ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 112

dna

นายสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ดี เอ็น เอ 2002 จำกัด บริษัทแม่ของ บจก. ดี เอ็น เอ รีเทลลิงก์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ร้าน KingKongPhone ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดีหลังจากที่เปิดมาได้เพียงปีเศษ  ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายสมาร์ทโฟนตลอดปี 59 ด้วยยอดมูลค่ารวมกว่า 254 ล้านบาท   ปัจจุบัน ทางร้านให้บริการและจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมทั่วประเทศไทยจำนวน 36 สาขา  โดยมีแผนที่จะขยายสาขาใหม่ภายในปีนี้ให้ถึง 100 สาขา รวมทั้งได้ตั้งเป้ายอดขายทั้งหมดของปีนี้ที่มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับร้าน KingKongPhone เปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้าทั่วไป คือ เทสโก้  โลตัส, บิ๊กซี และโรบินสัน นอกจากนี้ เรากำลังมีแผนร่วมขยายการบริการกับ ทรู ช็อป เร็วๆ นี้ เพื่อร่วมมอบประโยชน์สูงสุดด้วยการบริการแบบทั่วถึงและประทับใจแก่ลูกค้า ทั้งนี้ โครงการ “คิงคองแคร์” เป็นเจตนารมณ์ที่เราต้องการตอบแทนลูกค้าและสร้างจุดยืนของแบรนด์ด้วยการมอบความคุ้มครองลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ของ 2 แบรนด์ดังมาตรฐานคุณภาพระดับโลก  ได้แก่  vivo และ OPPO สมาร์ทโฟนที่มีวิวัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง  ทั้งด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน การบริการ รวมทั้งความทันสมัยซึ่งกำลังได้รับความนิยมและสามารถครองตลาดในเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว นับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ *KingKongPhone ที่มาพร้อมกับกิจกรรมที่มอบประโยชน์สูงสุดและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการกับเรา รวมทั้งกิจกรรมคืนกำไรไห้กับลูกค้าที่จะจัดให้มีขึ้นตลอดทั้งปีนี้”

 

 

ความคุ้มครองฟรี “คิงคองแคร์” ได้เริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ - ก.พ. 61 โดย ทูน ประกันภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัยได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลการคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟน ที่เกิดจากอุบัติเหตุ อาทิ หน้าจอแตก ตกน้ำ หรือเจ้าของเครื่องเกิดอาการบาดเจ็บเนื่องจากการลัดวงจร หรือเครื่องระเบิด  โดยลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองเป็นเวลา 90 วัน (นับจากวันที่ซื้อ) เมื่อเกิดเหตุสามารถแจ้งความเสียหายของเครื่องหรือกรณีบาดเจ็บ ได้ที่หมายเลข 02 769 9800 ในเวลาทำการ (08.00 - 21.00 น.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน และลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะเครื่องได้ที่เว็บไซต์ของ vivo และ OPPO หรือ KingKongPhone ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน

 

 

*“KingKongPhone” บริหารงาน โดย คุณนิพนธ์ รักศรีอักษร ซีอีโอ บจก. ดี เอ็น เอ รีเทลลิงก์ ภายใต้บริษัทแม่คือ บมจ. ดี เอ็น เอ 2002 จำกัด ปัจจุบัน KingKongPhone เปิดให้บริการทั้งหมด 36 สาขาทั่วไทย และมีแผนที่จะขยายสาขาให้ครบ 100 สาขาทั่วไทยภายในปี 2560 ด้วยเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 100 ล้านบาท   ภายในร้านมีแบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังจำหน่ายมากมาย อาทิ vivo, OPPO, Samsung, Huawei และ ASUS พร้อมกับบริการด้านอุปกรณ์เสริมอื่นๆ  รวมถึงการจำหน่ายซิมการ์ด และการบริการหลังการขายด้วยพนักงานที่เชี่ยวชาญและเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว

jmt

นายปิยะ พงษ์อัชฌา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพระดับแนวหน้าของประเทศ ประกาศข่าวดี บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงนามซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) มูลค่า 6,547 ล้านบาท นับเป็นหนี้ก้อนใหญ่และมีคุณภาพดี เป็นหนี้ค้างชำระ 6 เดือนขึ้นไป

 

 

ภายหลังซื้อหนี้ด้อยคุณภาพในครั้งนี้ ทางสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มีข้อตกลงล่วงหน้าจะทยอยส่งมอบบัญชีหนี้ด้อยคุณภาพให้ JMT ต่อเนื่องอีก ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนรายได้ของ JMT ปีนี้ ให้มั่นคงแข็งแกร่ง

 

 

ด้านภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบว่าหนี้ที่ถูกตัดขายออกมามีคุณภาพมากขึ้น นับเป็นโอกาสของ JMT ในการเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารเพิ่ม ตั้งเป้างบปี 60 ไว้ที่ 1,560 ล้านบาท รองรับการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารเพิ่มอีก 3 – 5 หมื่นล้านบาท จากปี 59 ที่รับซื้อหนี้เสียเพียง 20,000 ล้านบาท และทำให้สิ้นปี 59 มีพอร์ตบริหารหนี้แตะ 1.1 แสนล้านบาท มั่นใจผลประกอบการทั้งรายได้และกำไร จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้อย่างแน่นอน วางเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 30% จากปีก่อน

 

 

“มองว่าหนี้ NPL ในระบบถูกสะสมมาเรื่อยๆ จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่เร่งปล่อยสินเชื่อในไตรมาส 3 – 4 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มดันหนี้เสียในระบบแตกออกมาในไตรมาส 2 ปีนี้เป็นต้นไป เราจึงตั้งเป้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารในปีนี้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท หรืออาจซื้อได้มากถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงจากปี 59 JMT ตั้งเป้าซื้อหนี้เพียง 2 หมื่นล้านบาท” นายปิยะกล่าว

 

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุก่อนหน้านี้ว่า ภาพรวมหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งระบบสถาบันการเงินมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4/59 อยู่ที่ 2.82% คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ NPL ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% และจะเห็นเอ็นพีแอลขึ้นระดับสูงสุดในไตรมาส 3/60 ที่ระดับ 3.01% ด้วยมูลค่าเอ็นพีแอลรวม 4.3 แสนล้านบาท จากไตรมาส 3/59 อยู่ที่ 3.9 แสนล้านบาท ภายใต้สมมุติฐานว่า เศรษฐกิจต้องขยายตัวต่อเนื่อง ถึงจะสามารถประคองไม่ให้สถานการณ์เอ็นพีแอลทั้งระบบทรุดตัวลง แต่หากภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นก็มีโอกาสที่เอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นจากสมมุติฐานได้

 

 

หากพิจารณาแนวโน้มการตัดขายหนี้เสียของสถาบันการเงินให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ต่าง ๆ เชื่อว่า ปีนี้สถานการณ์การขายหนี้เสียไม่น่าจะต่ำกว่าปี 59 ซึ่งธนาคารพาณิชย์นำหนี้เสียออกมาประมูลขายในตลาดราว 5 หมื่นล้านบาท เพราะธนาคารพาณิชย์ยังต้องบริหารหนี้ในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าที่ คาดว่าจะนำหนี้ออกมาประมูลขายใกล้เคียงกับปีก่อนที่ราว 5 หมื่นล้านบาท

demco

นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. เด็มโก้ (DEMCO) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 60 ว่า บริษัทฯยังเดินหน้าเข้าร่วมประมูลงานโครงการของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เตรียมเข้าประมูลงานติดตั้งสายส่งและสายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จากมูลค่าของโครงการทั้งหมด ซึ่งจะทยอยออกภายในระยะเวลา 5 ปี (60-64) ไม่น้อยกว่า 50,000 – 60,000 ล้านบาท และงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ทั้งงานก่อสร้างระบบสายส่ง และสถานีไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งมีมูลค่าโครงการราว 7,000-8,000 ล้านบาท

 

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมเข้าร่วมประมูลงานสายไฟฟ้าใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 48,000 ล้านบาท และของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 11,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 4,150 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ 80 – 90% ส่วนที่เหลือรับรู้รายได้ในปี 61

 

 

“แนวโน้มการทำงานปี 60 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา  เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากงานของภาครัฐที่มีการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง  ส่วนผลการดำเนินงานน่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยบริษัทคาดว่างานปรับปรุงฐานรากกังหันลมที่ห้วยบงส่วนที่เหลือ 26 ฐาน  จะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 2 – 3 ของปีนี้ สามารถกลับมาเดินเครื่องเป็นปกติทั้ง 100 % ในปีนี้ค่อนข้างแน่นอน” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

 

 

สำหรับโครงสร้างรายได้ของ DEMCO แบ่งเป็น รายได้จากการรับเหมางานระบบวิศวกรรมไฟฟ้า สายส่งและสายไฟฟ้าประมาณ 85-90% ส่วนที่เหลือราว 10-15% เป็นรายได้ที่มาจากการลงทุนพลังงานทดแทน ซึ่งโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯเข้าลงทุนมีการจ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 38.4 เมกะวัตต์ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรปีละประมาณ 180 - 200 ล้านบาท

 

 

ทั้งนี้ในส่วนของแผนลงทุนในต่างประเทศ งานสัมปทานการก่อสร้างระบบน้ำประปา และจำหน่ายน้ำประปา ในเมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เฟสแรก คาดว่าจะสามารถผลิตน้ำพร้อมจำหน่ายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2560  นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานติดตั้งสถานีไฟฟ้าในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าในเมียนมาร์มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 60 ตามแผน

sappe

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็ปเป้  (SAPPE) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายผลการดำเนินงานเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งแนวทางการทำตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทฯ ยังคงเน้นรุกขยายตลาดในโซนเอเชียเป็นหลัก เพื่อผลักดันการเติบโต โดยจะมาจากประเทศจีนและอินโดนีเซีย ที่เป็นตลาดหลักในการสร้างรายได้ให้แก่ SAPPE และยังมีศักยภาพการเติบโตและผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นในปีนี้

 

 

ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศปีนี้คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัว โดยคาดการณ์จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 4-5% ซึ่งแนวทางการทำตลาดของ SAPPE นั้น จะชูกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายมากกว่าการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

 

 

ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี บริษัทฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว 7 รายการ ได้แก่ เลโม เพลย์ น้ำมะนาววิตามินซีสูง สูตรเวอร์จิ้น เลมอนเนด และพิ้งค์ เลมอนเนด ที่มีการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภค เครื่องดื่มเซ็ปเป้ อโลเวร่า ดริ้งค์ กลิ่นแอปเปิ้ล สูตรน้ำตาลน้อย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับกระแสสุขภาพ กุมิ กุมิ บาย โมกุ โมกุ  รสเมลอนญี่ปุ่นและลิ้นจี่จักรพรรดิ 2 รสชาติใหม่ และเซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ สูตรแอคทีฟ ฟอร์ซ และสูตรรีแล็กซิ่ง คาล์ม ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมิติความสวยของผู้หญิง เพื่อตอบรับกับแคมเปญฉลอง 10 ปี ที่ว่า เพราะความสวย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพื่อกระตุ้นยอดขายในฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูกาลขายสินค้าอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าจากแนวทางดังกล่าวจะช่วยผลักดันยอดขายจากตลาดในประเทศ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนการขายอยู่ที่ 35% ของยอดขายรวมทั้งหมด

 

 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Umbrella Brand โมกุ โมกุ เพื่อทำตลาดผ่านช่องทางการขายกลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อย (Traditional Trade) โดยช่วงแรกจะทดลองรุกตลาดส่งออกในบางประเทศ ซึ่งหากได้รับการตอบรับที่ดีจะเดินหน้าขยายตลาดในประเทศอื่น ๆ ต่อไป เพื่อรองรับการเพิ่มยอดขายสินค้าในต่างประเทศ

 

 

“เราประเมินว่าจะทำยอดขายจากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกรายย่อยในจีนและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของเรา โดยเฉพาะในจีนที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและมีศักยภาพสูง จะมุ่งเน้นลงทุนด้านการขายและกิจกรรมการตลาดมากขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายร่วมกันขยายช่องทางการขายในประเทศจีน โดยคาดว่าตลาดในประเทศจีนจะเติบโตได้ 20% ส่วนอินโดนีเซียจะเติบโต 6% ซึ่งจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานที่วางไว้” นางสาวปิยจิต กล่าว

 

จรัสภล รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงาน QSR บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

นายจรัสภล รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงาน QSR บมจ. ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ (SORKON) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ที่บริษัทฯ จะเน้นรุกกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนให้มากขึ้น เพื่อผลักดันการเติบโตหลังจากบรรยากาศภาพรวมเศรษฐกิจของไทยดีขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น รวมถึงยังมีการรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่นิยมสั่งซื้อสินค้าไปรับประทานที่บ้านมากขึ้น

 

 

ขณะที่บริษัทฯ มีแผนเปิดร้านแซ่บคลาสสิก เดลิเวอรี่ เพิ่มเติมในปีนี้อีก 5 สาขา ใช้เงินลงทุนสาขาละ 2 ล้านบาท และขึ้นระบบCall Center สั่งอาหารเบอร์เดียว 02-082-8000 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสั่งให้ลูกค้า โดยจะเลือกทำเลที่เน้นขยายพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ ทำเลย่านสุขุมวิทและย่านฝั่งธน จากปัจจุบันที่มี 15 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น สาขาบางพลี อารีย์ Maxvalu หลักสี่ โซโห เอ็มควอเทียร์ ทาวน์อินทาวน์ เป็นต้น  ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างมาก

 

 

สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้น จะมีทั้งที่บริษัทฯ ลงทุนเองและเปิดขายแฟรนไชส์ให้แก่ผู้ที่สนใจ พร้อมกันนี้ มีแผนเพิ่มเมนูอาหารที่จัดเป็นเซ็ตเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริการแก่ลูกค้า จากเดิมที่มีเมนูกลุ่มส้มตำ อาหารจานเดียวและของทานเล่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเพิ่มยอดสั่งซื้ออาหารต่อครั้งต่อบิลจากปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อครั้งต่อบิล และผลักดันยอดขาย แซ่บคลาสสิก เดลิเวอรี่ เป็น 160 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ คิดเป็นสัดส่วน 80% จากธุรกิจ QSR ทั้งหมด

 

 

“ในปีนี้ จะเห็นการรุกขยายร้านแซ่บคลาสสิก เดลิเวอรี่จากกลุ่มธุรกิจ QSR ของ ส.ขอนแก่น ที่จะเป็นหนึ่งในหัวหอกที่สร้างรายได้ให้เราในปีนี้ โดยคาดว่าจากเป้าหมายรายได้ปีนี้ จะมาจากสาขาที่บริษัทฯ เป็นผู้ลงทุนเอง 80% และอีก 20% มาจากร้านแฟรนไชส์” นายจรัสภล กล่าว

คุณพงษ์พันธ์1

นายพงษ์พันธ์ สัมภวคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ (APX)  ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 30 ปี เปิดเผยถึงแผนการงานในปี 60 ว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯจะดำเนินการต่อเนื่องจากปี 59 ที่ผ่านมา ตามนโยบาย คือ มุ่งเน้นพัฒนาอสังหาฯที่เกาะติดกับความเจริญรุ่งเรืองของธุรกิจการท่องเที่ยว ให้ผลตอบแทนที่ดีให้กับริษัทฯ และให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอใหกับผู้ซื้อโครงการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

สำหรับโครงการพัฒนาตามแผนดำเนินงานในปี 60 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ APX  ต่อเนื่องจากปี 59 มีดังนี้

 

1.โครงการ Mövenpick Resort &Residences  ตั้งอยู่ริมหาดนาจอมเทียน พัทยา ประกอบด้วยอาคารชุดประเภท โรงแรมสูง 34 ชั้น  264 ห้องพัก อาคารชุดพักอาศัย สูง 37 ชั้น 196 ห้องชุด และ Pool Villas 34 หลัง ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี 2559 ปัจจุบัน บริษัทฯได้ขายอาคาร โรงแรม ให้แก่ผู้ลงทุนโรงแรม และคงเหลือห้องชุดในอาคาร Mövenpick Residenes และ Pool Villas บางส่วนคิด เพื่อการขาย และโอนกรรมสิทธิ์ในปี 60 นี้ โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ได้รับรางวัล Best Luxury Condo in Eastern Seaboard จากรางวัล Thailand Property Award 2015 เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของคุณภาพโครงการของเรา

 

2.โครงการ Sheraton Phuket Grand Bay Resort  ตั้งอยู่บนเนินเขา ติดชายทะเล 650 เมตร ที่อ่าวปอ ภูเก็ต ที่ดินโครงการประมาณ 70 ไร่ ประกอบด้วย โรงแรม Sheraton Phuket จำนวน 183 ห้องพัก มูลค่าโครงการประมาณ 2.19 พันล้านบาทและ Grand Bay Residences เป็น Pool Villas 80 หลัง จำนวน 150 ห้องพัก มูลค่าโครงการประมาณ 2.0 พันล้านบาท กำหนดงานก่อสร้าง และตกแต่งในส่วนของ Residences แล้วเสร็จให้โอน และรับรู้รายได้ประมาณปลายปี 62 และโรงแรม Sheraton Phuket กำหนดงานก่อสร้าง ตกแต่งแล้วเสร็จ เปิดให้บริการประมาณกลางปี 63 รวมมูลค่าโครงการประมาณ 4.2 พันล้านบาท โครงการนี้ใน Phase แรกเราเปิดขายไปได้มากแล้ว หากสนใจซื้อหรือดูห้องตัวอย่างติดต่อฝ่ายขายได้ที่เบอร์

 

3.โครงการ Four Points by Sheraton and Vantage Point Residences ตั้งอยู่ริมชายหาดจอมเทียน พัทยา ที่ดินโครงการประมาณ 10.5 ไร่ ซึ่งบริษัทไปซื้อโรงแรมเก่าชื่อ Sigma Resort สูง 15 ชั้น บริษัทเริ่มแผนพัฒนาโดยการปรับปรุง และตกแต่งอาคารโรงแรม และจะดำเนินการเปลี่ยนชื่อ และการบริหารโรงแรมโดยเชน Four Points by Sheraton  ซึ่งเหมาะสมกับนักท่องเที่ยวที่นิยมเข้าพักในบริเวณดังกล่าว มีจำนวนห้องพัก 307 ห้องพัก มูลค่าโครงการเมื่อตกแต่งแล้วเสร็จ ประมาณ 1.98 พันล้านบาท กำหนดการตกแต่งแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ประมาณปลายปี 61 มีส่วนที่ว่างคงเหลืออีก 4 ไร่ บริษัทฯจะพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัยชื่อ Vantage Point  มีจำนวนห้องชุด 338 ห้องชุด เพื่อการขาย มูลค่าโครงการประมาณ 1.85 พันล้านบาท กำหนดงานก่อสร้างตกแต่งแล้วเสร็จ ประมาณปลายปี 63 รวมมูลค่าโครงการประมาณ 3.83 พันล้านบาท โปรเจ็คนี้โชคดีที่ซื้อมาจากกระบวนการฟื้นฟูในราคาไม่แพง

 

และ 4.โครงการ Hyatt Centric Phuket Resort & Residences ตั้งอยู่ริมหาดไม้ขาว ภูเก็ต บนเนื้อที่ดิน 14 ไร่ เป็นที่ดินแปลงใหม่ล่าสุดที่บริษัทเพิ่งจะประมูลซื้อได้มาจากกรมบังคับคดี มีหน้ากว้าง 195 เมตรติดชายทะเลสวยงามมาก บริษัทฯจะพัฒนาเป็นโรงแรม Hyatt Centric มีจำนวนห้องพัก 170 ห้องพัก มูลค่าโครงการประมาณ 1.44 พันล้านบาท และส่วน Hyatt Residences มีจำนวนห้องชุด 106 ห้องชุดเพื่อการขาย มูลค่าโครงการประมาณ 1.4 พันล้านบาท กำหนดงานก่อสร้าง และตกแต่งแล้วเสร็จประมาณกลางปี 63 รวมมูลค่าโครงการประมาณ 2.85 พันล้านบาท

 

“จากประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 30 ปี ผมเชื่อมั่นว่าธุรกิจของเอเพ็กซ์ฯ จะสามารถสร้างผลกำไรที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างแน่นอน โดยดำเนินโครงการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการค้นหาโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นที่น่าสนใจและเจราจากับพันธมิตรทางธุรกิจหลายฝ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง” นายพงษ์พันธ์กล่าว

 

พร้อมกันนี้ด้วยจุดแข็งของบริษัท ที่สามารถเลือกซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่มีศักยภาพ ในราคาเหมาะสมทั้งจากกระบวนการบังคับคดี และ ทั่วๆไป เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงเป็นโรงแรม และเรสซิเด้นซ์ พร้อมกับดึงเชนโรงแรมชื่อดัง เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ สร้างรายได้ที่ดีให้ลูกค้าที่เข้าลงทุน ทำให้ได้รับผลตอบแทนทั้งในระยะสั้น และระยะยาวที่มั่นคง

คุณเกศรา มัญชุศรี-1

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเตรียมพร้อมในการลดระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์เป็น T+2 หลังหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน กำหนดวันเริ่มใช้ T+2 ตั้งแต่ 2 มี.ค.61

 
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับรอบระยะเวลางานชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกับนานาประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้แก่ตลาดทุนไทย โดยได้เตรียมความพร้อมในการปรับลดระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้สามารถดำเนินการได้ใน 2 วันทำการ (T+2) จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 วันทำการ (T+3) โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ทั้งสำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งบริษัทหลักทรัพย์ คัสโตเดียน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้หารือและได้ข้อสรุปร่วมกันในการกำหนดวันสำหรับการปรับลดระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ในวันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันแรกที่การซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้รอบระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบเป็น T+2

 

 

“ขณะนี้ มีความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมรองรับ T+2 แล้ว โดยได้เริ่มพัฒนาระบบไปพร้อมกับกระบวนการปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ร่วมตลาดทั้งงานพัฒนาระบบและการทดสอบระบบ จนเกิดความมั่นใจในทุกกระบวนการ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า T+2 จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และช่วยให้ผู้ลงทุนบริหารพอร์ตการลงทุนระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น” นางเกศรากล่าว

slide8

 

นายภิมุข สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมีนโยบายเน้นกลยุทธ์รุกตลาดเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น โดยเปิดตัว "SUSCO Smart Member" โดยมีความโดดเด่นคือ สมัครง่าย ไม่ต้องพกบัตร ซึ่งสมาชิกสามารถสะสมคะแนนง่ายๆ เพียงแจ้งเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถใช้บริการและสะสมแต้มได้ทันที เพื่อนำมาเป็นส่วนลดในการเติมน้ำมัน และแลกของรางวัลพิเศษมากมาย

 

 

ทางด้านนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ ได้กล่าวว่าจากการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีผู้สมัครใช้บริการแล้ว 1 แสนราย และภายในปีนี้ตั้งเป้าจะมีสมาชิกเพิ่มเป็น 1 ล้านราย ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ โดยมียอดขายรวม 1,077 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากปี 58 ถึงร้อยละ 14 ปัจจัยหลักมาจากการบริหารอย่างมืออาชีพ และมุ่งขยายธุรกิจในเชิงรุก

 

 

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีสถานีน้ำมันทั้งหมดจำนวน 230 สถานี โดยตั้งเป้าจะมีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเป็น 250 สถานี ในปีนี้ และเพิ่มเป็นมากกว่า 300 สถานี ภายในปี 62 ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีการเปิดประมาณ 20 - 30 สถานีต่อปี โดยเป้าหมายในการขยายสถานีบริการน้ำมัน ซัสโก้ จะเน้นเพิ่มสถานที่ในแหล่งท่องเที่ยว และชุมชนในต่างจังหวัดเป็นหลัก

 

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนผลักดันธุรกิจค้าปลีก โดยการเปิดพื้นที่ให้เช่าเพิ่ม ทั้งในสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม และที่เปิดใหม่ ขณะที่มีพันธมิตรที่มีศักยภาพสูงหลายราย อาทิ LAWSON108 , Family Mart , กาแฟชาวดอย เป็นต้น คาดว่าภายในปี 62 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ในส่วนค่าเช่าจากร้านค้าปลีกเป็น 2 เท่า สำหรับแผนงานในปีนี้บริษัทจะเพิ่มยอดขายน้ำมันเติบโต 8 - 10% หรือจำนวนกว่า 1,200 ล้านลิตร โดยจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

 

ทั้งนี้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในปีนี้ เชื่อว่าการแข่งขันจะกลับมาดุเดือดอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 50 - 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลมห้ผู้ค้ารายเล็ก - รายใหญ่ ต่างจัดแคมเปญเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงเพิ่มธุรกิจเสริมในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อรองรับความต้องการที่หลาหลาย ในส่วนของบริษัทก็ได้เปิดตัว "ซัสโก้ สมาร์ท เมมเบอร์" จะช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ อีกทั้งมั่นใจว่าจะส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง นายชัยฤทธิ์ กล่าว

คุณเกศรา มัญชุศรี-2

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ Thailand 4.0 ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนโดยการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการ ทั้งผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ตามแผนกลยุทธ์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งในปีนี้มุ่งเน้นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยนวัตกรรม แก่คณาจารย์กว่า 700 คนจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สะท้อนวิสัยทัศน์ "To Make the Capital Market "Work" for Everyone" ที่มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน สร้างรากฐานการเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งตลาดทุน เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ

 
โครงการ “Innovative Startup @ University” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยในเครือข่ายที่มีความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสถาบันการศึกษาแห่งการเรียนรู้เรื่องนวัตกรรมและการทำธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น โดยการส่งเสริมให้คณาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนวิชาเกี่ยวข้องกับการสร้างผู้ประกอบการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี มีความรู้ความเข้าใจ และนำความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร และรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อสร้างระบบความคิดแบบผู้ประกอบการ ให้แก่นิสิตนักศึกษาต่อไป

 
การอบรมตามโครงการ “Innovative Startup @ University” ในปี 2560 มีกำหนดจัดขึ้น 4 ครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค โดยครั้งแรกจัดขึ้นในวันที่ 25–26 มี.ค. 60 เวลา 09.00–16.00 น. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคุณไผท ผดุงถิ่น กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด และ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม www.set.or.th

Pearl_Bangkok

พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) เตรียมย้ายสู่บ้านหลังใหม่ (Pearl Bangkok) หรือ "อาคารไข่มุกแห่งกรุงเทพ" เป็นสำนักงานใหญ่สุดหรู ที่จะเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดในปี 2017 เพราะจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพ ด้วยความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมของอาคารทรงวงรี ที่เป็นอัตลักษณ์แปลกใหม่ สะดุดตา พร้อมเทคโนโลยีและระบบต่างๆภายในอาคารที่ทันสมัยที่สุด แห่งหนึ่งในทศวรรษนี้ เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการศูนย์รวม ของบริษัทฯ จากปัจจุบันที่กระจายอยู่ตามอาคารสำนักงานต่างๆ

 

 

ด้วยรูปร่างที่โดดเด่นแปลกตาของ “เพิร์ล แบงก์ค็อก” บนถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นอาคารทรงวงรี รูปไข่มุกแห่งแรกของเมืองไทย ที่ล้อมด้วยกระจกโค้งทั้งอาคาร และใช้เส้นสายโค้งวนรอบอาคาร มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยตัวตึกไข่มุก แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือพื้นที่ “Pearl Dome” ด้านหน้าอาคาร ซึ่งออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ด้วยโครงสร้างเหล็กปราศจากเสาภายใน ใช้สำหรับจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ และพื้นที่ส่วนที่สอง ได้แก่ " Pearl Tower" เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าสูง 25 ชั้น ที่ออกแบบให้เป็นอาคารสำนักงานเกรด A ตามมาตรฐาน LEED อาคารเขียว (Green Building) ระดับ Gold ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสรรพด้วยคุณค่าในด้านความงามและประโยชน์ใช้สอยสูงสุด แก่ผู้ใช้บริการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

 

 

“เพิร์ล แบงก์ค็อก” หรือ ตึกไข่มุก นี้ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไข่มุก...อัญมณีสวยหรูและทรงคุณค่า โดยพื้นที่ “Pearl Dome” ด้านหน้า ได้แนวคิดมาจาก “หอยมุกมา-เบ” (Mabe) ซึ่งเป็นหอยมุกซีก ที่มีลักษณะทรงกลมครึ่งซีก เนื่องจากเม็ดไข่มุกเติบโตอยู่กับเปลือกหอยมุก หรือที่คน ไทยเรียกว่ามุกกัลปังหา ซึ่งเป็นมุกที่มี ชื่อเสียงจากจังหวัดภูเก็ตที่นิยมนำมาทำเป็นหัวแหวน ในขณะที่ส่วนของอาคารสำนักงาน “Pearl Tower” ซึ่งเป็นตึกรูปทรงวงรี นำคอนเซปมาจากรูปทรงวงรี โค้งมน และ สีสันที่สวยงาม ของ "ไข่มุกเซาท์ซี” (South Sea Pearl) รูปทรงไข่ (Oval ) หรือเรียกอีกอย่างว่ารูปทรงเมล็ดข้าว (Rice Pearl) ที่มีลักษณะทรงรีและแบน ซึ่งเป็นไข่มุกประเภทที่หาได้ยาก และมีคุณค่ายิ่ง โดยไข่มุก South sea ขึ้นชื่อว่าเป็นไข่มุกที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุดในโลก เนื่องจากความเงางามของผิว และมีขนาดที่ใหญ่กว่าไข่มุกประเภทอื่น

 

 

การก่อสร้างตึกไข่มุกที่มีความโค้งมนนี้ มีความยากกว่าอาคารสี่เหลี่ยมธรรมดามาก เพื่อที่จะให้ตึกไข่มุกมีความโค้งได้รูปตามที่ออกแบบไว้ กระจกที่ติดอยู่กับอาคารทุกแผ่นต้องได้รับการคำนวณความกว้างยาวอย่างแม่นยำเพื่อให้ประกอบแต่ละส่วนเข้ากันได้พอดี จึงจำเป็นต้องมีการสั่งตัดกระจกเฉพาะแผ่น ดังนั้นกระจกจำนวนกว่า 11,300 แผ่น ที่อยู่รอบอาคารนี้ จึงมีขนาดไม่เท่ากันเลยสักแผ่นเดียว

 

 

ความปราณีตในการออกแบบอาคารไม่ได้มีเพียงด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น ตึกไข่มุกแห่งนี้มีการติดตั้งระบบแสงสี ที่ทันสมัยโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบและควบคุมการสลับแสงสีของไฟในยามค่ำคืนเพื่อร่วมสร้างสีสันให้กับกรุงเทพในโอกาสพิเศษต่างๆ

 

 

ตึกไข่มุก ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ประมาณ 200 เมตร เป็นอาคารสำนักงาน สูง 25 ชั้น พร้อมด้วยชั้นใต้ดินจำนวน 3 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 30,000 ตารางเมตร ในอาคารมี พื้นที่ให้เช่าจัดแสดงสินค้าและบริการ พื้นที่ให้เช่าประชุม อบรมสัมมนาและจัดเลี้ยง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เช่น สำนักงานย่อยของสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง คอนวีเนียนสโตร์ และ ร้านกาแฟ ร้านอาหารชั้นนำ โดยคาดว่าพฤกษา เรียลเอสเตท จะเริ่มเข้าที่ทำการแห่งใหม่ในตึกไข่มุกแห่งนี้ ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.นี้

 

 

และด้วยความไม่ธรรมดาของตึกไข่มุก...บ้านหลังใหม่ของพฤกษา เรียลเอสแตทแห่งนี้ จึงเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นอาคารที่โดดเด่น สวยที่สุดบนถนนพหลโยธิน และทรงคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมแห่งทศวรรษ หรือนับเป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ได้เลยทีเดียว.

นพ. บุญ วนาสิน

 

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) เปิดเผยว่าปี 59 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,228.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากปีก่อนมีรายได้รวม 5,786.67 ล้านบาท โดยรายได้รวมที่เติบโตได้ดีมาจากการขยายตัวธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ซึ่งเป็นรายได้หลัก เติบโตจากปีก่อน 7.4% โดยเป็นการเติบโตในทุกๆ ด้าน ทั้งการดำเนินงานของโรงพยาบาล การรับจ้างบริหารโรงพยาบาล ตลอดจนการดำเนินงานของศูนย์แพทย์เฉพาะทาง ส่วนกลุ่มธุรกิจ Healthcare Solution Provider มีการเติบโต 10.2% จากการจำหน่ายอุปกรณ์ทางทันตกรรมและร้านขายยา รวมถึงบริการฟื้นฟูที่บ้านผู้ป่วย และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่มีการเติบโตจากปีก่อน 53.3% เนื่องจากมีรายได้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อบริหารโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

 

 

ขณะที่ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลที่มีการขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยและพัฒนาการให้บริการของโรงพยาบาลที่ดีขึ้น เช่น โรงพยาบาลธนบุรี และโรงพยาบาลธนบุรี 2 มีผู้ป่วยมาใช้บริการศูนย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น มีการเพิ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นในปี 59 เพิ่มขึ้นเป็น 27.5% จากปีก่อนอยู่ที่ 26.4% ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนได้ดี โดยเฉพาะการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้วางแผนขยายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคตและก้าวสู่เป้าหมายผู้นำในธุรกิจบริการด้านสุขภาพครบวงจร โดยมุ่งเน้นการรักษาพยาบาลและให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการบริการได้ และมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์แพทย์เฉพาะทาง โครงการโรงพยาบาลศูนย์ฟื้นฟูธนบุรี ฯลฯ

 

 

อีกทั้งบริษัทฯ ได้เดินหน้าขยายขีดความสามารถการให้บริการของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อรองรับการเติบโต ได้แก่ การก่อสร้างอาคารผู้ป่วยของโรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเป็นการขยายการให้บริการของศูนย์เฉพาะทางต่างๆ เพื่อรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และยังมีแผนการสร้างอาคารเพิ่มเติมในอนาคต ส่วนโรงพยาบาลธนบุรี 2 มีนโยบายที่จะยกระดับการให้บริการผู้ป่วยให้มีศักยภาพในการรักษาสูงขึ้นเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) และยังมีแผนลงทุนขยายอาคารเช่นกัน

 

 

ทั้งนี้ยังมีแผนงานก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์พักฟื้น ธนบุรี เพื่อรองรับผู้ป่วยพักฟื้น ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วย ขณะที่โรงพยาบาลธนบุรีก็จะมีปริมาณเตียงรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการลงทุนพัฒนาโครงการเมดิคอลซิตี้ รังสิต ให้บริการทางการแพทย์แบบครบวงจร ได้แก่ โรงพยาบาล ศูนย์จำหน่ายสินค้า บ้านพักผู้สูงอายุและที่พักฟื้นสำหรับผู้ป่วยอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับประเทศไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ส่วนการขยายธุรกิจไปต่างประเทศนั้น บริษัทฯ ยังลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศจีน และมีโครงการรับบริหารโรงพยาบาลในจีนด้วย รวมไปถึงโอกาสการลงทุนและรับออกแบบก่อสร้าง วางระบบโรงพยาบาลในเมียนมาร์

tks

นายสมคิด เวคินวัฒนเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ที.เค.เอส.เทคโนโลยี  (TKS) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าผลงานปี 60 รายได้เติบโตกว่า 8% จากปี 59 โดยปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้อยู่แล้วทั้งสิ้น (Backlog) 700 ล้านบาท   จะทยอยรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้ พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาอัตรากำไรสุทธิที่ดี ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และได้วางงบลงทุนในปีนี้ที่ 100 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และใช้สำหรับการลงทุนอื่นๆ

 

 

ขณะที่บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสจากการลงทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้ TKS เติบโตยิ่งขึ้น และจากการที่บริษัทได้ร่วมทุนกับ Wellco จากประเทศญี่ปุ่น ในการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ Label ชนิด Linerless ซึ่งยังไม่มีผู้ผลิตในประเทศไทยและสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี จะเป็นอีกส่วนที่ช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคตที่จะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม  เพื่อรองรับงาน Printing and Solution ทั้งในส่วนของภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมองว่าการเติบโตของกลุ่มประเทศดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่ดี โดยล่าสุดแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯได้ให้บริษัทย่อย ที.เค.เอส สยามเพรส แมเนจเม้นจ์ ร่วมลงทุนจัดตั้ง C.T.K.S. Technologies ในประเทศกัมพูชาประกอบธุรกิจการสิ่งพิมพ์และบริการสารสนเทศในต่างประเทศ

 

 

โดยการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ของบริษัท ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด (บริษัทย่อย) เข้าร่วมลงทุนในบริษัท C.T.K.S. Technologies Co., Ltd.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อบริษัทร่วมทุน C.T.K.S. Technologies Co., Ltd. ในประเทศกัมพูชา โดยประกอบธุรกิจการสิ่งพิมพ์ และบริการสารสนเทศในต่างประเทศ ทุนจดทะเบียน 240,000,000 เรียลหรือเท่ากับ 60,000 ดอลล่าร์สหรัฐ แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,000 หุ้น โดยบริษัทย่อย ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด ถือหุ้น 45%

 

 

 

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวดประจำปี 59 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 1,461.87 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนอยู่ที่  1,368.09 ล้านบาท คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 6.85 % ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่   336.59 ล้านบาทเปรียบเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 285.37 ล้านบาท คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้น  17.95% แสดงถึงการเติบโตอย่างมั่นคง

 

 

ด้านภาพรวมผลงานในปี 59 มีรายได้เติบโตขึ้นไม่มากนักในส่วนของรายได้จากการขาย แต่รายได้ที่มาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน และรายได้อื่นๆเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3% และ ร้อยละ 144.7% ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจาก บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทร่วม) มีผลกำไรเพิ่มสูงขึ้น ส่วนรายได้อื่นๆที่เพิ่มขึ้นหลักมาจาก กำไรจากการขายอาคารพาณิชย์ (สำนักงานเดิม) ส่งผลทำให้กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 17.95%

 

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 59 และกำไรสะสม จากก่อนหน้านี้ได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท โดยจะจ่ายปันผลในงวดครึ่งปีหลังอีกในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 21 มี.ค. 60  และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 19 พ.ค. 60

dan bay

นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลของกรุงศรีประกอบด้วยสินเชื่อยานยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ผลิตภัณฑ์เงินฝาก ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการลงทุน ทั้งของธนาคารและบริษัทในเครือ โดยในปีนี้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลของกรุงศรีคือ สร้างความเติบโต พัฒนานวัตกรรม และเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นธนาคารหลักที่ลูกค้ามาใช้บริการ (Main Operating Bank) นอกจากนี้ กรุงศรีจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านลูกค้ารายย่อยในการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV อย่างต่อเนื่อง อันรวมถึง Hattha Kaksekar Limited ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในกัมพูชา และบริษัท กรุงศรี บริการเช่าซื้อ จำกัด (Krungsri Leasing Services Co., Ltd.) ในสปป. ลาว ในขณะเดียวกันจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการเพื่อเชื่อมโยงลูกค้าออฟไลน์มาสู่ออนไลน์มากขึ้น

 

 

ทั้งนี้ กรุงศรีมีเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญปี 60 คือสินเชื่อรายย่อยมีการเติบโต 11% เงินฝากรายย่อยเติบโต 2.2% และมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเติบโต 11.7%

 

 

“การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางผนวกความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อยของธนาคารและบริษัทในเครือ  ทำให้กรุงศรีสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครอบคลุม อันจะทำให้กรุงศรีก้าวสู่การเป็นธนาคารที่ลูกค้ารายย่อยเลือกใช้เป็นธนาคารหลัก รวมทั้งจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อรายย่อยไว้ได้อย่างต่อเนื่อง” นายแดนกล่าว

BIG

นายธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. บิ๊กคาเมร่า คอร์ปอเรชั่น (BIG) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 60 บริษัทฯตั้งเป้าหมายรายเติบโต 10-20% จากปี 59  หนุนกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยประเมินว่าตลาดกล้องถ่ายภาพได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯมีแผนเข้ารุกในธุรกิจ Printing เพื่อขยายตลาด ต่อยอดธุรกิจกล้องถ่ายภาพ โดยการให้ความรู้แก่ลูกค้า มีความเข้าใจในการใช้งานให้มากขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมาบริษัทเปิดสาขา Printing ในรูปแบบ Stand Alone คือ ร้าน Wonder Photo Shop by Big Camera ไปแล้วจำนวน 2 สาขา จากแผนเปิด 5 สาขา ในเฟสแรก ซึ่งปีนี้ก็จะดำเนินการเปิดให้ครบตามแผนงานที่กำหนดไว้ รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพผลิตภัณฑ์ printingในสาขา Big Camera ทุกสาขา พร้อมทั้งพิจารณาแผนงานในเฟสสอง

 

 

นอกจากนี้ บริษัทฯมีแผนเปิดสาขา BIG Camera อย่างต่อเนื่องภายใต้แผนงานที่กำหนดจะขยายสาขาเพิ่มปีละ 10 สาขา โดยปัจจุบันมีสาขา BIG Camera ทั่วประเทศจำนวน 222 สาขา

 

 

ในส่วนของ BIG Mobile ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ และมียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯยังคงมองหาโอกาสในการขยาย Shop เพิ่มอีกทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จากเดิมที่เน้นการตั้งสาขาในต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนการรับจ้างบริหารร้าน AIS Shop ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า หาก AIS มีการขยาย AIS Shop มากขึ้นก็จะเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปรับบริหารเพิ่มอีก ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทฯเติบโตตามสามารถที่เพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มฐานที่มาของรายได้และ สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

 

 

ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 59 ว่า มีกำไรสุทธิ 846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 387 ล้านบาท หรือ 84% เมื่อเทียบกับปี 58 มีกำไรสุทธิ 459 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้รวม 5,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 946 ล้านบาท หรือ 20% เทียบปี 58 มีรายได้รวม 4,717 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายกล้องถ่ายภาพที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกล้อง Mirrorless

 

 

ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทฯมีมติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.07 บาท/หุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 20 เม.ย.60 ปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล ตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์วันที่ 21 เม.ย.60 จ่ายปันผลวันที่ 9 พ.ค.60

 

 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เผยแพร่บทวิเคราะห์โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BIG ให้ราคาเป้าหมายที่ 7.0 บาท เนื่องจากถือเป็นเจ้าตลาดค้าปลีกกล้องของไทย และบริษัทฯจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตรวดเร็วของตลาดกล้อง Mirrorless ในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงถึง 70%

 

 

เรามองว่าหุ้น BIG ยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายอยู่ที่ P/E ปี FY17F ที่ 19x และคิดเป็น discount 14% จากค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 22x ในขณะที่คาดว่ากำไรปี FY17F จะเติบโตโดดเด่น (+32%)

whaup2

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กําหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญในเบื้องต้นที่ 25.25 – 26.25 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ผู้ถือหุ้นสามัญเดิมของ WHA ที่เป็นผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 6 มี.ค. 60 ซึ่งเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นของ WHA (Record date) จองซื้อในวันที่ 22 – 24 มี.ค. 60 และสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่เป็นผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ จองซื้อในวันที่ 22 – 24 มี.ค. และ 27 – 28 มี.ค.60 โดยผู้จองซื้อข้างต้นจะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญในเบื้องต้นที่ราคา 26.25 บาทต่อหุ้น หากราคาเสนอขายสุดท้าย (Final price) ต่ำกว่าราคาจองซื้อที่ 26.25 บาท ทางบริษัทฯ จะดำเนินการคืนเงินส่วนต่างของราคาจองซื้อและราคาเสนอขายสุดท้าย (Final price) ให้กับผู้จองซื้อภายในระยะเวลาที่กฏหมายกำหนด โดยคาดว่า WHAUP จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในต้นเดือนเม.ย.นี้ พร้อมลงนามแต่งตั้ง บล. ไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย อีกทั้งมี บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ด้าน CEO “ วิเศษ จูงวัฒนา ” เชื่อกรอบราคาเหมาะสมเมื่อเทียบผลการดำเนินงานในระยะยาว พร้อมลุยขยายธุรกิจสาธารณูปโภคและธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร ทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพในอนาคต

sme แบงก์2

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.หรือ SME Development Bank) เปิดงานสัมมนา“ปฎิบัติการติดอาวุธธุรกิจ...เขียนแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้เริ่มต้น  ณ บริเวณพื้นที่ Co-Working space ชั้น 1 สำนักงานใหญ่ SME Bank Tower

 

 

ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งเป็นสถานที่สร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้กลุ่มสตาร์ทอัพ  และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจ โดยมีกูรูวงการไอที นายณรงค์พร เหล่าศรีสิน มาเป็นวิทยากร อบรมสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการฝึกปฎิบัติการสร้างธุรกิจด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี พัฒนาเขียนแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้เริ่มต้น นำไปประยุกต์ปรับใช้เหมาะสมกับธุรกิจต่อไป โดยการอบรมครั้งนี้ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของ Innovation Center และFacebook SME Development Bank ด้วย เพื่อให้ผู้สนใจรับชมเรียนรู้ได้รวดเร็วทันสถานการณ์ไปพร้อมๆกับผู้เข้ารับการอบรมโดยตรง

 

 

โดยขณะนี้วงการธุรกิจไทยใช้ประโยชน์จาก Mobile Applicationเป็นจุดสำคัญในการทำธุรกิจ หรือกิจกรรมต่างๆไปแล้ว โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างรายได้รวมถึงเพื่อใช้สนับสนุนภาพลักษณ์องค์กร ธพว.เล็งเห็นความสำคัญช่วยให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ หรือ เอสเอ็มอี มีความรู้ความเข้าใจโปรแกรมการเรียนรู้การเขียนแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้เริ่มต้นเพื่อเป็นการปฎิบัติการติดอาวุธทางธุรกิจเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจยุคใหม่ในการศึกษาและหาวิธีใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง โดยสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนหรือแท๊บเล็ตได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และเรียบง่าย และมีทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยการจัดอมรมครั้งนี้จะเป็นแบบเข้มข้นตลอดวัน  ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. ลงมือปฎิบัติการจริงในการสร้างแอพพลิเคชั่นแรกจนเสร็จสิ้นและนำมาติดตั้งในเครื่อง และแนะนำแหล่งความรู้ในการพัฒนาและข้อมูลสำหรับการออกแบบหน้าตาของแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนา ทั้งแอพการทำธุรกิจออนไลน์ ความบันเทิง ท่องเที่ยว หรือด้านอื่นๆ คาดหวังว่าการอบรมครั้งนี้จะก่อเกิดประโยชน์ให้ผู้ประกอบการมีไอเดียมุมมองใหม่ๆนำไปประยุกต์ใช้สร้างโอกาสช่องทางการตลาดหรือการต่อยอดธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดย ธพว. พร้อมเป็นศูนย์บริการธุรกิจครบวงจร (SME – D- Solution) สนับสนุนผู้ประกอบทั้งด้านเงินทุนและการพัฒนาผู้ประกอบการเติมองค์ความรู้รอบด้านสู่ความสำเร็จของธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

 

ด้านนายณรงค์พร  เหล่าศรีสิน ที่เป็นวิทยากรในการสอนการปฎิบัติการเขียนแอพพลิเคชั่นสำหรับปฎิบัติการติดอาวุธ เขียนแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้เริ่มต้นในครั้งนี้ เป็นผู้มีประสบการณ์ในแวดวงด้านนี้โดยตรงโดยเป็นบรรณาธิการอำนวยการ นิตยสาร Eworld นิตยสารด้านไอที นำเสนอกรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจต่างๆ ผ่านการนำเสนอที่เข้าใจง่ายด้วยภาพ 3 มิติที่สวยงาม  เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ดิแอสไพเรอร์สกรุ๊ป จำกัดผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ไอทีกับธุรกิจ ในการพัฒนาแอพลิเคชั่น ทั้งยังเป็นกรรมการบริหารของคณะทำงานในสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเคยเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดซอฟต์แวร์ Thailand ICT Awardsโดยสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรพิเศษฝึกอบรมให้ความรู้ในการนำไอซีทีไปใช้กับธุรกิจ อาทิ การพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม การพัฒนา  Android Application ด้วยเครื่องมือง่ายๆ อย่าง  App Inventorและ Thunkable เป็นต้น

Screenshot_20170317-191056

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ปตท.ได้มีมติเห็นชอบจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 59 ที่อัตรา 16 บาทต่อหุ้น โดย ปตท.ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 59 ไปแล้วที่อัตรา 6 บาทต่อหุ้น และเห็นสมควรจ่ายเงินปันผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปีที่อัตรา 10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ประมาณร้อยละ 49 ของกำไรสุทธิในงบการเงินรวม และอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนต่อปี (Dividend Yield) ร้อยละ 4.3 โดยในปี 59 ปตท. ได้จ่ายเงินปันผลให้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. ในสัดส่วน 51.11% คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการจ่ายเงินปันผลของ ปตท.ที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการขยายการเจริญเติบโตทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุน ปตท.ในระยะยาว ทั้งนี้ กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD (Exclude Dividend) วันที่ 29 มี.ค. 60 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พ.ค. 60

 

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ปตท. ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้าง ปตท. ซึ่งประกอบด้วย

 

 

1) การโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (“PTTOR”) โดยมูลค่าการโอนกิจการในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่า 121,953 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลตามความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ทั้งนี้ ถ้าการโอนกิจการเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 1 ก.ค. 60 มูลค่าการโอนกิจการดังกล่าวจะถูกปรับด้วยมูลค่าตลาดของสินทรัพย์สุทธิที่เปลี่ยนแปลงไป

 

 

2) การเสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการเสนอขายหุ้น IPO นั้นรวมถึงการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ PTTOR มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Share Offering) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของ PTTOR ที่จะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

 

 

ทั้งนี้ ปตท. มีนโยบายที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำใน PTTOR ที่อย่างน้อยร้อยละ 45.0 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยที่ ปตท. และหน่วยงานของรัฐจะถือหุ้นใน PTTOR ต่ำกว่าร้อยละ 50.0 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ภายหลังจากที่มีการเสนอขายหุ้นของ PTTOR และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้ง ปตท. จะต้องเสียภาษีที่เกี่ยวข้องให้กับภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยภาษีจากการโอนกิจการให้กับ PTTOR และภาษีจากการเสนอขายหุ้นเดิมที่ปตท. ถืออยู่ใน PTTOR ให้แก่ประชาชนทั่วไป

 

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป ปตท. จะเตรียมเสนอการปรับโครงสร้าง ปตท. ในครั้งนี้ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. ช่วงปลายเดือนเมษายนศกนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

AJD2

ดร.อมร มีมะโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. คราวน์ เทค แอดวานซ์ (AJD) เปิดเผยถึงกรณีที่ราคาหุ้น AJD ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังมีข่าวลือตามห้องค้าว่าหุ้น AJD มีความเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายว่า ขอย้ำกับนักลงทุนว่าบริษัทฯไม่มีส่วนเกี่ยวพันใดๆ ทั้งสิ้น กับกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้น ซึ่งการบริหารงานของบริษัทฯตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมายึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่า AJD ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ประการใด  และพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อผลักดันรายได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน

 

 

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของ AJD ในปี 60 นายอมร ให้ความเห็นว่า คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเดินหน้าธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจตู้เติมเงินออนไลน์ เอเจเติมสบาย ซึ่งวางเป้าหมายยอดขายที่ 40,000 เครื่อง

 

 

นอกจากนี้ AJD ยังได้มีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ธุรกิจการให้บริการตู้ขายน้ำอัตโนมัติและตู้น้ำลิตร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 1/60 นี้ และธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) ให้บริการในรูปแบบบัตร และหรือโปรแกรมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อชำระค่าสินค้า และบริการทั้งแบบออนไลน์ และตามร้านค้าที่ชะระต่างๆ คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/60 จะสามารถให้บริการธุรกิจนี้ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

อีกทั้งบริษัทฯยังได้รับประโยชน์จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมแจกคูปองทีวีดิจิตอล รอบใหม่จำนวน 3,984,662 ใบ ซึ่งประชาชนสามารถเลือกรับสิทธิ์ได้ 3 วิธีคือ เลือกรับกล่อง Set Top Box มูลค่า 690 บาท หรือเลือกรับส่วนลดแลกซื้อกล่องไฮบริด ที่สามารถรับชมได้ทั้งระบบภาคพื้นดินและดาวเทียม หรือรับส่วนลดซื้อโทรทัศน์ระบบดิจิตอลระหว่างวันที่ 2 มีนาคม-2 กันยายนนี้ ซึ่ง AJD ในฐานะผู้นำตลาดกล่อง Set Top Box ครองส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับหนึ่งของประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ทั้งนี้ ผลการเนินงานของ AJD ในปี 59 ที่ผ่านมา เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรายได้รวม 2,558.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 789.23 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 44.62% จากปีก่อนมีรายได้ 1,768.81 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 355.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 349.08 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 5,473.27% จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 6.38 ล้านบาท

คุณไพโรจน์-ชื่นครุฑ-กรุงศรี-ออโต้-1

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยถึงผลประกอบการในปี 59 ของกรุงศรีออโต้ ว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะที่ตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัว โดยมียอดสินเชื่อใหม่รวมอยู่ที่ 134 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% ขณะที่ตลาดสินเชื่อยานยนต์เติบโตเพียง 0.4% ซึ่งได้รับแรงจับเคลื่อนจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อยานยนต์ใหม่ อีกทั้งปัจจัยความสำเร็จจากสินเชื่อรถยนต์ใหม่เป็นผลจากการมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่และตัวแทนจำหน่ายเพื่อนำเสนอและต่อ
ยอดทางการเงิน
ขณะที่สินเชื่อรถมือสองเติบโตจากการได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการรถยนต์มือสองทำให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพรถมือสองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
ด้านสินเชื่อคาร์ ฟอร์ แคช ยังคงมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างตรงจุด ทำให้สามารถรักษาความเป็นแบรนด์สินเชื่อเพื่อคนมีรถอันดับหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อรถจักรยานยนต์เติบโตจากความสำเร็จในการขยายฐานตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทุกผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 279 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปี 58
สำหรับในปี 60 กรุงศรี ออโต้ จะรักษาความเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์ครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างรวม 307 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 59 ด้วยกลยุทธ์การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกสบายและรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในปี 60 กรุงศรี ออโต้ คาดว่ายอดขายรถยนต์ใหม่จะกลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการวางแผนออกรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อกระตุ้นตลาดจากผู้ผลิตรถยนต์ ขณะที่ตลาดรถยนต์มือสองและตลาดรถจักรยานยนต์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

ดร สันติ-2

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีภารกิจที่จะมุ่งส่งเสริมการเติบโตของตลาดทุนในทุกมิติ ในมุมของบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สนับสนุนการขยายโอกาสความน่าสนใจ และนำเสนอบริษัทจดทะเบียนไปยังกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันในต่างประเทศ โดยการเดินทางพาบริษัทเข้าร่วมโรดโชว์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีความโดดเด่นทั้งด้านปริมาณและคุณภาพโดยตรงแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนและผู้นำธุรกิจชั้นนำ

 
“ในปี 60 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนโรดโชว์ทั้งหมด 5 ครั้ง โดย บจ. ที่ร่วมให้ข้อมูลเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต รวมถึง บจ. ที่มีขนาดกลางและเล็ก โดยครั้งแรกของปีในเดือนมีนาคมนี้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ไดวา ซิเคียวริตี้จัดงาน “SET Roadshow 2017: Sustainable Thailand” เดินทางไปพบผู้ลงทุนสถาบันที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายหุ้นไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของการซื้อขายจากผู้ลงทุนต่างประเทศทั้งหมดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ลงทุนสถาบันเข้าร่วมจำนวน 33 กองทุน และมีจำนวนการประชุมทั้งสิ้นกว่า 120 ครั้ง ในงานดังกล่าวได้มีการให้ข้อมูลผลประกอบการปี 59 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30.41% รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ จากการหารือกับผู้ลงทุน พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยมองว่าไทยยังมีความน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในเอเชีย อีกทั้งยังมีบริษัทขนาดกลางและเล็กที่มีศักยภาพและน่าเข้าไปลงทุนหลายบริษัท สำหรับข้อกังวลของผู้ลงทุนต่างชาติขณะนี้ คือการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐซึ่งจะส่งผลกับกระทบกับการลงทุนทั่วโลก สำหรับโรดโชว์ที่ฮ่องกงครั้งนี้มี บจ. 9 บริษัทร่วมเดินทาง มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) รวมกัน 401 พันล้านบาท หรือ 2.6% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม” ดร. สันติ กล่าว

 
“นอกจากนี้ ในวันที่ 30 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “SET Korea Roadshow 2017” เดินทางไปพบผู้ลงทุนที่สาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเป็นตลาดใหม่ที่มีมูลค่าเงินลงทุนขนาดใหญ่และส่วนมากเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว แต่ยังมีมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างน้อย โดยปัจจุบันผู้ลงทุนเกาหลีกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชีย จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะพา บจ. ไทยร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนเกาหลีโดยตรงเพื่อให้เป็นที่รู้จักและสร้างความเชื่อมั่นรวมถึงตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทย โดยมี บจ. ไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วมเดินทาง” ดร. สันติ กล่าว

 
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจัดโรดโชว์ต่างประเทศอีก 3 ครั้ง ได้แก่ อังกฤษ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ และงานสัมมนาขนาดใหญ่ประจำปี Thailand Focus 2017

1 2 3 112