที่ 2 อาจเป็นการชิงตำแหน่งกันระหว่างนาง Marine Le Penซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด และนาย Melenchon ซึ่งเป็นซ้ายจัด ซึ่งเป็นผู้สมัครที่มีนโยบายแบบสุดโต่งทั้งคู่

 

 

เรายังคงมองว่านาย Macron มีโอกาสสูงสุดที่จะชนะการเลือกตั้งประธานธิบดี ซึ่งตลาดน่าจะตอบรับในเชิงบวก อย่างไรก็ดี โพลล่าสุดยังมีความใกล้เคียงกันและยังมีโอกาสที่จะพลิกล็อกได้ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงในช่วงหลัง เราจึงยังแนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวังและถือเงินสดบางส่วนเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

glandrt

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ พลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์ ประธานกรรมการ บริษัท จีแลนด์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด  ร่วมการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่าภายในโครงการเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และโครงการยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 60 ด้วยมูลค่า 4,997.69 ล้านบาท  โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GLANDRT

BAY

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 1/60  จำนวน 5.65 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแม้ว่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาลของการชำระคืนเงินให้สินเชื่อ โดยปัจจัยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/60 มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

mtls หุ้นกู้

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เมืองไทยลิสซิ่ง ( MTLS ) ผู้นำตลาดสินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซต์ และนาโนไฟแนนซ์ของเมืองไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/60 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานในปี 59 ในอัตรา 0.10บาท/หุ้น โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อ ปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 28 เม.ย. 60 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 โดยประกาศปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 2 พ.ค. 60 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พ.ค. 60

 

 

นอกจากนี้ ยังอนุมัติออกหุ้นกู้และเสนอขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจ และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยให้มีอายุของหุ้นกู้ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่างๆจะพิจารณาจากสภาวะตลาดและความจำเป็นในการใช้เงิน

 

 

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 60 นายชูชาติ กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 5 หมื่นล้านบาท เติบโต 50 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาจากช่องทางการขยายสาขา โดยในปีนี้ MTLS เตรียมเปิดเพิ่มอีก 600 สาขา เป็น 2,200 สาขา จากสิ้นธ.ค. 59 มีสาขา 1,600 สาขา

 

 

“สาขาใหม่ที่เตรียมเพิ่มในปีนี้จะเน้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เนื่องจากมองว่าตลาดยังสามารถเติบได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยผลักดันให้รายได้และกำไร ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และบริษัทฯตั้งเป้าคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไว้ที่ระดับ 1.50%”นายชูชาติกล่าว

 

 

อนึ่ง ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 59 มีรายได้รวม 4,471.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,913.05 ล้านบาท หรือ 74.76% เมื่อเทียบกับปี 58 และมีกำไรสุทธิ 1,464.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.47% เมื่อเทียบกับปี 58 มีกำไรสุทธิ 825 ล้านบาท

CSS_คุณสมพงษ์

นายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 60 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดครึ่งหลังปี 59 เป็นเงินสดเพิ่มอีกในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นจำนวน 118 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯได้จ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท รวมจ่ายเงินปันผลงวดปี 59 ในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น

 

 

โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อ ปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่  27 เม.ย. 60 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 ประกาศปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 28 เม.ย. 60 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 18 พ.ค. 60

 

 

"ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในรูปของเงินสดดังกล่าว เกิดจากการที่เราได้มุ่งมั่นและทุ่มเทในการดำเนินธุรกิจทำให้ผลการดำเนินงานเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอในอนาคต โดยธุรกิจเทรดดิ้งและธุรกิจโทรคมนาคมของบริษัทฯ ในปีนี้จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มทยอยเห็นความชัดเจนของการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้ปีนี้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  ทำให้บริษัทฯ ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย” นายสมพงษ์กล่าว

 

 

ทั้งนี้ จากการที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีทิศทางฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยได้รับปัจจัยหนุนมาจากการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งในส่วนของโครงการนำสายไฟลงใต้ดินและโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมไปถึงการลงทุนภาคเอกชนที่จะเห็นการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า และโครงการศูนย์การค้าต่างๆ ทำให้บริษัทฯ มีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติม และน่าจะผลักดันให้รายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าไม่ต่ำกว่า 5-5.2 พันล้านบาท  แบ่งเป็นการเติบโตที่มาจากธุรกิจเทรดดิ้งประมาณ 3.9 พันล้านบาท และธุรกิจติดตั้งเสาโทรคมนาคมประมาณ 1.3 พันล้านบาท

 

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ๆ จากภาครัฐอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟรางคู่ และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อต่อยอดงานในมือให้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีงานอยู่ในมือรวมทั้งสิ้น 1.6 พันล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจเทรดดิ้ง  900 ล้านบาท และธุรกิจติดตั้งเสาโทรคมนาคม 700 ล้านบาท

พีท แอลเชี่ยน

นายพีท ริมชลา กรรมการผู้จัดการ บมจ. แฮลเซี่ยน เทคโนโลยี่  (HTECH) ผู้ประกอบธุรกิจผลิต รับจ้างผลิต และจำหน่ายเครื่องมือตัดเฉือนโลหะรายใหญ่ในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน  เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 60 อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวดครึ่งปีหลังวันที่ 1 ก.ค. -31 ธ.ค. 59 เพิ่มอีกหุ้นละ 0.11 บาท โดยเป็นเงินปันผลจากกิจการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราหุ้นละ 0.11 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 33,000,037.40 บาท แต่เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว พ้นระยะเวลาที่บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

 

ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทฯ จึงเห็นควรให้แก้รายละเอียดการจ่ายเงินปันผลให้สอดคล้องกัน เพื่อเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ โดยยังจ่ายเงินปันผลคงเดิมในอัตราหุ้นละ 0.11 บาท แต่เป็นเงินปันผลจากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI  โดยบริษัทจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งในอัตราร้อยละ 10  สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิในการเครดิตภาษีเงินปันผลเพิ่มขึ้นในอัตราหุ้นละ 0.0275 บาท

 

 

ทั้งนี้ จะกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 พ.ค. 60 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล และขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อไม่มีสิทธิรับเงินปันผล) ในวันที่ 8 พ.ค. และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 พ.ค. 60 ตามเดิม

glandrt

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม เปิดเผยว่า หน่วยลงทุนของ GLANDRT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ ได้เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายนนี้ เป็นวันแรก  ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ และผู้มีอุปการคุณของกลุ่มบริษัท GLAND

 

 

ทั้งนี้ GLANDRT จะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่สำนักงาน พื้นที่ห้องประชุม พื้นที่จอดรถและพื้นที่ส่วนกลางสำหรับพื้นที่สำนักงาน และงานระบบที่เกี่ยวเนื่องของโครงการ ‘เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส’ เป็นระยะเวลา 30 ปี และลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่สำนักงาน พื้นที่จอดรถและพื้นที่ส่วนกลางสำหรับพื้นที่สำนักงาน และงานระบบที่เกี่ยวเนื่องของโครงการ ‘ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์’ (ส่วนอาคารสำนักงาน) เป็นระยะเวลาประมาณ 17 ปี 7 เดือน โดยอาคารสำนักงานทั้ง 2 แห่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เดอะ แกรนด์ พระราม 9 ที่บริษัทฯ เป็นผู้พัฒนาบนที่ดินประมาณ 73 ไร่ ติดหัวมุมถนนพระราม 9 ตัดถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดบนถนนรัชดาภิเษก

 

 

ทางด้านนางจรี วุฒิสันติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า  โครงการ ‘เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส’ และโครงการ ‘ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์’ เป็นอาคารสำนักงานที่มีความโดดเด่นและความทันสมัยบนถนนรัชดาภิเษก มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จึงมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีเมื่อเทียบกับอาคารสำนักงานเกรดเดียวกันในทำเลใกล้เคียง ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของ GLANDRT ที่จะเข้าลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่าทั้ง 2 แห่ง ที่มีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากอยู่ในย่าน New CBD หรือศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ต่อจากย่านสุขุมวิท สีลมและสาทร ซึ่งจะเป็นทำเลความมั่งคั่งแห่งอนาคตของกรุงเทพฯ โดยอยู่ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า แกรนด์ พระราม 9 สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และจุดขึ้น-ลงทางด่วน สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งแวดล้อมด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ แหล่งช็อปปิ้งและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ บมจ.แกรนด์ คาแนล แลนด์ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโครงการเดอะแกรนด์ พระราม 9 อาทิ อาคารสำนักงาน จี ทาวเวอร์ โครงการ The Super Tower ศูนย์การประชุม และ Arcade โดยโครงการ The Super Tower สูง 125 ชั้น ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดของประเทศไทยและเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

 

 

ด้านนายเจตรมงคล บุญดีเจริญ กรรมการ บริษัท จีแลนด์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้เสนอขายหน่วยทรัสต์ ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการกองทรัสต์ กล่าวว่า อาคารสำนักงานให้เช่าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อ เนื่อง จากปัจจัยมีอุปทานเหลืออยู่น้อยสวนทางกับความต้องการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้  อัตราค่าเช่าพื้นที่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ทุกปี โดยเฉพาะในทำเลย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ เช่น รัชดา-พระราม9 ซึ่งเป็นบริเวณที่บริษัทฯ ต่างๆ ให้ความสนใจเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานระดับเกรดเอ ส่งผลให้ราคาค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 9% ใน 3-5 ปีข้างหน้า

 

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ จึงมั่นใจในศักยภาพของทรัพย์สินที่ GLANDRT เข้าลงทุน โดยโครงการ ‘เดอะไนน์  ทาวเวอร์ส’ เป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าเกรด B+ ถึง A มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 62,950 ตารางเมตร ซึ่งโครงการนี้ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเป็นอย่างดี โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีอัตราการเช่าพื้นที่สำนักงานอยู่ที่ 95% เช่นเดียวกับโครงการ ‘ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์’ ที่เป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าเกรด A    มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 18,527 ตารางเมตร โดย ณ วันที่ 31 ธ.ค.59  มี Unilever ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นผู้เช่าพื้นที่เต็ม 100% ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่ดีมาก

twpc

นายโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. ไทยวา (TWPC)  ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง  และผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นสดและวุ้นเส้นแห้งในประเทศไทย    เปิดเผยถึงที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติจ่ายปันผลสำหรับงวดผลประกอบการปี 59 เป็นเงินสด ในอัตรา 0.21 บาท/หุ้น  ในวันที่ 19 พ.ค. 60  โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมายที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 27 เมษายน 2560 และระบุวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record date) ในวันที่ 2 พ.ค. 60

 

 

ทั้งนี้ บริษัทฯได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา  0.09 บาท/หุ้น ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 58 รวมทั้งสิ้นบริษัทฯ จ่ายเงินปันผลงวดปี 59 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น

 

 

ขณะที่ผลประกอบการในปี  59 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 6,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน ซึ่งสามารถทำสถิติใหม่นับตั้งแต่มีการจัดตั้งบริษัทฯ สอดคล้องกับอัตราจ่ายปันผลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

 

 

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 60 บริษัทฯ วางเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจในภูมิภาคโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องและยังมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์  สามารถตอบโจทย์ความต้องการวัตถุดิบของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี  ขณะเดียวกันแนวโน้มอุตสาหกรรมในประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ TWPC ในระยะยาวยังคงมีความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์กลุ่มแป้งมันสำปะหลังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

 

"นอกจากนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นสร้างสรรผลิตภัณฑ์กลุ่มแป้งมันสำปะหลังให้ได้เป็นมาตรฐานสำหรับการบริโภค (food grade) เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าได้รับผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพและมีประโยชน์ โดยบริษัทฯ วางงบลงทุนในอีก 3 ปีข้างหน้า (60-63 )ไว้ประมาณ 1,000 - 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายฐานกำลังการผลิต และขยายฐานรายได้ อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ High Value-Added เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตในระยะยาว พร้อมกันนี้วางเป้าหมายผลการดำเนินงานใน 5 ปีข้างหน้า จะสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา"  นายโฮ เรน ฮวา กล่าว

1 2 3 117