ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 149

8A25C8CA-F908-4B5B-BFC6-B474FAF034D2

นางธีรนารถ พ่วงมหา (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโส ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และ นางสาวอากาธา โซห์ (ที่ 1 จากซ้าย) หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัทช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไต้หวัน ร่วมกันมอบสิทธิพิเศษเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยโปรโมชั่น สมัครบัตรเครดิตธนชาตผ่านช่องทางออนไลน์ของธนชาตที่ร่วมกับ Shopee รับส่วนลด 500 บาท (ตามเงื่อนไข) เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรที่เว็บไซต์ Shopee หรือ Shopee Application ภายใน 30 วัน นับจากบัตรอนุมัติ

ผู้สนใจรับสิทธิพิเศษดังกล่าวสามารถสมัครบัตรเครดิตธนชาตผ่านช่องทางออนไลน์ 3 ช่องทาง ดังนี้ ลิงค์สมัครในหน้าเว็บไซต์ธนาคารธนชาต แบนเนอร์สมัครบัตรธนชาตในเว็บไซต์www.shopee.co.th และ SHOPEE APPLICATION ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2561 สอบถามเพิ่มเติมที่ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ Shopee (Thailand) โทร. 0-2017-8399 ในวัน-เวลาทำการ (จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) หรือ ธนชาต Contact Center โทร.1770

69F786A3-EC9A-4C9B-BE57-7F95A1AA8913

พบกับสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ พ่วง 4 ฟรีค่าธรรมเนียม

ลดราคาบ้านใหม่ บ้านมือสอง และบ้านหลุดจำนองกว่า 10,000 รายการ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองครบรอบ 65 ปี จัดงาน “บ้าน ธอส. เอ็กซ์โป ประจำปี 2561 : GH Bank Expo 2018” ที่สุดของมหกรรมด้านที่อยู่อาศัยครบวงจรแห่งปี 6 จังหวัดทุกภูมิภาค ประเดิม กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 5 – 8 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์รวมโปรโมชั่นพิเศษของ ธอส. และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมกว่า 80 บูธ พร้อมใจกันทำให้คนไทยมีบ้าน ภายในงานพบกับ 6 ไฮไลท์สำคัญ นำโดย 1) สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำ ลดค่าธรรมเนียมสูงสุด 4 ฟรี!! ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกัน ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และค่าจดทะเบียนจำนอง 2) เงินฝากอัตราดอกเบี้ยสูง 3) ลดกระหน่ำบ้านใหม่ บ้านมือสอง และบ้านหลุดจำนองรวมกว่า 10,000 รายการ 4) GH Bank Digital Zone : Payment Gateway แนะนำรูปแบบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ ธอส. นำมาให้บริการลูกค้า 5) สัมมนาวิชาการในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่อาศัยโดยวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และ 6) ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลด ของรางวัล และความบันเทิงลุ้นรับสิทธิพิเศษจากบริษัท/ร้านค้าที่มาร่วมออกบูธในงาน พูดคุยกับศาสตร์ลายเซ็น ตัวเลข ฮวงจุ้ย กับซินแส ชื่อดังระดับประเทศ การแสดงของศิลปินดาราชื่อดัง และเกมลุ้นรับรางวัลของที่ระลึกสุดพิเศษมากมาย 

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าประชาชนในโอกาสที่ ธอส.จะครบรอบ 65 ปีของการดำเนินงานในวันที่ 24 กันยายน 2561 พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จึงได้กำหนดจัดงาน “บ้าน ธอส. เอ็กซ์โป ประจำปี 2561 : GH Bank Expo 2018” ที่สุดของมหกรรมด้านที่อยู่อาศัยครบวงจรแห่งปี โดยกำหนดจัดขึ้นรวม 6 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2561 เริ่มต้นที่ “งานบ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” ประจำปี 2561 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 8 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้พบกับความพิเศษมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ ธอส. โปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กว่า 50 โครงการ รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยของหน่วยงานภาครัฐ และทรัพย์ NPA ของสถาบันการเงินของรัฐ ทำให้งานบ้าน ธอส.เอ็กซ์โป ถือเป็นการผนึกกำลังจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนตามแนวทางประชารัฐ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยของรัฐบาลเพื่อทำให้คนไทยมีบ้าน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างแท้จริง 

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า  “งานบ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” ประจำปี 2561 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Next Station to Digital Service Station 360 องศา ครบทุกมิติความต้องการเรื่องบ้าน เนื่องจากรวบรวมโปรโมชั่นพิเศษทั้งของ ธอส. และหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมกว่า 80 บูธ พร้อมใจกันจัดทำขึ้นเพื่อทำให้คนไทยมีบ้าน โดยมีที่อยู่อาศัยทุกระดับราคามาจำหน่ายพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญภายในงานตลอด 4 วัน ประกอบด้วย 

  1. สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (กรอบวงเงิน 6,500 ล้านบาท) 

1.1 กรณีกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัยกับบริษัทและบริษัทในเครือหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมออกบูธ ไม่ต้องจองสิทธิ์ ยื่นคำขอกู้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 5 – 8 กรกฎาคม 2561 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 ฟรี ได้แก่ (1)ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินทำ       นิติกรรม) (2)ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้  (3)ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท) และ (4) ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ตามสัญญา

1.2 กรณีกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัยกับบริษัทและบริษัทในเครือหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมออกบูธ ไม่ต้องจองสิทธิ์ ยื่นคำขอกู้ที่สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2561 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 3.5 ฟรี ได้แก่ (1)ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม) (2)ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ (3)ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท) และ (4)ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 0.5% ของวงเงินกู้ตามสัญญา 

1.3 กรณีกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัยกับบริษัทและบริษัทในเครือหรือหน่วยงานที่ไม่เข้าร่วมออกบูธ จองสิทธิ์ภายในงาน ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2561 ยื่นคำขอกู้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2561 หรือยื่นคำขอกู้ที่สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 – 31 สิงหาคม 2561และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2561  ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 3.5 ฟรี ได้แก่ (1)ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม) (2)ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้  (3)ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท) และ (4)ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 0.5% ของวงเงินกู้ตามสัญญา

1.4 กรณีกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัยกับบริษัทและบริษัทในเครือหรือหน่วยงานที่ไม่เข้าร่วมออกบูธ จองสิทธิ์ที่สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2561 ยื่นคำขอกู้ที่สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 – วันที่ 31 สิงหาคม 2561 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 3 ฟรี ได้แก่ (1)ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม) (2)ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ และ (3)ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท)  

พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ภายในงานพร้อมยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด กรณีวงเงินกู้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท จำนวน 200 ท่านแรก จะได้รับฟรี!! Smart TV ขนาด 40 นิ้ว และกรณีวงเงินกู้ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 25 ท่านแรก จะได้รับฟรี!!  Smart TV ขนาด 55 นิ้ว

  1. เงินฝากออมทรัพย์  รับดอกเบี้ยสูงสุด 1.80% ต่อปี สำหรับลูกค้าเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท เพียงจองสิทธิ์เงินฝากภายในงานและเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกขั้นต่ำ 500 บาท ที่สาขาของ ธอส. ภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 จะได้รับของสมนาคุณและรับบัตร ATM ฟรี!! พร้อมได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกบัตรและค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก
  2. ลดกระหน่ำบ้านใหม่ บ้านมือสอง และบ้านหลุดจำนองรวมกว่า 10,000 รายการ พบกับบรรดาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่นำโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ทุกระดับราคามากกว่า 50 โครงการ มาจัดทำโปรโมชั่นลดราคาและยังได้ลุ้นรับของแถมพิเศษ อาทิ รถยนต์ ทองคำ และอยู่อาศัยฟรี!! รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อยจากการเคหะแห่งชาติ นวัตกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบโดยบริษัทรับสร้างบ้าน และ“มหกรรมทรัพย์มือสอง” โดยเปิดจำหน่ายทรัพย์ NPA ทุกประเภทจากสถาบันการเงินของรัฐ ประกอบด้วย ธอส. ที่ลดราคาจำหน่ายทรัพย์สูงสุดถึง 50% จากราคาปกติ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลาม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (BAM) และ บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) นอกจากนี้ยังมีการจัดประมูลทรัพย์จากกรมบังคับคดี ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 และงานประมูลทรัพย์ของ ธอส. ในวันที่ 5 และ 8 กรกฎาคม 2561 วันละ 250 รายการ โดยทรัพย์ที่ออกประมูลให้ส่วนลดสูงสุด 60% จากราคาปกติ นอกจากนี้ผู้ซื้อทรัพย์ หรือผู้ที่ชนะการประมูลทรัพย์ NPA ของ ธอส. ยังมีสิทธิรับมาตรการพิเศษ ผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 48 เดือน (เฉพาะทรัพย์รายการที่ธนาคารกำหนด) หรือหากเทเงินดาวน์ 20% ของราคาซื้อขาย ส่วนที่เหลืออีก 80% รับสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือน วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 80% อีกด้วย   

4.GH Bank Digital Zone : Payment Gateway  แนะนำรูปแบบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ ธอส.  นำมาให้บริการลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยยุค 4.0 อาทิ เครื่องรับเงินฝากประชารัฐ : GHB Mobile Deposit อำนวยความสะดวกในการรับฝากเงินนอกสถานที่ เครื่องชำระหนี้เงินกู้ไร้เงินสด : QR Non Cash Payment  ลูกค้าสามารถชำระหนี้เงินกู้ ธอส.โดยใช้  Mobile Application ของธนาคารต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เพียงสแกน QR Code พร้อมสาธิตการใช้งาน GHB Mobile Application เป็นแอปพลิเคชันใหม่ของ ธอส.ที่ให้บริการลูกค้าได้ครบวงจรตั้งแต่จองคิว      แจ้งความจำนงขอสินเชื่อ ชำระหนี้เงินกู้ โอนเงิน และแจ้งเตือนชำระหนี้ เป็นต้น ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2561 และจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้เสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 อีกไฮไลท์สำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเช็คราคาประเมินบ้านทั่วกรุงเทพฯ โดยมีการแสดงตำแหน่งบ้าน  บนแผนที่อย่างชัดเจนอีกด้วย

5.งานสัมมนาวิชาการ เพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ในหัวข้อสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่อาศัยโดยวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ประกอบด้วย วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 สัมมนาหัวข้อ International Seminar on Leaving no one behind” Housing and Urban Developments Focusing แบ่งเป็น 3 sessions ได้แก่ 1)วาระใหม่แห่งการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างยั่งยืน 2)แนวทางในการสร้างที่อยู่อาศัย และ 3)ความสำเร็จในการทำนวัตกรรมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในภูมิภาค วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 สัมมนาหัวข้อ กฎหมายนายหน้า และวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 สัมมนาหัวข้อ ผู้สูงวัยในยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยวิทยากรมาบอกเล่าแชร์ประสบการณ์จริง อาทิ การะแม พัชรศรี หมาก ปริญ  และ หมอตั้ม จาก Master Chef Thailand Season 2

 6.ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลด ของรางวัล และความบันเทิง รับ Privilege Coupon สิทธิพิเศษจากบริษัท/ร้านค้าที่มาร่วมออกบูธในงานได้ง่าย ๆ เพียง Scan QR Code  “GH Bank Expo 2018” ที่จะปรากฏในรายการต่าง ๆ ทางช่อง MCOT HD และ ช่อง MCOT Family 14 ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2561 นอกจากนี้ภายในงานบนพื้นที่ของเวทีกลางยังจัดให้มีการพูดคุยศาสตร์ลายเซ็น ตัวเลข ฮวงจุ้ย กับซินแส ชื่อดังระดับประเทศ ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร และ อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ หรือซินแสมังกร การแสดงของ ศิลปินดาราชื่อดังนำโดยณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา กิจกรรมสอนวาดภาพสีน้ำ ฝึกสมาธิ และเกมลุ้นรับรางวัลของที่ระลึกสุดพิเศษมากมาย 

ทั้งนี้ นอกจาก“งานบ้าน ธอส.เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” ธนาคารยังกำหนดจัดงานในพื้นที่ภูมิภาค 5 จังหวัด หัวเมืองหลักเพื่อสร้างโอกาสทำให้คนไทยมีบ้านทุกพื้นที่ ประกอบด้วย จ.พิษณุโลก ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2561 จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2561 จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 2 – 5 สิงหาคม 2561 จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 13 – 15 สิงหาคม 2561 จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2561 และจ.สงขลา ระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

17BB92F8-7E41-4CC8-B209-93051D5CC189

นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เยี่ยมชมการเปิดจำหน่ายกระเทียม ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการรวมพลัง ร่วมใจช่วยเกษตรกร”   โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายพร้อมด้วย นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร ปตท. ให้การต้อนรับ

ปตท. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม อันเนื่องมาจากผลผลิตกระเทียมออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และประสบปัญหาราคาตกต่ำ จึงเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้เกษตรกรนำกระเทียมมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช่จ่าย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร และเร่งระบายผลผลิตให้ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรได้ราคาจำหน่ายที่ดีขึ้น  

เริ่มนำร่องจำหน่ายแล้ว ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา ราบ1 รอ. สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาเลียบทางด่วน เอกมัย - รามอินทรา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาทางด่วนบางนาขาเข้า สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาทางด่วนบางนาขาออก สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาพระราม 2 ขาออก และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ปิโตรเลียมอเวนิว แจ้งวัฒนะ โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18มิถุนายน 2561 -18 กรกฎาคม 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.pttplc.com และ PTT Contact Center โทร. 1365

AF1F79D3-B19F-4D70-BDD8-1CEB49B72872

บอสใหญ่ใจดีแห่งดอนเมืองโทลล์เวย์ ธานินทร์ พานิชชีวะฉลองเปิดเทอมด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จัดกิจกรรม “โทลล์เวย์พาน้องท่องโลกกว้างปีที่ 4” พาน้องๆนักเรียนโรงเรียนเปรมประชา เขตดอนเมือง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 40 คน ไปทัศนศึกษาที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในแขนงต่างๆ รวมถึงทำ workshop เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์เพื่อให้น้องๆได้รู้จักคิดค้นประดิษฐ์เครื่องเล่นไว้เล่นเอง งานนี้รับรองน้องๆสนุกเพลินแถมได้ความรู้กลับบ้านอีกด้วย

F8825DD3-DC5E-4DF8-ABF8-65BF05B054FC

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว. หรือ SME Development Bank) ผนึกกำลังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (Specialized Financial Institutions : SFIs)จัดงาน “ตลาดนัดประชารัฐวายุภักษ์รักประชาชน"  ครั้งที่ 6 เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อย  และเปิดโอกาสประชาชนทั่วไปได้ซื้อสินค้าดีราคาประหยัดจากผู้ผลิตโดยตรง โดยรวบรวมสินค้าจากสุดยอดเอสเอ็มอีทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้และเครื่องแต่งกาย เป็นต้น กว่า 50 บูธ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษสินเชื่อดอกเบี้ยถูกพิเศษ 1% 3% 4%ให้บริการผู้ประกอบการสามารถยื่นกู้ได้ทันทีภายในงานผ่านระบบออนไลน์  จัด ณ สำนักงานใหญ่ ธพว. สำนักงานใหญ่  (SME Bank Tower) ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์  ตั้งแต่วันที่  25 - 26 มิถุนายน 2561   ตั้งแต่เวลา 7.30-16.30 น.

2C6D4BA5-15E5-48DB-88F6-24E62DDDF1DC

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.55-32.90 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 32.43  ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน สอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินภูมิภาคหลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยด้วยมูลค่า 2.47 หมื่นล้านบาท และ 2.7 พันล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก แม้อีซีบีระบุว่าจะยุติการเข้าซื้อพันธบัตรหรือ QE ก่อนสิ้นปีนี้ แต่การประกาศเลื่อนปรับขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบี สวนทางกับแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วกว่าคาดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ใหม่ว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งล่าช้ากว่าที่เคยคาดไว้ 3 เดือน เหตุการณ์นี้สร้างความผันผวนให้กับค่าเงินในวงกว้าง โดยเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงและส่งแรงกระเพื่อมไปยังสกุลเงินอื่นๆ ให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ด้วย

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า การที่เฟดมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด แต่ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งมากกว่าเดิมที่คาดไว้ 1 ครั้ง ท่ามกลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำว่าเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากปัจจัยบวกเชิงวัฎจักร คือ เฟดมีความชัดเจนมากที่สุดในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่นๆ ในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกปรับลดการถือครองสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย อย่างไรก็ดี เฟดยังคงไว้ซึ่งประมาณการ Fed funds rate ระยะยาวที่ 2.9% ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ยังคงเผชิญปัจจัยลบเชิงโครงสร้าง อาทิ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมถึงนโยบายและเป้าหมายด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ หรือแม้แต่การเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ประเด็นนี้สนับสนุนมุมมองของเราที่ว่าเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปีนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% ในที่ประชุมวันที่ 20 มิถุนายน แต่การเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งในภูมิภาค ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของสหรัฐฯและไทยที่กว้างขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุนไหลออกที่เร่งตัว อาจทำให้การรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายภายในสิ้นปีนี้ แม้ว่าเงินเฟ้อของไทยจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ก็ตาม

58F02728-FE9B-40A8-82C1-056540B33AEE

คุณทองอุไร ลิ้มปิติ  ประธานกรรมการบริษัท  บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน ) BAM  รับมอบประกาศนียบัตร  จากคุณประสัณห์  เชื้อพานิช  กรรมการ  แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต  (Thailand ‘s Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption  : CAC)    ในโอกาสได้รับการรับรองเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต  โดย  BAM  ให้ความสำคัญสนับสนุนนโยบายและมาตรการการต่อต้านการทุจริต  เพื่อกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส   เมื่อวันที่  7  มิถุนายน 2561  ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

C01FDA02-8BC2-41B1-A100-613625F8348F

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในไทย ลงทุนธุรกิจพลังงานลมในจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ 

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ด้วยการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยมีวงเงินลงทุนรวมค่าหุ้นและค่าก่อสร้างไม่เกิน 825 ล้านบาท โครงการดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปี 2561 

การลงทุนของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ภายใน ประเทศนอกเหนือไปจากพลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานลมในไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้ดำเนินกิจการ หลังจากร่วมลงทุนในบริษัท เพโทรวินด์ เอเนอร์ยี จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตรวม 50 เมกะวัตต์ เมื่อช่วงไตรมาสที่สองของปี 2560 

 นายบัณฑิตกล่าวว่า “ผมมั่นใจว่าการลงทุนในโครงการนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยบริษัทฯ จะขายไฟฟ้าได้ประมาณหน่วยละ 7 บาทจากการได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) ในอัตรา 3.50 บาทต่อหน่วย จากราคาค่าไฟฐาน เป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีในการขยายฐานธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เป็นการเสริมสร้างความรู้ความชำนาญของบีซีพีจีในการดำเนินการธุรกิจพลังงานลม โดยโครงการลมลิกอร์ ตั้งอยู่ในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความเร็วลมสูง เหมาะแก่การตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลม อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อประเทศชาติในภาพรวม โดยการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ รวมถึงการดูแลชุมชนในพื้นที่ ระบบนิเวศ วิทยาและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ   ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงขยายธุรกิจโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ก็กำลังเข้าสู่การทำธุรกิจกับลูกค้ารายย่อยด้วยการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการบริหารจัดการซื้อขายไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น สร้างความเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ดร.สุเมธ สุทธภักติ ในฐานะผู้ริเริ่มและพัฒนาโครงการเดิม กล่าวว่า “ขอขอบคุณบีซีพีจีที่เข้ามารับหน้าที่ดำเนินโครงการลมลิกอร์นับจากนี้เป็นต้นไป ผมมั่นใจว่าบีซีพีจีในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในด้านการทำธุรกิจและการบริหารจัดการอย่างมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการมีสถานะการเงินที่มั่นคง จะเสริมนวัตกรรมต่อยอดโครงการลมลิกอร์และสามารถนำผลที่ได้ไปพัฒนาอุตสา-หกรรมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"

7342850F-E7E1-4E02-9D4C-E14AF8E94EC5

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ถ่ายภาพร่วมกับนายเอียน เกทส์ (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการพอร์ตการลงทุน องค์กรสนับสนุนการเงินและการรับประกันการส่งออกของออสเตรเลีย และนางสาวจิออน ยี (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ในการประชุม AEBF Technical Working Group ครั้งที่ 24 ซึ่ง EXIM BANK เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขึ้น ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีสมาชิกจากหน่วยงานภาครัฐในภูมิภาคเอเชียที่ทำหน้าที่สนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศจาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ตุรกี เวียดนาม และไทย เพื่อร่วมกันกำหนดหัวข้อสำหรับการประชุมประจำปีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าในเอเชีย (AEBF Annual Meeting) ครั้งที่ 24 ซึ่ง EXIM BANK จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน 2561 เพื่อส่งเสริมให้การค้าและการลงทุนในเอเชียเติบโตอย่างยั่งยืน

36105135-14FF-4A3D-A228-88B987199D5C

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ EXIM BANK ไปเยือนเวียดนาม เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam : SBV) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเวียดนาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการเงิน โอกาสทางการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม แนวทางขยายความร่วมมือระหว่าง EXIM BANK กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในไทยและเวียดนาม เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนไทย-เวียดนาม ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ที่ EXIM BANK จะเข้าไปจัดตั้งสำนักงานผู้แทน ธสน. ในเวียดนาม
จากนั้น ได้เดินทางไปยังนครโฮจิมินห์ พบกับกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนามและกลุ่มนักธุรกิจไทยในเวียดนาม สมาชิกโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program : YEN-D Program) และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาลู่ทางขยายความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการค้าการลงทุนไทย-เวียดนามเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดที่มีความโดดเด่นหลายประการ อาทิ มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6% ไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีข้างหน้า กลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางขยายตัว อย่างรวดเร็วจาก 12 ล้านคนในปี 2557 เป็น 33 ล้านคนในปี 2563
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า จากการเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามหลายธุรกิจแล้ว ดังนั้น โอกาสในระยะถัดไปของผู้ประกอบการไทย รวมถึง SMEs จึงอยู่ที่การผนวกเข้ากับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีธุรกิจในเวียดนาม อาทิ การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในห้างค้าปลีกของไทยในเวียดนาม พร้อมทั้งการเข้าไปเติมเต็มซัพพลายเชนด้วยธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป นอกจากนั้น ธุรกิจพลังงานก็ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย สอดคล้องกับความต้องการพลังงานของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนาม และยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนามที่จะผลิตและส่งออกจากเวียดนามไปยังประเทศที่สาม โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 5 ของไทย สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ขณะที่เวียดนามเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 13 ของไทย สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ สิ่งทอและเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า เครื่องจักรและอุปกรณ์
“ในโลกการค้ายุคใหม่ได้เกิดเทรนด์ขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตและตลาดการค้าแห่งใหม่ ที่เรียกว่า การลงทุนนำการค้า EXIM BANK พร้อมจับมือกับภาครัฐและเอกชนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มศักยภาพของธุรกิจตนเองเติบโตไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติ หรืออย่างน้อยเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนของบริษัทข้ามชาติ โดยเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจในกลุ่ม CLMV” นายพิศิษฐ์กล่าว

54050AC7-B29E-4470-B00B-05C93A4B31DE

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย    (ธพว. หรือ SME Development Bank) พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ร่วมประชุมผ่านระบบ VDO Conference  เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2561 โดยมีนโยบายการปฏิบัติงาน มุ่งเน้นการกระจายโอกาสลงพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ควบคู่แหล่งเงินทุนได้อย่างแท้จริง ภายใต้การดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ตอกย้ำอัตลักษณ์ธนาคาร รู้-รัก-สามัคคี เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ณสำนักงานใหญ่ SME Development Bank

66DE0590-D550-421A-ABCA-56380694565E

คุณสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและประกาศเจตนารมณ์ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อน “โครงการความร่วมมือภาพรัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน” โดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) หน่วยงานภาคเอกชน และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหา จึงร่วมมือกันริเริ่มโครงการฯ เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการขับเคลื่อนโครงการไปด้วยกันเป็นระยะ เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี  เพื่อจัดการปัญหาขยะและส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่า   ร้อยละ 50 ภายในปี 2570 และมีพันธมิตรเข้าร่วมโครงการทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้นกว่า 20 หน่วยงาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561

406180FD-8914-4CBF-9E40-08C0EFDAEDFF

BAM เริ่มโครงการ คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM ซื้อถูกกว่าเช่า ไม่ต้องดาวน์ ผ่อนสบาย จ่ายเบาๆ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,000 4,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-3%(ปัจจุบันอยู่ที่ 3.25%) เพื่อช่วยเหลือผู้ซื้อที่มีงบประมาณจำกัด โดยคัดคอนโดหลากหลายทำเลกว่า 2,000 ยูนิต ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อในราคาลดพิเศษสูงสุดถึง 40% ตั้งแต่วันนี้ วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 เท่านั้น

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์  จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันนี้ วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 บริษัท ได้เปิดขายคอนโดกว่า 200 โครงการหลากหลายทำเล จำนวนกว่า 2,000 ยูนิต ภายใต้โครงการคอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM มาจำหน่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือมีงบประมาณจำกัด ในราคาไม่เกิน 500,000 บาท อาทิ โซนลาดพร้าว บางกะปิ ได้แก่ โชคชัย 4 พาวิลเลี่ยน อาคาร 1 เนื้อที่ 24.8 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 277,000.-บาท , ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 เนื้อที่ 26 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 315,000.-บาท , แฮปปี้แลนด์ เรซิเดนซ์ 4 เนื้อที่ 25.47 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 351,000.-บาท

โซนสมุทรปราการ ได้แก่ คู่สร้างคอนโดวิว เนื้อที่ 23.25 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 128,000.-บาท ,     สินมั่นคง คอนโดนิเมียม เนื้อที่ 29.06 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 160,000.-บาท , ศุภลักษณ์ คอนโดมิเนียม  เนื้อที่ 24.85 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 207,000.-บาท , เคหะบางนาตราด เนื้อที่ 25.92 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 243,000.-บาท

รวมถึงโซนนนทบุรี ได้แก่ เกร็ดฟ้า คอนโด เนื้อที่ 30 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 182,000.-บาท , บ้านสวนติวานนท์ เนื้อที่ 32.2 -64.9 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 195,000.-บาท , เดอะเรสซิเดนซ์ เนื้อที่ 21.85-24.03 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 289,000.-บาท

โซนปทุมธานี ได้แก่ กรุงสยาม แกรนด์คอนโด เนื้อที่ 28 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 124,000.-บาท , นาวิน คอนโดทาวน์ รังสิต 2 เนื้อที่ 24.49 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 149,000.-บาท , ศุภลักษณ์ คอนโดมิเนียม 7 เนื้อที่ 24.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 159,000.-บาท , คลองหลวง โฮมเพลส เนื้อที่ 32.7 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 198,000.-บาท , คลองหนึ่งคอนโดทาวน์ เนื้อที่  35.69 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 216,000.-บาท

นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์ราคาพิเศษที่น่าสนใจได้แก่ โครงการช้างทอง ธัญบุรี ปทุมธานี เนื้อที่ 24.01-25.12 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 96,000 บาท , โครงการพรอนันต์ คอนโดมิเนียมคลองหลวง ปทุมธานี เนื้อที่ 22.75-50.2 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 136,000 บาท , โครงการนิรันดร์ คอนโดนิเนียม 9 สมุทรปราการ เนื้อที่ 24.48 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 111,000.-บาท ,โครงการโกลเด้นท์ คอนโดทาวน์ รังสิต 1 เนื้อที่ 26-65 ตร.ม. 27.99 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 132,000.-บาท เป็นต้น  

ทั้งนี้ BAM ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการดังกล่าวด้วยโปรแกรมผ่อนชำระเงื่อนไขพิเศษสุดสำหรับคอนโดราคาไม่เกิน 500,000 บาท วางเงินจอง และเงินทำสัญญาเพียง 1,000 4,000 บาท จากนั้นสามารถเข้าอยู่ได้เลย โดยการผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 -4,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับราคาคอนโดมิเนียมที่ลูกค้าซื้อระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR-3% ( 3 ปี แรก) ซึ่งในปีนี้ทรัพย์ราคาพิเศษสามารถเข้าโครงการผ่อนชำระได้ด้วย และหากลูกค้าซื้อเงินสดหรือกู้จากสถาบันการเงินอื่น ราคาคอนโดที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท รับฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ (ยกเว้นทรัพย์ราคาพิเศษ)

สำหรับโครงการ คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีงบประมาณจำกัด หรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงิน ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งปกติอาจเช่าอยู่ในราคาประมาณ 1,500 3,000 บาท/เดือนอยู่แล้ว โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้เช่าอาศัยในโครงการ กลุ่มค้าขายอิสระ กลุ่มอาชีพขับรถรับจ้าง แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ลูกจ้างทั่วไป และพนักงานบริษัท ที่มีรายได้ 10,000 20,000 บาท/เดือน โดยมีรายได้คงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 4,000 บาท ทั้งนี้ผู้ซื้อจะต้องมีการประกอบอาชีพที่ชัดเจน มีสถานที่ทำงาน หรือหลักแหล่งรายได้ที่ตรวจสอบได้ โครงการนี้ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท  ผู้ที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการ คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM” สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bam.co.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center 02-6300-700

42FD98CC-CA51-45B8-B3C3-9D6760AF9D4D

EXIM BANK ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินให้แก่บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด จำนวน 20 ล้านบาท เพื่อใช้หมุนเวียนในกิจการผลิตถุงมือและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ในการสนับสนุนทางการเงินให้ SMEs ที่มีศักยภาพ มุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 20 ล้านบาท ให้แก่บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด โดยมีนายเสริมศักดิ์ วงศ์ชัย และนางสาวศรีสุนีย์ นิมิตจรัส กรรมการบริษัท เป็นผู้ร่วมลงนาม EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมืออุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรม โดยคิดค้นเทคโนโลยีไมโครเท็กซ์ ไฟเบอร์ (Microtex Fiber) ภายใต้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ไมโครเท็กซ์ (MicrotexTM) ซึ่งเป็นเส้นใยคุณสมบัติพิเศษใช้ในการผลิตถุงมือหลากหลายชนิด อาทิ ถุงมือป้องกันการบาดเฉือนระดับสูงสุด ถุงมือป้องกันแรงกระแทก ถุงมือป้องกันความร้อน เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหารเกษตร และยานยนต์ ทั้งนี้ บริษัทมีตลาดภายในประเทศและมีการส่งออกไปยังตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอยู่ระหว่างขยายธุรกิจส่งออกเพิ่มมากขึ้น

องกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า การสนับสนุนของ EXIM BANK ในครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออก SMEs มีศักยภาพและมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมสินค้าส่งออกให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ รองรับการขยายธุรกิจส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ตามเป้าหมาย มีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK

A793206A-52B6-42B8-BA58-792D810E2319

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 13 เผยทิศทางการดำเนินงาน “Creating Partnership Platform to Drive Inclusive Growth” เพื่อขับเคลื่อนตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยการ “สร้างจุดเปลี่ยน-เสริมจุดปรับ-ชูจุดขาย-คงจุดยืน” เสริมศักยภาพตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่ง วางเป้าหมายสร้างแพลตฟอร์มสำหรับตลาดทุนตลอดกระบวนการ พร้อมสานต่อวิสัยทัศน์ตลาดหลักทรัพย์ฯ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” เพื่อพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 13 เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานหลังเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ว่า พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่มุ่งพัฒนาตลาดทุนด้วยปริมาณและคุณภาพ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน โดยก้าวต่อไปเน้นการทำงานภายใต้ทิศทาง “Creating Partnership Platform to Drive Inclusive Growth” ด้วยการ “สร้างจุดเปลี่ยน-เสริมจุดปรับ-ชูจุดขาย-คงจุดยืน”

สร้างจุดเปลี่ยน: นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพให้บริการแบบครบวรจร (end-to-end service) พร้อมสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเน้นการทำงานร่วมกับผู้ร่วมตลาดทุน เพื่อต่อยอดบริการและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานให้แก่อุตสาหกรรม เช่น ระบบตัวกลางกองทุนรวม การชำระเงิน การยืนยันตัวตน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้ตลาดทุนพร้อมรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล(Technology Disruption) ทำให้เกิดนวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่ และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

เสริมจุดปรับ: เตรียมพร้อมบุคลากรในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดทุน  ในการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสร้างธุรกิจใหม่ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปฏิรูปกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดอุปสรรคในการทำธุรกิจและการลงทุน

ชูจุดขาย: สร้างตลาดทุนไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้นเป็น Market of Well-being ในเวทีโลก เนื่องจากกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน  การคมนาคม ท่องเที่ยวและบริการ การแพทย์ และอาหาร เป็นจุดแข็งของประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงการระดมทุนและลงทุนของตลาดทุนไทยและตลาดทุนต่างประเทศ โดยทำงานร่วมกับผู้ร่วมตลาด ทั้งนี้ รวมถึงการระดมทุนโดยใช้ Infrastructure Fund และ Infrastructure Trust ผ่านตลาดทุนไทยเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค โดยเฉพาะ CLMV และพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนในอาเซียน

คงจุดยืน: ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เติบโตยั่งยืนอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใหม่ทั้ง SMEs และ Startup เติบโตผ่านการใช้ตลาดทุนไทย และให้ประเทศไทยมี ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการรายใหม่และมีศักยภาพสูง

 

A44256C6-BF4B-4823-93BA-332B21524522

SME Development Bank เดินหน้ายกระดับเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ต.บ้านแก่ง จ.นครสวรรค์  เสิร์ฟความรู้ เติมดีไซน์ ช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายตลาด ควบคู่เติมทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ขึ้นแท่นของฝากเด่นประจำถิ่น ผลักดันเศรษฐกิจชุมชนเติบโตยั่งยืน

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Development Bank กล่าวว่า ชุมชนบ้านมอญ  ตำบลบ้านแก่ง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดภูมิปัญญากันมายาวนานนับร้อยปี มีชาวชุมชนอยู่รวมกันมากกว่า 200 หลังคาเรือน  เดินทางสะดวกอยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ เพียงแค่ 16 กิโลเมตร เหมาะแก่การส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ชาวไทยและต่างชาติแวะมาเยี่ยมชมซื้อหาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญแทบทั้งหมดยังทำในรูปแบบเดิม ส่วนใหญ่เป็นกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่  เน้นขายส่งตามแหล่งต่างๆ เช่น ตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ  เป็นต้น  ทำให้ขายได้มูลค่าค่อนข้างต่ำดังนั้น  ทางจังหวัดนครสวรรค์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม  ธพว. และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันยกระดับผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญโดยนำคณะอาจารย์ และผู้ประกอบการด้านเซรามิกที่ประสบความสำเร็จ จาก จ.ลำปาง  มาถ่ายทอดความรู้ สอนการผลิต พัฒนาดีไซน์ให้เครื่องปั้นดินเผาเป็นงานเซรามิก เพิ่มความสวยงาม ใช้งานได้หลากหลาย เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน ของฝากของที่ระลึก เป็นต้น  ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดได้กว้างขวาง เหมาะที่นักท่องเที่ยวจะซื้อหากลับไปเป็นของฝากของขวัญเมื่อมาเที่ยว จ.นครสวรรค์

ทั้งนี้ เมื่อได้รับการพัฒนาความรู้แล้ว ธพว.เข้าสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลงทุนปรับปรุงกิจการ เป็นเงินทุนหมุนเวียนผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อสำหรับนิติบุคคล เช่นสินเชื่อเถ้าแก่4.0โดยกระทรวงอุตสาหกรรม คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้น 3 ปีแรก เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้(แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม) และ สินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น  สินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 3 ปีแรกฟรีค่าธรรมเนียม บสย. 4 ปี  สำหรับธุรกิจเกษตรแปรรูป ท่องเที่ยว/ท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจชุมชนบ้านมอญ

นายมงคล กล่าวต่อว่า การยกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จะช่วยขยายตลาด รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เดินทางเข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ถึงแหล่งผลิต ซึ่งจะเกิดประโยชน์เชื่อมโยงไปยังธุรกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร  ที่พักโฮมสเตย์  และร้านขายสินค้าที่ระลึก เป็นต้น นับเป็นการยกระดับเศรษฐกิจระดับฐานราก สร้างความเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจไทย

E2E7ACCE-A802-4C5B-A4D2-5F0953FDE3B8

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) เปิดเผยว่า การส่งออกในปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากมูลค่าส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 ขยายตัวถึง 11.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ EXIM BANK จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภาคการส่งออกไทยทั้งปี 2561 จากเดิม EXIM BANK คาดการณ์ไว้ที่ 5-8% เป็น 7-9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้ 1. การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2561 จะขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 7 ปี พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกจากเดิมที่ขยายตัว 4.6% เป็น 5.1% 2. ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ ทำให้สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration : EIA) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2561 จาก 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติกซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 15% ของมูลค่าส่งออกรวมขยายตัวในระดับสูงตาม  3. ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น

นายพิศิษฐ์ เปิดเผยต่อไปว่า การส่งออกของไทยไปยังแต่ละตลาดในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนเดิม ที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 9% เช่นเดียวกับตลาดใหม่ อย่าง CLMV และตลาด New Frontiers อื่นๆ ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 8.5% และ 6.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.7% และ 5.0% ตามลำดับ สำหรับมูลค่าส่งออกจำแนกรายสินค้า EXIM BANK ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2561 ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ขยายตัวเพิ่มเป็น 17.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 11.2% รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ปรับเพิ่มเป็น 8.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มเป็น 6.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองปัจจัยบั่นทอนบางประการที่อาจกระทบต่อการส่งออกและทำให้มูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีน้อยกว่าที่คาด ได้แก่ ค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า จากทิศทางการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ แสดงให้เห็นถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่ง EXIM BANK พร้อมสนับสนุนทั้งด้านข้อมูลข่าวสารและบริการทางการเงินอย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน

ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพแต่ยังมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่น้อย อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศได้มากถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเป็นอย่างมากเพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากถึง 80% อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคนจำนวนมากตลอดห่วงโซ่การผลิตจึงสามารถกระจายรายได้ให้กับคนในประเทศเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในภาคการผลิตราว 1 ล้านคนแล้ว อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับประชากรที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มสินค้าเกษตรกว่า 30 ล้านคน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีผลผลิตใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศถึง 70และส่งออกเพียง 30โดยไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่เพียง 2.3จึงยังมีโอกาสอีกมากที่จะขยายการส่งออกเพิ่มมากขึ้น

“วันนี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกเอื้ออำนวยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย แต่ขณะเดียวกันการแข่งขันก็ทวีความรุนแรงขึ้น EXIM BANK จึงพร้อมจับมือกับภาครัฐและเอกชนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากขึ้น ทั้งในตลาดการค้าเดิมและตลาดใหม่ โดยใช้ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและประเทศไทยเป็นจุดแข็งที่จะสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน” นายพิศิษฐ์กล่าว

1122D643-F68A-4A01-BE5D-BAED0C70C167

นางสาวเยาวลักษณ์ จรรยาภรณ์พงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไป ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาพิเศษ “หมุนตามโลกธุรกิจยุคดิจิทัล” ให้ลูกค้ากรุงศรีไพรม์อัพเดทเทรนด์การบริหารเงินและการลงทุน ตลอดจนแนวคิดการดำเนินธุรกิจยุค 4.0 และดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ จากประสบการณ์จริงของผู้ก่อตั้ง Tarad.com และผู้บริหารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

375A75AA-7070-4A29-9C5E-2C8BB68DC0E9

คณะกรรมการบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในการประชุมครั้งที่ 9/2561 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 และโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ให้แต่งตั้ง นายสมพร  มูลศรีแก้ว ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป

นายสมพร มูลศรีแก้ว ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท  สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เริ่มงานกับ BAM ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2541 ในตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานวารินชำราบ  ฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากนั้นในปี 2547 ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ  ฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี 2550 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ภาคเหนือตอนล่าง และในปีเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายจำหน่ายทรัพย์ และรักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายจัดการทรัพย์

หลังจากนั้น ในปี 2552 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายพัฒนาสินทรัพย์ภูมิภาค และในปี 2554 ขึ้นดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายพัฒนาสินทรัพย์ภูมิภาค ปี 2555 ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายพัฒนาสินทรัพย์ภูมิภาค และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายพัฒนาสินทรัพย์สำนักงานใหญ่  ปี 2556 ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายจำหน่ายและจัดการทรัพย์ ในปี 2558 ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายจำหน่ายทรัพย์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561

ในด้านการฝึกอบรม ได้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง เช่น โครงการสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน(Financial Executive Development Program – FINEX) รุ่นที่ 17, การบริหารการตลาด สร้างภาพลักษณ์ และลูกค้าสัมพันธ์ยุคใหม่ สำหรับผู้บริหารภาครัฐและเอกชน , การขับเคลื่อนกลยุทธ์ไปสู่ความสำเร็จ และนโยบายเศรษฐกิจการคลังการเงินในยุคเปลี่ยนผ่าน มุมมองจากอดีตสู่อนาคต เป็นต้น

นายสมพร มูลศรีแก้ว กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ขององค์กรวางไว้ว่าBAM มุ่งสู่การเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ดีที่สุดของประเทศ” ที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและสังคม ซึ่งในการเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้จะสืบสานภารกิจดังกล่าวด้วยการเน้นการพัฒนาระบบงาน บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเป็นบริษัทมหาชน และเป็นเสาหลักในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

A21CB5FC-DC47-4044-8F97-53AA094FA084

ตลาดหลักทรัพย์พัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านตลาดทุน พร้อมมอบ SET e-Learning นวัตกรรมการเรียนรู้ด้านตลาดทุนรวม 28 หลักสูตร แก่มหาวิทยาลัย101 แห่งทั่วประเทศ พร้อมจัดสัมมนาเสริมความรู้เกี่ยวกับฟินเทคในตลาดทุน และการพัฒนาความยั่งยืน แก่อาจารย์เพื่อต่อยอดการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนแก่เยาวชนรุ่นใหม่สู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในธุรกิจหลักทรัพย์และตลาดทุน

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมให้ นิสิต นักศึกษา เข้าใจองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านตลาดทุนนับเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตเป็นบุคลากรที่ประกอบวิชาชีพในธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ผู้ประกอบการ startup หรือ ผู้ลงทุน เพราะความรู้ความเข้าใจเหล่านี้จะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและประเทศได้ในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้จัดทำ SET e-Learningนวัตกรรมการเรียนรู้ด้านตลาดทุนรวม 28 หลักสูตร ครอบคลุมความรู้ด้านวางแผนการเงินการลงทุนและผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มอบแก่มหาวิทยาลัย 101 แห่งทั่วประเทศ พร้อมจัดสัมมนาเสริมความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมในตลาดทุน อาทิ blockchaincryptocurrency & ICO การเปิดเผยข้อมูลเพื่อความยั่งยืนและการพัฒนาความรู้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านตลาดทุน แก่คณาจารย์ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งหวังให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market Workfor Everyoneนอกเหนือจากบทบาทการสนับสนุนผู้ลงทุนและธุรกิจให้เติบโตด้วยคุณภาพ

SET e-Learning นวัตกรรมการเรียนรู้ด้านตลาดทุน ที่ครอบคลุมความรู้ด้านวางแผนการเงินและการลงทุน ได้แก่ การวางแผนการเงิน หลักการลงทุน การลงทุนในหุ้น การลงทุนในตราสารหนี้ การลงทุนในกองทุนรวม การใช้ผลิตภัณฑ์ในตลาด TFEX ซึ่งแบ่งเป็นบทเรียนย่อย สะดวกต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบเชื่อมโยงไปยังคลังความรู้ออนไลน์กว่า 1,800 ชิ้นอาทิ เนื้อหาบนเว็บไซต์ คลิปความรู้ บทความ เอกสารเผยแพร่ Infographics โปรแกรมคำนวณ พร้อมทั้งมีแบบทดสอบวัดความรู้ก่อนและหลังการเรียน ระบบติดตามผลการเรียน และออกวุฒิบัตรออนไลน์ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานทุกอุปกรณ์ ทั้ง PC Notebook และ Mobile Devices ซึ่ง SET e-Learningจะช่วยให้อาจารย์และนิสิต นักศึกษาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านตลาดทุนที่ทันสมัย ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย MOU 21 แห่ง และดำเนินกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายชั้นนำ 96 แห่งทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ อาทิ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การลงทุน (SET Investment Center: SET IC) 7 ห่ง มุมความรู้ตลาดทุน (SET Corner) 190 แห่ง กิจกรรม SET on Campus กิจกรรม SET young generation โครงการ New Breed การแข่งขัน Young Financial Star Competition การแข่งขันเศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ รวมถึงการนำหลักสูตรด้านตลาดทุนเข้าไปอยู่ในหลักสูตรมหาวิทยาลัย การอบรมความรู้แก่นักศึกษา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/education

1 2 3 149