ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 109

บางกอกแอร์เวย์ส แถลงผลประกอบการปี 2559 02

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. การบินกรุงเทพ  (BA) เปิดเผยถึงผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 59  บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 26,765.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับปี 58 โดยปี 59 บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางภาษีเท่ากับ 2,776.4 ล้านบาท ซึ่ง บริษัทฯ ได้ชำระภาษีเงินได้ส่วนเพิ่มตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นจำนวน 506.1 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 1,837.0 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 1,768.4 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.84 บาทต่อหุ้น อัตราการเติบโตของผู้โดยสารปี 59 อยู่ที่ร้อยละ 9.5 โดยมีจำนวนผู้โดยสารในปี 59 ทั้งสิ้น 5.6 ล้านคน คาดว่าในปี 60 อัตราผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12-13 และวางเป้าอัตราการขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 72%โดยปี 59 อยู่ที่ 69%

 

 

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 60 นี้ บริษัทฯ จะยังคงเน้นการขยายโครงข่ายเส้นทางการบินที่ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินพันธมิตร โดยใช้กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สมุย และ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางทางการบิน เพื่อให้ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางไปยังเมืองสำคัญหรือแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของภูมิภาคเอเชีย โดยมีแผนจะเปิดในเส้นทางต่างๆ เช่น เชียงใหม่-เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) เชียงใหม่-พุกาม (เมียนมาร์) กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-ฟู้ก๊วก (เวียดนาม) (เส้นทางเหล่านี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากหน่วยงานราชการของแต่ละประเทศ) และสมุย-กวางโจว (จีน) นอกจากนี้ บริษัทฯ จะเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางบินที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเส้นทางบินภายในประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ เชียงใหม่-สมุย เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน เชียงใหม่-ภูเก็ต เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ (ขาเดียว) เพิ่มเป็น 9 เที่ยวบินต่อวัน และภูเก็ต-กรุงเทพ (ขาเดียว) เพิ่มเป็น 10 เที่ยวบินต่อวัน และสำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ ระหว่างกรุงเทพฯ-ดานัง (เวียดนาม) เพิ่มเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน และเชียงใหม่-มัณฑะเลย์ (เมียนมาร์) เพิ่มเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ อีกทั้ง เพิ่มเครือข่ายพันธมิตรทางการบินผ่านการทำข้อตกลงเที่ยวบินร่วม (Codeshare Agreement) กับสายการบินชั้นนำ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีข้อตกลงเที่ยวบินร่วมกับสายการบินชั้นนำจากทั่วโลกอยู่ 22 สายการบิน โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ทำการลงนามการให้บริการเที่ยวบินร่วมกับเซียะเหมินแอร์ไลน์ และในปี 60 นี้ บริษัทฯ จะมีการลงนามข้อตกลงเทียวบินร่วมกับสายการบินเพิ่มเติมอีก 4 สายการบิน ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ด้านการเพิ่มฝูงบิน ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครื่องบินในฝูงบิน 34 ลำ และมีแผนรับมอบเครื่องบินเพิ่มเติมในปี 60 อีก 5 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72-600 จำนวน 2 ลำ และ เครื่องบินแบบแอร์บัส 319 อีกจำนวน 3 ลำ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีจำนวนเครื่องบินรวมทั้งสิ้น 39 ลำ ในส่วนการขยายธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนธุรกิจการบิน บริษัทฯ จะมีโครงการ อาทิ การสร้างโรงซ่อมอากาศยานเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ โรงซ่อมอากาศยานสุวรรณภูมิ และ โรงซ่อมอากาศยานสุโขทัย ที่จะสามารถรองรับการตรวจซ่อมอากาศยานได้ถึง ระดับ C-Check การพัฒนาสนามบินใหม่ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้บริหารจัดการสนามบิน 3 แห่ง คือ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย สนามบินตราด และมีแผนที่จะก่อสร้างและพัฒนาสนามบินอีก 2 แห่ง ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน สำหรับธุรกิจครัวการบิน BAC (Bangkok Air Catering) จะเปิดครัวการบินเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ ครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินเชียงใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2561 ตลอดจนธุรกิจอาหารแปรรูปภายใต้แบรนด์การค้า “กูร์เมท์พรีโม่” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงให้บริการจัดเลี้ยงและบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 นี้ ในส่วนการพัฒนาโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยในปี 60 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการให้บริการและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ และเพื่อให้การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ มีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนรอบสนามบินทั้ง 3 แห่ง ที่บริษัทฯ บริหาร คือ สนามบินสมุย สนามบินตราด และสนามบินสุโขทัย ตลอดจนจุดหมายปลายทางที่บริษัทฯ ทำการบินไป โดยเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการสานพลังชุมชนเพื่อพ่ออย่างพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการเยาวชนต้นแบบ Blue Volunteers โครงการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชน โครงการค่ายสิ่งแวดล้อม และ โครงการค่ายยุวศิลปะ เป็นต้น นายพุฒิพงศ์กล่าว

 

 

ทางด้านนายพรต เสตสุวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนการตลาด เผยถึงแผนการตลาดปี 60 ว่า “สำหรับแผนการตลาดของสายการบินฯ ในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการขายและกระตุ้นยอดขาย โดยใช้ กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งและเป็นที่รับรู้มากขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมในเชิงกีฬา (Sports Tourism) รวมทั้ง ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยกิจกรรมเชิงกีฬาที่เราจะจัดในปี 60 นี้ มีรายการวิ่ง “Bangkok Airways Boutique Series 2017” ใน 6 เส้นทางบินของสายการบินฯ จำนวน 6 รายการ การแข่งขันกอล์ฟเอเชี่ยนทัวร์รายการควีนส์คัพ บางกอกแอร์เวย์ส – เอสเอที สมุย กอล์ฟ ทัวร์นาเมนต์ 60 ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ การจัดกิจกรรมจักรยานรายการ “Bangkok Airways Boutique Cycling Tour Powered by OCTO ในเส้นทางบินทั้งในประเทศและต่างประเทศของสายการบินฯ การสนับสนุนรายการแข่งขันชกมวยไทยไฟต์ (Thai Fight) และสำหรับการสนับสนุนทีมฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลอาชีพ 4 ทีม ได้แก่ เชียงรายยูไนเต็ด เชียงใหม่เอฟซี กระบี่เอฟซี และ ลำปางเอฟซี และในปีนี้จะสนับสนุนเพิ่มอีก 2 ทีม คือ ตราดเอฟซี และเกษตรศาสตร์เอฟซี ส่วนกิจกรรมที่บริษัทฯ ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาทิ โครงการ Thailand Wedding Destiny นำคู่รักที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกจำนวน 9 คู่ เดินทางไปจัดงานแต่งงานในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทย เช่น สมุย สุโขทัย ภูเก็ต และ กระบี่ งานตรุษจีนย้อนอดีตเมืองภูเก็ต งานอินเตอร์เนชั่นแนล บอลลูน เฟียสต้า 60 ที่เชียงราย งานสงกรานต์ ม่วนต๋ามฮีตปี๋ใหม่เมือง ที่เชียงใหม่ และงานเทศกาลแสงสีเมืองฮอยอัน 60

 

 

“การจัดแคมเปญต่างๆในปีนี้ เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ แคมเปญ U Fare สำหรับกลุ่มนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ ซึ่งเป็ญแคมเปญที่ต่อยอดมาจากปีที่แล้ว แต่มีการพัฒนาระบบให้สามารถดำเนินการสมัครและสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นการขยายฐานการรับรู้ให้กว้างยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญบัตรโดยสารราคาพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าต่างๆ อาทิ ข้าราชการ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแคมเปญ Resident Card สำหรับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในจังหวัดหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบินทั้ง 3 แห่งของบางกอกแอร์เวย์ส คือ เกาะสมุย สุโขทัย และตราด และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่าน บางกอกแอร์เวย์สได้จัดแคมเปญพิเศษของปี “ลุ้นบินลัดฟ้าสู่ลอนดอนกับบางกอกแอร์เวย์ส” โดยจะจับฉลากนำผู้โชคดีเดินทางไปท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร พร้อมชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ณ สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซี” นายพรต กล่าว

 

 

ด้านนายวรงค์ อิศรเสนา ณ อยธุยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ส่วนขาย เปิดเผยถึงแผนการขายปี 60 ว่า “ในปีนี้ บางกอกแอร์เวย์ส จะยังคงมุ่งเน้นการกระตุ้นการขายในกลุ่มประเทศ CMLV กัมพูชา เมียนมาร์ สปป.ลาว และ เวียดนาม ซึ่งสายการบินฯ มองเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งทั้ง 4 ประเทศนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปและอเมริกานิยมเดินทางมา โดยปัจจุบันบางกอกแอร์เวย์ส มีให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ และประเทศดังกล่าว กว่าวันละ 40 เที่ยวบิน (ไป-กลับ) และยังมีแผนที่จะเพิ่มเที่ยวบินหรือเส้นทางบินเชื่อมต่อเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มประเทศดังกล่าวแล้ว ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าจากมณฑลที่เป็นเขตอุตสาหกรรม อาทิ กวางโจว เฉินตู ฉงชิ่ง ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีกำลังในการซื้อสูง ปัจจุบัน บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างสมุย–เฉินตู และ สมุย-กวางโจว และมีแผนที่จะเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงจากสมุยไปยังเมืองสำคัญต่างๆ ในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง มีแผนที่จะเข้าร่วมงานเทรดโชว์ (Trade Show) ตามมณฑลต่างๆ ที่มีศักยภาพของประเทศจีน เพื่อขยายฐานลูกค้าอีกด้วย บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับตลาดในทวีปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา แอฟริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ปัจจุบัน สายการบินฯ ได้ทำการแต่งตั้งตัวแทนการขายในหลายประเทศ อาทิ ประเทศบราซิล ประเทศแอฟริกาใต้ และกำลังมองหาตัวแทนการขายเพิ่มเติมในประเทศเม็กซิโก ประเทศคาซัสสถาน และ ประเทศอุซเบกิซสถาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังจะเข้าร่วมงาน เทรดโชว์ (Tradeshow) ที่สำคัญๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานเทรดโชว์ (Trade Show) ในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาจีน และ ภาษารัสเซียเป็นหลักเพิ่มขึ้นด้วย”

 

 

ขณะที่แผนการขายในประเทศ บริษัทฯ มีแผนออกโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษในปี 60 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขายล่วงหน้ามากขึ้น อาทิ โปรโมชั่นเที่ยวปีไก่ไปใหนก็ชิค โปรโมชั่นอัศจรรย์ปีใหม่ไปใหนก็แฮปปี้ โปรโมชั่นรักล้นใจไปกับ PG เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนออกบูธจำหน่ายบัตรโดยสารราคาพิเศษตลอดทั้งปี เช่น งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม งานไทยเที่ยวไทย ในเดือนมีนาคม และงานท้าเที่ยวไทยไปสมุย ในเดือนพ.ย.อีกด้วย นายวรงค์ กล่าว

tpch

นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 59 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายไฟฟ้ารวม 672.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 367.5 ล้านบาท หรือ 120.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 304.9 ล้านบาท และบริษัทมีกำไรสุทธิ 201.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46.19 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการโรงไฟฟ้า 4 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE),โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ) ที่เดินเครื่องจ่ายไฟฟ้า (COD) ได้เรียบร้อยแล้ว รวมกำลังการผลิต 34.4 เมกะวัตต์

 

 

“รายได้หลักของบริษัทฯมาจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการ พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) ขนาดกำลังการผลิต 9.2 เมกะวัตต์ และโครงการ สตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) ขนาดกำลังการผลิต 9.2 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนโครงการดังกล่าวจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ และไตรมาส 2 ปีนี้ ตามลำดับ ส่งผลให้มีกำลังการผลิตที่พร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวน 52.8 เมกะวัตต์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้”นายเชิดศักดิ์ กล่าว

 

 

นอกจากนี้ TPCH ยังมีโครงการไฟฟ้าที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 82 เมกะวัตต์ รวมถึง โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลขนาด 46 เมกะวัตต์ ของ PTG ที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  อย่างไรก็ตามบริษัทฯได้มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจโรงผลิตไฟฟ้าจากโครงการต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืนและกำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช) ได้เห็นชอบการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT)  โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด 568 เมกะวัตต์  เป็นการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid-Firm  และ VSPP Semi-Firm

 

 

ในส่วนของต่างประเทศ บริษัทฯ มีโครงการต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 52.10 เมกะวัตต์ ต่อเนื่องจากเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงการในกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวน 50-80  เมกะวัตต์ภายในปี 63 เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากบริษัทต่างชาติ และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และความแข็งแกร่งให้แก่องค์กร สร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคตอีกด้วย อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลงวดการดำเนินงานปี 59 (1 ม.ค.-31 ธ.ค.59) ในอัตราหุ้นละ 0.03 บาทต่อหุ้น โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม เพื่อขออนุมัติต่อไป

1481135905_7

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยถึงผลประกอบการงวด 9 เดือนของ ปี 2559/60 มีรายได้จากการขาย 7,075.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% มีกำไรสุทธิ 1,109.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากงวด 9 เดือนของปีก่อนหน้า โดยในไตรมาส 3 ปี 2559/60 (ต.ค.- ธ.ค.2559) มีรายได้จากการขาย 2,302.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% และมีกำไรสุทธิ 332.0 ล้านบาท ลดลง 6.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจาก 3 ธุรกิจหลักได้แก่

 

1.ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ AEROFLEX แม้ยอดขายในไตรมาส 3 ปี 59/60 (ต.ค.- ธ.ค.59) ลดลงเล็กน้อยที่ 1.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้ได้ ด้านยอดขายที่ลดลงในประเทศมาจากการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว และยังไม่ถึงรอบการใช้งานของสินค้า AEROFLEX ซึ่งจะใช้เมื่อโครงการดำเนินไปแล้วกว่า 60% ส่วนยอดขายที่ลดลงในต่างประเทศมาจากตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวและอยู่ในช่วงเลือกตั้งทำให้โครงการต่างๆ ชะลอตัว ตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และรัสเซียยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากราคาน้ำมันยังไม่ฟื้นตัวแต่คาดหลังช่วงเม.ย. 60 จะมีคำสั่งซื้อกลับมาอีกครั้ง ส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงกลุ่มประเทศที่กำลังเติบโตในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยปี 60/61 (เม.ย.60 – มี.ค.61) เตรียมงบลงทุน 100 ล้านบาทในเครื่องจักรอัตโนมัติความเร็วสูงในสหรัฐฯ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายการนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

 

 

2.ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ภายใต้แบรนด์ AEROKLAS มียอดขายในไตรมาส 3 ปี 59/60 (ต.ค.- ธ.ค.2559) เพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากธุรกิจหลัก ทั้งจาก bed liner, canopy, deck cover และ sidestep และธุรกิจใหม่ในประเทศออสเตรเลีย (TJM) ซึ่ง TJM ต้องใช้เวลาเพื่อการปรับโครงสร้างธุรกิจอีกระยะหนึ่ง โดยปี 60/61 TJM เตรียมเปิดสาขาตนเองในประเทศออสเตรเลีย และส่งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของ AEROKLAS ซึ่งพัฒนาโดยหน่วยงานพัฒนาของ AEROKLAS ร่วมมือกับ EPG Innovation Center ออกจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น

 

 

3.ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายใต้แบรนด์ EPP ยอดขายในไตรมาส 3 ปี 59/60 (ต.ค.- ธ.ค.59) ลดลงเล็กน้อยที่ 2.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เกิดจากยอดขายภายในประเทศลดลงจากช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัย และงดเว้นงานรื่นเริง ทั้งนี้ ข้อมูลสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกลดลง 4.5% ตั้งแต่เดือนเม.ย. – ธ.ค. 59 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม EPP ได้เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติความเร็วสูง ที่ EPP phase 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด EPP ประเดิมส่ง “Eici” แบรนด์น้องใหม่ จับตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภททั่วไป เริ่มรุกตลาดในประเทศ และ AEC ตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้

 

 

ทั้งนี้รายได้จากการขายงวด 9 เดือนของ ปี 59/60 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความผันผวน บริษัทจึงได้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้รักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงที่ 32.5% และสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจได้ตลอดเวลา

คุณประพันธ์-1

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ในวันที่ 23 ก.พ. 60 โดย MGT ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty chemical) มากกว่า 1,000 ชนิด จากผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 400 ราย โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทคือผู้ผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมพอลีเมอร์ อุตสาหกรรมสี และอุตสาหกรรมน้ำยาเคลือบผิวโลหะ เป็นต้น ทั้งนี้ MGT มีบริษัทร่วม 1 แห่ง คือ บ. เวอร์ทิส ลาเท็กซ์ ดำเนินธุรกิจผลิตหมอนและที่นอนยางพารา โดยเน้นการรับจ้างผลิตสินค้าให้แก่เจ้าของตราสินค้าตามที่ลูกค้ากำหนด (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM)

 

 

MGT มีทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 189 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 756 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้ายดร. วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) เปิดเผยว่า MGT จำหน่าย เคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนเติม (additive)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการทั้งด้านคุณสมบัติและราคา รวมถึงดูแลเรื่องการจัดซื้อและการบริหารการจัดส่งให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ maiจะช่วยเพิ่มฐานทุนให้กับบริษัทเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย MGT จะนำเงินที่ระดมทุนได้ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

 

 

MGT มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ ดร. วิทยา อินาลา ถือหุ้น 37.68% บจ. เมกาเคม (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงค์โปร์) ถือหุ้น 36.19% และนาย เอกชนสิษฎ์ วรหาญ โดย บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 1.25% ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 23.86 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59 ซึ่งเท่ากับ 31.69 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

15F4F6F344E0463897721229C6CBC9C8

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เปิดเผยว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลงทุน บอร์ด ปตท.ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างการถือหุ้นธุรกิจปิโตรเคมี ในสายผลิตภัณฑ์โพรเพน และชีวภาพ (Propane & Bio chains) และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องของกลุ่ม ปตท. โดยการจำหน่ายหุ้นที่ ปตท.ถืออยู่ใน 6 บริษัท และ 1 โครงการ ให้กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ได้แก่ บริษัท เอชเอ็มซี โพลิเมอส์ จำกัด บริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ จำกัด บริษัท พีทีที เมนเทนแนนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง จำกัด และ โครงการ PMMA ของ บริษัท พีทีที พีเอ็มเอ็มเอ จำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดพลังร่วม (Synergy) ในธุรกิจปิโตรเคมีของ กลุ่ม ปตท. โดยเกิดความยืดหยุ่นในการรับวัตถุดิบ (feedstock) ซึ่งมี พีทีทีจีซี เป็นหัวหอกด้านเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ทั้งนี้ พีทีทีจีซี จะขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป

 

 

ขณะที่การปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท.ในครั้งนี้จะเกิดผลดีต่อภารกิจของ ปตท.ที่ให้การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไปในอนาคตทั้งในระยะกลางและระยะยาว

 

 

ในขณะเดียวกัน ปตท.เปิดเผยงบลงทุน 5 ปี (60 – 64) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของบอร์ดมูลค่า 338,849 ล้านบาท โดยจำนวนดังกล่าวนั้นรวมการเพิ่มทุนในบริษัทลูก เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุนแล้ว ทั้งนี้ ปตท.ตั้งเป้าลงทุนหลักในโครงสร้างพื้นฐาน 43% ปรับโครงสร้างการเงิน 22% ธุรกิจแอลเอ็นจี 14% ธุรกิจน้ำมันและเทรดดิ้ง 12% ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 4% บริษัทย่อยและบริษัทร่วมค้า 4% และอื่นๆ 1% ตามลำดับ โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 มูลค่า 93,337 ล้านบาท และโครงการแอลเอ็นจีเทอร์มินัล แห่งที่ 2 มูลค่า 38,171 ล้านบาท เป็นต้น ในการนี้ ปตท.ได้บรรลุการเจรจาสัญญาระยะยาวการจัดหาแอลเอ็นจี กับ บีพี (BP) เชล (Shell) และ ปิโตรนาส (Petronas) รวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี โดยผลการเจรจากับ BP และ Shell ทำให้ลดต้นทุนการนำเข้าแอลเอ็นจี ตลอดอายุสัญญาได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท พร้อมเร่งดำเนินการขยายคลังรับแอลเอ็น แห่งที่ 1 จาก 5 ล้าน เป็น 10 ล้านตันต่อปี เริ่มใช้งานได้ในปี 2560 และได้รับมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายเป็น 11.5 ล้านตันต่อปีในปี 2562 รวมถึงอนุมัติการก่อสร้างคลังรับแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จในปี 65

 

 

ทั้งนี้ ปตท.ยังสนับสนุนนโยบายรัฐในการเปิดเสรี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการการแข่งขันในกิจการ แอลพีจี เอ็นจีวี และ แอลเอ็นจี โดยบริหารท่อส่งก๊าซฯและคลังปิโตรเลียมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ Third Party Access (TPA) พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ในการศึกษาการลงทุนในเทคโนโลยีและกิจการใหม่ๆ เพื่อหาโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดสำหรับกลุ่ม ปตท. เช่น กิจการในสายโซ่ธุรกิจไฟฟ้า เป็นต้น

 

 

นอกเหนือจากงบฯลงทุน 5 ปี มูลค่า 338,849 ล้านบาทแล้ว ที่ประชุมบอร์ดยังได้อนุมัติงบสำรองลงทุน (Provision) จำนวน 198,612 ล้านบาท เพื่อเตรียมสำหรับความต่อเนื่องของการผลิตในสัมปทานที่จะหมดอายุ การพัฒนาโครงการแอลเอ็นจีที่จะส่งมาประเทศไทย โครงการลงทุนที่ต่อยอดเพิ่มมูลค่าจากกิจการปัจจุบัน และโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งในปัจจุบัน ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของ ปตท.ได้มีการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อผู้บริโภค โดยเฉพาะการขยายกิจการในประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบสถานีบริการน้ำมันแบบครบวงจร (Life Station model) อันเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยและเพื่อนบ้านจำนวนมาก ในขณะที่ ธุรกิจเทรดดิ้งของ ปตท.ก็ได้ขยายธุรกิจผ่านสำนักงานที่ลอนดอน ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ เพื่อครอบคลุมตลาดทั่วโลก และเพิ่มประสิทธิภาพการค้าขาย อีกทั้ง ปตท. ยังมีการลงทุนผ่านบริษัทลูกในธุรกิจแบตเตอรี่ และธุรกิจไฟฟ้าอีกด้วย

 

 

ด้านผลประกอบการปี 59 นั้น ปตท. มีรายได้จากการขาย 1.72 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิของกลุ่ม ปตท. เพิ่มขึ้น 74,673 ล้านบาทจากปี 58 เป็น 94,609 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบันทึกมูลค่าการด้อยค่าทางบัญชีลดลงและมีกำไรจากสินค้าคงคลังแทนการขาดทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่สภาพตลาดราคาน้ำมันและปิโตรเคมี ส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นลดลง 2 หมื่นล้านบาท แต่กลุ่ม ปตท. ได้มีดำเนินการเพิ่มผลผลิตในการดำเนินงานอย่างจริงจัง ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ถึง 2.4 หมื่นล้านบาท ประกอบกับมีการลงทุนในธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทำให้ผลประกอบการของกลุ่มปตท. พลิกฟื้นเร็วกว่าบริษัทน้ำมันชั้นนำอื่นๆ หลายแห่งที่การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจต้นน้ำ

 

 

สำหรับกรณีสินบน โรลส์ รอยซ์ ที่เป็นกระแสข่าวนั้น ปตท.ได้เร่งรวบรวมข้อมูล เอกสาร และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ยังได้วิเคราะห์กระบวนการและแนวปฏิบัติในอดีต เพื่อหาจุดอ่อนในการปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้ ปตท.ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้านข้อมูลที่จำเป็น พร้อมจัดสถานที่ให้ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจเอกสาร รวมทั้งติดต่อหน่วยงานภายนอกต่างๆ ในการขอรายชื่อคน ปตท.ที่เรียกร้องสินบน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งกลับจากหน่วยงานใด โดย ปตท.จะติดตามข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 60 บอร์ด ปตท. ได้รับทราบรายงานผลการสืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีสินบน โรลส์ รอยซ์ และได้เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงกระบวนการเพื่อป้องกันการทุจริต ได้แก่ ขึ้นทะเบียนนายหน้า จัดระบบการบันทึกการติดต่อในโครงการก่อสร้างและจัดซื้อ เพิ่มการเก็บเอกสารเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-document) ใช้แนวทางในการนำหลักเกณฑ์เรื่องข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) และการบริหารต้นทุน (Cost) มาใช้ในโครงการท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 และ คลังฯแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 ทั้งหมดนี้เพื่อแสดงความตั้งใจตามหลักการของ ปตท.ในการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

คุณแม่ทัพ ต.สุวรรณ-1

นายแม่ทัพ ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บมจ. อาฟเตอร์ ยู (AU) เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานปี 59 บริษัทฯ สามารถผลักดันการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยทำรายได้ 606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 414 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตได้ดีทั้งในแง่ของผลรายได้และกำไรนั้น มาจากการรุกขยายสาขาร้านอาฟเตอร์ ยู ที่ต่อเนื่องและการพัฒนาเมนูใหม่ๆ เพื่อผลักดันยอดขายต่อสาขาเพิ่มขึ้น

 

 

สำหรับในปี 59 บริษัทฯ ได้ขยายสาขาเพิ่มขึ้น 5 สาขา แบ่งเป็นร้านอาฟเตอร์ ยู 3 สาขาที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ซีคอนสแควร์ (ศรีนครินทร์) และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และร้านเมโกริ 2 สาขาที่ศูนย์การค้า Siam Square One และเดอะ คอมมอนส์ ทองหล่อ และการเพิ่มเมนูใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เช่น ชิบุย่าฮันนี่โทสต์ คากิโกริ หรือเมนูขนมหวานรสชาไทย 3 เมนูใหม่ ได้แก่ ชิบุย่าโทสต์ คากิโกริและชานมผสมเฉาก๊วย เป็นต้น

 

 

“แม้ธุรกิจร้านขนมหวานมีการแข่งขันสูง แต่เรายังรักษาการเติบโตที่ดี เนื่องจากบริษัทฯ ลงทุนขยายสาขาและคิดค้นพัฒนาเมนูใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี จึงสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ตามแผนที่วางไว้” นายแม่ทัพ กล่าว

 

 

สำหรับแผนดำเนินธุรกิจในปี 60 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 30% โดยจะขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 6-7 สาขาให้มีความครอบคลุมมากขึ้น จาก ณ สิ้นปี 59 ที่มีทั้งหมด 20 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5-6 สาขา โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการร้านอาฟเตอร์ ยู สาขาอิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้ในเดือนเมษายนนี้ และจะลงทุนเปิดร้านอาฟเตอร์ ยู ในหัวเมืองต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก 1 สาขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาทำเลที่เหมาะสม พร้อมมีแผนพัฒนาเมนูขนมหวานอย่างต่อเนื่อง เช่น คากิโกริข้าวเหนียวมะม่วง มะยงชิดปั่น ที่เป็นเมนูตามฤดูกาล รวมถึงมีแผนขยายธุรกิจการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

 

ส่วนแนวโน้มธุรกิจขนมหวานในปีนี้ประเมินว่ายังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมทานอาหารนอกบ้านและมีความชื่นชอบการรับประทานขนมหวาน ประกอบกับศูนย์การค้าและโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ยังขยายสาขาใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจร้านขนมหวานในปีนี้

Logo-ananda

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ANAN เปิดเผยถึงแผนดำเนินงานในปี 60 บริษัทเตรียมรุกตลาดอย่างหนัก โดยมีแผนในการเปิดตัวโครงการใหม่ เป็น 41,800 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้การเปิดตัวใหม่ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม 12 โครงการ มูลค่า 36,400 ล้านบาท และ โครงการแนวราบ 5 โครงการ มูลค่า 5,400 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 17 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 41,800 ล้านบาท โดยมีเป้ายอดขาย (presales) 30,400 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% สอดคล้องกับโครงการที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้มีแผนเพิ่มงบในการซื้อที่ดินอีกจำนวน 13,500 ล้านบาท เทียบกับปีที่ผ่านตั้งไว้ที่ 7,252 ล้านบาท หรือเพิ่ม 2 เท่าตัวเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ทั้งนี้มีแผนรุกธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้สม่ำเสมอ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ โดยโครงการแรกได้ใช้งบลงทุนประมาณ 1,350 ล้านบาท ทำเลถนนรัชดาภิเษก ขนาดที่ดินกว่า 3 ไร่ จำนวน 450 ห้อง เป็นเงินลงทุนในส่วนของบริษัท 550 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 63 และในอนาคตคาดจะเปิดเพิ่มเติม 1-2 โครงการต่อปี

 

 

 

 

 

เกศรา SET

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับภาคีภาคตลาดทุน ชวนคนไทยสร้างวินัยการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างยั่งยืน ด้วยโครงการ #Investnow ปี 2 ภายใต้แนวคิด “ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน” ส่งเสริมการทยอยลงทุนหุ้น กองทุนรวม พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการลงทุนตอบโจทย์คนไทยได้เรียนรู้ และลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความเข้าใจด้านการลงทุนแก่คนไทย เพื่อให้คนไทยมีการเก็บออมและลงทุนอันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดี  อย่างไรก็ตาม จากสถิติในปัจจุบันพบว่าคนวัยทำงานจำนวน 40 ล้านคน มีเพียงแค่ 38% ที่อยู่ในระบบการออมเพื่อการเกษียณ และไม่ได้เป็นหลักประกันว่าคนเหล่านี้จะมีเงินออมเพียงพอใช้ในอนาคตเมื่อเลิกทำงาน ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดการออมการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำงานร่วมกับพันมิตรตลาดทุนไทย ต่อยอดการทำงานในโครงการ #Investnow ภายใต้แนวคิด “ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน”  ส่งเสริมให้คนไทย โดยเฉพาะวัยทำงาน มีวินัยการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเริ่มต้นออมแม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ได้แก่  หุ้น กองทุนรวม  และตราสารทางการเงินต่าง ๆ

 

 

“โครงการ #Investnow ปีนี้ได้จับมือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนแบบสม่ำเสมอแก่คนไทย โดยเฉพาะการเข้าไปให้ความรู้การออมการลงทุนแก่พนักงานบริษัทในองค์กรต่าง ๆ และ กลุ่มนักศึกษา ทั่วประเทศ  ทั้งในรูปแบบการให้ความรู้โดยตรงและสร้าง trainer ในองค์กร เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ผ่านสื่อออนไลน์ และ social media ให้สอดคล้องกับ lifestyle ของผู้ลงทุนในปัจจุบัน” นางเกศรากล่าว

 

 

ตลาดหลักทรัพย์ได้เตรียมพัฒนาเครื่องมือการลงทุนต่างๆ ขึ้นมารองรับสำหรับโครงการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม  ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำศูนย์รวมข้อมูลการลงทุนออนไลน์หรือ Investment portal เพื่อเป็นแหล่งรวมข้อมูล ความรู้ เทคนิคการลงทุน รวมถึงข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม การจัดทำโปรแกรมเครื่องมือเพิ่อตรวจแผนการลงทุนเทียบกับเป้าหมาย การจัดทำ application ที่จะช่วยให้ผู้ลงทุนทดสอบการลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจำลองใช้ข้อมูลจริงในอดีต และการพัฒนา function ในการส่งคำสั่งซื้อขายของ streaming มารองรับการซื้อขายหุ้นแบบสม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุน  นางเกศรากล่าวเพิ่ม

 

 

ด้านนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า การทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นการบริหารเงินออมระยะยาวที่ถูกต้อง เหมาะกับผู้ที่เตรียมวางแผนเพื่อเกษียณ และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนผิดจังหวะ ในปีนี้สมาคมฯ และ บริษัทหลักทรัพย์ ได้ร่วมกับโครงการ #investnow มุ่งให้ความรู้เรื่องการทยอยลงทุนแก่กลุ่มเป้าหมาย และการนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบทยอยลงทุนสม่ำเสมอ พร้อมทั้งพัฒนาโปรแกรมหรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนไทยลงทุนได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว และให้บริการและให้คำปรึกษาการลงทุน เพื่อให้คนไทยบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น

 

 

ทางด้านดร. สมจินต์ ศรไพศาล  กรรมการ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และกลุ่มบริษัทสมาชิก ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการให้ความรู้ด้านการออม การลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ มากมายโดยเฉพาะโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวมที่ดำเนินการมากว่า 14 ปี จนมาถึงปีนี้ ซึ่งจะร่วมสานต่อและรณรงค์ภายใต้โครงการ #investnow 2017 ด้วยแนวคิด“ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน ด้วยกองทุนรวม” การออมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จทางเป้าหมายการเงิน กอปรกับกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์คนไทย โดยเฉพาะผู้เริ่มลงทุน และคนทำงาน เพราะมีหลายนโยบาย มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่จะช่วยบริหารเงินลงทุนให้อีกด้วย และสามารถเริ่มลงทุนได้ ด้วยเงินไม่มาก และเริ่มได้ง่าย เพียงแค่พิจารณาเลือกกองทุนและสั่งตัดบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นการฝึกวินัยในการลงทุนที่ดี และภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ สมาคมบริษัทจัดการลงทุนและบริษัทสมาชิกจะร่วมกันเดินหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และเครื่องมือเพื่อผู้ลงทุน สร้างการเข้าถึงข้อมูลกองทุนรวมโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเดินสายสร้างความรู้ความเข้าใจมนุษย์เงินเดือนแบบเข้าถึง

 

 

ด้านนางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 656 บริษัทมีพนักงานรวมกว่า 1.2 ล้านคน ซึ่งบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้มีการส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณแก่พนักงานในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สหกรณ์ออมทรัพย์ การส่งเสริมการลงทุนใน LTF และ RMF อย่างไรก็ตาม ยังมีพนักงานจำนวนมากที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการลงทุนและการวางแผนการลงทุนที่ถูกต้องเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่สมาคมฯ ได้เข้าร่วมโครงการ #Investnow เพื่อร่วมส่งเสริมความรู้เรื่องการลงทุนและปลูกฝังแนวคิดการมีวินัยด้านการออมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอแก่พนักงานบริษัทเอกชน เพื่อนำไปสู่การมีชีวิตที่มั่นคง

 

20170221_101552

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 60 ว่าบริษัทจะใช้งบลงทุนประมาณ 18,500 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสร้างศูนย์นวัตกรรม Bangchak Initiative Innovation Center : BIIC เพื่อนำผลวิจัยมาต่อยอดและขยายธุรกิจใหม่ สนับสนุนเศรษฐกิจไทยยุค 4.0 อาทิ โครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Bio Product โครงการการบริหารการใช้พลังงานผ่าน Energy Storage เป็นต้น

 

 

ด้านธุรกิจโรงกลั่นจะขยายกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 111,000 บาร์เรลต่อวัน หรือร้อยละ 93 คาดว่าจะมีค่าการกลั่นอยู่ในระดับ 6 - 7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น (YES - R Project) ให้มีศักยภาพสูงสุด ส่วนธุรกิจตลาดตั้งเป้าจำหน่ายน้ำมันให้ได้ 530 ล้านลิตรต่อเดือน โดยเพิ่มการจำหน่ายผ่านตลาดค้าปลีก ขณะที่สถานีน้ำมันจะขยายเพิ่มอีก 100 แห่ง บนถนนสายหลักตามหัวเมืองใหญ่เน้น Greenovative Experience และมีธุรกิจเสริมอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคผ่าน *SPAR ซูเปอร์มารเก็ตที่จะเพิ่มอีก 55 สาขา พร้อมทั้งจะมีมุมจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนตามนโยบายของบริษัท และภายในกลางปีนี้จะนำข้าวสารจากเกษตรกรไทยส่งไปขายในร้าน SPAR ที่ต่างประเทศ

 

 

ขณะที่แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศในปี 60 มองว่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อยมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีก่อน คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม EBITDA เติบโตประมาณร้อยละ 20 เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นสามารถกลั่นได้เต็มกำลัง การผลิตและธุรกิจไบโอดีเซล และธุรกิจเชื้อเพลิงเอทานอล จะมีการผลิตที่เพิ่มขึ้น

 

 

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 59 บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 144,705 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,729 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ 4,773 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.47 บาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 15 มี EBITDA รวม 11,363 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3

 

 

*SPAR เป็นซูเปอร์มาร์เกตแบรนด์ชั้นนำรูปแบบใหม่จากเนเธอร์แลนด์ ภายใต้แนวคิด SPAR ' FRESH & EASY FOOD MARKET' มีจุดเด่นที่แตกต่าง คือ ความเป็นเลิศด้านอาหารสด ใส่ใจคุณภาพบริการ และมีมุมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนตามนโยบายบางจากฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น

ไตรรงค์ tmb

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มองกฎหมายหลักประกันทางธุกิจช่วยปลดล็อค SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เสนอภาครัฐและเอกชนทำงานอย่างใกล้ชิด เร่งส่งเสริมธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนเพิ่ม หนุนสินเชื่อ SME โต

 

 

ในปัจจุบันธุรกิจ SME เข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินประมาณเพียงแค่กว่าร้อยละ 40 ของจำนวน SME ทั้งหมด โดย พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ 2 ก.ค. 59 อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในแวดวงสินเชื่อธุรกิจ SME เพิ่มเติม โดยพบว่า ณ วันที่ 31 ม.ค. 60 หรือ 7 เดือนแรกนับจากเริ่มใช้กฏหมาย มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวนกว่า 115,000 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 จาก ณ สิ้นปี 2559 ในขณะมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10.5 ในช่วงเวลาดังกล่าว หรือคิดเป็น 1.63 ล้านล้านบาท โดยสินทรัพย์ที่ถูกนำมาขึ้นทะเบียนมีความหลากหลายครอบคลุมหลายหมวด เช่น เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลังและวัตถุดิบ เครื่องจักรและยานยนต์ ทั้งนี้ เงินฝากธนาคารยังนับเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดหรือถึงร้อยละ 59 ของสินทรัพย์ที่นำมาจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจทั้งหมด ในขณะที่สินทรัพย์หมวดใหม่ๆอย่าง ทรัพย์สินทางปัญญา และกิจการ ยังไม่รับความนิยมมากนัก

 

 

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ (Head Economist) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา หลักประกันที่ผู้ประกอบการใช้เป็นหลักประกัน คือ สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน โรงงาน ที่พักอาศัย ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฏหมายหลักประกันทางธุรกิจ ตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ SME เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น”

 

 

จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ พบว่า ร้อยละ 80 เป็นธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่งและธุรกิจบริการ ที่ส่วนใหญ่มีสินทรัพย์ถาวรน้อยแต่มีทรัพย์สินอื่นๆ จำนวนมาก ดังนั้น หากมูลค่าทรัพย์สินที่จดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น และมีเงินทุนมากขึ้นในการดำเนินกิจการและลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจด้วยวงเงินสินเชื่อใหม่ๆ โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ ประเมินว่า หากนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจนี้สามารถส่งผลให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อ SME เร่งตัวเร็วกว่าเดิมได้ถึง 2 เท่าจากอัตราการขยายตัวปกติ

 

 

“อย่างไรก็ตาม การนำกฏหมายหลักประกันทางธุรกิจ ไปใช้ในทางปฏิบัติระยะ 7 เดือนแรก มีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ SME ยังไม่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยมาก่อน อีกทั้งยังมีรายละเอียดของกระบวนการและระบบที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ดังนั้น เพื่อให้กฏหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันเพื่อบูรณาการกระบวนการทำงานร่วมกัน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้ดีขึ้นและเป็นฐานสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะยาว” นายเบญจรงค์สรุป

thumbnail_นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (2)

 บมจ.ไดอิ กรุ๊ปประกาศแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2560 เน้น Living Solution หลังผนึกเนอวานา เน้นการสร้างนวัตกรรมในการอยู่อาศัย โดยเป็นครั้งแรกที่นำจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างของไดอิ มาช่วยในการพัฒนาการก่อสร้างของเนอวานา ในขณะเดียวกันนำดีไซน์ที่โดดเด่นของเนอวานามาช่วยพัฒนาสินค้าของไดอิให้น่าสะดุดตามากยิ่งขึ้น พร้อมประกาศเป็นเจ้าแรกเจ้าเดียวในไทยที่มีธุรกิจครบไลน์เรื่องบ้านในวงการอสังหาฯ โดยปัจจุบันผู้บริหารของเนอวานาได้ขึ้นรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไดอิแล้วอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเปิดตัวใหม่ 3  โครงการมูลค่ารวม 8,500 ล้าน

นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวแนะนำ บมจ.ไดอิ กรุ๊ป พร้อมเผยแผนการดำเนินงานเมื่อรวม 2 บริษัทเข้าเป็นหนึ่งเดียวว่า “บมจ.ไดอิ กรุ๊ป คือ บริษัทที่ทำธุรกิจรับสร้างบ้านในแบรนด์ “ดีจิ” (Deeji)  ธุรกิจบ้านสำเร็จรูปในแบรนด์ “กินซ่า” (Ginza) ธุรกิจรั้วบ้าน ในแบรนด์ Fenzer, ธุรกิจกรอบประตู หน้าต่างอลูมิเนียมแบรนด์ ATECH ซึ่งจุดเด่นในการดำเนินธุรกิจของไดอิ คือ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ดี ส่วนธุรกิจของเนอวานานั้น เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่มีดีไซน์โดดเด่น ลงลึกในทุกรายละเอียดของการอยู่อาศัย เมื่อ 2 บริษัทมารวมกันเราจึงนำจุดเด่นของทั้งคู่มาผนวกเข้าด้วยกัน คือ เทคโนโลยี + ดีไซน์ ซึ่งจะเพิ่ม   ความรวดเร็วในการก่อสร้างภายใต้ดีไซน์ที่สวยงาม โดยการรวมกันในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในวงการอสังหาฯ ไทย ที่หนึ่งบริษัทจะมีทั้งธุรกิจพัฒนาโครงการ ธุรกิจรับสร้างบ้าน ธุรกิจบ้านสำเร็จรูป และธุรกิจขายวัสดุเกี่ยวกับบ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการจะมีบ้านอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นบ้านบนที่ดินตัวเอง หรือการซื้อบ้านในโครงการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์  โดยเป้าหมายที่เราวางไว้ คือ Living Solution เพียงนึกถึงการมีบ้าน เมื่อเดินทางมาที่ไดอิ        จะมีทุกอย่างให้เลือก ดังนั้น การรวมกันในครั้งนี้ จึงเป็น Beyond Synergy หรือขั้นกว่าของการผสานธุรกิจ เพราะเราไม่ได้มองแค่การรวมเพื่อเติบโตทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการรวมเพื่อนำจุดเด่นในทุกด้านของทั้งคู่มาใช้ ทั้งการรวมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม วิธีคิด ช่องทางการตลาดใหม่ ๆ และการพัฒนาสินค้าเพื่อยังประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคด้วยนั่นเอง”

“ทั้งนี้แผนการดำเนินธุรกิจของ บมจ.ไดอิ กรุ๊ป ณ ปัจจุบันจึงมี 3 ประเภทธุรกิจหลัก ได้แก่  1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แบรนด์เนอวานา, 2. ธุรกิจรับสร้างบ้าน ภายใต้แบรนด์ดีจิ และบ้านสำเร็จรูปแบรนด์กินซ่า, 3. ธุรกิจวัสดุเกี่ยวกับบ้าน คือ รั้ว แบรนด์ Fenzer  และกรอบประตูหน้าต่าง แบรนด์ ATECH โดยหนึ่งในแผนกลยุทธ์ของบริษัท คือ การเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น และง่ายขึ้น ดังนั้น เรามีแผนการดันสินค้าด้านวัสดุก่อสร้างเข้าสู่ Modern Trade , การสร้างพื้นที่สำหรับเป็น Show Unitเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้สัมผัสบ้านสำเร็จรูป และแบบบ้านใหม่ๆ จากธุรกิจรับสร้างบ้านของเราได้อย่างเต็มที่ในอนาคต นอกจากนี้ ยังเตรียมรุกธุรกิจใหม่เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม ได้แก่ การนำแบบบ้านในสไตล์ของเนอวานามาทำในลักษณะธุรกิจรับสร้างบ้าน เพื่อให้ลูกค้าได้มีบ้านแบบเนอวานาบนที่ดินของตัวเอง, การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแก่นักลงทุนที่สนใจ (Investment property development) และการร่วมทำธุรกิจกับเจ้าของที่ดิน (Joint venture Model)”  

สำหรับผลการดำเนินงาน และแผนการดำเนินงานของสินค้าภายใต้แบรนด์เนอวานานั้น นายศรศักดิ์ กล่าวว่า  “ในปีที่ผ่านมายอดขายของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์เนอวานา เติบโตขึ้นจาก 1,364 ลบ. ในปี 2558  เป็น 2,247 ลบ. ในปี 2559 หรือโตขึ้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์  โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากบ้านราคาสูงกว่า 15ล้านบาท และสำหรับปี 2560 ได้วางเป้ายอดขายไว้ที่ 3,900 ลบ. เติบโตขึ้นจากปี 59 อีก 43 เปอร์เซ็นต์ โดยปีนี้จะมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท และโครงการที่พักอาศัยแนวราบ    มูลค่าโครงการประมาณ 2,500 ล้านบาท”

คุณรังสี ทีปกรสุขเกษม SMART 11

นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บมจ. สมาร์ทคอนกรีต (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง และงานกั้นผนังอาคารเปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานบริษัทในปี 60 ตั้งเป้าหมายรายได้ 330 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา ประมาณ 5 % โดยบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างการเติบโต โดยขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ในช่วงครึ่งปีแรกจะเร่งบุกตลาดโครงการภาครัฐที่มีการลงทุนในโครงการต่างๆจำนวนมาก อาทิ โครงการก่อสร้างถนน รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ คาดว่ามูลค่างานภาครัฐจะขยายตัวได้ ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้งานภาครัฐอยู่ที่ 25 % ภาคเอกชน อยู่ที่ 75%

 

 

อีกทั้งจะมีการทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ "อิฐมวลเบาประเภทตกแต่ง" และ “ผนังมวลเบา” มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและตอบโจทย์งานก่อสร้างในยุคปัจจุบัน

 

 

สำหรับการขยายตลาดกลุ่มประเทศ CLMV ที่ผ่านมาบริษัทมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและสปป.ลาว เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยมีกระแสตอบรับที่ดีและมีออเดอร์สั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศดังกล่าว อีกทั้งบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศในปี 60 อยู่ที่ 3-4 %

 

 

นอกจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรเป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV อย่างต่อเนื่อง อาทิ ประเทศพม่า โดยอยู่ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้ การปรับกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้การกระจายสินค้ามีความครอบคลุม และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นในอนาคต

TMB 5 สินค้าเกษตร

ผลผลิตและราคาพืชผลปี 60 ดันเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกรเพิ่ม 5.5 หมื่นล้าน ภาคใต้ได้อานิสงค์ราคายาง ปาล์มน้ำมันพุ่ง หนุนธุรกิจในพื้นที่แนวโน้มสดใสตามกำลังซื้อเกษตรกร

 

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินมูลค่าพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 อันดับแรก คือ ข้าว ยางพารา อ้อยโรงงาน มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน พบว่าปี  60 มีมูลค่ารวมกว่า 7.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.5 หมื่นล้านบาท โดยมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นมาจากราคายางพาราและอ้อยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการและราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา คาดว่าราคาเฉลี่ยยางแผ่นดิบเฉลี่ย ปี 60 จะอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยปีที่ผ่านมาร้อยละ 24 ทำให้มูลค่าผลผลิตยางปีนี้เพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท แม้ว่าปริมาณผลผลิตจะลดลงร้อยละ 6 เนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่ปลูกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาอ้อยได้รับผลบวกจากราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกที่ตึงตัว ผลักดันราคารับซื้ออ้อยจากเกษตรกรในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เทียบกับราคารับซื้อปีก่อน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเกือบ 3 หมื่นล้านบาท

 

 

ด้านข้าว ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คาดว่าราคาจะอ่อนตัวจากลงอีกเล็กน้อย เนื่องจากปี 60 อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวนาไม่ประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับผลผลิตของแหล่งผลิตข้าวสำคัญทั่วโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จึงทำให้ราคาและปริมาณส่งออกข้าวของไทยชะลอตัว ขณะที่สต็อกของรัฐบาลยังคงกดดันราคาข้าวในปีนี้ ทำให้มูลค่าผลผลิตข้าวที่ชาวนาได้รับเพิ่มขึ้น 1  พันล้านบาท ใกล้เคียงกับมูลค่าผลผลิตปี 59 ส่วนมันสำปะหลังราคาชะลอต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าราคามันสดเฉลี่ยทั้งปีจะชะลอตัวลงร้อยละ 18 เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์มันฯ ของประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญลดลง ทำให้มูลค่าผลผลิตมันสดที่เกษตรกรชาวไร่มันฯ ขายได้ลดลง 1.2 หมื่นล้านบาท

 

 

เม็ดเงินจากมูลค่าผลผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตและบริโภคกลุ่มสำคัญของเศรษฐกิจภูมิภาค มีกำลังซื้อสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้นภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราที่สำคัญของประเทศ (ผลผลิตยางพารากว่าร้อยละ 70 มาจากภาคใต้) จะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงยังได้ผลบวกจากปาล์มน้ำมันที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วยด้วย ดังนั้น เศรษฐกิจภาคใต้ปีนี้น่าจะฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วมรวดเร็วและดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง ซึ่งเป็นจังหวัดพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก ด้านภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง แม้ว่ามูลค่าผลผลิตอ้อยจะเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น แต่ข้าวและมันสำปะหลัง ราคายังคงฉุดรายได้เกษตรกรในปีนี้  ทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรในภาพรวมทั้ง 3 ภาคไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เศรษฐกิจของจังหวัดที่คาดว่าจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเนื่องจากเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยที่สำคัญได้แก่ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุดรธานี นครราขสีมา กาญจนบุรี

 

 

ขณะที่กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรในพี้นที่ข้างต้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจค้าปุ๋ยและเคมีเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต อีกด้านหนึ่งเกษตรกรจะมีกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งสินค้าอุปโภค บริโภค วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยหากทิศทางของราคาและปริมาณผลผลิตยังดีต่อเนื่องในระยะยาว จะทำให้แนวโน้มการซื้อสิ้นค้าคงทน หรือ สินค้าราคาสูง เช่น จักรยานยนต์ รถยนต์ มีแนวโน้มดีขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากเกษตรกรมีความมั่นใจในรายได้สูงขึ้น

 

 

ดังนั้นภาครัฐฯ ควรมีนโยบายดูแลราคาข้าวและมันสำปะหลังระยะสั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่วนยางพารา อ้อยและปาล์ม ซึ่งราคาอยู่ในระดับค่อนข้างดีในปีนี้ ควรส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนอย่างจริงจัง เช่น นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ และช่วยหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคให้เติบโตได้ในระยะยาว

FSMART

นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส  (FSMART) ผู้นำช่องทางการชำระเงินผ่าน “ตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม” ที่มีเครือข่ายมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำปี 59 บริษัทมีรายได้รวม 2,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 743 ล้านบาท หรือ 44 % จากปี 58 ที่มีรายได้ 1,684 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148 ล้านบาท หรือ 55% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิ 272 ล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรมาจากการที่บริษัทสามารถขยายจำนวนตู้เติมเงินบุญเติมได้ 92,082 ตู้ ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 90,000 ตู้ ส่งผลต่อยอดการเติมเงินโดยรวมที่ 23,383 ล้านบาท มากกว่าปี 58 ที่มียอดเติม 15,386 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 52%

 

 

ขณะที่ผลงานดำเนินงานไตรมาส 4/59 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 248 ล้านบาท หรือ 51% และกำไรสุทธิ 133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56 ล้านบาท หรือ 73% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งมาจากจำนวนผู้ใช้บริการผ่านตู้เติมเงินบุญเติมกว่า 23 ล้านเลขหมาย และยอดทำรายการมากกว่า 2 ล้านรายการต่อวัน จากบริการต่างๆ ภายในตู้เติมเงินกว่า 59 รายการ โดยเฉพาะบริการโอนเงินที่บุญเติมเป็นตัวแทนของธนาคารกรุงไทย และกสิกรไทย โดยมียอดการโอนในขณะนี้กว่า 9,000 รายการต่อวัน จากเดิมมีจำนวนกว่า 2,300 รายการต่อวันในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี

 

 

อีกทั้งบริษัททำผลงานได้ยอดเยี่ยม ทั้งในเรื่องของการขยายจำนวนตู้ได้มากกว่าเป้าหมาย ส่งผลต่ออัตรารายได้และกำไรที่เติบโตมากขึ้น เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ เช่น ตู้กดน้ำดื่มสะอาดและเติมเงิน บุญเติมเคาน์เตอร์เซอร์วิส รวมไปถึงบริการอื่นๆก็ได้รับความนิยมเช่นกัน อาทิ เครื่องชั่งน้ำหนักที่ติดกับตู้เติมเงิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการโอนเงินที่บุญเติมเป็นตัวแทนของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายทั้งในส่วนของธนาคารและผู้ใช้งาน ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายจะเปิดเพิ่มอีก 1 ธนาคารในปี 2560 นี้ ส่วนบริการอื่นๆมียอดการใช้งานเติบโตขึ้นตามลำดับ ในทิศทางเดียวกันกับจำนวนเลขหมายผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ใช้สามารถใช้บริการภายในตู้ที่ครอบคลุมกว่า 59 รายการ และจำนวนตู้เติมเงินบุญเติมที่เพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ นายสมชัย กล่าว

 

 

สำหรับการดำเนินงานในปี 60 บริษัทตั้งเป้าหมายขยายตู้เติมเงินให้ได้ 120,000 ตู้ ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานระยะยาวที่ต้องการจะเพิ่มจำนวนตู้เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นด้วยการทำงานของตัวแทนบริการในแต่ละจังหวัด ประกอบกับการที่บริษัทขยายตู้เติมเงินบุญเติมไปตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซเว่น – อีเลฟเว่น ที่มีแผนเพิ่ม 1,000 สาขา , แฟมิลี่มาร์ท, ลอว์สัน , เทสโก้โลตัส, เทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส, บิ๊กซี , ท็อปส์ , โฮมโปร,  ซุปเปอร์เซฟ ตลอดจนอาคารและโครงการต่างๆ ที่สนใจติดตั้งตู้เติมเงิน ที่จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและยอดเติมเงินให้กับบริษัทให้เติบโตตามเป้าหมายที่ 30,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้

 

 

ด้านนายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) กล่าวว่า นอกจากบริษัทจะมุ่งมั่นในการขยายจำนวนตู้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความทันสมัยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องความรวดเร็ว และแม่นยำในการใช้บริการตู้เติมเงินบุญเติม รวมไปถึงสินค้าอื่นๆของบริษัท โดยการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ได้ต่อยอดมาถึงการพัฒนา mobile payment  แอพพลิเคชั่นภายใต้ชื่อ “Be Wallet” กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนสมาร์ทโฟน ที่ได้เปิดตัวในงานมหกรรมมือถือ Thailand Mobile Expo 2017 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ร่วมงานในการดาวน์โหลด  “Be Wallet” เป็นอย่างดี ภายในแอพพลิเคชั่นจะมีบริการเติมเงินเข้ามือถือ จ่ายบิล โอนเงิน รวมไปถึงซื้อเครื่องดื่มจากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติและเติมเงิน (Vending Machine &Top-Up) ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งบริษัทเริ่มวางสินค้าในหลายพื้นที่กว่า 700 เครื่อง และในอนาคตจะเพิ่มสินค้าและบริการภายในตู้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มช่องทางการหารายได้ที่หลากหลายตาม Digital Retail Channel ที่เป็นโมเดลธุรกิจที่บริษัทวางแผนไว้

PTT1 (1)

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด  (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำปี 59 ว่ากลุ่ม ปตท. มีรายได้จากการขาย 1.72 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างไรก็ดี กำไรสุทธิของกลุ่ม ปตท. เพิ่มขึ้น 74,673 ล้านบาทจากปี 58  เป็น 94,609 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบันทึกมูลค่าการด้อยค่าทางบัญชีลดลงและมีกำไรจากสินค้าคงคลังแทนการขาดทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่สภาพตลาดราคาน้ำมันและปิโตรเคมีส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นลดลง 2 หมื่นล้านบาท แต่กลุ่ม ปตท. ได้มีดำเนินการเพิ่มผลผลิตในการดำเนินงานอย่างจริงจัง ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ถึง 2.4 หมื่นล้านบาท ประกอบกับมีการลงทุนในธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทำให้ผลประกอบการของกลุ่มปตท. พลิกฟื้นเร็วกว่าบริษัทน้ำมันชั้นนำอื่นๆ หลายแห่งที่การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจต้นน้ำ

 

 

ตลอดปี 59 ปตท. ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การสร้างองค์กรแห่งความภาคภูมิใจและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ (Pride & Treasure of Thailand) เริ่มจากภารกิจการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้บรรลุการเจรจาสัญญาระยะยาวการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท BP Shell และ Petronas รวม 3 ล้านตันต่อปี โดยผลการเจรจากับ BP และ Shell ทำให้ลดต้นทุนการนำเข้า LNG ตลอดอายุสัญญาได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท มีการเร่งดำเนินการขยายคลังรับ LNG แห่งที่ 1 จาก 5 ล้าน เป็น 10 ล้านตันต่อปี เริ่มใช้งานได้ในต้นปี 60 และได้รับมติ คณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายเป็น 11.5 ล้านตันต่อปีในปี 2562   รวมถึงอนุมัติการก่อสร้างคลังรับ LNG แห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จในปี 65  รวมทั้ง ปตท. ได้เริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ บนบก เส้นที่ 5 เพื่อรองรับการใช้ก๊าซฯที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

 

 

ในปี 59ได้มีการทบทวนกระบวนการบริหารจัดการองค์กรด้านธรรมาภิบาลให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยได้เริ่มดำเนินงานตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการวังน้อย Compressor  รวมทั้งการร่วมเป็นภาคีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และเข้าร่วมในกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชั่นต่างๆ

 

 

สำหรับการดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนนั้น ในปี 59 ปตท. ได้ให้ส่วนลดราคากับรถโดยสารสาธารณะ NGV  คิดเป็นมูลค่า  2,231 ล้านบาท และการสนับสนุน LPG ในภาคครัวเรือนรายได้น้อยคิดเป็นมูลค่า 367 ล้าน บาท  อีกทั้งสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมควบคู่กับพลังงานธรรมชาติช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของชุมชนบ้านภูเตย จังหวัดกาญจนบุรี โดยการสร้างเครื่องตะบันน้ำเพื่อนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำมาสู่ชุมชนเป็นผลสำเร็จ

 

 

นอกจากนี้ได้ริเริ่มการใช้พื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในการสนับสนุนโครงการประชารัฐสุขใจ shop เพื่อจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในสถานีบริการ 148 แห่งและมีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวนา ผ่านโครงการ “ รวมพลังซื้อ ข้าวจากชาวนา”  โดยมียอดขายข้าวได้รวม   3,076 ตัน ผ่านสถานีบริการน้ำมัน 315 สถานี และใช้สถานีบริการน้ำมันเป็นศูนย์รวมในการช่วยบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบภัยภาคใต้ โดยพนักงาน ปตท. มีส่วนร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา

 

 

ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม กิจกรรมปลูกป่าของ ปตท. ก็ยังคงรุดหน้าต่อไป สามารถส่งมอบพื้นที่ปลูกป่าในปี 59 จำนวน54,600 ไร่ จากเป้าหมาย 500,000 ไร่ในช่วงปี 56 – 65  และยังมีโครงการด้านการอนุรักษ์ป่าไม้อื่นๆ อีก เช่น  โครงการรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกระเจ้า โครงการเมืองน่าอยู่นำร่อง 5 เมือง และโครงการป่าในกรุง เป็นต้น โดยเฉพาะโครงการป่าในกรุงนั้น ปตท.  ก็ได้รับรางวัลออกแบบภูมิ สถาปัตยกรรมระดับโลกจาก ASLA Fund

 

 

ภายใต้ทิศทาง PTT Pride & Treasure of Thailand ปตท. จะต้องมุ่ง สร้างพนักงานปตท. ให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี ที่ต้องเสียสละเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศควบคู่กับการสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ที่มีส่วนได้เสีย ภายใต้การดำเนินงานอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อนำองค์กรมุ่งสู่ความยั่งยืนต่อไป

logo-intro

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) เปิดเผยว่า ในปี 59 บริษัทฯ มียอดขายสูงถึง 44,414 ล้านบาท เติบโต 4.8 % เมื่อเทียบกับปี 58 ที่มียอดขาย 42,386 ล้านบาท ทำลายสถิติยอดขายสูงสุดของบริษัทฯ ในรอบ 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ เนื่องจากมีการเปิดขายคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถทำรายได้รวม 46,920 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,940 ล้านบาท มีการเปิดโครงการใหม่รวม 69 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์เฮาส์ 50 โครงการ บ้านเดี่ยว 10 โครงการ คอนโดมิเนียม 9 โครงการ มูลค่ารวม 59,700 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก สำหรับในปีนี้คาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเติบโตได้ประมาณ 5% จากการลงทุนด้านโครงข่ายคมนาคมของภาครัฐ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายแนวรถไฟฟ้าที่เริ่มก่อสร้างไปแล้วหลายเส้นทาง ทำให้ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

 

 

ส่วนความคืบหน้าด้านการปรับโครงสร้างกิจการเป็นพฤกษา โฮลดิ้งนั้น ธุรกิจแรกที่บริษัทฯ ได้ตัดสินใจลงทุนคือ ธุรกิจ “โรงพยาบาล” โดยจะเลือกทำเลที่อยู่บนถนนสายหลักใจกลางเมือง (CBD) ใกล้ชุมชน เดินทางสะดวก ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวก เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการ นอกจากนี้ การเลือกที่ตั้งโรงพยาบาลจะคำนึงถึงภาระการลงทุนของบริษัทฯ โดยจะใช้งบลงทุนไม่เกิน 4,900 ล้านบาท เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) อีกทั้งตลาดของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Care) มีขนาดใหญ่ โดยในแต่ละปีมีมูลค่าตลาดสูงถึงราวกว่า 600,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 63 ซึ่งจะบริหารงานโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ยาวนานเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทย ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากลในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้

 

 

ขณะที่แผนธุรกิจในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 52,900 ล้านบาท ยอดโอน 50,200 ล้านบาท เติบโตจากปี 59 อยู่ที่ 19% และ 9% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 4/59 บริษัทฯ มียอดรอรับรู้รายได้ 23,432 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 13,453 ล้านบาท มีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขาย (Active Projects) รวม 174 โครงการ มูลค่า 89,470 ล้านบาท และในปีนี้ ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่รวม 72 โครงการ มูลค่ารวม 60,800 ล้านบาท โดยจะยังคงเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง และขยายฐานกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงศึกษาโอกาสในทำธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องอื่นๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากธุรกิจโรงพยาบาลที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน นายทองมา กล่าว

คุณชัยวัฒ

นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 59 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3,110 ล้านบาท จากจำนวนยอดขายยางมะตอยรวม 2.06ล้านตัน และคณะกรรมการของบริษัทฯมีมติจ่ายเงินปันผลประจำปีจากงวดผลการดำเนินงานประจำปี 59 ในอัตรา 0.60บาท/หุ้น เมื่อรวมกับงวดระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้วจำนวน 0.3 บาท/หุ้น รวมเป็นเงินปันผลในทั้งหมดปี 59 อยู่ที่ 0.9บาท/หุ้น โดยเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/60 ในวันที่ 5 เม.ย. 60 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ในการรับเงินปันผลวันที่ 2 มี.ค. 60 และวันรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 มี.ค. 60 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 29 เม.ย. 60โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28ก.พ. 60

 

 

ขณะที่ในปี 59 ที่ผ่านมา เป็นปีที่อุปทานยางมะตอยโลกนั้นอยู่ในระดับที่สูงจนส่งผลบริษัทฯเผชิญกับปัญหาราคายางมะตอยในตลาดโลกที่ตกต่ำ อย่างไรก็ดีอุปทานส่วนเกินนั้นได้เริ่มลดลงในช่วงปลายปี 59 จนผลักดันให้ยางมะตอยมีราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นจนถึงปัจจุบัน และในด้านยอดขายภายในประเทศของปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ TASCO มียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากงบการลงทุนจากทางภาครัฐอย่างเต็มที่นั้นเอง

 

 

“เราเป็นบริษัทฯที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ในปัจจุบันมีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.59เท่า และบริษัทฯมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอและอยู่ในระดับที่น่าพอใจทำให้TASCO นั้นสามารถอยู่ในดัชนี SETHDเป็นเวลากว่า 2 รอบการประเมินติดต่อกันแล้ว และในขณะเดียวกันบริษัทฯก็ได้เตรียมขออนุมัติเงินงบประมาณเพื่อขยายกิจการของบริษัทฯในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/60  ที่จะถึงนี้ นายชัยวัฒน์กล่าว

PTG1

 

ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เป็นระดับ “BBB+” จากเดิม “BBB” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดีขึ้นและส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจค้าน้ำมันสำเร็จรูป โดยอันดับเครดิตยังคงสะท้อนประวัติการดำเนินงานของบริษัทในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป ตลอดจนประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย และการมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะของธุรกิจค้าน้ำมันที่มีอัตรากำไรต่ำและการแทรกแซงจากภาครัฐในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

 

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเอาไว้ได้ และคาดว่าบริษัทยังคงสามารถบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วงการขยายธุรกิจได้

 

 

ปัจจัยที่มีผลในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของบริษัท ได้แก่ กรณีที่ค่าการตลาดของบริษัทลดลงเป็นระยะเวลานานหรือกรณีที่บริษัทไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงการขยายธุรกิจ นอกจากนี้ การลงทุนจำนวนมากที่ทำให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงเกินกว่า 2 เท่าและกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยเชิงลบต่ออันดับเครดิตของบริษัทด้วย ในขณะที่ปัจจัยเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท ได้แก่กรณีที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือกรณีที่บริษัทประสบความสำเร็จในการกระจายแหล่งรายได้

 

 

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี  (PTG) เปิดเผยว่า การที่ “ทริสเรทติ้ง” เพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทฯ จาก “BBB” เป็น “BBB+” นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการและผลการดำเนินของบริษัทฯ ที่ดีขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำที่จะบริหารงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง ทั้งจากการลงทุนในธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil)

 

 

สำหรับงบลงทุนในปีนี้คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับการขยายและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันในปัจจุบันที่มีมากกว่า 1,400 สาขา และตั้งเป้าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,800 สาขา ทั่วประเทศภายในปีนี้ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) และธุรกิจใหม่ที่คาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ในเร็วๆนี้

 

 

อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 30-40% จากปีก่อนที่มีปริมาณขาย 2.9 พันล้านลิตร และในปี 65 บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) เพิ่มจาก 1% เป็น 15% อีกด้วย

 

 

อนึ่ง บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อตั้งโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตแห่งแรกของประเทศไทย คือ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ทริส) เพื่อแยกงานด้านจัดอันดับเครดิตซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ออกมาดูแลโดยเฉพาะ ทริสเรทติ้ง ให้บริการวิเคราะห์และประเมินสถานะความน่าเชื่อถือขององค์กรและตราสารหนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศ ด้วยปรัชญาในการดำเนินงานที่เน้นความโปร่งใส มีความเป็นกลาง และเป็นอิสระ

 

 

อันดับเครดิตเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุน ที่ปรึกษาทางการเงิน และหน่วยงานธุรกิจ สำหรับหน่วยงานที่ถูกจัดอันดับเครดิต จะใช้อันดับเครดิตเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการวางแผนระดมทุน สร้างภาพพจน์แก่องค์กร หรือใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจ

 

aav u

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า เส้นทางบินข้ามภูมิภาค ถือเป็นจุดแข็งในเครือข่ายบินที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นนโยบายในการสร้างโอกาสเดินทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้ภูมิภาค โดยปัจจุบันแอร์เอเชียมีเส้นทางบินข้ามภาคมากที่สุดจากฐานปฏิบัติการภายในประเทศ 6 แห่งคือ กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ อู่ตะเภา และหาดใหญ่ ซึ่งเป็น “เส้นทางบินข้ามภูมิภาค” รวม 11 เส้นทาง จำนวน  16 เที่ยวบินต่อวัน และมีอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย (Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 85 ในปี 59 ที่ผ่านมา

 

 

“วันนี้เราเปิด 2 เส้นทางบินใหม่ข้ามภูมิภาคเพิ่ม บินตรงทุกวันจากอู่ตะเภา สู่ภูเก็ตและอุบลราชธานี ซึ่งมีเอกลักษณ์ท่องเที่ยวเฉพาะถิ่นที่แตกต่างกันน่าค้นหา โดยเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกพร้อมกันตั้งแต่ 30 มี.ค. 60 นี้เป็นต้นไป ด้วยราคาโปรโมชั่นสุดคุ้มที่พลาดไม่ได้ สำรองที่นั่งได้ทั้ง www.airasia.com หรือที่บูธแอร์เอเชีย ZC60-69 โซนพลาซ่า ในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก หรือTITF2017 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

 

 

ด้านนางสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการ ด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายยกระดับเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทย 4.0 Thailand Economy 4.0” ททท.จึงกำหนดกรอบ “ท่องเที่ยว 4.0”โดยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจโลก เน้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวฐานราก สร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องรวมทั้งโครงการ “ท้าเที่ยวข้ามภาค” ที่กระตุ้นการเดินทางในประเทศข้ามภูมิภาค  ในรูปแบบที่ท้าทายแปลกใหม่และเชื่อมโยงประสบการณ์ท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้ ซึ่งรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่แอร์เอเชียร่วมสนับสนุนนโยบายอย่างดีในการเปิดเส้นทางบินใหม่ข้ามภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

ASAP1

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า หลังจากที่บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์  (ASAP) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 210 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 31.82 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อย

 

 

ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 330 ล้านบาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 225 ล้านบาท หรือคิดเป็น 450 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO อีกจำนวน 210 ล้านหุ้น ทั้งนี้ บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าภายใต้แบรนด์ ‘asap’ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร โดยมีบริการรถยนต์ให้เช่า 3 รูปแบบ ได้แก่ บริการรถยนต์ให้เช่าระยะยาว (Operating Lease) บริการรถยนต์ให้เช่าระยะสั้น และบริการรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ (Limousine)

 

 

ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้ให้บริการรถเช่าของคนไทยที่มีขีดความสามารถการแข่งขันและการให้บริการที่ดีสามารถสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดีประกอบกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการดำเนินธุรกิจมายาวนานมากว่า 11 ปี ทำให้ลูกค้าไว้วางใจใช้บริการเช่ารถยนต์กับทางบริษัทฯ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 59 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,035.61 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้เช่ารถยนต์ 786.24 ล้านบาท หรือคิดเป็น 75.92% ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลือมาจากการนำรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่ามาจำหน่ายเป็นรถมือสองและรายได้อื่น ๆ โดยฐานรายได้จากธุรกิจให้บริการรถยนต์ให้เช่านั้นมาจากการให้บริการรถยนต์ให้เช่าระยะยาว คิดเป็นสัดส่วน 96.85% รองลงมาได้แก่ รถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ 1.70% และรถยนต์ให้เช่าระยะสั้น 1.45% ตามลำดับ

 

 

สำหรับการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งนี้ จะนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปใช้พัฒนาโครงการศูนย์รวมการให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์แบบครบวงจร ‘asap Auto Park’ ย่านบางนา – ตราด ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และที่เหลือจะใช้เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจ ที่จะเพิ่มจำนวนรถยนต์ให้เช่าทั้งแบบระยะยาวและระยะสั้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดที่มีแนวโน้มการใช้บริการรถเช่าทั้งระยะยาวและระยะสั้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ด้านนายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์  (ASAP) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจมากว่า 11 ปี โดยเริ่มต้นจากการให้บริการรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจรที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ลูกค้านิติบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหารถยนต์ การออกแบบและปรับแต่งรถยนต์ตามความต้องการของลูกค้า การซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ การให้บริการรถทดแทน และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญาเช่าระยะยาว 4-5 ปี โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 59 บริษัทฯ มีรถยนต์ให้เช่าระยะยาวจำนวน 6,106 คัน จากจำนวนรถยนต์สำหรับให้บริการทั้งหมดประมาณ 7,360 คัน

 

 

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 58 บริษัทฯ ได้รุกเข้าสู่ประเภทบริการใหม่โดยเปิดให้บริการรถยนต์ให้เช่าระยะสั้น ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไปที่ต้องการเช่ารถเพื่อการใช้งานทั่วไป เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากความต้องการของฐานลูกค้าเดิมที่เพิ่มขึ้นและยังเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ บริษัทฯ มีเคาน์เตอร์ให้บริการแก่ลูกค้าตามสนามบินต่าง ๆ แล้วจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย ดอนเมือง หาดใหญ่ และสุวรรณภูมิ

 

 

ต่อมาในเดือนก.ค. 59 บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจไปสู่การให้บริการรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ ซึ่งมีลักษณะการให้บริการที่ครบวงจรเช่นเดียวกันกับการให้บริการรถยนต์ให้เช่าระยะยาว แต่สิ่งที่เพิ่มเติม คือ การมีคนขับรถคอยให้บริการ และการบริหารจัดการรถและคนขับรถตามความต้องการใช้รถของลูกค้าในแต่ละวันด้วย ซึ่งบริษัทมีการจัดหาคนขับรถโดยการว่าจ้างเองและว่าจ้างจากหน่วยงานภายนอก เพื่อจัดหาคนขับรถให้พร้อมกับการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

 

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าการรุกขยายธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสการขยายตัวของตลาดธุรกิจรถยนต์ให้เช่าทั้งแบบระยะยาวและระยะสั้นที่คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน หลังจากเปิด AEC ส่งผลให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและเช่ารถยนต์ระยะสั้นเพื่อเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้านิติบุคคล เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการใช้บริการรถยนต์เช่าระยะยาวและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ เนื่องจากช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

 

 

“เรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจให้บริการรถยนต์ให้เช่าอย่างครบวงจร ทั้งแบบระยะยาว ระยะสั้น และรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ทำให้เรามีศักยภาพขยายธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งรองรับโอกาสการเติบทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในด้านการให้บริการรถเช่าที่ครอบคลุมทุก ๆ ด้าน ด้วยมาตรฐานการบริการเหนือความประทับใจ” นายทรงวิทย์ กล่าว

 

 

ทางด้านนายชัยรัตน์ กมลนรเทพ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ (ASAP) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการให้เช่ารถยนต์พร้อมให้บริการอื่น ที่สามารถตอบโจทย์และครอบคลุมความต้องการของลูกค้าด้วยคุณภาพงานการให้บริการที่ครบวงจร ตั้งแต่การบริการจัดหารถยนต์ บริการออกแบบและปรับแต่ง ติดตั้งอุปกรณ์รถยนต์ บริการรถยนต์ทดแทน บริการซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ มีแผนกคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีลูกค้าที่เชื่อมั่นและใช้บริการมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง บริการรถให้เช่าระยะสั้นมีจุดเด่นที่เป็นรถใหม่ จำนวนไมล์น้อย และสร้างความประทับใจและประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าด้วยบริการเสริมต่าง ๆ เช่น ที่นั่งเด็ก ระบบนำทาง GPS ที่จัดเก็บจักรยาน ประกันภัยรถชั้น 1 อีกด้วย

1 2 3 109