ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 168

F78184D7-DBC3-4618-B00C-9009F3F501BE

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) ร่วมลงนามสัญญาจำหน่ายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ปี 2561 คิดเป็นมูลค่าเงินต้นคงค้างรวม 1,012 ล้านบาท และช่วยให้ NPL ของ ธอส. ลดลง 0.09% ซึ่งการจำหน่าย NPL ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น พร้อมทำให้สามารถประหยัดเวลา บุคลากร ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ โดยธนาคารสามารถนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายเป็นเงินสดสำรองในกองทุนของธนาคารเพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้าประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้เพิ่มขึ้นต่อไป ณ ห้องวิมานเมฆ อาคาร 2 ชั้น 3 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561

DC2F330F-AECC-46E1-BADD-BC5970D30E89

ธ.ก.ส. นำเงินฝากดอกเบี้ยทันใจ ฝากปั๊บรับดอกเบี้ยล่วงหน้าทันที พร้อมผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝากอีกมากมาย ร่วมงาน Thailand Smart Money กรุงเทพ ครั้งที่ 9 ณ Sky Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว 14 – 16 ธันวาคม 2561 นี้

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในงาน Thailand Smart Money กรุงเทพ ครั้งที่ 9 ที่จัดขึ้น ณ Sky Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 14 -16 ธันวาคม 2561 ธ.ก.ส. ได้นำผลิตภัณฑ์ทางการเงินและสินเชื่อต่าง ๆ เปิดให้บริการภายในงาน โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ คือ โครงการเงินฝากดอกเบี้ยทันใจ ซึ่งเป็นเงินฝากที่จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากล่วงหน้าทันที ณ วันที่ฝากเงิน ระยะเวลาฝาก 11 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.52 ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 100,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ฝากเงินรับดอกเบี้ย พร้อมลุ้นรับของรางวัล พิเศษ! “เพิ่มโชค เพิ่มสุข กับทวีโชค ปี 5” กับการลุ้นรับโชค 3 ชั้น ลุ้นรับทองคำเดือนละ 50 รางวัล รวม 250 รางวัล ลุ้นจับรางวัลระดับจังหวัดปีละ 2 ครั้ง และระดับประเทศอีกปีละ 1 ครั้ง เงินฝากผู้สูงอายุ Senior Savings สำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ต่อปี หากยอดเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป รับดอกเบี้ย ร้อยละ 0.99 ต่อปี ฝากได้คนละ 1 บัญชี สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท และยังสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 2.99 ต่อปี เงินฝากกระแสรายวันพลัส เงินฝากกระแสรายวันที่มีดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ เงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน ฝากตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน รับดอกเบี้ย ร้อยละ 2.50 ต่อปี ไม่เสียภาษี เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ฝากเงินขั้นต่ำ 1,000 บาท รับดอกเบี้ยร้อยละ 1.10 ต่อปี ไม่เสียภาษี เงินฝาก A-Savings ดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ต่อปี และการดาวน์โหลดใช้บริการผ่าน Application “ธ.ก.ส. A-Mobile” เพื่อให้การโอนเงินบนมือถือสะดวกรวดเร็วและง่ายเพียงปลายนิ้ว บริการรับลงทะเบียน พร้อมเพย์ รวมถึงการให้บริการสมัครเข้าร่วมโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพียงออมเงินงวดแรก 1,200 บาท รับสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. จำนวน 1 หน่วย มูลค่า 100 บาทฟรี ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 26 ธันวาคม 2561 และรับร่ม “รัก กอช.” ฟรีเมื่อสมัครบริการ Direct Debit หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินออม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2561

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ด้านสินเชื่อ ธ.ก.ส. มีบริการที่หลากหลาย เช่น โครงการสินเชื่อ SMEs เกษตร (ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี) สินเชื่อระยะสั้นประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี (O/D) สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย สินเชื่อ Green Credit สินเชื่อสานฝันเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer และบริการด้านอื่น ๆ

ภายในงานยังมีแคมเปญพิเศษ “โบนัส จัดให้” เมื่อเปิดบัญชีหรือฝากเพิ่ม ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อบัญชี คงยอดเงินฝากถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ยอดเงินฝากทุก 1 ล้านบาท รับโบนัส 3,000 บาท (โอนเข้าบัญชีวันที่ 1 มิถุนายน 2562) ลูกค้าที่ฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป รับ สลากออมทรัพย์ มูลค่า 500 บาทต่อบัญชี (1 คน 1 สิทธิ์) แคมเปญ "ธ.ก.ส. ห่วงใยคุณ" สำหรับลูกค้าอายุ 15-70 ปีบริบูรณ์ มีสุขภาพแข็งแรงและทำธุรกรรมการเงินกับ ธ.ก.ส. ในงาน ได้แก่ ฝากเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป เปิดบัตร ATM ลงทะเบียน PromptPay / ธ.ก.ส. A-Mobile ฯลฯ รับสิทธิ์ฟรี ประกันภัยอุบัติเหตุ ความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ระยะเวลา 52 วัน แคมเปญ “ออมสบาย” เปิดบัญชี เงินฝาก A-Savings ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป พร้อมลงทะเบียน A-Mobile และเปิดบัตร ATM ฟรีค่าธรรมเนียม 100 บาทพร้อมรับหมอนผ้าห่ม A-Mobile และแคมเปญ “สวัสดีทวีโชค” สำหรับลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปและลงทะเบียน A-Mobile และเปิดบัตร ATM ฟรีค่าธรรมเนียมบัตร 100 บาท พร้อมรับกระเป๋าเป้เที่ยวเพลิน พิเศษ! สำหรับผู้ที่ทำธุรกรรมการเงินภายในบูธ ธ.ก.ส. รับของที่ระลึกมากมาย เช่น กระเป๋าผ้าหิ้วเพลิน กระบอกน้ำเปลี่ยนสี หมอนรองคอแสนสบาย Travel Bag น้องหอมจัง เป็นต้น

20AF9C35-9A9A-4FF7-B334-5761A8AFCB77

ทิพย์ ดาลาล ซีอีโอหนุ่มไฟแรง บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ ยังคงเน้นคอนเซปต์การเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันทั้งธุรกิจและสังคมไม่เปลี่ยนแปลง เห็นได้จากปฏิทินและไดอารี่ปี2019 ที่นำกระดาษรีไซเคิลมาใช้ในการผลิต  มาในธีม "Growing Stronger Growing Together" กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่า กรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกด้วย

 

เทศกาลแห่งความสุขใกล้เข้ามา นายธานินทร์ พานิชชีวะ บอสใหญ่แห่งดอนเมืองโทลล์เวย์ แปลงร่างเป็นซานต้าใจดี แจกกระเป๋ากันง่วง ที่บรรจุ น้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง ลูกอมและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบรรเทาความง่วงระหว่างเดินทางให้กับผู้ใช้ทางที่เตรียมเดินทางกลับบ้านช่วงปีใหม่ โดยจะแจกในวันที่ 25 ธ.ค. 2561 ณ ด่านดินแดง 1 เวลา 7.00-9.00 น. และด่านอนุสรณ์สถาน 2 เวลา 16.00-19.00 น. อย่าลืมแวะรับกันนะคะ

 

 

3BC76B09-CCE3-4B53-906E-1749578BA8D1
ปลื้มกันทั้งบลจ.บีแคป หลังกองทุนเปิดน้องใหม่ “BCAP–MSCITH LTF” ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี จากยอดจองไอพีโอเมื่อวีคก่อน ใครพลาดจองไม่ต้องเสียใจ เพราะยังมีเวลาในช่วงโค้งสุดท้ายของปีสำหรับคนที่กำลังมองหากองทุน LFT ไว้ลดหย่อนภาษี ถึงสิ้นเดือนนี้ โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ มีสภาพคล่องตามมาตรฐานสากลของ MSCI สนใจแวะถามข้อมูลได้ที่ธ.กรุงเทพ และบล.บัวหลวง ทุกสาขา

1D75CDF6-7901-49AF-9A7E-2F979B6AE4D3

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ บิ๊กบอสบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เป็นปลื้มสุดๆ  เมื่อBRR เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับเลือกให้เข้าดัชนี  FTSE SET Shariah Index ที่ผ่านการคัดเลือกตามหลักศาสนาอิสลาม โดยดัชนีนี้พัฒนาขึ้นเพื่อผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีความประสงค์จะลงทุนตามหลักศาสนาอิสลาม ประโยชน์ของการนำดัชนีดังกล่าวไปใช้ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนของผู้ลงทุนตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะดัชนีนี้สามารถนำไปใช้อ้างอิงในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เช่น อีทีเอฟ กองทุนอิสลาม เป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุน ทำให้น่าสนใจทั้งในตลาดทุนไทย ระดับภูมิภาค และระดับสากล    ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับการคัดเลือกจะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่อง อีกทั้งการดำเนินธุรกิจมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วย

0A97622A-E23F-46E0-809C-EECF22E5DFB1

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ถ่ายภาพร่วมกับนายฌอห์น ฮอร์ตัน (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดตราสารหนี้ บริษัท มิซูโฮ เซคเคียวริตี้ เอเชีย จำกัด นายแอรอน กว๊าก (ขวาสุด) หัวหน้าสายงานตลาดทุน ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และนายเคลวิน แทน (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ประเทศไทย) ในงานฉลองความสำเร็จของ EXIM BANK ในการออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ US$1,500,000,000 Euro Medium Term Notes Program เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 มูลค่าเงินต้นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุ 5 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย USDLIBOR ระยะเวลา 3 เดือน +0.90% ต่อปี ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศ โดยมีธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท มิซูโฮ เซคเคียวริตี้ เอเชีย จำกัด และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม ทั้งนี้ เพื่อระดมทุนรองรับการไถ่ถอนพันธบัตรที่จะครบกำหนดในเดือนธันวาคม 2561 และรองรับการขยายตัวของสินเชื่อในปี 2562 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนของไทยทั้งในและต่างประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศของไทย ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561

E01E74CC-8FA1-4364-A02F-084B892A0942

'ฟิทช์ เรทติ้งส์' คงมาตรฐานเครดิตเรตติ้ง ธ.ก.ส.ที่ระดับสูงสุด 'AAA(tha)' / 'Stable' ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนสถานะทางการเงินที่เข้มแข็งการบริหารจัดการที่ดีลูกค้าชำระหนี้ตรงกำหนด ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน สามารถสนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพ

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของ ธ.ก.ส. โดยคง อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว(National Long - Term Rating) อยู่ที่ระดับ 'AAA (tha)' แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ 'Stable' และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short - Term Rating) ที่ 'F1+(tha)' ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งเป็นอันดับเครดิตที่สูงสุดสำหรับการจัดอันดับเครดิตในประเทศสะท้อนถึงระดับความสามารถสูงสุดในการชำระหนี้ได้ตรงตามกำหนด และมีความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ธ.ก.ส. ในด้านการลดต้นทุนทางการเงินเพื่อนำไปใช้สนับสนุนภาคการเกษตรของประเทศได้เพิ่มขึ้น ในการจัดอันดับเครดิตของ ธ.ก.ส.นั้น ฟิทช์ระบุว่า มีปัจจัยสนับสนุนมาจากบทบาทสำคัญในเชิงนโยบายต่อรัฐบาลตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งของธนาคารและการที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดจึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นธนาคารของรัฐที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินทุนให้กับธนาคาร และยังมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่ธนาคารหากมีความจําเป็นในอนาคตอย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ดีซึ่งส่งผลดีต่อการยกระดับและพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

นายอภิรมย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ฟิทช์ได้จัดอันดับเครดิตของธนาคารในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 นั้นเนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุน ธ.ก.ส. อย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่เป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศซึ่งการจัดอันดับเครดิตนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีระบบและได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนทางการเงินและยังมีมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อและการให้บริการทางการเงินที่ทันสมัยภายใต้เกณฑ์การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตรโดยการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสู่ภาคการเกษตรที่ยั่งยืน

26F061C7-F7F5-47A6-8013-6BC56678CF85

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แถลงข่าวเปิดตัว Krungthai Logistics Card ซึ่งกรมศุลกากรร่วมกับธนาคารกรุงไทย และองค์กรพันธมิตร ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จำกัด และสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ Shipping ในการชำระเงินภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นๆ ทั้งการนำเข้าและส่งออกครอบคลุมทุกบริการ ณ ห้องลอนดอน 1-2 โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัลเมอริเดียน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561

6079C385-41EE-4DC3-8AAE-81C429671714

บล.หยวนต้า นำโดยคุณบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Co-Underwriter) หุ้นสามัญเพิ่มทุน บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น (TQM) เสนอขายในราคาหุ้นละ 23.00 บาท ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เปิดให้จองซื้อในวันที่ 12-14 ธันวาคม 61 และคาดว่า ดีเดย์เข้ามาเทรดบนกระดาน SET ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

F24C2BBA-AA55-411C-A5D3-CAD11F05712B

EXIM BANK ลงนาม MOU กับ DITP ผนึกความร่วมมือด้านการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงิน เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในโลกการค้ายุคใหม่

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ในงานสัมมนา สูตรสำเร็จจากธุรกิจ SMEs สู่การค้าระหว่างประเทศณ อาคารสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (รัชดาภิเษก) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 โดย EXIM BANK และ DITP จะบูรณาการข้อมูลเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการ Startup รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านบริการและเครื่องมือทางการเงินที่จะเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ความสามารถด้านวัตกรรมผนวกกับการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในโลกการค้ายุคใหม่ เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า EXIM BANK และ DITP มีความร่วมมือด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรเสริมสร้างองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันทิศทางเศรษฐกิจและรูปแบบการค้าการลงทุนของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ในปี 2560E-Commerce ได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทั่วโลกราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากปีก่อนถึง 24.8% EXIM BANK จึงได้พัฒนา e-Trading Platform เชื่อมต่อระบบธนาคารกับการค้าออนไลน์ของโลก ทำให้สามารถให้บริการสินเชื่อและประกันการส่งออกแก่ผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศด้วยช่องทางการค้าออนไลน์อย่างครบวงจร ขณะที่ DITP พัฒนาช่องทางการค้าออนไลน์ภายใต้เวบไซต์ Thaitrade.com เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนในต่างประเทศแก่ผู้ประกอบการไทย

ในโลกการค้ายุคใหม่ ผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันได้ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่รู้ทันโลกการค้ายุคใหม่ ตลอดจนมีเครื่องมือทางการเงินที่จะเริ่มต้นหรือขยายกิจการในตลาดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ สามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จในระยะยาวนายพิศิษฐ์กล่าว

B281691C-6BA0-44BB-8C5A-857096B1B48C

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จับมือกับบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อจะลงทุนในพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) มูลค่า 5 พันล้านบาท (155 ล้านเหรียญสหรัฐ) ระยะ 5 และ 7 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการออกพันธบัตรด้านภูมิอากาศ (Climate Bond) เงินลงทุนดังกล่าวจะนำไปใช้สำหรับโครงการพลังงานทดแทนในประเทศไทยของบริษัท บี. กริม เพาเวอร์ฯ ซึ่งเป็นการนำร่องการดำเนินงานแบบคาร์บอนต่ำ อันเป็นหนทางไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

“การออกพันธบัตรครั้งนี้จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาของตลาดพันธบัตรสีเขียวในประเทศไทย ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับสากลในการจัดการกับพันธบัตรสีเขียวและพันธบัตรด้านภูมิอากาศที่แท้จริง” นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บี. กริม เพาเวอร์ฯ กล่าว “การสนับสนุนของเอดีบีได้ช่วยให้พันธบัตรที่ออกมาเป็นไปตามหลักการพันธบัตรสีเขียวของสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Capital Markets Association Green Bond Principles) และเป็นไปตามมาตรฐานของ Climate Bond Initiative  ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่ประเมินค่าไม่ได้และก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นผ่านการทำงานร่วมกันมายาวนาน”

“หากไม่นำปัจจัยอื่นใดมาพิจารณา พันธบัตรสีเขียวนี้จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกลงถึง 20% ภายในปี 2573” นายไมเคิล แบโรล ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการภาคเอกชนของเอดีบี กล่าว “บี. กริม เพาเวอร์ฯ เป็นผู้ริเริ่มในด้านพลังงานหมุนเวียนและการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำในประเทศไทย อีกทั้งยังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาค และเอดีบีมีความยินดีที่ได้เป็นหุ้นส่วนระยะยาวในการช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายนี้”

การออกพันธบัตรสีเขียวครั้งนี้จะนำไปใช้ลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการอยู่แล้วจำนวน 9 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 67.7 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 แห่งในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 30.8 เมกะวัตต์

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นโครงการการลงทุนในพันธบัตรสีเขียวครั้งที่สองของเอดีบี  โดยครั้งแรกเป็นการสนับสนุนผ่านการค้ำประกันการออกพันธบัตรสีเขียวให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (geothermal power) ที่ Tiwi และ Makban ในฟิลิปปินส์  เมื่อปี 2559 ซึ่งถือเป็นการออกพันธบัตรสีเขียวครั้งแรกของประเทศ  ทั้งนี้ การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการทำธุรกรรมครั้งที่สามระหว่างเอดีบีและบี. กริม เพาเวอร์ฯ  โดยในปี 2560 เอดีบีได้ลงทุนในหุ้นที่เสนอขายใหม่ (IPO) ของ บี. กริม เพาเวอร์ฯ  และในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ เอดีบีได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับบริษัทเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนและการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวที่มีการผลิตและบริโภคไฟฟ้าเบ็ดเสร็จในแต่ละพื้นที่ ให้ออกสู่ตลาดทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัท บี. กริม เพาเวอร์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้ารวม 2,045 เมกะวัตต์ สำหรับการดำเนินงานในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 แห่ง  ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ บี. กริม เพาเวอร์ฯ ได้เริ่มขยายธุรกิจสู่ตลาดพลังงานทดแทน โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการอยู่แล้วจำนวน 15 แห่ง  ทั้งนี้ จากความสำเร็จและศักยภาพในการขยายธุรกิจภายในอาเซียน บี. กริม เพาเวอร์ฯ วางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนจาก 10% ให้ถึง 30% ภายในปี 2564

การลงทุนในครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เอดีบี 2573 (Strategy  2030) ซึ่งกำหนดให้อย่างน้อย 75% ของการดำเนินงานทั้งหมดที่วางแผนไว้ เป็นการสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงให้มีการจัดสรรเงินสนับสนุนโครงการเพื่อสภาพภูมิอากาศจากแหล่งเงินทุนของเอดีบีเอง เป็นมูลค่า 80 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2562 – 2573

เอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป  เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค ในปี 2560 การดำเนินงานของเอดีบีมีมูลค่ารวมทั้งหมด 32.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการให้กู้ร่วมจำนวน 11.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

212ECF4E-CF7B-426A-88A5-061F2ADAF9B4

บี.กริม เพาเวอร์BGRIM’ รุกเป็นผู้นำพัฒนาพลังงานสะอาด ออกหุ้นกู้กรีนบอนด์ 5 พันล้าน ADB สนับสนุน 100% รายแรกของประเทศไทย

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่วมลงนามสัญญาและแถลงข่าวความสำเร็จในการออกหุ้นกู้กรีนบอนด์ มูลค่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2564  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยมี นายไมเคิล แบร์โรว์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการภาคเอกชน ธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ห้อง Lecture ชั้น Lower Lobby โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

นางปรียนาถ ได้เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM มีประสบการณ์อย่างยาวนานในอุตสาหกรรมพลังงาน และถือได้ว่าเป็นผู้นำในภาคเอกชนรายหนึ่งของประเทศและในระดับภูมิภาค ทั้งยังตระหนักดีถึงการมีส่วนร่วมต่อประชาคมโลก ที่จะร่วมส่งเสริมดูแลสภาพภูมิอากาศของโลก ด้วยการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพัฒนาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรไม่ว่าในด้านการลดมลภาวะหรือใช้พลังงานสะอาด  จึงได้ริเริ่มออกหุ้นกู้กรีนบอนด์มูลค่า 5 พันล้านบาท (155 ล้านเหรียญสหรัฐ) ประกอบด้วยในหุ้นกู้อายุ 5 ปีและอายุ 7 ปี  ซึ่งเป็นครั้งแรกของหุ้นกู้ กรีนบอนด์ ที่ได้รับการรับรองโดย Climate Bonds Initiative จะออกในประเทศไทย ทั้งนี้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเอดีบี ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ที่จะช่วยสะท้อนความเชื่อมั่น ตลอดจนสร้างความมั่นใจได้ว่า หุ้นกู้ฯ ดังกล่าวมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล สอดคล้องกับมาตรฐานเกณฑ์การออกพันธบัตรอาเซียนกรีนบอนด์ (ASEAN Green Bond Standards) ที่จะใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วภูมิภาคอาเซียน ของสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Capital Market Association: ICMA)  ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์อันยาวนานที่เราได้ทำขึ้นจากการทำธุรกรรมหลายอย่างต่อกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ระหว่างบี.กริม และ เอดีบี

นอกจากนี้ นางปรียนาถ ยังกล่าวว่า ปัจจุบันBGRIM มีโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมด 33 แห่งแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 15 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 15 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,045 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกกว่า1,081 เมกะวัตต์ รวมเป็นจำนวนกำลังการผลิตติดตั้ง ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วขณะนี้ 3,126 เมกะวัตต์  ทั้งนี้จากการออกหุ้นกู้กรีนบอนด์ ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของบริษัทฯที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด จาก 10% เป็น 30% ให้สำเร็จภายในปี 2564

 ด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) นายไมเคิล แบร์โรว์ ได้เปิดเผยว่า การออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดพันธบัตรสีเขียว(กรีนบอนด์) ในประเทศไทย ที่สำคัญเงินทุนที่ได้จะนำมาใช้สำหรับโครงการพลังงานทดแทนในประเทศไทยยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างวิถีสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยังจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ 20% ได้โดยไร้ข้อจำกัดของเงื่อนไข ภายในปี 2573 ทั้งนี้ บี.กริมนับเป็นผู้บุกเบิกด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและการเติบโตของสังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทย ที่มีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และเอดีบีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรระยะยาวในการดำเนินการดังกล่าว โดยเงินทุนที่ได้จากหุ้นกู้ กรีนบอนด์ นี้จะใช้สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการแล้วจำนวน 9 แห่งที่มีกำลังการผลิต 67.7 เมกะวัตต์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 แห่งที่กำลังก่อสร้างอยู่ ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรวม 30.8 เมกะวัตต์

นายไมเคิลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือการลงทุนพันธบัตรสีเขียว (กรีนบอนด์) ครั้งที่สองของ เอดีบีโดยในปีพ.. 2559 ธนาคาร ได้สนับสนุนโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ Tiwi และ Makban ในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นโครงการเสนอขายพันธบัตรสีเขียวครั้งแรกของประเทศ  และสำหรับการลงทุนในหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นการติดต่อทางธุรกิจครั้งที่สามระหว่าง เอดีบี และ บี.กริม เพาเวอร์ โดยในปี 2560 เอดีบีซื้อหุ้นสามัญ IPO ของ บี.กริม เพาเวอร์ และเมื่อต้นปีนี้ เอดีบี ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้เพื่อสนับสนุนการขยายสู่ตลาดพลังงานทดแทนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ บี.กริม

ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.. 2536 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยกำลังการผลิต 2,045 เมกะวัตต์ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 แห่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายไปสู่พลังงานหมุนเวียนโดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 15 แห่ง จากความสำเร็จนี้พร้อมทั้งศักยภาพในการขยายตัวในประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ASEAN) บี. กริม มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนจาก 10% เป็น 30% ภายในปี2564 การลงทุนครั้งนี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ใหม่2073 ของ เอดีบี ซึ่งกำหนดว่าอย่างน้อย 75% ของจำนวนการดำเนินงานที่ได้รับความช่วยเหลือของธนาคารจะช่วยลดผลกระทบและปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ได้ภายในปี 2573 โดย เอดีบี จัดสรรเงินกู้ 80,000 ล้านดอลลาร์เพื่อกิจกรรมปรับปรุงสภาพภูมิอากาศในช่วง 2561-2573

เอดีบี มุ่งมั่นที่จะบรรลุความเจริญรุ่งเรือง มีส่วนร่วมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของเอเชียและแปซิฟิก ในขณะที่ยังคงรักษาความพยายามในการขจัดความยากจนให้หมดไป  โดย เอดีบี ก่อตั้งขึ้นในปีพ .2509 โดยมีสมาชิก 67 รายจาก 48 ประเทศ ในภูมิภาคนี้ และในปี 2560 การดำเนินงานของเอดีบีมีมูลค่ารวม 32.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการร่วมให้เงินกู้จำนวน 11.9 พันล้านดอลลาร์ อีกด้วย

7C94B3AE-60C2-410B-9E4F-ED8E9B48374F

นายปรีชา โภคะธนวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับรางวัลรายงานความยั่งยืนยอดเยี่ยม
หรือ Sustainability Report Award ประจำปี 2561
จาก นายรพี สุจริตกุล กรรมการและเลขานุการ
ในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ในงาน CSR Club Conference 2018 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ CSR Club สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสถาบันไทยพัฒน์ เพื่อส่งเสริมและยกระดับการจัดทำรายงานความยั่งยืน ให้มีคุณภาพและมีเนื้อหาที่สมบูรณ์ตามประเด็นที่ถูกคัดเลือก
ให้เปิดเผยอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ด้าน คือ 1. ด้านความสมบูรณ์ (Completeness) ของรายงาน 2.ด้านความเชื่อถือได้ (Credibility) ของรายงาน และ 3.ด้านการสื่อสารและนำเสนอ (Communication) รายงาน

D42AD706-C423-4B99-848F-E38B5628D7CB

 

นางสาววลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) รับรางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 (Sustainability Report Award 2018) ระดับดีเด่น จาก CSR Club และสถาบันไทยพัฒน์ ภายใต้การสนับสนุนของ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนครบทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกีรยติจาคุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย คณะกรรมการพิจารณารางวัล รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 เป็นผู้มอรางวัล ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   รายงานความยั่งยืนเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยข้อมูล และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อทิศทาง และกระบวนการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ รวมทั้งการรายงานความก้าวหน้า ตลอดจนผลกระทบจากการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทฯ ต่อสาธารณะ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

การได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลรายงานความยั่งยืนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ แก่นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม  ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พัฒนาการดำเนินธุรกิจสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนตอบสนอต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) เพื่อการดำเนินธุรกิจให้เติบ อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

293CE822-A5FD-460E-9768-F10AB2E33EA9

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)  หรือ SME Development Bank จัดโปรโมชั่นพิเศษสุดๆ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพื่อเอสเอ็มอีไทย ภายในงาน Thailand Smart Money ระหว่างวันที่ 14 -16 ธันวาคม 2561  บูธของ SME D Bank หมายเลข N และ 01  บริเวณ  Sky Hall ชั้น 3  เซ็นทรัลลาดพร้าว บริการสินเชื่อธุรกิจดอกเบี้ยถูกสุดในวงการ เช่น  สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0  สำหรับนิติบุคคล ดอกเบี้ย  1% ต่อปี   กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 410 บาท/วัน  และสินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว  สำหรับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ดอกเบี้ย 3% (3ปีแรก) กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 460 บาท/วัน เป็นต้น สามารถยื่นกู้ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม SME D Bank ได้ทันที รู้ผลการพิจารณาได้ใน 7 วัน  นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมพิเศษ สนุกแถมได้ความรู้ตลอดทั้งวัน เช่น ช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้า SMEsราคาพิเศษ  กิจกรรมสอนอาชีพพารวย และเสวนาความรู้ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

2A8FAB06-22F1-44FC-AF63-1A2B27E83997

ดร.น้องนุช เหล่ามณีรัตนาภรณ์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การต้อนรับนางปรียานุท เธียรตระวัน (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยมี จำกัด ในงานสัมมนา “ค้าขาย-ลงทุนอย่างไม่เสี่ยง ด้วยเครื่องมือทางการเงิน” จัดโดย EXIM BANK เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ ทิศทางและแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งวิธีการรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยประกอบธุรกิจการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

E8D6724F-E560-4F45-AC04-4C5B38FD938E

รองนายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งเร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเสนอ ครม. ให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ เคาะ 2 มาตรการ กองทุนฟื้นฟูให้โอกาสคนติดกับดักทางการเงิน คนเคยล้มลุกสู้สร้างอาชีพใหม่ และรักษาธุรกิจเดิม  1,800 ล้านบาท และสินเชื่อพิเศษช่วยเสริมสภาพคล่องกลุ่มค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยทุกพื้นที่  ยันรัฐบาลดูแลผู้ประกอบการและประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มที่  คาดช่วยเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ได้นับแสนราย

นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ (6 ธ.ค.) ได้นัดหมายกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่กำกับดูแลงานเอสเอ็มอี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Development Bank มาประชุมเพื่อเร่งรัดจัดทำข้อสรุปมาตรการความช่วยเหลือให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลถึงพี่น้องผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ  ซึ่งวันนี้ถือว่ามีความชัดเจนแล้วถึง 2 มาตรการด้วยกัน แยกเป็นเรื่องที่ช่วยกลุ่มธุรกิจที่สะดุดแต่ยังไปต่อได้ ซึ่งจะมีการเติมเงินทุนส่วนหนึ่งไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่      กับกลุ่มร้านค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยเล็กๆ ร้านธงฟ้าในชุมชน ร้านสินค้าเกษตร เป็นต้น กลุ่มนี้ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนหนึ่งเพื่อสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยทั้ง 2 กลุ่มถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญที่รัฐบาลจะช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่

นายอุตตม  สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้ง 2 มาตรการเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเสริมแกร่งเอสเอ็มอีของกระทรวงฯ   เรื่องกองทุนฟื้นฟูSMEs วงเงิน 1,800 ล้านบาทนั้น เป็นการยุบรวม 2 กองทุนที่เหลือจาก สสว. นำมาปรับให้เกิดความเหมาะสมและคล่องตัว โดยมอบให้ ธพว. ซึ่งมีสาขาทุกจังหวัดทั่วประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจำเป็นต้องนำเสนอต่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ หลักใหญ่คือต้องช่วยเอสเอ็มอี “ล้มแล้วลุก” อีกครั้งให้ได้  เงินทุนที่ช่วยเหลือแต่ละรายต้องไม่มีดอกเบี้ยให้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ ระยะเวลาผ่อนก็ต้องยาวนานพอที่กิจการจะฟื้นตัว แม้ว่าวงเงินต่อรายอาจไม่มาก ทั้งนี้เพื่อให้กระจายความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการมากที่สุด แต่ถ้ากิจการเริ่มเข้มแข็งแล้ว จะให้ ธพว.สนับสนุนสินเชื่ออื่นเพิ่มเติมให้อีกต่างหาก “ใครที่ใจยังสู้ พร้อมจะลุกขึ้นอีกครั้งเราจะช่วยเต็มที่ และเราไม่ได้ช่วยแค่เฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่จะช่วยเสริมแกร่งให้ตลอดทาง โดยได้มอบให้ ธพว. ออกมาตรการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงินควบคู่ด้วย ทั้งเรื่องเสริมความรู้ทางการเงินที่เอสเอ็มอีต้องรู้ การช่วยเหลือทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ การปรับปรุงกิจการโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเรื่องที่จำเป็นอื่น ๆ” นายอุตตม กล่าว ส่วนสินเชื่อพิเศษช่วยเหลือปรับเปลี่ยนยกระดับวิธีการขายช่วยผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยเล็กๆ ในชุมชนที่มีนับแสนรายให้ขายสินค้าหลากหลายจำเป็นกับชุมชน  โดยเติมสภาพคล่องในการสั่งซื้อสินค้าเตรียมพร้อมจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่จะถึง แต่ละร้านค้าใช้วงเงินไม่มากประมาณ 200,000-300,000 บาท แต่จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนได้ 5-7 รอบ ซึ่งถ้ารวมทุกแห่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล

นายมงคล  ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ  SME Development Bank กล่าวว่า วันนี้ได้รับเกียรติจากทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรุณามาฟังสรุปมาตรการที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเร่งด่วน เพื่อมอบเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้เอสเอ็มอีไทย ได้แก่ การขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) ที่กำลังจะหมดในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 นี้ และมีวงเงินเหลืออยู่ 35,000 ล้านบาท โดยให้ขยายระยะเวลาโครงการไปถึง 18 ธันวาคม 2562 หรือจนกว่าหมดวงเงินสินเชื่อรวมโครงการ พร้อมกับขยายกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของสินเชื่อนี้จากกลุ่มเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว และมีนวัตกรรม  โดยให้เพิ่มกลุ่มค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน  ร้านธงฟ้า  ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตร  เข้าไว้ด้วย ภายใต้ชื่อ โครงการประชารัฐเสริมแกร่งการค้าสู่ชุมชน    เพื่อเสริมให้เก่งปรับเปลี่ยนยกระดับใช้เทคโนโลยีปักหมุดสู่สากลให้อยู่บนถนนดิจิทัล เพิ่มมูลค่า แปรรูป ขายเอง กำหนดราคาได้เอง วางเป้าหมายจะสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเข้าถึงสินเชื่อนี้ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง  รวมถึง เชื่อมโยงกับระบบถุงเงินประชารัฐของกระทรวงการคลัง และโชห่วย-ไฮบริดของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาระบบรวมซื้อผ่านไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนของร้านโชห่วย อีกทั้ง ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจต่างๆ  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน PTT Station  และสถาบันการเงินรัฐอื่นๆ  เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยอย่างครบวงจร  เช่น อบรมความรู้ ขยายช่องทางตลาด จับคู่ธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์   เป็นต้น อีกทั้ง  SME Development Bank  จะเสนอ ครม. พิจารณาตั้ง โครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงิน 1,800 ล้านบาท  ซึ่งยุบรวมกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี และกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมอบหมายให้ SME Development Bank เป็นหน่วยร่วมทำหน้าที่บริหารกองทุน  มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ติดกับดักทางการเงิน ซ่อมให้แกร่ง เช่น มีปัญหาเรื่องประวัติการชำระเงิน จึงไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์  หรือมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ขาดสภาพคล่อง เป็นต้น ให้ได้รับโอกาสเริ่มต้นประกอบอาชีพใหม่อีกครั้ง ซึ่งการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะดูจากความสามารถในการชำระหนี้จากหนี้ที่ให้กู้ยืมใหม่เป็นหลัก สำหรับโครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงินให้กู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย  ระยะเวลาชำระเงินกู้ 7 ปี ไร้ดอกเบี้ย   แบ่งเป็นเบื้องต้นให้เป็นทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน  50,000 บาท  และหากมีการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน จะเติมทุนให้อีก 50,000 บาท หลังจากนั้น เมื่อธุรกิจที่ทำมีผลประกอบการที่ดี  เข้าสู่ระบบถูกต้อง และต้องการจะต่อยอดหรือขยายธุรกิจ สามารถมาใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของ SME Development Bank  เพิ่มเงินทุนให้สูงสุดอีก 1 ล้านบาท  คาดว่า จะมีผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 30,000 คน นายมงคล กล่าวเสริมว่า ธนาคารได้ยกระดับการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม   SME D Bank  ช่วยให้เอสเอ็มอีทั่วประเทศเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา อีกทั้ง ในแพลตฟอร์มนี้ยังรวบรวมเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ (Tools Box)  มากกว่า 150 รายการ  และคลังข้อมูลความรู้  (e-Library)  มากกว่า 1,000 ประโยชน์   ช่วยให้เอสเอ็มอีเรียนรู้ก้าวทันเทคโนโลยียุคใหม่ได้ด้วยตัวเอง  เมื่อรวมเข้ากับการให้บริการถึงถิ่นของหน่วยบริการเคลื่อนที่รถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEsไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น  และมาตรการด้านการเงินที่จะเสนอให้ ครม. พิจารณาข้างต้น เชื่อว่าจะเป็นของขวัญสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเพิ่มศักยภาพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดความเหลื่อมล้ำ สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

20C91ACF-EBF4-4D40-9974-7452D478DEF0

คุณพรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ คุณวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ รับมอบ 2 รางวัลความเป็นเลิศ สาขาความเป็นเลิศด้านการบริหารทางการเงิน
(
Financial Management Excellence) และสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการบริหารจัดการขององค์กร (Corporate Improvement Excellence) ในงาน Thailand Corporate Excellence Awards 2018  พร้อมด้วยผู้แทนรับมอบ 6 รางวัลดีเด่น ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล ด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้านผู้นำ ด้านการตลาด ด้านสินค้าและบริการ และด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้ง 8 รางวัลที่ ปตท. ได้รับในปีนี้ นับเป็นผลจากความมุ่งมั่นทุ่มเทในภารกิจการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ เสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ บนความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

 

6417EB16-A87D-482C-989F-090A29C10DC8

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) นำคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต เสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ ผนึกพลังต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ โดยกล่าวคำปฏิญาณตนว่าจะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และจะปกป้องเทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามพระยุคลบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ด้วยจิตอาสาพร้อมทำความดีด้วยหัวใจ พร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้ประกาศนโยบาย No Gift Policy : งดรับของขวัญในทุกเทศกาล เพียงนึกถึงก็ดีใจแล้ว ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ณ ห้องวิมานเมฆ อาคาร 2 ชั้น 3 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ พระราม 9

1 2 3 168