ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 185

1A0513D3-2A61-4DC9-B93F-D0B660CF0979

นายพิศิษฐ์เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) กล่าวในงานสัมมนาพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยก้าวสู่สากลจัดโดยEXIM BANK ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์โรงแรมอนันตราสยามกรุงเทพฯว่าปัจจุบันแฟรนไชส์แบรนด์ไทยในต่างประเทศมีจำนวน49 แบรนด์ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มรองลงมาเป็นการศึกษาและนวดสปาโดย80% ของแฟรนไชส์ไทยขยายเข้าสู่ตลาดCLMV (กัมพูชาสปป. ลาวเมียนมาและเวียดนาม) เป็นผลจากความได้เปรียบของไทยที่มีความคล้ายคลึงทางสังคมและวัฒนธรรมทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจบริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแถบนี้ได้ดีประกอบกับCLMV มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีส่งผลให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวต่อปีและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้คาดว่าในช่วง5 ปีนับจากนี้เศรษฐกิจCLMV จะขยายตัวเฉลี่ยกว่า6% ต่อปีสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเกือบเท่าตัวกำลังซื้อของประชากรในCLMV จะเพิ่มขึ้นอีก30% ในปี2560 ขณะที่การผลิตสินค้าและบริการภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพกรรมการผู้จัดการEXIM BANK กล่าวว่าจากโอกาสทางธุรกิจของแฟรนไชส์ไทยที่ยังขยายตัวได้อีกมากในตลาดต่างประเทศEXIM BANK จึงได้พัฒนาบริการใหม่สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ซื้อแฟรนไชส์ไทย/ เชนไทย(Loan for Thai Franchise / Thai Chain Buyers)” เป็นวงเงินสินเชื่อระยะยาวที่มีระยะเวลากู้ยืมไม่เกินระยะเวลาของสัญญาซื้อขายแฟรนไชส์/ เชนอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสกุลดอลลาร์สหรัฐเท่ากับLIBOR + 3. 50% ต่อปีหรือสกุลบาทเท่ากับPrime Rate ต่อปี(ปัจจุบันอยู่ที่6. 125% ต่อปี) หลักประกันพิจารณาตามความเหมาะสมมีเป้าหมายวงเงินอนุมัติรวม800 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์ไทยไปเปิดให้บริการในต่างประเทศหรือว่าจ้างเชนไทยในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศนายพิศิษฐ์กล่าวต่อไปว่าในการขยายตลาดแฟรนไชส์ไทยในต่างประเทศผู้ประกอบการต้องพัฒนาธุรกิจและบริการภายใต้แบรนด์ของไทยให้ตอบสนองความต้องการใหม่จากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในตลาดต่างๆได้กล่าวคือสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและนักธุรกิจรุ่นใหม่ทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานในCLMV รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งคาดหวังบริการที่ดีและได้มาตรฐานศึกษาโอกาสและกฎระเบียบที่แตกต่างกันไปในแต่ละตลาดดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการคัดเลือกผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่น่าเชื่อถือและมีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจรวมทั้งมีความเข้าใจในระบบแฟรนไชส์ขณะเดียวกันต้องบริหารซัพพลายเชนของตนเองให้แข็งแกร่งสามารถบริหารจัดการต้นทุนด้านวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์การแปรรูปสินค้าและโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ในCLMV เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยโดยอาศัยความได้เปรียบจากความรู้จักคุ้นเคยสินค้าแบรนด์ไทยจากสื่อต่างๆที่ผู้บริโภคในCLMV ติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำและใช้ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งบริหารจัดการธุรกิจอย่างใกล้ชิดสร้างชื่อเสียงของสินค้าและบริการของไทยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลในราคาที่ผู้ซื้อจับต้องได้โดยมีสำนักงานผู้แทนEXIM BANK ในCLM (กัมพูชาสปป. ลาวและเมียนมา) ร่วมกับภาครัฐและเอกชนภายใต้ทีมไทยแลนด์สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจแฟรนไชส์ได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยจำนวนกว่า584 กิจการและมีสาขากว่า100, 000 สาขาทั่วประเทศนายพิศิษฐ์กล่าว

BAA84213-A5D7-48C2-9F50-27F66EED836C

ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อรถจักรยานยนต์สร้างรายได้ ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายสินเชื่อรถจักรยานยนต์สร้างรายได้ ให้กับผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง วงเงินรายละไม่เกิน 80,000 บาท และซ่อมแซมรายละไม่เกิน 30,000 บาท โดยมี บสย.ค้ำประกันให้ 100% วงเงินกู้รวม 1,000 ล้านบาท พร้อมรับฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีแรกและรับสิทธิ์ฝากเงินสงเคราะห์ชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อ และอุบัติเหตุในอัตราพิเศษ

นายสมภพ รอดกลาง ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือและสร้างโอกาสทั้ง 4 มิติ คือ การมีงานทำ การฝึกอบรมอาชีพ การศึกษาและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ธ.ก.ส. จึงได้จัดทำโครงการ “สินเชื่อรถจักรยานยนต์สร้างรายได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม เสริมสภาพคล่องป้องกันและแก้ไขปัญหาการกู้เงินนอกระบบ สนับสนุนการสร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงช่วยให้บุคคลในครัวเรือนมีอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม เพื่อยกระดับรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การค้ำประกันเงินกู้แก่ผู้ที่ขอสินเชื่อดังกล่าว ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 3 ผ่านโครงการ “บสย.รักพี่วิน” สำหรับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อต้องเป็นผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป และเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างถูกต้องตามกฎหมาย ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ และชลบุรี รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ที่มีผู้ขึ้นทะเบียนเป็น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างกับกรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดในพื้นที่ วงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อรถจักรยานยนต์ รายละ 10,000 - 80,000 บาท และกรณีกู้เพื่อซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ วงเงินรายละ 10,000 – 30,000 บาท การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก โดยคิดดอกเบี้ยเริ่มต้นที่อัตรา MRR (ปัจจุบัน MRR ร้อยละ 6.875 ต่อปี) สูงสุด ไม่เกิน MRR+3 ต่อปี (ขึ้นอยู่กับประวัติการชำระหนี้หรือความเสี่ยงจากการประเมินขอกู้เงิน) ในส่วนของหลักประกัน บสย. จะเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้เต็มวงเงินกู้ โดยผู้กู้ชำระเพียงแค่ค่าธรรมเนียมตามวงเงินค้ำประกัน (วงเงิน 10,000-50,000 บาท ค่าธรรมเนียมร้อยละ 2.0 ต่อปี / วงเงินมากกว่า 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.5 ต่อปีของวงเงินที่กู้) ชำระหนี้เป็นรายเดือน ไม่น้อยกว่า 3 ปี สูงสุดไม่เกิน 5 ปี รวมวงเงินสินเชื่อโครงการ 1,000 ล้านบาท ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2563 พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเงินกู้ในโครงการนี้ รับฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันในปีแรกและรับสิทธิฝากเงินสงเคราะห์ชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อ/คุ้มครองอุบัติเหตุในอัตราพิเศษ

76D64B25-6857-4601-BD32-2E11022CCDA3

EXIM BANK ร่วมกับสปส. เสริมสภาพคล่องสถานประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนของการส่งออกไทยโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนสินเชื่อเอ็กซิมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานเสริมสภาพคล่องให้ผู้มีศักยภาพที่จะรักษาการจ้างงานรวมทั้งเพิ่มค่าจ้างแรงงานได้มากขึ้นนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับสินค้าไทยตามมาตรฐานสากลโดยสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) เปิดเผยว่าEXIM BANK เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการจ้างงานในสถานประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนของการส่งออกไทยโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมจึงดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานร่วมกับสำนักงานประกันสังคม(สปส.) โดยออกบริการใหม่สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานเพื่อให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพที่จะรักษาการจ้างงานรวมทั้งเพิ่มค่าจ้างแรงงานได้มากขึ้นช่วยเสริมสภาพคล่องในธุรกิจสามารถผลิตหรือส่งออกสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นซึ่งผู้กู้จะต้องเป็นสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสปส. ซึ่งจะได้รับการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้ระยะกลางและระยะยาวสูงสุด15 ล้านบาทแบ่งเป็น1. “สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานSerie 1 (EXIM Loan for Employment Credit Serie 1)” เงินกู้ระยะเวลา3 ปีอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำกรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันปีที่1-3 อยู่ที่3% ต่อปี2. “สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานSerie 2 (EXIM Loan for Employment Credit Serie 2)” เงินกู้ระยะเวลา7 ปีอัตราดอกเบี้ยปีที่1-3 อยู่ที่3% ต่อปีปีที่4-7 อยู่ที่5% ต่อปีระยะเวลาอนุมัติบริการตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่30 ธันวาคม2562 เป้าหมายอนุมัติวงเงินรวม2,500 ล้านบาท 

“EXIM BANK เดินหน้าขยายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าอันจะนำไปสู่มาตรฐานสินค้าไทยที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกโดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของEXIM BANK ที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และการลงทุนระหว่างประเทศของไทยอย่างยั่งยืนนายพิศิษฐ์กล่าว

 

D173EFF5-8D89-493A-95A8-B8E3019A3F1F

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  .หอการค้าไทยเผยผลสำรวจดัชนีSMEs ประจำไตรมาส2/2562 ปรับลดทุกด้านทั้งสถานการณ์ธุรกิจ  ความสามารถในการทำธุรกิจ  ความยั่งยืนของธุรกิจ  และความสามารถในการแข่งขันเชื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยให้สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น  ด้านธพว. เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการควบคู่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ   สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจแกร่ง

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือSME D Bank แถลงดัชนีสถานการณ์ธุรกิจSMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจSMEs ประจำไตรมาสที่2/2562 จาก   1,239 ตัวอย่างทั่วประเทศโดยสำรวจ3 ดัชนีได้แก่  1.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจSMEs (SMEs Situation Index) 2.ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ  (SMEs Competency Index) และ3.ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจSMEs (SMEs Sustainability Index)  นำมาประมวลให้เห็นถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของSMEs (SMEs Competitiveness Index)

ผศ.ดร.ธนวรรธน์พลวิชัย  รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยว่า  ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจไตรมาส2/2562 อยู่ที่42.7  ปรับตัวลด1.0 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา(1/2562)  และคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่41.9  เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้าพบว่า  กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ37.4 มาอยู่ที่ระดับ36.2  ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพวดัชนีสถานการณ์ธุรกิจจากระดับ49.0  มาอยู่ที่ระดับ48.0 ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจไตรมาสที่2/2562 อยู่ที่ระดับ48.8 ปรับตัวลดลง1.1 จุด  เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่48.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า    พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ42.2  มาอยู่ที่ระดับ40.8   ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว. จากระดับ57.8  มาอยู่ที่ระดับ56.8 และด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจไตรมาสที่2/2562 อยู่ที่ระดับ51.8 ปรับตัวลดลง0.7  จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา  และคาดไตรมาส3/2562 จะอยู่ที่50.8  เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า    พบว่า    กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีจากระดับ45.3  มาอยู่ที่ระดับ44.5   ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว. จากระดับ59.6  มาอยู่ที่ระดับ59.1 

ผศ.ดร.ธนวรรธน์  กล่าวต่อว่า  จาก3 ดัชนีข้างต้นนำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของSMEs    ไตรมาสที่2/2562 พบว่าอยู่ที่ระดับ47.8 ปรับตัวลดลง0.9 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและคาดว่าในไตรมาสที่3/2562  จะอยู่ที่ระดับ46.9   เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า  พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันลดลงจาก41.6 มาอยู่ที่40.5  ส่วนลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันจาก55.5 มาอยู่ที่54.7 ส่วนความต้องการความช่วยเหลือสนับสนุนหรือพัฒนากิจการจากภาครัฐนั้นกลุ่มตัวอย่างระบุว่าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเช่นการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ  ด้านการท่องเที่ยวเช่นส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติ  ด้านสินเชื่อเช่นการปรับโครงสร้างหนี้การลดอัตราดอกเบี้ยและการสนับสนุนเงินกู้ส่งเสริมความสามารถในการลงทุนการทำธุรกิจและด้านสินค้าและบริการเช่นสนับสนุนสินค้าไทยเพิ่มการพัฒนาการผลิตสินค้าในชุมชนสนับสนุนเงินลงทุนและขยายแหล่งส่งออกสินค้า อย่างไรก็ตามผลสำรวจดังกล่าวดำเนินการก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เมื่อมีมาตรการกระตุ้นดังกล่าวออกมาแล้วเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อม  ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้คนมีรายได้และเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น   นักท่องเที่ยวมากขึ้น  ธุรกิจมีสภาพคล่องและรายได้มากขึ้น  ต้นทุนธุรกิจลดลงจากภาระอัตราดอกเบี้ยลดลง  ทำให้สถานการณ์ของSMEs ไทยขยับปรับดีขึ้น

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการรักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ SME D Bank   กล่าวเสริมว่า   จากผลสำรวจดังกล่าว  กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าธพวค่าเฉลี่ยดัชนีทุกด้านยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพวเนื่องจากธนาคารมีกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการคู่กับการให้เงินกู้เช่น  การจัดอบรมจับคู่ธุรกิจช่วยขยายตลาด  และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นต้นทำให้ลูกค้าธพว. มีศักยภาพสามารถปรับตัวทันโลกธุรกิจยุคใหม่  ดังนั้น  ธนาคารจะเดินหน้าแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการมีภูมิคุ้มกันทางธุรกิจลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก   ควบคู่กับเติมทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสร้างโอกาสนำไปใช้เสริมสภาพคล่องลงทุนขยายปรับปรุงธุรกิจหรือเป็นทุนหมุนเวียน  ช่วยให้ศักยภาพ  สามารถปรับตัวก้าวข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ธนาคารเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับเช่นสินเชื่อนิติบุคคล555  วงเงินกู้สูงสุด15 ล้านบาทดอกเบี้ยเฉลี่ย7 ปี  อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น0.479%ต่อเดือน   สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนคิดดอกเบี้ยถูกนิติบุคคล3 ปีแรกเพียง0.25% ต่อเดือนและบุคคลธรรมดา3 ปีแรกเพียง0.42% ต่อเดือน  เป็นต้นตั้งเป้าว่าภายในปีนี้(2562) จะสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า60,000 ล้านบาท

286BA342-E82E-4725-9027-8A0A6BC0D869
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จับมือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ร่วมส่งเสริมโอกาสข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบสนองความต้องการมีที่อยู่อาศัย วงเงิน 500 ล้านบาท  “โครงการบ้าน ธอส. - กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการ ครั้งที่ 14” อัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษปีแรก 0% ต่อปี พร้อมฟรี!! ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2562

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมโอกาสให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงในสถาบันครอบครัว ธนาคารอาคารสงเคราะห์จึงได้ร่วมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส.- กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการ ครั้งที่ 14” โดยเตรียมกรอบวงเงินกู้รวม 500 ล้านบาท มอบสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี นาน 1 ปีแรก ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR–2.75% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR–1.75% ต่อปี เฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 3 ปี เท่ากับ 2.91% ต่อปีเท่านั้น ส่วนปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR–1.25% ต่อปี และกรณีกู้ชำระหนี้ หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.625% ต่อปี) วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย และซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 40 ปี พิเศษ!! ยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้ทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้แล้วตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2562
“ธนาคารได้จัดทำโครงการบ้าน ธอส. – กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการ ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นโครงการที่สามารถสร้างโอกาสให้ข้าราชการไทยที่เป็นสมาชิก กบข. มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองไปแล้วจำนวนกว่า 90,000 ราย และปัจจุบันมีจำนวนบัญชีเงินกู้คงค้างที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการดังกล่าวกับธนาคารกว่า 60,000 บัญชี วงเงินสินเชื่อรวมประมาณ 21,000 ล้านบาท” นายฉัตรชัยกล่าว

04AB5694-9673-4237-B613-657EED3861CA

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)มุ่งมั่นให้การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยรวมถึงตอบสนองทิศทางการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เพื่อเป็นกลไกในการกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจึงประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้MOR และMRR ลง0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้MOR จากเดิม7.425% ปรับเป็น7.175%  และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้MRR จากเดิม7.750% ปรับเป็น7.500% โดยมีผลตั้งแต่วันที่21 สิงหาคม2562 เป็นต้นไป โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสองประเภทในครั้งนี้จะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีในเรื่องการลดต้นทุนอัตราดอกเบี้ยซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจซึ่งจะส่งผลต่อดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพรวม

F400DD39-7C4C-4746-992B-B814FAB2E762

นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเปิดตัวทีมผู้บริหารระดับสูงใหม่4 ท่านเพื่อเสริมทัพระดับนโยบายในแต่ละสายงานให้รับมือกับการแข่งขันขององค์กรในทุกด้านอย่างเต็มรูปแบบโดยมีมาตรฐานการกำกับดูแลและนโยบายบรรษัทภิบาลที่ดีภายใต้การบริหารของคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัทสายงานธุรกิจรายย่อยมีคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการประธานสายธุรกิจรายย่อยมาเป็นกำลังสำคัญและสายงานวาณิชธนกิจนำทีมโดยคุณสุวภา เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาอาวุโสและคุณพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวาณิชธนกิจ ทั้ง4 ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจและสังคมโดยเฉพาะท่านประธานฯประเสริฐบุญสัมพันธ์อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มปตท. ที่มีMarket Cap ใหญ่ที่สุดของประเทศต่อเนื่องกัน8 ปีผู้ที่มีส่วนผลักดันให้บริษัทในกลุ่มปตท.ได้รับรางวัลทั้งระดับประเทศและระดับโลกและล่าสุดยังได้รับรางวัล Best Board of the Year 2019 จากทางสถาบันกรรมการบริษัทไทยหรือ(IOD)” ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นางบุญพรกล่าวว่า ผู้บริหารทุกท่านจะนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีตมาใช้เป็นแนวทางบริหารบริษัทให้บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ในทุกด้านอย่างมีคุณค่าและมี     บรรษัทภิบาลเพื่อให้บริษัทหยวนต้าเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นที่เชื่อถือของลูกค้าโดยย้ำความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับลูกค้ากว่า5 หมื่นรายด้วยการได้รับการจัดอันดับที่AA (tha) แนวโน้มStable จากFitch Ratings Thailand  ตลอดจนการสนับสนุนจากบริษัทแม่ในประเทศไต้หวันด้านเงินกองทุนที่มีทุนจดทะเบียนสูงถึง4.5 พันล้านบาท

การจัดทัพใหม่ครั้งนี้เพื่อรับมือกับสภาวะกดดันและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในธุรกิจการเงินการลงทุนของไทยใน3 ด้านหลักได้แก่ผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นดังนั้นผู้ที่จะทำหน้าที่ให้บริการกับลูกค้าต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในผลิตภัณฑ์นั้นเป็นอย่างดี    การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบโดยการเข้ามาของFintech ต่างเช่นBlockchain, Cryptocurrency, Big Data Analytics, Machine Learning, AI และอื่น ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในธุรกิจการเงินและการลงทุนสามารถทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสเข้าถึงการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประการสุดท้ายคือ     นักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจในด้านการลงทุนมากขึ้นแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น

โบรกเกอร์จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางอีกต่อไปในที่สุดจะถูกDisrupt ด้วยTechnology ดังนั้นโบรกเกอร์ที่ยังคงทำธุรกิจอยู่ได้จะต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และยอมรับในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะทำวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส

นางบุญพรกล่าวว่าการสร้างความแตกต่างในตัวบุคลากร(People) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนเนื่องจากการสร้างความแตกต่างในตัวสินค้า/บริการ(Products) และกระบวนการให้บริการ(Process)  ทำได้ยากเพราะเป็นธุรกิจที่ถูกควบคุมเข้มงวดด้วยกฎระเบียบจากทางการเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ลงทุน อย่างไรก็ตามด้วยจุดแข็งของบริษัทแม่ในประเทศไต้หวันที่มีสาขากว่า400 แห่งครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ทำให้บริษัทสามารถสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์(Products) ที่ดีที่สุดในระดับโลกด้วยกระบวนการให้บริการ(Process) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยบุคลาการ(People) ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านที่ปรึกษาการลงทุนทั่วโลก ดังคำขวัญของกลุ่มที่ว่า“We Know Asia”

นางบุญพร กล่าวว่า นอกจากการพลิกโฉมเสริมทัพผู้บริหารยังมีการพลิกโฉมการให้บริการรูปแบบใหม่    มาเป็นการให้บริการแบบครบวงจร(จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะการลงทุนในตราสารทุนและตราสารอนุพันธ์) เพื่อช่วยบริหารสินทรัพย์ของลูกค้าด้วยบริการใหม่ในชื่อYuanta Private Wealth Management Service ซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เพียงการลงทุนในหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวแต่หมายถึงการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้าทุกคนทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์พันธกิจ3 ประการพันธกิจแรกคือการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในอุตสาหกรรมตลาดเงินตลาดทุนในประเทศ พันธกิจที่สองคือการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองรูปแบบการลงทุนที่ทันสมัยและให้บริการได้ทุกมุมโลกแบบไร้รอยต่อและในทุกช่องทางแบบที่เรียกว่าAnytime Anywhereพันธกิจที่สามคือการทำให้นักลงทุนที่มาใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้ามีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในการใช้บริการ Continue reading

CB0A8B98-7382-44B0-967D-158B47C0F3F1

ธ.ก.ส.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยปรับลด MRR และ MOR ลง 0.125 % และ 0.25% ต่อปี ตามลำดับ มีผลตั้งแต่ 20 สิงหาคม เป็นต้นไป
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า
ธ.ก.ส.ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (ALCO) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาและมีมติ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับเกษตรกรลูกค้ารายย่อยและบุคคลทั่วไป จากเดิมจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ MRRเท่ากับ 7 % ลดลง 0.125% = 6.875% ต่อปี และสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีหรือ OD สำหรับลูกค้ารายคนและนิติบุคคล จากเดิมจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ MOR เท่ากับ 7.125% ลดลง 0.25% = 6.875% ต่อปี มีผลตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่มีการปรับลดลง ตามมติคณะกรรมการ นโยบายการเงิน ซึ่งคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดภาระหนี้และมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจรวมถึงการจับจ่ายภาคครัวเรือน

639AE340-7DE7-4B3B-A069-04189AAF5C4A

ธนาคารธนชาตก้าวต่อไป ไม่หยุดยั้ง จับมือ บสย. จัดแคมเปญ สินเชื่อบัญชีเดียว 3 เท่า ร่วมปล่อยกู้ SMEs บัญชีเดียว ด้วยเงื่อนไขมัดใจลูกค้า อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ยาวนาน 2 ปีแรก วงเงินสินเชื่อสูงสุด 3 เท่าของราคาประเมินหลักประกัน

นายชัชวาลย์  เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารธนชาตประกาศความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)  หน่วยงานของรัฐด้านการค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เสนอ สินเชื่อบัญชีเดียว 3 เท่า เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs นิติบุคคลที่ทำบัญชีเล่มเดียว โดยมอบส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเหลือแค่ 5% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก ส่วนปีที่ 3 เป็นต้นไปเป็นตามอัตราปกติ MLR+ นอกจากนี้ ยังมอบวงเงินกู้สูงสุด 3 เท่าของราคาประเมินหลักประกันภายใต้ข้อตกลงโครงการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEsที่ต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ หรือหมุนเวียนในภาวะเศรษฐกิจซบเซาให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น ด้วยกระบวนการอนุมัติที่มีความคล่องตัว พร้อมทีมขายสินเชื่อที่มีความเป็นมืออาชีพ  ด้าน  นายกิตติพงษ์ บุรณศิริ  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารธนชาตและบสย. ครั้งนี้ มีเป้าหมายช่วยเติมทุน เสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ SMEs นิติบุคคลบัญชีเล่มเดียว ในช่วงเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยให้วงเงินสินเชื่อถึง 3 เท่า ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีแรก โดยมีระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในเดือนกรกฎาคม 2563เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างดี สำหรับผู้สนใจขอสินเชื่อและเข้าร่วมโครงการบัญชีเดียว 3 เท่า สอบถามได้ที่ธนาคารธนชาต ให้ชีวิตก้าวหน้าได้ทุกวัน โทร. 1770 หรือเว็บไซต์ www.thanachartbank.co.th  และ ที่ บสย. Call Center 0-2890-9999


B01C22C4-C587-4E87-921C-DC71EA21AB71

ธนาคารออมสิน มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.13% ประเภท MRR และ MOR ส่งผลให้ MRR = 6.87% ต่อปี และ MOR = 6.87% ต่อปี มีผลวันที่ 16 สิงหาคม 2562ด้านดอกเบี้ยเงินฝากคงเดิม พร้อมออกสลากออมสินพิเศษ 3 ปี งวดใหม่ต้นเดือนกันยายน ส่งเสริมการออมต่อเนื่อง

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภารกิจหลักสำคัญของธนาคารออมสินคือการมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้การให้บริหารสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงิน และตอบสนองทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงให้ความสำคัญต่อประชาชน ลูกค้าเงินกู้ โดยเฉพาะธนาคารออมสินมีลูกค้ารายย่อยเป็นจำนวนมาก ธนาคารฯ จึงได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลูกค้ารายย่อย โดยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR (Minimum Retail Rate) ลดลง 0.13% ต่อปี จาก 7.00% เหลือ 6.87% พร้อมทั้ง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือ MOR (Minimum Overdraft Rate) ลดลง 0.13% ต่อปี เช่นกัน จาก 7.00% เหลือ 6.87% ซึ่งทำให้เท่ากับ 2 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารฯ ยังไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด เนื่องจากมีลูกค้าผู้ฝากสลากออมสินเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินฝากรวม โดยในต้นเดือนกันยายนนี้ ธนาคารฯ จะเปิดรับฝากสลากออมสินพิเศษ 3 ปี งวดที่ 127 ซึ่งจะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม เพื่อส่งเสริมการออมอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

35019122-651B-43AA-B1FA-0650EC766062

TTW อันดับหนึ่งปี 2562  กำไรสุทธิ 1,467.7 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 107.1 ล้านบาทหรือ  7.9  %เมื่อเทียบกับการประกาศจ่ายปีปันผลระหว่างกาล 0.30 บ. / หุ้น

นางสาววลัยณัฐตรีวิศวเวทย์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานในปีแรกของปี 2562 ภาพรวมการปรับขึ้นลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งรายได้จากการลงทุนใน CKP เพิ่มขึ้น 36.6 ล้านบาทและใช้จ่ายทางการเงินลดลง 31.7 ล้านบา คุณภาพการจ่ายเงินคืนเงิน 1,500 ล้านบาทในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 25 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนเงิน 21,836.4 ล้านบาท 9,218.1 ล้านบาทและส่วนของผู้ถือหุ้น หุ้น 12,618.3 ล้านบาทมีเงินสำรอง: ทุนเพียง 0.73 เท่าจากปี 2562 และสถานะทางการเงินของ บริษัท ฯ ในปัจจุบันที่ประชุมค ะกรรมการ บริษัท ฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (เงินปันผลระหว่างกาล) แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0

TTW ได้รับการเสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 1 - 5 ของหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ประกาศเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2562 ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ย์กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (เงินปันผลหุ้น) และมีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้น จเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนและจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเดินหน้าเพื่อยกระดับมาตรฐานให้

F164B173-5C5C-4E9F-AFD3-0BBEBEAABBDD

ทีเอ็มบี ธนชาตเปิดแผนรวมกิจการประสานจุดแข็งยกระดับการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าร่วม10 ล้านคนผู้บริหารยืนยันลูกค้าใช้บริการ2 ธนาคารได้ตามปรกติและไม่กระทบพนักงาน19,000 คนคาดแล้วเสร็จกลางปี2564

วันนี้(9 ..2562) ธนาคารทีเอ็มบี  และธนาคารธนชาตแถลงแผนการควบรวมกิจการระหว่าง2 ธนาคารรวมถึงการปรับโครงสร้างของธนาคารธนชาต

นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่ากระทรวงการคลังพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มจำนวน11,000 ล้านบาทและมีสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากการจัดสรรสิทธิที่พึงมีในกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายเดิมที่ไม่ใช้สิทธิ์เต็มจำนวนเพื่อคงสถานะในผู้ถือหุ้นหลักไว้

นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า เมื่อควบรวมกันแล้วทั้ง2 ธนาคารจะมีสินทรัพย์รวมกัน2 ล้านล้านบาทและจะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นประมาณ10 ล้านคนโดยจะมีความทับซ้อนกันในลูกค้าไม่ถึง 10% จะทำให้เป็นโอกาสทางการตลาดการเงินที่ใหญ่และกว้างขึ้น

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอละ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการควบรวมกิจการระหว่างทีเอ็มบีกับธนาคารธนชาตครั้งนี้ ทีเอ็มบีจะเป็นผู้จัดหาเงินทุน 130,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธนาคารธนชาตแทนผู้ถือหุ้นเดิม คือ TCAP และสโกเทียแบงก์ และTCAP เมื่อได้เงินจากทีเอ็มบี 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าหุ้นแล้ว ทาง TCAP จะนำเงินดังกล่าว 25,000 ล้านบาทมาซื้อหุ้นบริษัทลูกและหุ้นของบริษัทที่ธนาคารธนชาตลงทุนไว้ เช่น บล.ธนชาต บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง และธนชาติประกันชีวิต เป็นต้น นอกจากนี้ TCAP จะใช้เงินอีก 45,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของทีเอ็มบีเท่ากับว่า TCAP จะเหลือเงินสดจากธุรกรรมดังกล่าวประมาณ 11,000 ล้านบาท สำหรับชื่อธนาคารใหม่ภายหลังการควบรวมต้องไปปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าจะใช้ชื่อใดอย่างเป็นทางการ

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่าหลังจากการซื้อขายหุ้นสำเร็จTCAP และธนาคารธนชาตจะดำเนินการปรับโครงสร้างให้แล้วเสร็จโครงการรวมกิจการจะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการรวมกิจการ กระบวนการจัดหาเงินทุนจำนวน130,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในบมจ.ทุนธนชาตและสโกเทียแบงก์โดยการออกหุ้นกู้เพิ่มทุนโดยกระบวนการซื้อขายหุ้นทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน..ปีนี้ซึ่งจะทำให้ทั้ง2 ธนาคารจะมีคณะกรรมการและผู้บริหารชุดเดียวกันและจะทยอยดำเนินงานทีละส่วนจึงคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี2564 โดยระหว่างกระบวนการรวมกิจการที่ยังไม่สมบูรณ์ลูกค้าของทั้ง2 ธนาคารยังสามารถใช้บริการของธนาคารแต่ละแห่งได้ตามปกติ

ด้านนายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต ยืนยันว่าจะไม่มีการปลดพนักงานของทั้ง2 ธนาคารแต่จะมีการเป็นปรับรูปแบบการทำงานให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้ง 2 ธนาคารจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปลดพนักงาน ขณะที่จำนวนสาขาจะเข้าไปดูสาขาที่อยู่สถานที่ใกล้กันก็จะมีการปรับเปลี่ยนซึ่งแม้จะปรับสาขาแต่ลูกค้าของทั้ง2 ธนาคารยังคงใช้งานตามปกติปัจจุบันทั้ง2 ธนาคารมีสาขารวมกัน 920 สาขาและจำนวนพนักงาน19,000 คน 

สำหรับโครงสร้างภายหลังจากรวมกิจการ ING Challengers and Growth Markets, Asia จะถือหุ้นใหญ่21.3% และทุนธนชาต (TCAP) 20.4% และกระทรวงการคลังถือหุ้น 18.4% , สโกเทียแบงก์(BNS)  5.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3%

67F54A85-5695-4212-BA75-0D4A593BD8C3

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อม ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดและเสริมแกร่งให้ธุรกิจ ด้วยโครงการสินเชื่อ Ibank Small SMEsที่ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย และอัตรากำไรผ่อนชำระพิเศษ

โครงการสินเชื่อ Ibank Small SMEs เป็นสินเชื่อที่สนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเสริมแกร่ง และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ ทั้งที่เป็นรูปแบบสินเชื่อระยะยาว  หรือสินเชื่อหมุนเวียนอาทิวงเงินเบิกถอนเงินสด และตั๋วสัญญาใช้เงิน สินเชื่อเพื่อค้ำประกัน สินเชื่อเพื่อการนำเข้าและส่งออก ตลอดจนภาระผูกพันหรือหนังสือค้ำประกัน เป็นต้น โดยวงเงินรวมสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย กรณีลูกค้าที่ขอสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์จากสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ผู้ขอสินเชื่อจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจ SMEs ก็ได้แต่ไม่รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพยและต้องมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจไม่ต่ำกว่า 2 ปี ถ้าเป็นธุรกิจใหม่ผู้บริหารต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจ หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 2 ปี สำหรับลูกค้ารายใหม่  ธนาคารมอบอัตรากำไรผ่อนชำระกรณีสินเชื่อระยะยาว เริ่มต้นเพียง 6.75% ต่อปี และสำหรับลูกค้าที่ต้องการ รีไฟแนนซ์จากสถาบันการเงินอื่นมาที่ไอแบงก์จะได้รับส่วนลดอัตรากำไรผ่อนชำระพิเศษสุดๆ

ผู้สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ -31 ธันวาคม 2562 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม)ที่ไอแบงก์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ iBank Call center 1302 และติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ ของธนาคารทางเว็บไซต์ www.ibank.co.th  

 

E0F9F03A-7C27-417B-A918-9FFAB9EF0161

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบีซีพีจีจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าในไตรมาสที่2/2562 บริษัทฯยังคงเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นผลจากสภาพอากาศที่ดีขึ้นส่งผลให้ความเข้มแสงในประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมทั้งมีการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรร่วมกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์(อผศ.) รวม2 โครงการที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม2561  และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานลมลมลิกอร์เมื่อกลางเดือนเมษายน2562  คิดเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าที่848 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาส1/2562  ประมาณร้อยละ5 อ่อนตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2561 อย่างไรก็ตามบริษัทฯมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน31 ล้านบาทจากสกุลเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินเยนเป็นผลให้บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่464 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ76 ล้านบาทหรือสูงถึงประมาณร้อยละ20

ขณะที่ในช่วง6 เดือนของปี2562 กลุ่มบริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่955 ล้านบาทเพิ่มขึ้น185 ล้านบาทหรือร้อยละ24 จาก770 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากการดำเนินงานปกติ(ก่อนหักค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่166 ล้านบาทลดลงร้อยละ23 หรือ50 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสที่2/2561 มีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศฟิลิปปินส์(ซึ่งขณะนี้บริษัทฯได้มีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ดอกเบี้ยกลับมาสู่ระดับต่ำลงเรียบร้อยแล้ว) เและการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานประจำปีของบางหน่วยผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย

ณ 30 มิ.ย. 2562 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่31,490 ล้านบาททรงตัวจากสิ้นปี2561 ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่16,110  ล้านบาทลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ2 “ผลงานไตรมาสที่สองของปีนี้เป็นไปตามแผนงานของบริษัทฯโดยมีการรับรู้รายได้จากโครงการที่ลมลิกอร์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาในขณะเดียวกันเรายังคงเดินหน้าขยายธุรกิจโดยตั้งเป้าEBITDA เติบโตร้อยละ15 - 20 ด้วยเงินลงทุน50,000 ล้านบาทสำหรับ5 ปี(2563 - 2567) ใช้กลยุทธ์4Es ในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กรได้แก่ 1.Expanding มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯด้วยการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไปยังประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิคตั้งเป้าหมายในการพัฒนาโครงการในลักษณะgreenfield development ให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น 2.Extending ขยายธุรกิจเพื่อรองรับทิศทางของธุรกิจพลังงานในอนาคตอาทิการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านDigital Energy เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปรวมถึงธุรกิจต่อยอดภายในกลุ่มบริษัทบางจากเช่นระบบกักเก็บพลังงาน(energy storage system) จากการลงทุนเหมืองลิเทียมของบางจาก 3.Enhancing การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะองค์ความรู้ในเชิงลึกพัฒนาศักยภาพของพนักงานและกระบวนการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และ 4Evaluating บริหารสินทรัพย์ด้วยการติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอและปรับเปลี่ยนเมื่อได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทฯได้สมัครเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน(ERC Sandbox) ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) สำหรับโครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะได้แก่โครงการทาวน์สุขุมวิท77 (T77) และโครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(CMU Smart City) เพื่อให้ได้รับการยกเว้นกฏระเบียบสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบบล็อกเชน(Blockchain) ซึ่งจะเป็นการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐครั้งแรกในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานในอนาคตเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพลังงานมากขึ้นภายใต้แนวคิดDemocratization of Energy ของบริษัทฯเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานที่เราได้รับทราบกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย

 

7485323A-4683-4B8E-9C75-A54F2AAEDEEE

นายนพดลปิ่นสุภากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไออาร์พีซีจำกัด(มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า  บริษัทฯดำเนินการลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ(Floating Solar) ขนาด12.5 เมกะวัตต์ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี.ระยองคาดว่าจะสามารถติดตั้งและดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ภายในไตรมาสแรกของปี2563 ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและยังเป็นการใช้นวัตกรรมเม็ดพลาสติกของIRPC ที่คิดค้นเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ    โดนทุ่นโซลาร์ลอยน้ำผลิตจากเม็ดพลาสติกHDPE (High Density Polyethylene: โพลีเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง) เกรดพิเศษP301GR โดยออกแบบให้เนื้อพลาสติกเป็นสีเทามีคุณสมบัติการใช้งานที่โดดเด่นเหมาะสำหรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำที่ช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ส่งผลให้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถ    รีไซเคิลได้และรับประกันอายุการใช้งานของวัสดุได้ไม่ต่ำกว่า25 ปีเนื่องจากมีความทนทานต่อแสงยูวี(UV resistance) ทนทานต่อสารเคมี(Chemical resistance) และมีความเสถียรต่อความร้อน(Thermal stabilization)

สำหรับนวัตกรรรมเม็ดพลาสติกHDPE เกรดP301GR เป็นเกรดพิเศษสำหรับทุ่นโซลาร์ลอยน้ำเหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาวะแวดล้อมและภูมิอากาศของประเทศไทยIRPC จึงพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ทุ่นลอยน้ำที่จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มที่    ทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซ           เรือนกระจกลงได้กว่า10,510 ตันเทียบเท่าการปลูกป่าราว10,000 ไร่และช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจด้วยการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำนายนพดลกล่าว  ด้วยคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกHDPE เกรดP301GR เกรดพิเศษเฉพาะทุ่นโซลาร์ลอยน้ำซึ่งผลิตภายในประเทศช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าIRPC คาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนของประเทศเพราะปัจจุบันพื้นที่ผิวน้ำในประเทศไทยมีประมาณ14,600 ตารางเมตรหรือประมาณ9 ล้านไร่  คิดเป็นร้อยละ3 ของพื้นที่ประเทศหากนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็จะได้รับประโยชน์จากพลังงานทดแทนมากขึ้นโดยบริษัทฯมองถึงการต่อยอดในโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี2018) กำลังการผลิตรวม2,725 เมกะวัตต์

FE1F422D-A96D-4B8A-B9BA-7A97503F2411

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายเตน ซอ ตุน(ขวา) กรรมการผู้จัดการ (กลุ่มธุรกิจ) ธนาคารโค โอเปอเรทีฟ (Co-operative Bank : CB Bank) เมียนมา ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ CB Bank นำไปใช้สนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการเมียนมาที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าไทย-เมียนมามากขึ้น CB Bank สำนักงานใหญ่ กรุงย่างกุ้ง เมียนมา เมื่อเร็วๆ นี้

CD33C150-E0E7-4A75-83EB-A3D827A3C382

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ พันตำรวจเอก บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การออกรางวัลสลากออมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระหว่าง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการออกรางวัลสลากออมทรัพย์ ตามขั้นตอนและวิธีการออกรางวัลด้วยชุดอุปกรณ์ของสำนักงานสลากให้แก่ธนาคาร  ด้วยการใช้เครื่องออกรางวัลอัตโนมัติ Multipick ทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มออกรางวัลเวลาประมาณ 17.30 น. ห้องออกรางวัล อาคารออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (กรณีเปลี่ยนแปลงธนาคารจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า) และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะแจ้งผลการออกรางวัลให้แก่ธนาคารทราบ ซึ่งธนาคารจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผลิตและออกรางวัล ตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดต่อไป  

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธอส. และสำนักงานงานสลากฯ ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการออกรางวัลสลากออมทรัพย์ ธอส. นื่องจากสำนักงานสลากฯ ถือเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่มีความเชี่ยวชาญในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลมากว่า 80 ปี อีกทั้งยังมีระบบการปฏิบัติงานและบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม โดยสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดแรกที่ธนาคารเริ่มจำหน่ายคือ ชุดวิมานเมฆ หน่วยละ 1 ล้านบาท จำนวน 27,000 หน่วย หรือคิดเป็นกรอบวงเงิน 27,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการออมของประชาชนที่ต้องการผลตอบแทนดี และมีโอกาสถูกรางวัลสูง โดยสลากแต่ละใบจะมีเลขทั้งสิ้น 7 หลัก แบ่งเป็น 3 หมวดหมายเลข หมวดละ 9,000 หน่วย ประกอบด้วย 1.หมายเลข 9181000 – 9189999, 2.หมายเลข  9191000 – 9199999 และ 3.หมายเลข 9361000 – 9369999 ซึ่งธนาคารเปิดให้ลูกค้าแจ้งความประสงค์จะซื้อสลากโดยการเปิดบัญชี เงินฝากออมทรัพย์รับโชค ที่สาขาของธนาคารทุกแห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม 2562 ล่าสุดพบว่า ณ วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2562 มีผู้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์รับโชคแล้วจำนวน 14,178 บัญชี คิดเป็นยอดจองซื้อสลากจำนวน 27,339 หน่วย หรือ 27,339 ล้านบาท แต่ธนาคารจะยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเปิดบัญชีเพื่อแจ้งความประสงค์จะซื้อสลากได้จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 และจะ Random รายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อสลากกรณีมียอดจองซื้อสูงกว่าจำนวนที่ธนาคารกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ซึ่งผู้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์รับโชคสามารถตรวจสอบผลการ Random รายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อสลากและรายชื่อสำรอง รวมถึงวันที่ธนาคารกำหนดให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อสลากต้องฝากเงินเข้าบัญชีให้ครบตามจำนวนหน่วย ที่ได้รับสิทธิ์ได้ที่ Mobile Application : GHB All ต่อไป

สำหรับการออกรางวัธนาคารกำหนดให้มีการออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน ภายหลังกฎกระทรวงว่าด้วยการออกและขายสลากออมทรัพย์ พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้ เดือนละ 27 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 200,000 บาท หรือ      คิดเป็นโอกาสในการลุ้นรางวัลตลอด 3 ปี คือ 972 รางวัล ทำให้โอกาสในการถูกรางวัลสูงถึง 0.1% โดยมีจำนวนเงินรางวัลรวมถึง 194.4 ล้านบาท ส่วนผลตอบแทนเมื่อฝากครบ 3 ปี จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหน่วยละ        42,000 บาท หรือคิดเป็น 1.4% ต่อปี ฝากครบ 2 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหน่วยละ 20,000 บาท หรือคิดเป็น 1% ต่อปี ฝากครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 2 ปีได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหน่วยละ 10,000 บาท หรือคิดเป็น 1% ต่อปี และฝากครบ 3 เดือนแต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับเงินต้นแต่ไม่ได้รับดอกเบี้ย ส่วนกรณีฝากไม่ครบ 3 เดือนจะถูกหักเงินต้นหน่วยละ 10,000 บาท ซึ่งธนาคารจะนำเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ไปสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ระยะยาวให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองต่อไป

สำหรับการออกแบบและจัดพิมพ์สลากออมทรัพย์ ธอส. แบบพรีเมี่ยม ชุดวิมานเมฆ ธนาคารได้จัดทำโดยได้รับข้อเสนอแนะด้านเทคนิคจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ร่วมออกแบบภาพตามแนวทางที่ ธอส. กำหนด    โดยมีการสร้างลวดลายที่สวยงามพร้อมกับป้องกันการปลอมแปลงในจุดต่าง ๆ อาทิ การจัดทำสลากด้วยขนาดใหญ่เท่ากับกระดาษ A4 ผลิตด้วยกระดาษปอนด์ ลายน้ำ TWO TONE พิมพ์ 4 สี ด้วยหมึกซีเคียวริตี้ โดยมีลวดลายของวิมานเมฆที่สวยงามด้วยเทคโนโลยีสร้างภาพเสมือนจริง(Augmented Reality : AR) ที่สามารถป้องกันการปลอมแปลง อีกทั้งยังมีการพิมพ์ชื่อผู้ฝาก และบาร์โค้ดลงบนสลาก พร้อมทั้งมีการจัดพิมพ์สีทองหรือปั๊มทอง นอกจากนี้สลากจะอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ที่ภายนอกหุ้มด้วยผ้าไหมสีส้ม หน้าปกติดตราสัญลักษณ์วิมานเมฆที่จัดทำจากโลหะชุบทอง ความสูง 5.20 เซนติเมตร โดยเชื่อว่ารูปแบบสลากที่จัดทำในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความสวยงามและความมีคุณค่าให้แก่สลากของธนาคารได้นายฉัตรชัยกล่าว

ด้าน พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯ     มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจาก ธอส.ให้ดำเนินการจัดพิมพ์สลากออมทรัพย์ ธอส. รวมทั้งได้รับความเชื่อมั่นให้ดำเนินการออกรางวัล ซึ่งมีขั้นตอนและกระบวนการตามมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 เช่นเดียวกับกระบวนการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่า การออกรางวัลสลากออมทรัพย์ ธอส. จะเป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ กับ ธอส. ได้มีการประสานเกี่ยวกับการออกรางวัลมาอย่างต่อเนื่อง และมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากร รวมทั้งได้ทำการฝึกซ้อมตามขั้นตอนมาเป็นระยะ เพื่อให้การออกรางวัลเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้การออกรางวัลสลากออมทรัพย์ ธอส. ครั้งแรกจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ส่วนการออกรางวัลครั้งที่ 2-36 จะถ่ายทอดสดผ่านทางFacebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือกรณีมีช่องทางการถ่ายทอดสดเพิ่มเติมธนาคารจะแจ้งให้ทราบต่อไป และสามารถตรวจสอบ  ผลการออกรางวัลได้ทาง Mobile Application : GHBALL หรือเว็บไซต์ www.ghbank.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000

 

 

0EAC7EC2-5514-4B22-B21A-9CDD8ECED629

นายนพดลปิ่นสุภากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไออาร์พีซีจำกัด(มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส2 เมื่อเทียบกับQ1 /2562 IRPC มีรายได้จากการขาย57,702 ล้านบาทเพิ่มขึ้น6% จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาขาย4 %และปริมาณขายเพิ่มขึ้น2%โดยปริมาณการกลั่นน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่206,000 บาร์เรล/วันจาก200,000 บาร์เรล/วัน เนื่องจากโรงงานRDCC และโรงงานกลุ่มปิโตรเคมีกลับมาผลิตตามปกติ

กำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด(Market GIM) จำนวน5,429 ล้านบาท(9.11 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) เพิ่มขึ้น10% จากปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นหลังจากโรงงานRDCC กลับมาผลิตตามปกติแม้ว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อIRPC มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม491 ล้านบาท(ส่วนใหญ่จากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันOil Hedging) ลดลง229 ล้านบาทเนื่องจากบันทึกค่าเผื่อการลดลงของสินค้าคงเหลือ(LCM) เพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี(Accounting GIM) มีจำนวน5,920 ล้านบาท(9.94 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) เพิ่มขึ้น4%

รายได้อื่นเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินค่าปรับจากการรับประกันงานก่อสร้างโครงการUHV อย่างไรก็ตามIRPC มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการปรับเงินชดเชยให้กับลูกจ้างตามพรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ส่งผลให้มีกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA) อยู่ที่2,304 ล้านบาทลดลง2% มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นส่งผลให้IRPC มีกำไรสุทธิจำนวน 507 ล้านบาท  Q2/2562 เพิ่มขึ้น231 %เมื่อเทียบกับQ1/2561

ผลประกอบการQ1/62เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของQ1/61 IRPC มีรายได้จากการขายสุทธิจำนวน111,976 ล้านบาท ลดลง11 % สาเหตุหลักราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคาน้ำมันดิบโดยอัตราการกลั่นน้ำมันอยู่ที่203,000 บาร์เรล/วันลดลง8,000 บาร์เรล/วันเนื่องจากโรงงานRDCC หยุดผลิตเป็นเวลา28 วันในไตรมาส1 และมีMarket GIM จำนวน10,387 ล้านบาท(8.90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ลดลง39% เนื่องจากส่วนต่างราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างมากผลกระทบจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ในภูมิภาคและอัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยIRPC มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม1,211 ล้านบาทลดลง1,208 ล้านบาทส่งผลให้Accounting GIM มีจำนวน11,598 ล้านบาท(9.94 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ลดลง40% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานEBITDA อยู่ที่4,659 ล้านบาทลดลง63% ต้นทุนทางการเงินลดลงและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นกำไรสุทธิจำนวน660 ล้านบาทลดลงร้อยละ90 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

IRPC คำนึงถึงการสร้างเสถียรภาพทางการเงินโดยได้ออกมาตรการเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก  บริหารสภาพคล่องของธุรกิจด้วยการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสมโดยสิ้นไตรมาส2 ปี2562 IRPC มีเงินสดคงเหลืออยู่ที่1,915 ล้านบาทและมีงบลงทุนที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจน(committed) จำนวน71,043 ล้านบาท ,IRPC ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานโครงการE4E หรือEVEREST Forever เป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากโครงการEVEREST และดำเนินโครงการIRPC 4.0 เป็นการบูรณาการระบบดิจิทัลและนำนวัตกรรมทันสมัยต่างๆมาใช้ในทุกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ

นายนพดลกล่าวต่อไปว่า“IRPC มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนด้วยการเดินหน้าด้านการวิจัยและพัฒนา(Research & Development) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ(Specialty Grade) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกHDPE (High Density Polyethylene: โพลีเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง) เกรดพิเศษP301GR มีคุณสมบัติการใช้งานที่โดดเด่นเหมาะสำหรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำที่ช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ส่งผลให้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนของประเทศโดยIRPC มองถึงการต่อยอดในโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี2018)”      

นอกจากนี้IRPC ยังขยายโอกาสด้วยการเพิ่มทางเลือกในการใช้วัตถุดิบในการผลิตน้ำมันโดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับคู่ค้าโดยการใช้น้ำมันจากขยะพลาสติกแปรรูป300,000 - 400,000 ลิตร/เดือนที่ผ่านเทคโนโลยีทันสมัยไพโรไลซิสได้น้ำมันดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานลดปริมาณขยะได้560 ตัน/เดือนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจให้เป็นไปตามแผนพร้อมตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy) สอดรับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน  สำหรับแนวโน้มภาวะตลาดน้ำมันดิบในไตรมาส3/2562 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวในกรอบ60 – 67 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความร่วมมือในการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตประมาณ1.2 ล้านบาร์เรล/วันของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกออกไปอีก9 เดือนโดยจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม2563 และสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซรวมถึงช่วงฤดูเฮอริเคนในสหรัฐฯที่อาจทำให้การผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตในอ่าวเม็กซิโกลดลง อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบจากกำลังการผลิตของสหรัฐฯและการส่งออกน้ำมันดิบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากโครงการท่อขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตเพอร์เมียนไปยังอ่าวเม็กซิโกซึ่งเป็นท่าส่งออกน้ำมันดิบหลักของประเทศคาดว่าจะ      แล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีรวมถึงการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีในไตรมาส3/2562 คาดว่าความต้องการเม็ดพลาสติกจะปรับตัวสูงขึ้นจากการยุติการเพิ่มมาตราการทางภาษีระหว่างสหรัฐฯกับจีนหลังการประชุมG20 ในวันที่28-29 มิถุนายน2562 ประกอบกับโรงกลั่นและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯในเท็กซัสเกิดไฟไหม้ซึ่งกระทบการผลิตผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์โดยตรงรวมถึงการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อลดผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯและภายในประเทศจีนเองก็มีการปรับตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเช่นการลดภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ผลิตจากร้อยละ16 เหลือร้อยละ13   และการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเป็นต้นขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ลดลงในช่วงฤดูฝนรวมถึงกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในประเทศมาเลเซียที่จะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงปลายปีและประเด็นการเพิ่มมาตรการทางภาษีหลังจากสหรัฐฯกล่าวหาว่าจีนยังไม่ได้ซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามที่สัญญาเป็นปัจจัยกดดันราคาผลิตภัณฑ์

 

DFCE7DED-7E15-4A34-A89F-17B2DF9F3132

นายธานินทร์ พานิชชีวะ กก.ผจก.บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ ขอขอบคุณผู้ใช้ทางฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ใช้ทางฯ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ณ ด่านดินแดง 1 ระหว่างเวลา 07.00-09.00 น.และด่านอนุสรณ์สถาน เวลา 16.30-18.00 น. แวะรับผลิตภัณฑ์ดีๆ ก่อนเดินทางกลับไปเติมพลังใจในวันแม่ 12 สิงหาคม 2562 ช่วยให้อุ่นใจตลอดการเดินทาง

71473C82-65F6-4FAC-90C4-92B5D566ECAD

กองทุนการออมแห่งชาติหรือกอช. ยกระดับอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและสมาชิกกอช. เข้าถึงการออมเพื่อเป็นหลักประกันด้านบำนาญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสมัครสมาชิกและ ส่งเงินออมสะสมขั้นต่ำเพียง50 บาทสูงสุด13,200 บาทได้ทุกวันในช่วงเวลา08.30 - 20.30 .  ได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า13,000 สาขาทั่วประเทศเพียงตรวจสอบสิทธิก่อนการสมัครได้ที่แอปพลิเคชัน(Application) “กอช.” หรือwww.nsf.or.th

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติหรือกอช. เปิดเผยว่า กอช. ยกระดับอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและสมาชิกกอช. ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและสมาชิกกอช. ได้เข้าถึงการออมเพื่อเป็นหลักประกันด้านบำนาญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการออมกับกอช. โดยสามารถสมัครสมาชิกและส่งเงินออมสะสมได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า13,000 สาขาทั่วประเทศได้ทุกวันในช่วงเวลา08.30 - 20.30 . เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมเงินออมขั้นต่ำ50 บาทสูงสุด13,200 บาท เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้วจะได้รับใบเสร็จเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการทำรายการซึ่งมีค่าธรรมเนียมการทำรายการละ5 บาท  ทุกประเภทบริการสำหรับเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่เป็นหน่วยรับสมัครกอช. จะมีจุดสังเกตโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีโลโก้สัญลักษณ์กอช. บริเวณหน้าประตูทางเข้า สำหรับการดูยอดเงินออมสะสมสมาชิกสามารถดูผ่านแอปพลิเคชัน(Application) “กอช.” ได้ทั้งแอปสโตร์(App Store) และเพลย์สโตร์(Play Store) โดยกรอกข้อมูลชื่อบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านเพื่อ   เข้าสู่ระบบ/ จากนั้นเข้าสู่หมวดบัญชีของฉันกดเพื่อดูเงินออมของฉัน” / ข้อมูลจะแสดงเงินออมสะสมผลประโยชน์เงินออมสะสมเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ/ กดดูรายละเอียดเงินออมสะสม/ เมื่อกดเข้าไปดูเงินออมสะสมจะปรากฎรายละเอียดการส่งเงิน ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ธนาคารของรัฐบาลทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคาร ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทยทุกสาขา เคาน์เตอร์เซอร์วิส เทสโก้โลตัส ตู้บุญเติมทั่วประเทศ รวมทั้งสำนักงานคลังจังหวัด สถาบันการเงินชุมชนที่เข้าร่วม และเครือข่ายรับสมัครทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

1 2 3 185