ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 179

9630E59D-06EE-496A-866F-0854075BA0C2

‘Sun Share Project’ โครงการความร่วมมือนำระบบโซลาร์รูฟมาผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในบ้านและซื้อ-ขายไฟฟ้าระหว่างกันผ่านบล็อกเชนรายแรกในโครงการเนเบอร์ฮูดบางกะดีมุ่งสร้างประโยชน์เพื่อลูกค้าอย่างยั่งยืน

นายณัฐพงศ์คุณากรวงศ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอสซีแอสเสทคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) บริษัทพัฒนาอสังหาฯชั้นนำของไทยลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ(MOU) กับนายบัณฑิตสะเพียรชัยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบีซีพีจีจำกัด(มหาชน) บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคโดยนายณัฐพงศ์เปิดเผยว่า“ Sun Share Project เป็นโครงการความร่วมมือนำระบบโซลาร์รูฟติดตั้งที่บ้านลูกค้าและสปอร์ตคอมเพล็กซ์(Sport complex) ในโครงการเนเบอร์ฮูดบางกะดี(Neighborhood Bangkadi) ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งพัฒนาโดยBCPG มาใช้ในการบริหารพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพโดยลูกค้าสามารถซื้อ-ขายพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบบล็อกเชนแบบอัตโนมัติประการสำคัญคือลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรงนอกจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง  ยังประหยัดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าระยะยาว  2  เรื่อง  ได้แก่

1. สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์รูฟโดยตรงอีกด้านคือสามารถซื้อพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบBlockchain ได้แบบอัตโนมัติซึ่งราคาต่อหน่วยไฟฟ้านี้จะถูกกว่าหน่วยไฟฟ้าของการไฟฟ้าปกติ

2. กรณีลูกค้าไม่ได้ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันหรือไม่อยู่บ้านจะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินที่    ผลิตได้ผ่านระบบบล็อกเชนโดยอัตโนมัติให้กับบ้านและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน   นอกจากนี้ในอนาคตSC ASSET และBCPG จะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเชื่อมต่อกับบ้านรู้ใจแอพพลิเคชั่น(BaanRueJai Application) อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการเนเบอร์ฮูดบางกะดี(Neighbourhood Bangkadi) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯเป็นทำเลที่มีศักยภาพต่อการเติบโตของชุมชนเมืองซึ่งจะพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมทั้งหมด7 โครงการโดยที่มีสมาชิกครอบครัวSC Family ประมาณ1,800 ครัวเรือน  ทั้งนี้การนำร่องโครงการSun Share Project จะเริ่มในบางส่วนของ2 โครงการแรกที่เปิดขายได้แก่โครงการเวนิวติวานนท์-รังสิตกับโครงการเวิร์ฟติวานนท์-รังสิต  โดยลูกค้าจะใช้งานได้ประมาณไตรมาส4/2562

นายบัณฑิตสะเพียรชัยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบีซีพีจีจำกัด(มหาชน) กล่าวว่าในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกนำนวัตกรรมระดับโลกมาใช้ในธุรกิจพลังงานบีซีพีจีมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมสร้างQuality Living ให้แก่ลูกค้าของSC ASSET โดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในครัวเรือนและสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการไปทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมบริษัทฯจะเป็นผู้ออกแบบติดตั้งและดูแลระบบแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าให้ทั้งหมดโดยจะเริ่มต้นในช่วงไตรมาส3 ของปีนี้และมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดจากโครงการต่างๆในอนาคตโครงการSun Share Project ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานของชุมชน(Big Data and Data Management) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานของพื้นที่สาธารณะ  ทั้งส่วนกลางและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ฯลฯโดยช่วยบริหารจัดการช่วงเวลาและลำดับการใช้บริการพื้นที่ส่วนกลางและอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆของส่วนรวมเพื่อให้การใช้พลังงานของชุมชนมีความคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุดซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy) ขึ้นเนื่องจากไฟฟ้าทุกหน่วยที่ผลิตได้จะนำไปใช้หรือแลกเปลี่ยนซื้อขายได้หมดไม่มีไฟฟ้าส่วนเกินหรือเหลือใช้ไม่กลายเป็นของเสียหรือสูญเปล่าและยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้นร่วมสร้างlow cost, low carbon society เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

CC01BA14-5FED-4E2B-8193-F2AB3185FDEB

ธพว.เผยปล่อยสินเชื่อประจำ Q1/2562 เข้าเป้า 1 หมื่นล้านบาท  ประกาศเดินหน้าการตลาดเชิงรุก  ผู้บริหารและพนักงาน ประสานพลังกระจายลงพื้นที่มอบสุขแนะนำบริการ “3 เติม” หนุนยอดปล่อยสินเชื่อปีนี้ถึง 6 หมื่นล้านบาท  พร้อมทุ่ม 600 ล้านบาท ยกระดับสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อคนตัวเล็ก เล็งออกพันธมิตร 2 หมื่นล้านบาทระดมทุนปล่อยกู้
นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เปิดเผยว่า ยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ประจำไตรมาส 1 ปี 2562 รวมกว่า 10,000 ล้านบาท  เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และมั่นใจว่า ภายในปีนี้ สามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 60,000 ล้านบาท   เนื่องจากธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ถูกใจผู้ประกอบการรายย่อย  เช่น สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ผ่อนนาน 7 ปี  คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ บุคคลธรรมดา 3 ปีแรก เพียง 0.417% ต่อเดือน ปี 4-7 อัตรา MLR ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด  2 ล้านบาท และหากเป็นนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ยถูกลงไปอีก 3ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน ปี 4-7 อัตรา MLRต่อปี สามารถใช้ บสย.ค้ำประกันได้   ควบคู่กระบวนการให้บริการเข้าถึงง่าย สะดวก สามารถยื่นกู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ผ่านแอปพลิเคชัน SME D Bank    และ “หน่วยรถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEsไทย ฉับไวไปถึงถิ่น”  ซึ่งเป็นบริการเคลื่อนที่พบผู้ประกอบการถึงสถานประกอบการ สามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้ในเวลา 7 วัน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งนี้  นับตั้งแต่ต้นเมษายนที่ผ่านมา     ธนาคารดำเนินแผนทำตลาดเชิงรุก ด้วยกิจกรรม “รถม้าเติมสุข ถึงถิ่นทั่วไทย” โดยผู้บริหารระดับสูง  และพนักงาน จะแบ่งทีม เดินสายกระจายลงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศทุกสัปดาห์ เพื่อแนะนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการ “3เติม” ของธนาคาร ที่จะช่วยสร้างความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิต ได้แก่ “เติมทักษะ” ผ่านกิจกรรมสัมมนาอบรมความรู้ เสริมช่องทางตลาด “เติมทุน” แนะนำสินเชื่อดอกเบี้ยถูกต่างๆ  และ “เติมคุณภาพชีวิต”  สนับสนุนผู้ประกอบการพาเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ สร้างความมั่นคงในชีวิต
“จากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ประกอบการแผนการตลาดเชิงรุกที่เตรียมไว้ มั่นใจว่า  ปีนี้จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ไว้วาง 60,000 ล้านบาท รวมถึง การมอบ 3 เติม จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่เอสเอ็มอีไทยได้ เพราะลูกค้า ธพว. นอกจากได้รับเงินทุนแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนด้านความรู้และความมั่นคงในชีวิตด้วย”
นายพงชาญ กล่าวต่อว่า ธนาคารมุ่งยกระดับการทำงานสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อเอสเอ็มอีคนตัวเล็กเต็มรูปแบบ โดยจัดงบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท สร้างระบบ core banking   ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีน  มาพัฒนาระบบ  ซึ่งจะใช้อินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงการทำธุรกรรมเบ็ดเสร็จครบวงจร   โดยเริ่มพัฒนาระบบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์แบบภายใน 2 ปี
“การยกระดับธนาคารสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยนอกระบบที่มีอยู่จำนวนกว่า 3 ล้านบาท  สามารถเข้าถึงบริการ 3 เติมของ SME D Bank ได้ทั่วถึง และสะดวกยิ่งขึ้น  ช่วยให้เอสเอ็มอีคนตัวเล็กเพิ่มขีดความสามารถ  ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความยากจน นำสังคมไทยอยู่ดีมีสุข เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายพงชาญ ระบุ
นอกจากนั้น ธนาคารเร่งบริหารจัดการหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) โดยให้บริษัทติดตามหนี้มืออาชีพ มาทำหน้าที่ติดตามหนี้ในรายลูกค้าที่ไม่ให้ความร่วมมือกับธนาคาร และเป็นหนี้เสียมายาวนาน   โดยใช้วิธีแบ่งผลกำไรกัน ช่วยให้ธนาคารลดค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้  รวมถึง  ทยอยขายทอดตลาดหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งหยุดดำเนินกิจการ เลิกกิจการ ประวิงเวลาการชำระหนี้ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขหนี้  ส่วนมากเป็นรายใหญ่ มีดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น โรงสี สนามกอล์ฟ เป็นต้น  ซึ่งการขายหนี้เสียออกไปนั้น จะก่อประโยชน์ต่อธนาคาร  สามารถระดมเงินทุน เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อคุณภาพดีให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไปได้ รวมถึง ช่วยลดหนี้เสีย ซึ่งภายในปีนี้ คาดว่า จะเหลือไม่เกิน  10% ช่วยให้สถานะทางการเงินของธนาคาร มั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก
อีกทั้ง ธนาคารเตรียมแผนออกพันธบัตรต่อเนื่องในปี 2562 เพื่อระดมเงินฝากมาปล่อยสินเชื่อ  โดยจะออกครั้งละ 5,000 ล้านบาท  จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นวงเงิน 20,000 ล้านบาท  เชื่อว่า จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับธนาคารได้รับจัดอับดับเรตติ้งองค์กร จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระดับ AAA ถือเป็นระดับสูงสุดเท่ากับเรตติ้งของรัฐบาลไทย

14C7F9E9-007F-4C3E-8513-D6BE54947651

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน เผยผลสำรวจ การใช้จ่ายของประชาชนฐานรากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562
ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า “ศูนย์วิจัยฯ ได้ทำการสำรวจการใช้จ่ายของประชาชนฐานรากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาททั่วประเทศจำนวน 2,186 ตัวอย่าง พบว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนฐานรากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยประมาณ 16,130 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 3,670 บาท โดยเม็ดเงิน การจับจ่ายใช้สอยและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนปรับลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากประชาชนฐานรากมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เพราะมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบรายได้ และค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์กับปีก่อน พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่ง มีรายได้และรายจ่ายอยู่ในระดับเท่าเดิม (ร้อยละ 57.2) และ (ร้อยละ 66.6) ตามลำดับ โดยกลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้รับผลกระทบจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ลดลง เนื่องจากไม่มีการจ้างงาน/ใช้บริการ สำหรับแหล่งที่มาของเงินที่นำมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า ส่วนใหญ่เกินครึ่ง มาจากรายได้ (ร้อยละ 67.4) เงินจากคนในครอบครัว (ร้อยละ 17.9) เงินออม (ร้อยละ 10.4) เงินสวัสดิการจากภาครัฐ (ร้อยละ 3.3) และเงินกู้ยืม (ร้อยละ 1.0) อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการปรับเปลี่ยนแหล่งเงินที่นำมาใช้จ่าย โดยมีการบริหารเงินร่วมกับคนในครอบครัว และใช้เงินที่ได้รับสนับสนุนจากสวัสดิการภาครัฐเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีการใช้จ่ายจากเงินกู้ลดลง เมื่อสำรวจลักษณะการทำกิจกรรม และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า กิจกรรม 3 อันดับแรกที่ประชาชนฐานรากนิยม คือ (1) ทำบุญ/สรงน้ำพระ/รดน้ำ ขอพรผู้ใหญ่ ร้อยละ 81.5 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 450 บาท (2) สังสรรค์ เลี้ยงฉลอง ร้อยละ 72.5 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,225 บาท (3) ให้เงินคนในครอบครัว ร้อยละ 49.0 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,790 บาท ทั้งนี้ในภาพรวมประชาชนฐานรากมีการทำกิจกรรมและการใช้จ่ายใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมสูงขึ้นเล็กน้อย ยกเว้นการซื้อของให้ตนเอง/ผู้อื่น และการท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแต่ละกิจกรรมลดลง ทั้งนี้ พบว่ามีการทำกิจกรรมสังสรรค์ เลี้ยงฉลอง และเดินทางกลับภูมิลำเนา/เยี่ยมญาติเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการวางแผนการเดินทางไปพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนของขวัญ/ของฝากที่คาดว่าจะซื้อในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.9 มีแผนที่จะซื้อของโดย 3 อันดับแรก คือ อาหาร/ขนม (ร้อยละ 66.9) เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม (ร้อยละ 51.8) และผัก/ผลไม้ (ร้อยละ 50.5) ส่วนบุคคล ที่ต้องการให้ของขวัญ/ของฝากมากที่สุดคือ คนในครอบครัว (ร้อยละ 87.1) รองลงมา คือ ผู้ใหญ่ที่เคารพ (ร้อยละ 37.9) และตนเอง (ร้อยละ 35.2) ตามลำดับ

“สำหรับสถานที่ซื้อของขวัญของฝาก พบว่า 3 อันดับแรก คือ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (ร้อยละ 49.7) ตลาด/ร้านค้าทั่วไป (ร้อยละ 45.6) และห้างสรรพสินค้า (ร้อยละ 34.8) เมื่อสำรวจยานพาหนะ ที่ประชาชนฐานรากเลือกใช้สำหรับเดินทางในช่วงสงกรานต์ อับดับแรกจะเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัว (ร้อยละ 78.1) รองลงมาเป็นการเดินทางโดย รถสาธารณะ คือ รถบัสโดยสารประจำทาง (ร้อยละ 10.8) และรถตู้โดยสารประจำทาง (ร้อยละ 5.9)” ดร.ชาติชาย กล่าว

5A6B589A-A550-47BD-971A-63B1C2BE0F5C

วานนี้ นายชวณัฏฐ ศรีสุขวัฒนา (ที่ 4 จากขวา) ผอ.ฝ่ายอำนวยความสะดวกและจัดการจราจร บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ถ่ายภาพร่วมกับ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก (ที่ 5 จากขวา) รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลงานจราจร และนายธนศักดิ์ วงศ์ธนากิจเจริญ (ที่ 3 จากขวา) ผอ.แขวงทางหลวงกรุงเทพ กรมทางหลวง ในโอกาสเปิดโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ปีที่ 9” โดยในปีนี้ได้มุ่งเน้นไปที่การลดการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มของมึนเมาในขณะเดินทางภายใต้แนวคิด “เมาไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย” และยังมีการแจกกระเป๋ากันง่วงที่บรรจุผลิตภัณฑ์ช่วยตื่นทั้ง น้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น ลูกอม และให้บริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี ณ หน้าด่านดินแดง 2 ขาออก

admin-ajax

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ตั้งแต่วันที่ 9เมษายน- 10 พฤษภาคม 2562 สมัครได้ที่ สำนักกรรมการผู้จัดการ ธพว. ชั้น 35 หรือโทร 02-2654036 ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.smebank.co.th

C995C8F1-B6B0-4CE3-9B16-444E2F73610C

เชียงราย (4 เม.ย.2562)ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดการใช้มาตรฐาน QR Code สำหรับชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก ภายในงานASEAN Payment Connectivity Exhibition ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2562 โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรลาว คือ ธนาคารการค้าต่างประเทศลาว BCEL(Banque Pour Le Commerce Exterieur Lao Public) ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเป็นธนาคารชั้นนำด้านเทคโนโลยี e-banking ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในประเทศลาว โดยมีนายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต  พร้อมทั้ง นายพู่ขง จันทะจัก กรรมการผู้จัดการ BCEL และนายนันทะลาด แก้วปะเสิด รองกรรมการผู้จัดการ BCEL ร่วมสาธิตการใช้บริการดังกล่าวสำหรับการให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดน QR ขาเข้า Cross Border QR Payment Inbound ช่วยให้ลูกค้า ของ BCEL ชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยแบบเรียลไทม์ เพียงสแกน QR Code ของร้านค้าของไทย ด้วยโมบายแอปพลิเคชัน BCEL One นับเป็นการนำประสบการณ์การชำระเงินมือถือข้ามพรมแดนไปสู่อีกระดับหนึ่งโดยปีที่ผ่านมา ธนาคารธนชาตและ BCEL ได้ร่วมกันเปิดให้บริการ Cross Border QR Payment สำหรับธุรกรรมชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก โดยลูกค้าของ BCEL หรือลูกค้าชาวลาวที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการในประเทศไทยสามารถจ่ายด้วยการสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่น BCEL One Pay ได้อย่างสะดวกสบายแบบ Real Time ตลอดเวลา โดยมีธนชาตทำหน้าที่เป็นตัวแทนชำระเงิน (Sponsor Bank) ในประเทศไทยให้กับ BCEL เมื่อลูกค้าของ BCEL เดินทางมาประเทศไทยก็สามารถใช้โมบายแอพฯ สแกนซื้อสินค้าในไทยร้านใดก็ได้ที่รับชำระด้วยมาตรฐาน QR Code ไม่ว่าร้านค้านั้นจะเป็นลูกค้าของธนาคารใดก็ตาม ภายใต้มาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้จ่ายและผู้รับ ลดภาระการถือเงินสด ลดความเสี่ยง ในการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศ  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการที่สะดวกยิ่งขึ้น  นับเป็นการนำประสบการณ์การชำระเงินมือถือข้ามพรมแดนไปสู่อีกระดับหนึ่ง และเป็นความสำเร็จด้านการชำระเงินข้ามประเทศที่ใช้ได้จริงและสมบูรณ์มากที่สุดเป็นรายแรกของประเทศไทย

นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เมื่อลูกค้าของ BCEL เดินทางมาประเทศไทย สามารถใช้โมบายแอปพลิเคชัน BCEL OnePay สแกนซื้อสินค้าในไทยร้านใดก็ได้ที่รับชำระด้วยมาตรฐาน QR Code  ได้อย่างสะดวกสบายแบบเรียลไทม์  เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้จ่ายและผู้รับ ลดภาระการถือเงินสด ลดปัญหาการทอนเงิน และลดความเสี่ยงในการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศให้กับลูกค้าของทั้งสองประเทศ ซึ่งได้ทดลองให้บริการมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว  และในปีนี้ ธนาคารธนชาต ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ BCEL พัฒนาระบบการรับชำระค่าสินค้าและบริการนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Cross Border QR Payment Outbound ทำให้คนไทยที่ไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว สามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นของทุกธนาคารไทย โดยการสแกน  QR Code ที่ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคาร BCEL ความสำเร็จจากความร่วมมือกันของธนาคารธนชาตกับ BCEL ในการพัฒนาระบบการใช้มาตรฐาน  QR Code  เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ข้ามแดนได้เป็นครั้งแรกนี้ จะสามารถส่งเสริมการค้าและสนับสนุนการชำระเงินระหว่างสองประเทศอีกด้วย เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากบริเวณจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการข้ามแดนมาซื้อสินค้าและบริการในฝั่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก   

 

 

E90548A2-6F96-4B30-BE7A-6E66FED526E1

SME D Bank สานฝันสร้างสตาร์ทอัพประดับวงการยางพาราไทย  ประกาศหานักศึกษาทั่วประเทศร่วมโครงการ “SME D Scale Up Rubber HACKATHON ติดปีก STARTUP ยางพาราสู่สากล”
SME D Bank ต่อยอดความสำเร็จโครงการ“SME D Scale Up Rubber Innovation” ติดปีกธุรกิจยางพาราด้วยนวัตกรรม จับมือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)อีกครั้ง สานฝันให้สตาร์ทอัพวงการยางพาราไทยในโครงการ “SME D Scale Up Rubber Hackathon ติดปีก Start Up ยางพาราสู่สากล” เฟ้นหานักศึกษาทั่วไทยไอเดียธุรกิจเฉียบเกี่ยวข้องกับยางพารา ชิงเงินทุนไปต่อยอดธุรกิจกว่า 280,000 บาทเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ จนถึงวันที่ ‪15‬ ‪พฤษภาคม‬ ‪2562‬
นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ธนาคารให้ความสนใจกับการแปรรูปยางพาราด้วยนวัตกรรม เนื่องจากยางพาราเป็นผลิตผลทางการเกษตรหลักที่สำคัญและนับเป็นอีกรายได้หลักของประเทศ จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ การเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วยนวัตกรรมนับเป็นความท้าทายที่จะขับเคลื่อนห่วงโซ่การใช้ยางพารา การสนับสนุนให้ SMEs และ Startup ที่ประกอบธุรกิจด้านยางพาราเกิดความเข้มแข็งด้วยนวัตกรรมจากโครงการ “SME D Scale Up Rubber Innovation” ปี2561 ที่ผ่านมา จากความร่วมมือระหว่าง ธพว. กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)   สามารถสร้างสินค้าจากนวัตกรรมยางพาราไทยได้ถึง 12 ผลิตภัณฑ์ และเกิดพลังการขับเคลื่อนการแปรรูปยางพาราสู่เชิงพาณิชย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม กว่า 43 ล้านบาท และยังขยายผลการเติบโตอย่างต่อเนื่องก้าวไกลไปต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการต่อยอดแนวความคิดการปั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาสู่การบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในปีนี้ (2562) เพื่อเกิดการฟูมฟักนักศึกษาคนรุ่นใหม่มาต่อยอดธุรกิจยางพาราโดยแปรไอเดียสร้างสรรค์มาสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบและนำไปสู่เชิงพาณิชย์สร้างรายได้ก่อให้เกิดผลเชิงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศต่อไป
สำหรับการต่อยอดความสำเร็จการพัฒนานวัตกรรมยางพารา ปีนี้  SME D Bank จับมือสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีกครั้ง เปิดโครงการสานฝันให้น้องๆ นักศึกษาจากทุกสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการ “SME D Scale Up Rubber Hackathon ติดปีก Start Up ยางพาราสู่สากล” โดยมุ่งเน้นพัฒนาองค์ความรู้และสร้างโอกาสในการจัดตั้งธุรกิจใหม่นวัตกรรมยางพาราให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ยกระดับแนวคิดในธุรกิจสู่ทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมส่งเสริมแนวคิดเพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจในเชิงพาณิชย์ผ่านการอบรม Boot Camp เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียและสร้างเครือข่ายกลุ่มยางพาราในกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ และได้รับการโค้ชชิ่ง(Coaching)คำปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์โดยตรงจา กมอ. รวมถึงรุ่นพี่ SMEs จากโครงการ“SME D Scale Up Rubber Innovation” ติดปีกธุรกิจยางพาราด้วยนวัตกรรม ปีที่ 1 ร่วมให้คำแนะนำด้วย เพื่อช่วยสร้างความฝันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยางพาราสู่เชิงพาณิชย์ โดย Pitching ชิงเงินรางวัลพัฒนาต้นแบบและต่อยอดธุรกิจเป็นเงินมูลค่ากว่า 280,000บาท และโอกาสเข้าสู่แหล่งเงินทุนจาก SME D Ban ทั้งนี้ นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ ‪15 พฤษภาคม 2562‬ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ SME D Bank โทร ‪062-783-5599‬ หรือ facebook : powersmethai และ Line@:@powersmethai และสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โทร. ‪084-198-6578
ข้อมูลเพิ่มเติม: ฝ่ายส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ โทร 02 265 -4494, 02 265 -3009, 02 265 -4579

B9632433-242D-4B07-90D0-C596F054EB29

EXIM BANK สนับสนุนทางการเงินจำนวน 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่งที่จังหวัดฟูเยี้ยน เวียดนาม กำลังการผลิตรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับนายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) และนายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) (CSS) ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัท ภูขันธ์ โซล่า พาวเวอร์ จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง EP และ CSS ที่จัดตั้งในเวียดนาม เพื่อก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 2 แห่งที่จังหวัดฟูเยี้ยน เวียดนาม กำลังการผลิตรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์ ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้
EXIM BANK สนับสนุนในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพได้เข้าไปบุกเบิกการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนที่สอดรับกับความต้องการของภาครัฐและเอกชนในประเทศเวียดนาม ภายหลังรัฐบาลเวียดนามเปิดเสรีด้านพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบก้าวกระโดดจาก 850 เมกะวัตต์ในปี 2563 เป็น 12,000 เมกะวัตต์ภายใน 10 ปี EXIM BANK จึงได้มีการสร้างความสัมพันธ์กับธนาคารชั้นนำในประเทศเวียดนาม เพื่อบริหารความเสี่ยงและก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ
“การสนับสนุนของ EXIM BANK ในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการเร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงในอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ในการเชื่อมไทย เชื่อมโลกด้วยการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะใน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดย EXIM BANK พร้อมเป็นผู้นำในการเติมเต็มช่องว่างเครือข่ายธุรกิจ การเงิน และองค์ความรู้ รวมทั้งทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย นำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน” นายพิศิษฐ์กล่าว

3509492B-4F1F-41F0-AF6D-1741AA594D19

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์ และ ดร.สาโรจน์ ขอจ่วนเตี๋ยว ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมพิธีเปิด “โครงการตรวจเช็คเครื่องยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน” หรือ “PTT Station Engine Tune Up 2019” ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แยกประชาอุทิศ – ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานของกระทรวงพลังงาน ส่งเสริมให้ประชาชนใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดมลพิษทางอากาศ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรีแก่ประชาชน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 เมษายน 2562 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ (Fit Auto) และศูนย์โปรเช็ค (ProCheck) รวม 140 แห่ง ทั่วประเทศ
ดร.ศิริ กล่าวว่า “โครงการตรวจเช็คเครื่องยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดพลังงานของกระทรวงพลังงานที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชน ช่วยให้ประเทศประหยัดเงินตราจากการนำเข้าน้ำมัน และช่วยลดสภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากความไม่พร้อมของสภาพรถยนต์ ซึ่งการนำรถยนต์มาตรวจสภาพเครื่องยนต์และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น สำหรับการนำอาจารย์ นักศึกษา และทีมงานจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา จำนวน 40 แห่ง ทั่วประเทศ มาร่วมตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ จะช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญในสายอาชีพ สร้างรายได้ให้กับตนเอง เป็นการใช้เวลาว่างเพื่อทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอีกด้วย
นางสาวจิราพร กล่าวว่า พีทีที โออาร์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัด “โครงการตรวจเช็คเครื่องยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน” ให้บริการฟรีแก่ประชาชนมาเป็นเวลา 16 ปี อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน ลดมลพิษ และลดอุบัติเหตุอันเกิดจากความไม่พร้อมของเครื่องยนต์ รวมถึงสนับสนุนให้นักศึกษาอาชีวศึกษาได้นำองค์ความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานจริง โดย พีทีที โออาร์ ได้จัดสรรพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บนเส้นทางสายหลัก ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ (Fit Auto) และศูนย์โปรเช็ค (ProCheck) รวม 140 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดบริการให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามาตรวจสภาพเครื่องยนต์ฟรีก่อนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้
นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากจำนวนรถยนต์ที่เข้ารับบริการได้เพิ่มมากขึ้นทุกปี คาดว่าในปี 2562 นี้ จะมีผู้นำรถยนต์เข้ามาตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 150,000 คัน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำมันลงได้กว่า 10 ล้านลิตรต่อปี ลดการนำเข้าน้ำมันได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้กว่า 23,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้ พีทีที โออาร์ ยังได้เพิ่มปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งที่คลังน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะเพิ่มสูงขึ้น และได้เตรียมความพร้อมให้สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทุกแห่ง เป็นจุดแวะพักสำหรับทุกท่านในทุกเส้นทางทั่วประเทศ เพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อย เติมความสดชื่น ช่วยลดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป 

 

B92421A0-74A2-4450-A395-8A396F86AB39

บมจ.สิงห์ เอสเตท บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2561 ว่ามีผลกำไรสุทธิ 1,287 ล้านบาท หรือ เติบโตขึ้น 125% จากปี 2560 พร้อมเดินหน้าตามแผนพัฒนาลงทุนใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจคอมเมอร์เชียล และธุรกิจโรงแรม นอกจากนี้ยังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเปิดเมกะโปรเจ็กต์ “ครอสโร้ดส์” แหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดแห่งแรกของมัลดีฟส์ ในเดือนมิถุนายนนี้

 

นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานวันOpportunity Day ที่ตลาดหลักทรัพย์ถึงภาพรวมผลประกอบการของ สิงห์ เอสเตท ในปี 2561 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ มีรายได้รวมเท่ากับ 7,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ โครงการ ดิ เอส อโศก ให้แก่ลูกค้าเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 และรวมกับผลประกอบการจากกิจการโรงแรม เอาท์ริกเกอร์ จำนวน 6 โรงแรม ที่บริษัทฯ เข้าซื้อในระหว่างปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงทำให้ในปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 125% ซึ่งรายได้รวมในปี 2561 ของบริษัทฯ มาจาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยมีรายได้ 3,974 ล้านบาท, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรือธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 674 ล้านบาท และธุรกิจโรงแรมบริษัทฯ มีรายได้ 2,576 ล้านบาท ซึ่งหากดูจากสัดส่วนรายได้ของแต่ละธุรกิจจะพบว่าเริ่มใกล้เคียงกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ประจำ (Recurring Income) กับรายได้ไม่ประจำ (Nonrecurring income) ในอัตราส่วน 50:50

 

ขณะที่ในปี 2562 สิงห์ เอสเตท ได้เตรียมจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้นกว่า 274 ล้านบาท ในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่วนแผนการดำเนินงานสิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าพัฒนาใน 3ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจคอมเมอร์เชียล และธุรกิจโรงแรม ตอกย้ำการเป็น Premier Lifestyle Developer ที่มุ่งมั่นในการเป็น Global Holding Company ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล โดย ธุรกิจ ‘ที่พักอาศัย’ ในปีนี้ได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี โครงการล่าสุด บริเวณซอยรางน้ำ จำนวน 1 อาคาร ความสูง 35 ชั้น มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างสำนักงานขาย และคาดว่าจะมีการเปิดตัวภายในกลางปีนี้ ด้านธุรกิจ‘คอมเมอร์เชียล’ บริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวโครงการ OASIS ซึ่งเป็นโครงการอาคารสํานักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า มูลค่าการลงทุนรวม 3,695 ล้านบาท ความสูงทั้งสิ้น 36 ชั้น โดยมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สํานักงาน และ พื้นที่ค้าปลีก ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดประมาณ 7 ไร่ ติดกับอาคารซันทาวเวอร์ส บนถนนวิภาวดีรังสิต โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 รวมถึงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท ได้จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท หรือ S Prime Growth Leasehold Real Estate Investment Trust (SPRIME) ซึ่งเป็น REIT กองแรกของบริษัท คือ ที่ลงทุนในอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส และได้นำหน่วยทรัสต์เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย และได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนสถาบัน โดยมียอดจองซื้อมากกว่าจำนวนหน่วยทรัสต์ที่จัดสรรให้ (Oversubscribed) ถึงกว่า 5 เท่า

 

สำหรับธุรกิจ ‘โรงแรม’ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก ที่สร้างรายได้สูงให้กับสิงห์ เอสเตท โดยในปีที่ผ่านมา กับพอร์ทปัจจุบันที่มีห้องพักรวม 4,271 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ท 37 แห่งทั่วโลก (ยังไม่รวมโรงแรมในโครงการครอสโร้ดส์) ปีนี้ สิงห์ เอสเตท ยังคงมองหาโรงแรมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกเข้ามาเติมเต็มพอร์ท รวมทั้งได้เตรียมพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าโรงแรมเอาท์ริกเกอร์ 3 แห่ง คือ โรงแรมเอาท์ริกเกอร์
ลากูน่า ภูเก็ต บีช รีสอร์ท (Outrigger Laguna Phuket Beach Resort), โรงแรมเอาท์ริกเกอร์ ฟีจี บีช รีสอร์ท ประเทศฟีจี(Outrigger Fiji Beach Resort)และ โรงแรมแคสต์อะเวย์ ไอส์แลนด์ ประเทศฟีจี (Outrigger Castaway Island)

 

ที่สำคัญปีนี้ สิงห์ เอสเตท ยังได้เตรียมเปิดให้บริการเฟสแรกของโครงการ “ครอสโร้ดส์” แหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดแห่งแรกในมัลดีฟส์ ซึ่งนับว่าเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนไทยในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประกอบด้วย เดอะ มารีน่า แอท ครอสโรดส์ พื้นที่สำหรับความบันเทิงและร้านค้าปลีกขนาด 11,000 ตารางเมตร มีร้านอาหารและร้านค้าชื่อดังมากมาย อาทิ Coffee bean & tea leaf, Sazanami, Ministry of Crab, Carne Diem Grill, Island Breeze และ Toddy โรงแรม ซาย ลากูน มัลดีฟส์ คูริโอ คอลเล็กชั่น บาย ฮิลตัน (SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton) และโรงแรมฮาร์ด ร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ (Hard Rock Hotel Maldives) โดยจะเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายนนี้

 

“และในปี 2562 นี้ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการรับรู้รายได้จากโครงการที่สร้างเสร็จ โดยบริษัทฯ จะรับรู้รายได้จากการโอนโครงการ ได้แก่ ดิ เอส อโศก(THE ESSE ASOKE), ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (THE ESSE AT SINGHA COMPLEX), สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส (SANTIBURI THE RESIDENCES), บันยันทรี เรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ (BANYAN TREE RESIDENCES RIVERSIDE BANGKOK) รวมทั้งการรับรู้รายได้เต็มปีจากอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ (SINGHA COMPLEX),โรงแรมเอาท์ริกเกอร์(Outrigger) 6 โรงแรม และเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ “ครอสโร้ดส์(CROSSROADS) สาธารณรัฐมัลดีฟส์ที่จะเปิดในช่วงกลางปี ซึ่งจากเป้าหมายและแผนการดำเนินงานทั้งหมดของสิงห์ เอสเตท เราเชื่อว่าในปี 2562 ทุกคนจะได้เห็นถึงการเติบโตของสิงห์ เอสเตท ทั้งด้านสินทรัพย์และความแข็งแกร่งทางการเงิน นำมาสู่การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างแน่นอน” นางฐิติมา กล่าวปิดท้าย

02035572-376D-4649-9D6F-9C6FD9436618

“SME D Bank” ประกาศเติมทักษะเสริมเงินทุนดอกเบี้ยถูกหนุนยกระดับธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจธุรกิจโชห่วย รับผลกระทบจากคู่แข่งค้าปลีกค้าส่งยุคใหม่รุกคืบ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ขาดความรู้ ชี้ปมส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัว เพราะไม่เห็นความสำคัญ และมีข้อจำกัดด้านเงินทุน อีกทั้ง มีภาระหนี้ทั้งใน-นอกระบบ เฉลี่ย 4.62 แสนบาทต่อราย  ด้าน “SME D Bank” ประกาศเติมทักษะเพิ่มขีดความสามารถ คู่เติมทุนดอกเบี้ยต่ำ ติดปีกโชห่วยเติบโตอย่างเข้มแข็งมั่นคง
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลการสำรวจ “สถานภาพผู้ประกอบการร้านโชห่วย” ว่า ข้อมูลจากสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  ร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือ “โชห่วย” มีจำนวน 395,006 ราย กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  ประสบปัญหาคล้ายกัน คือ มีคู่แข่งใหม่ ทั้งร้านค้าปลีกขนาดเล็ก-ใหญ่  ค้าขายออนไลน์ และโมเดิร์นเทรด  ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป  ขาดประสิทธิภาพด้านการตลาด บัญชี การบริหารจัดการพื้นที่ขายสินค้า  ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และรายได้ลดน้อยลง การสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการร้านโชห่วย  1,246 ราย   พบว่า 85.99% ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา และ 14.01%  ในรูปแบบนิติบุคคล  โดย 90.10% เป็นเจ้าของคนเดียว และส่วนใหญ่ 33.09% ทำอาชีพนี้มา 7-10 ปี  มีรายได้เฉลี่ย 51,665.94 บาทต่อเดือน ซึ่ง 60.45% มีรายได้จากการเปิดร้านโชห่วยเท่านั้น โดยต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยประมาณ 4 คน
ทั้งนี้ 31.7% จะใช้บ้าน/ทาวน์เฮาส์ทำเป็นร้าน และส่วนใหญ่ 28.59% ตั้งอยู่ในตัวเมืองจังหวัด 61.6% จะขายสินค้าจิปาถะ ส่วน 38.4% ขายสินค้าเฉพาะอย่าง ด้านแหล่งที่มาของสินค้า 41.3%จากพนักงานขาย 31.2%ซื้อจากห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ต และ 27.5%ซื้อจากร้านค้าส่งขนาดใหญ่ในตัวเมือง โดยกลุ่มตัวอย่าง 61.7% บอกว่า มีรายได้จากการขายสินค้าในร้านเท่านั้น ส่วน 38.3% มีรายได้เสริมจากบริการอื่นๆ ด้วย เช่น ตู้หยอดเหรียญ เติมเงินมือถือ รับชำระบิล ถ่ายเอกสาร/รับ-ส่งแฟกซ์ และอื่นๆ เป็นต้น ด้านการออมนั้น เฉลี่ย 7,282.66 บาทต่อเดือน ซึ่ง 59.16% ออมทุกเดือน
สำหรับผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโชห่วยกับคู่แข่งในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แข่งขันได้น้อย  เมื่อเทียบกับการขายออนไลน์  ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ และโมเดิร์นเทรด ทั้งในเรื่องราคาสินค้า บริการ สภาพสินค้า เป็นต้น แม้จะแข่งขันได้น้อย ทว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 24.48% ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลย เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็น และมีทุนจำกัด  และ 39.77% มีปรับตัวน้อย เพราะบอกว่ามีลูกค้าเก่าอยู่แล้วกับไม่มีทุนจะพัฒนา ส่วน 22.62% ปรับตัวระดับปานกลาง พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า ขณะที่ มีเพียง 13.12% ปรับตัวอย่างมากเพื่อจะยกระดับธุรกิจ ปรับเปลี่ยนร้านให้ทันสมัย สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า  เช่น ปรับปรุงร้านใหม่  เพิ่มโปรโมชั่นหรือบริการเสริมต่างๆ  มีการระบุราคาที่ชัดเจน และมีสินค้าหลากหลาย ตรวจสอบคุณภาพสินค้าเสมอ
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 23.97% มีการค้าขายออนไลน์เสริม เพราะเห็นถึงพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ส่วน  76.03% ยังไม่มีการขายออนไลน์เสริม จากเหตุผล เช่น มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยอดขายดีอยู่แล้ว ไม่รู้ทำอย่างไร  คิดว่าสินค้าที่ขายไม่โดดเด่น และกลัวถูกโกง เป็นต้น
ด้านสถานภาพธุรกิจร้านโชห่วยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่บอกว่า ยอดขายเท่าเดิม และคิดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้ายังเท่าเดิม  เมื่อถามถึงสาเหตุที่ธุรกิจได้การตอบรับดีจากลูกค้า ได้แก่ สินค้าได้มาตรฐาน พนักงานบริการดี สินค้าราคาเหมาะสม สินค้าหลากหลาย และหาง่าย ตามลำดับ ส่วนต้นทุนในการทำธุรกิจร้านโชห่วยนั้น มาจากค่าสินค้า ค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ ค่าแรง ค่าขนส่ง รวมเฉลี่ยที่ 21,761.48 บาทต่อเดือน  โดย 53.13% มีภาระหนี้สิน เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 462,075.86 บาท อัตราผ่อนชำระเฉลี่ย 11,681.11 บาทต่อเดือน  แยกเป็นหนี้ในระบบจากสถาบันการเงิน 218,723.41 บาท ผ่อนชำระต่อเดือน 37,534.81 บาท และเป็นหนี้นอกระบบจากการกู้ยืมนายทุน ญาติ พี่น้อง หรือแชร์ 347,382.00 บาท ผ่อนชำระต่อเดือน  5,754.52 บาท   ทั้งนี้ ภาระหนี้ในปัจจุบันนั้น ทั้งในและนอกระบบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากเหตุผล เช่น นำไปขยายธุรกิจ ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซื้อสินค้า ชำระเงินกู้ ลงทุนเริ่มธุรกิจใหม่  เป็นต้น   ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่บอกว่า ภาระหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบด้านลบต่อการดำเนินธุรกิจ เมื่อถามถึงความต้องการสินเชื่อ และการเข้าถึงสินเชื่อ   ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 38.13% ประเมินศักยภาพเข้าถึงได้มาก ซึ่งภายใน 1 ปีนี้ จำนวน 47.99% มีความต้องการสินเชื่อ และแทบทั้งหมดต้องการสินเชื่อในระบบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ ซื้อสินค้าไปขาย ปรับปรุงร้าน ขยายธุรกิจ ชำระหนี้ วงเงินเฉลี่ยที่ต้องการ คือ 182,500 บาท โดย 57.06% บอกว่าสามารถกู้ในระบบได้ ทว่า 42.94% คิดว่าไม่สามารถจะกู้เงินในระบบได้ เพราะสาเหตุ เช่น หลักประกันไม่พอ  ไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางบัญชี  โครงการไม่เป็นที่สนใจของธนาคาร เป็นกิจการใหม่ และไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคาร เป็นต้น
ด้านความต้องการให้สถาบันการเงินปรับปรุงเกี่ยวกับสินเชื่อ คือ ปรับลดดอกเบี้ย ขั้นตอนเงื่อนไขในการกู้  ระยะในการอนุมัติ หลักทรัพย์ค้ำประกัน  และหากได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินในระบบ 51.69% บอกว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากำไรที่จะเพิ่มขึ้น 31.16% บอกว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่ากับกำไรที่จะเพิ่มขึ้น และ 17.15% บอกว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่ากำไรที่จะเพิ่มขึ้น
เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ 1.กระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจรวมไปถึงความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น   2.การลดต้นทุน การตั้งราคา และการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความสามารถและทันสมัย และ 4.ด้านการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ คลองชลประทาน ราคาสินค้าเกษตร  ส่วนข้อเสนอแนะ และสิ่งที่ต้องการได้รับจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว). หรือ SME D Bank ได้แก่ ลดขั้นตอนในการทำธุรกรรม เช่น 1.การยื่นเอกสาร ข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ  2.ลดอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้ 3.ปล่อยเงินกู้ระยะยาว สนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการและอาชีพต่างๆ และ 4.มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ความเข้าใจ และบุคลากรในองค์กร
นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ SME D Bank  กล่าวว่า ธุรกิจร้านโชห่วยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่างยิ่ง เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดชุมชน มีจำนวนถึงเกือบ 4 แสนราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ  แต่ในปัจจุบันด้วยการแข่งขันสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป   จำเป็นต้องปรับตัวยกระดับธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถธุรกิจ และเพิ่มรายได้  อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจพบว่า ยังมีผู้ประกอบการร้านโชห่วยจำนวนมาก ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลย รวมถึง มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน จึงยากที่จะพัฒนาธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารจึงดำเนินกิจกรรมยกระดับธุรกิจโชห่วยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่ง "เติมทักษะ" ให้ความรู้ เช่น ด้านบริหารจัดการค้าปลีกสมัยใหม่ ระบบบัญชี และขยายตลาดออนไลน์ เป็นต้น ตามด้วยการ "เติมทุน"  ผ่านโครงการ "สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน" (Local Economy Loan)  สนับสนุนให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วย ค้าปลีกค้าส่ง รวมถึง ธุรกิจเกษตรแปรรูป อาชีพอิสระ ท่องเที่ยวชุมชน และกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ปรับปรุงยกระดับธุรกิจให้สะดวกทันสมัย  โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด 7 ปี  บุคคลธรรมดา 3 ปีแรกเพียง 0.42% ต่อเดือน ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี  และหากยกระดับเป็นนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ยจะถูกลงไปอีก  3 ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี  นอกจากนั้น "เติมคุณภาพชีวิต" สนับสนุนให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วยและครอบครัวเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ  สร้างความมั่นคงในชีวิต นำไปสู่สังคมอยู่ดีมีความสุข
“ธนาคารจะนำข้อเสนอแนะจากผลสำรวจครั้งนี้ไปพัฒนาเติมทักษะความรู้ให้ตรงกับความต้องการ และความจำเป็นของผู้ประกอบการร้านโชห่วย รวมถึง พัฒนาบริการทางการเงิน สนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และมีขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น ดำเนินธุรกิจอยู่รอด และเติบโตอย่างยั่งยืน”  นายพงชาญ กล่าว

483F8B92-E32F-4A1B-B394-FB5452061B1B

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จัดใหญ่จัดเต็มอีกครั้ง ทั้งของกิน ของใช้ สินค้าเด่น และของฝากในราคาประหยัดจาก SMEs ทั่วฟ้าเมืองไทย ในงาน สุดยอด SMEs ของดีทั่วไทยครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. จัด ณ  ชั้น 1 สำนักงานใหญ่ ธพว.SME D Bank Tower(ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์) พิเศษพบกับกิจกรรมสินค้าราคาถูก ขนสินค้ามาลด แลก แจก แถมมากมาย พร้อมชมการแสดงดนตรี และกิจกรรมตลอดทั้งวัน สามารถติดตามกิจกรรมความเคลื่อนไหวของธนาคารได้ทางแอปพลิเคชัน SME D Bank หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

 

EB0B5074-9033-4F2B-8792-3D0403D323C9

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เผยถึงความร่วมมือโครงการ “สร้างบ้าน สร้างอาชีพ” ระหว่างธนาคารกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)  ในปี 2562 นี้ว่า  โครงการพร้อมเดินหน้า เติมทักษะ-เติมทุน-เติมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และสามารถต่อยอดสร้างเป็นสถานประกอบการ เพิ่มรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนามาตรฐานชีวิตให้คนไทยอยู่ดีมีสุข พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติให้เติบโต มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเริ่มปักหมุดจัดกิจกรรมงานเสวนาเติมเต็มองค์ความรู้ทั้ง 4 ภาคได้แก่ ภาคอีสาน : จังหวัดนครราชสีมา, ภาคใต้ : จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ และ ภาคกลาง : กรุงเทพมหานคร  นำร่องในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ จังหวัดนครราชสีมาหัวข้อ “เปิดบ้าน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ By The Boutique King” และ หัวข้อ “ทำกำไรด้วยสินทรัพย์” เพื่อเผยเคล็ดลับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย การเตรียมตัวก่อนยื่นขอสินเชื่อ รวมถึงบริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยถูก  เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน ฟรี! ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น” นายพงชาญ กล่าว นอกจากนี้ ภายในงาน ธพว. ได้ร่วมออกบูธให้บริการรับคำปรึกษาแนะนำ ทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งเงินทุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูก อาทิ สินเชื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสำหรับธุรกิจเกี่ยวเนื่องการท่องเที่ยว, ผู้ประกอบการ Start Up, ธุรกิจเกษตรกรแปรรูป, ธุรกิจนวัตกรรมการผลิต หรือผู้ประกอบการอาชีพอิสระ สำหรับบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ย 3 ปีแรก  0.417% ต่อเดือน  และนิติบุคคล ดอกเบี้ย 3 ปีแรก 0.25% ต่อเดือน  สามารถยื่นกู้ภายในงานได้ทันที รู้ผลพิจารณาอนุมัติใน 7 วัน พร้อมเปิดบูธประมูลทรัพย์ NPA ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คัดสรรทรัพย์ดีมีคุณภาพ มาจำหน่ายด้วยสิทธิพิเศษยกเว้นค่าอาคารและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมประมูลภายในงานนี้เท่านั้น!!  โดย ธอส. ร่วมให้บริการแนะนำสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยถูก  และ บสย. ร่วมให้บริการค้ำประกันวงเงินสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ท่านสามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมธนาคารง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “SME D Bank”หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

9D065205-DE5A-42DB-81EE-DD4B61FD962A

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว). หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ธนาคารมีความประสงค์จำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทมีหลักประกัน และ ไม่มีหลักประกัน มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท จำนวน 6 กอง ภายใต้ข้อกำหนดเงื่อนไขของธนาคาร โดยธนาคารจะคัดเลือกเฉพาะบริษัทบริหารสินทรัพย์(AMC) ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ด้วยระบบกำกับดูแลดังกล่าว หากมีหนี้ด้อยคุณภาพ(NPLs) ค้างอยู่ในระบบ ย่อมทำให้ธนาคารเสียโอกาสในการปล่อยสินเชื่อใหม่คุณภาพดี ธพว. จึงได้เปิดจำหน่ายสินทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของธนาคารที่ถูกจัดเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่ในชั้นสงสัยจะศูนย์ หรือสินทรัพย์จัดชั้นศูนย์ ตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองของธปท. และยังเป็นลูกหนี้ที่หยุดดำเนินกิจการ เลิกกิจการประวิงเวลาการชำระหนี้ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขหนี้ การขายครั้งนี้จึงนับเป็นประโยชน์กับธนาคารโดยจะช่วยให้อัตรากองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารดีขึ้น ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธนาคารมีความสามารถระดมเงินทุนเพื่อนำไปใช้ปล่อยสินเชื่อคุณภาพดีให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไปได้” นายพงชาญ กล่าว   โดย ธพว. เริ่มเปิดจำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรอบแรก แบ่งเป็นประเภทสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีหลักประกัน แบ่งออกเป็น 3 กอง คือ จำนวน 125 ราย เงินต้น 2,662.67 ล้านบาท มูลค่าหลักประกัน 3,112 ล้านบาท และประเภทสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกัน แบ่งออกเป็น 3 กอง แบ่งตามพื้นที่  จำนวน 1,252 ราย เงินต้น 882.81 ล้านบาท  โดยการจำหน่ายผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ที่มีกว่า 50 ราย กำหนดเข้าซื้อเอกสารตั้งแต่วันนี้ 29 มีนาคม 2562  เวลา 08.30 16.30 น. ในวันทำการของธนาคาร โดยจะต้องชำระเป็นแคชเชียร์เช็คที่สารมารถเรียกเก็บเงินได้ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑล ระบุชื่อ “ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย” เป็นผู้รับเงิน ทั้งนี้ ผู้ติดต่อขอซื้อเอกสารไม่มีสิทธิ์ขอรับแคชเชียร์เช็คคืนไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และกำหนดยื่นเอกสารเสนอราคาซื้อ วันที่ 29 เมษายน 2562 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

0D4AAFF2-F452-4E04-AA50-40372EA9FE99

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญากรอบความร่วมมือโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคากับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังการผลิตขั้นต่ำ 12 เมกะวัตต์ มุ่งหน้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart University) จากการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดภายในมหาวิทยาลัยด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน  โดยมีรองศาสตราจารย์  ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีซีพีจี  ร่วมลงนาม  ณ สำนักงานใหญ่ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ ทั้งนี้การร่วมลงนามสัญญาดังกล่าวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากบีซีพีจีซึ่งเป็นผู้ลงทุนพัฒนาติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวนกว่า 150 อาคารรวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน    (Energy Storage System) รวมกำลังการผลิตติดตั้งขั้นต่ำ 12 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยบีซีพีจีจะเริ่มทยอยติดตั้งระบบภายในไตรมาสที่ 2 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าได้ภายในสิ้นปี 2562 โดยการที่บริษัทฯ ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาบริหารจัดการไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานสะอาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากจะเป็นการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารต่างๆ แล้ว การที่แต่ละอาคารสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองภายในมหาวิทยาลัยทั้งหมดไม่มีไฟส่วนเกินหรือเหลือใช้ ไม่กลายเป็นของเสียหรือสูญเปล่า ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ  Circular Economy อันเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนขึ้น  นอกจากความร่วมมือด้านการผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าสูงสุดจากไฟฟ้าที่ผลิตได้แล้วบีซีพีจียังมีแผนให้การสนับสนุนโครงการของนักศึกษาที่มีศักยภาพต่อยอดเป็นธุรกิจ Startup ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยมีสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) ของบริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนด้วย 

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบอัจฉริยะด้านพลังงานสะอาดของประเทศ ต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเต็มรูปแบบ

02486843-EA99-47B6-A0FA-092BC886A0A0

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicles : EV) จากประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนการใช้รถยนต์ EV ผลิตในประเทศไทยเป็นรายแรก ส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ EV เพื่อลดมลภาวะทางอากาศ พร้อมจัดผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “กรุงศรี นิว คาร์” อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ผ่อนนาน 72 เดือน สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ต้องการใช้รถยนต์ EV ขนาดเล็กของ FOMM 

นายยูโซะ นาคาดะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างกรุงศรี และ FOMM ในครั้งนี้ ครอบคลุมตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนของ MUFG ซึ่งมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วโลก โดยกรุงศรีได้ให้การสนับสนุน FOMM ในการธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและฐานการผลิตในไทย ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ โดยกรุงศรี ออโต้ นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “กรุงศรี นิว คาร์”  ให้กับลูกค้ารายย่อยที่ต้องการซื้อรถสนับสนุนให้การใช้รถยนต์ EV เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของผู้ใช้รถในไทย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดมลพิษทางอากาศ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก (Eastern Economics Corridor Development: EEC) และช่วยสนับสนุนการขยายห่วงโซ่ธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย” 

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวโน้มการใช้รถยนต์ EV เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหลายๆ ปัจจัยทั้งในเรื่องการตื่นตัวเรื่องสภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้บริโภคใส่ใจในเรื่องพลังงานสะอาด ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีส่งผลให้การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage: ESS) มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งกรุงศรี ออโต้ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ EV ด้วย” 

นายฮิเดโอะ ทสึรุมากิ ประธานกรรมการ บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างกรุงศรี และ FOMM จะช่วยผลักดันให้เกิดการใช้รถยนต์ EV เพิ่มขึ้นในไทย ด้วยขนาดของรถที่เล็กกะทัดรัด ในรูปแบบของ Compact EV Car เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความสะดวกและคล่องตัว อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดปัญหามลภาวะทางอากาศ ลดฝุ่น PM 2.5 อีกด้วย” 

บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กจากญี่ปุ่น เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ EV ในไทย และใช้เป็นฐานในการส่งออก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  ในปี 2559 โดยบริษัทตั้งเป้าจะผลิตรถยนต์ EV ออกมาจำหน่ายทั้งในไทยและประเทศใกล้เคียงราวปีละ 10,000 คัน สำหรับลูกค้าสนใจสินเชื่อ “กรุงศรี นิว คาร์” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กรุงศรี ออโต้ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 0-2740-7400 กด 1 

726252FA-2F9B-4A89-A86D-F8896603B8F2

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013  สำหรับระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) ของศูนย์ข้อมูลหลักและศูนย์ข้อมูลสำรอง (Data Center and Back-Up Site) ที่สนับสนุนการให้บริการระบบ Core Banking, ระบบการชำระเงิน BAHTNET และ ระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค (ICAS) จาก บริษัท บูโรเวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานของประเทศอังกฤษ โดยมีนายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบใบรับรอง(Certification) จากนายประวาลทอง ทองใหญ่ ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายรับรองมาตรฐาน บริษัท บูโรเวอริทัส       เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และมีนายนิพนธ์ นาชิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่ปรึกษาด้านมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ของไอแบงก์ ร่วมแสดงความยินดี ห้องประชุมใหญ่ ไอแบงก์  เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 มีนาคม  2562  ที่ผ่านมา

นายวุฒิชัย เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ทราบว่าไอแบงก์เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกๆที่ได้การรับรอง ISO/IEC 27001 เวอร์ชั่น 2013 ในครั้งนี้ถือว่าไอแบงก์ได้รักษามาตรฐานในด้านระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้ลูกค้าธนาคาร ไว้วางใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางธุรกิจที่ได้ดำเนินการผ่านระบบทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องของธนาคารจะมีความปลอดภัยและไม่ถูกคุกคามจากโลกไซเบอร์ได้

BBD2010C-BB72-4DB5-9983-154669785217

รมว.พลังงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดตัวโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ให้เจ้าของบ้านและอาคารที่อยู่อาศัยที่ต้องการติดตั้งแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองสามารถเชื่อมกับระบบไฟฟ้าของประเทศและขายผลผลิตไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้เข้าสู่ระบบได้

ดร.ศิริจิระพงษ์พันธ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวเปิดการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ  “โซลาร์ภาคประชาชน” ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาระบบไฟฟ้าฉบับใหม่ PDP2018 ในการเสริมสร้างระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศที่มั่นคง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในราคาที่ส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถแข่งขันได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีตามแนวพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 ให้เป็นระบบไฟฟ้าทันสมัยให้สามารถรองรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานได้สูงถึง 35% ในปี 2580 ซึ่งการใช้ แผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Photo Voltaic Solar Cell) ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ในสัดส่วนมากกว่า 50% ด้วยกำลังผลิตติดตั้งรวม 12,725 MW และจากนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนให้ประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง ให้สามารถเชื่อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าของประเทศ และขายผลผลิตไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้ในบางเวลาเข้าสู่ระบบได้        ซึ่งนอกจากจะประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการขายไฟฟ้าส่วนที่เหลืออีกด้วย โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ที่กกพ. เปิดตัวในวันนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ได้กำหนดหลักการโครงการนำร่องการรับจดทะเบียนเจ้าของบ้านและอาคาร          ที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ ประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ต้องการติดตั้งแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง สามารถเชื่อมกับระบบไฟฟ้าของประเทศ และขายผลผลิตไฟฟ้าส่วนเกินความต้องการใช้ เข้าสู่ระบบได้ ในขนาดการติดตั้งประมาณ 100 MW ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มรับจดทะเบียนได้ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป และในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะได้ออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์และผู้ประกอบการติดตั้งระบบในประเทศ และสถาบันอาชีวะศึกษา ให้มีส่วนร่วมในธุรกิจการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ ที่ในแต่ละปีคาดว่าจะมีการติดตั้งประมาณ 10,000 – 20,000 ระบบ เป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี ทั้งนี้หลักการของโครงการจะได้มีการนำเสนอ      โดย กกพ. ในลำดับต่อไป

นายเสมอใจศุขสุเมฆประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายของ กกพ.  ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล การสร้างความเข้าใจ และการสร้างความโปร่งใส ในกระบวนการพิจารณาทุกขั้นตอน ให้กับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงการฯประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นไปตามเป้าหมาย และนโยบายของรัฐบาล

“การประกาศรับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการโซลาร์ภาคประชาชนครั้งนี้ จะเป็นมิติใหม่ในการกำกับดูแลภาคพลังงานของ กกพ. เพราะนอกเหนือจากการที่ กกพ. ออกระเบียบและหลักเกณฑ์ในการจัดหาไฟฟ้า และออกประกาศเชิญชวนตามปกติแล้ว กกพ. ยังจะอำนวยความสะดวกด้านการให้ข้อมูล และการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ และยืนยันทุกคนจะได้รับการพิจารณาอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม” นายเสมอใจ  ขั้นตอนในการดำเนินการ ประกอบด้วย 

1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะเริ่มกระบวนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 โดยประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-207-3599 หรือติดตามจากเว็บไซต์ สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th และเว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง 2 แห่ง

2. เปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวงและเว็บไซต์        ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และหมดเขตรับลงทะเบียนภายในปี 2562

3. ทยอยประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาโดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562

4. กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายในปี 2562

นายเสมอใจ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนได้มีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย โดยเฉพาะการพิจารณาผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวประชาชน จะต้องมีการลงทุนเพื่อติดตั้งระบบ ดังนั้น ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มทุนที่จะเกิดขึ้นกับการลงทุนด้วย ซึ่งความคุ้มค่าการลงทุนจะขึ้นกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนเป็นหลัก และอยากให้มีการเปรียบเทียบ กับปริมาณความต้องการ และช่วงเวลา ในการใช้ไฟฟ้า เช่น หากมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันมากอยู่แล้ว ระยะเวลาในการคุ้มทุนย่อมเร็วกว่า เป็นต้น 

นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงาน กกพ. เปิดเผยถึงหลักเกณฑ์การประกาศรับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการฯ ประกอบด้วย

1. คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ : 

1.1 บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า

1.2 เป็นผู้ที่มีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าประเภทที่ 1 ตามประกาศอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

ไม่เกิน 10 KW ต่อครัวเรือน

2. เป้าหมาย และปริมาณการรับซื้อรวม 100 เมกะวัตต์ :

2.1. พื้นที่การไฟฟ้านครหลวงรวม 30 เมกะวัตต์

2.2. พื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวม 70 เมกะวัตต์

3. เงื่อนไขในการพิจารณา และข้อยกเว้น :

การพิจารณาแบบเรียงลำดับก่อนหลังตามความพร้อม (First come First served) โดยจะยึดถือวันและเวลาที่ได้รับแบบคำขอที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานที่กำหนดเป็นสำคัญ

4. ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราไม่เกิน 1.68 บาท/หน่วยระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

7469E58E-EA04-4D1E-8E61-16CD3A17DD09

บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) โดยนางสาววลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ ขึ้นรับรางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทยแห่งปี “Thailand Top Company Awards 2019” รางวัลแห่งความเป็นเลิศประเภท “Fast - Growing Company Award”  ในฐานะที่เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในรอบ 3  ปีที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก         ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นผู้มอบรางวัล ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

รางวัล Thailand Top Company Awards 2019 จัดโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อมอบให้กับบริษัทที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมโดยแบ่งตามประเภทการดำเนินธุรกิจ และคัดเลือกจากบริษัทที่มีรายได้สูงสุด 1,000 อันดับแรกในปี 2560 (อ้างอิงข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทที่นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) TTW ได้รับรางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทยแห่งปี (Thailand Top Company Awards) เป็นปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้ได้รับรางวัลประเภท “Fast - Growing Company Award” ในฐานะบริษัทที่มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านผลประกอบการ ผลกำไร อัตราผลตอบแทนต่อหุ้น และถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

90E0C7D6-36C1-4809-A831-F1194A7229FD

ของเดิมดีอยู่แล้ว จัดเต็มให้โดนใจขึ้นไปอีก!!! เนสบรรณรงค์ พิชญากร เอ็มดีจอมครีเอทแห่งค่ายหลักทรัพย์   บัวหลวง ลุยอัพเกรดบริการสุดฮิตของนักออมหุ้นอย่าง “Bualuang iTracker” สมุดพกการลงทุนออนไลน์ เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ “Portfolio Performance by Value” ที่แสดงมูลค่าพอร์ตเทียบเงินออมสะสมย้อนหลังให้เห็นกันง่ายๆไปเลย จะได้รู้ว่าออมกันมาแล้วเท่าไรและมีมูลค่าพอร์ตเติบโตกันมาอย่างไร..อยากใช้นวัตกรรมเจ๋งๆอย่างนี้ คลิกที่ www.bualuang.co.th หรือโทร 02-618-1111

1 2 3 179