ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 144

D233B636-89E7-4489-A024-9BC91891FEE7

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้นำในการให้บริการแบบครบวงจรในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ว่า บริษัทฯมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทและกิจการร่วมค้า 12,410 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมและส่วนแบ่ง กำไรฯ ที่ 19,325 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3,266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,898 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2559 เป็น 26% ในปี 2560
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาจากความสมดุลของรายได้ประจำ (recurring income) คิดเป็นร้อยละ 49 ของรายได้รวม และอัตรากำไรขั้นต้นในการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในระดับที่สูงถึง 51% จากการปรับราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของอัตรากำไรขั้นต้นในการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ WHART มาอยู่ที่ 45% ในปีนี้ เนื่องจากการใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่าการระดมทุนจากนักลงทุน
นอกจากนี้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจสาธารณูปโภคเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนเช่นกัน จากปริมาณการขายและให้บริการน้ำที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำจากโรงไฟฟ้าที่เริ่ม COD และการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายน้ำประปาและน้ำอุตสาหกรรมซึ่งมีอัตรากำไรที่สูงกว่า รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า 33%
โดยนางสาวจรีพรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทฯยังประสบความสำเร็จในการขายสินทรัพย์เพิ่มเติมเข้ากองทรัสต์ HREIT มูลค่า 1,590 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 โดยจะรับรู้รายได้จากการขายในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้อีกด้วย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในปี 2561ว่า ภาพรวมธุรกิจในปีนี้ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนมากขึ้น และเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจาก WHA Group มีนิคมอุตสาหกรรมครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และสระบุรี หรือคิดเป็นพื้นที่รวม 10,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาลงทุน และยังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 9 แห่ง ซึ่งจะทำให้ได้รับประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า 10 อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย และตอบโจทย์ยุทธ์ศาสตร์ด้านการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ทำให้ในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายที่ดินไว้ที่จำนวน 1,400 ไร่

71DE5409-04C1-48FB-9DF5-7D035B3F928E

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC บริษัทชั้นนำด้านพลังงานสะอาด ปิโตรเคมี สาธารณูปโภค สู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯมีความแข็งแกร่งในการขยายศักยภาพทางธุรกิจ ซึ่งจากสถิติจะเห็นได้ว่า UAC มีอัตราผลกำไรตลอดระยะเวลา 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมา และมีการประกาศจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปี 2561 บริษัทฯประมาณการตั้งเป้ารายได้การเติบโตประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA คาดว่าไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์ ที่มีการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งยังมีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทฯวางกลยุทธ์ในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้ามาจำหน่าย พร้อมกับยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิม และ ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆเข้ามาเพิ่มขึ้น

สำหรับธุรกิจของบริษัทย่อย ภายใต้ บริษัทยูเอซี แอ็ดวานซ์ โพลิเมอร์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด หรือ UAPC ซี่งดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ เคมีภัณฑ์ประเภทลาเท็กซ์อีมัลชั่นและโพลิเมอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลังจากบริษัทฯดำเนินการก่อสร้างโรงงานเฟส 2 แล้วเสร็จในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันUAPC มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ด้านเคมีภัณฑ์อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีการตั้งเป้ารายได้ UAPC ในปีนี้ 600 ล้านบาท

กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2560 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ1,626.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 302.32 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22.82% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 95.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 641.52% เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12.87 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 353.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.66 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.64%

ส่วน EBITDA งวดปี 2560 อยู่ที่ 296.63 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 104.26 ล้านบาทหรือคิดเป็น 54% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการรับรู้รายได้จากการลงทุนในธุรกิจการผลิตของบริษัทฯอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 56.98 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 2.01 ล้านบาท
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติอนุมัติจ่ายปันผลเงินสดงวดปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 6 มีนาคม 2561 และวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล วันที่ 7 มีนาคม 2561 เพื่อจ่ายปันผลใน วันที่ 20 เมษายน 2561

นอกจากนี้บอร์ดมีมติจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิ UAC-W2 จำนวน 66.76 ล้านหน่วย ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมฟรี ในอัตราส่วน 10 หุ้นเดิม ต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ซึ่งกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิ วันที่ 6 มีนาคม 2561 และวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิ วันที่ 7 มีนาคม 2561 มีอายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 2 ปี นับจากวันที่ออกและเสนอขาย และมีราคาใช้สิทธิที่ระดับ 5.55 บาทต่อหุ้น โดยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติอนุมัติ ในวันที่ 4 เมษายน 2561

อย่างไรก็ตาม นายชัชพล ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า UAC ตั้งงบประมาณในการขยายการลงทุนไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายและต่อยอดธุรกิจในปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรายได้ปีละ 3,000 ล้านบาทในปี 2020

BFDCD1A0-6928-424C-8101-B31DE594B763

นายนักกีล ซึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน แพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NPP เปิดเผยว่า บริษัท เอ็นพีพี ฟู๊ด อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (NPPF) บริษัทย่อยที่ NPP ถือหุ้นอยู่ 100% ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ CP B&F บริษัทในเครือ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ในการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ร่วมกับ CP B&F อาทิ กาแฟ เครื่องดื่ม ขนม ไอศครีม ปิงซู และอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มออเดอร์สินค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตจะมีการร่วมพัฒนาสินค้าอื่น ๆ เพื่อวางจำหน่ายในร้านอาหารของเครือ CP เพิ่มเข้ามาอีหหนึ่งช่องทาง ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทั้ง NPPG และ CPB&F ให้แข็งแกร่งขึ้นไป ถือเป็นการร่วมมือทางธุรกิจที่ “win win” และเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
สำหรับ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงคั่วเมล็ดกาแฟ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ในเครือกลุ่มCP ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจอาหาร กว่า 20 ปี และจากประสบการณ์ทางธุรกิจที่ยาวนาน ส่งผลให้การร่วมมือในครั้งนี้สามารถต่อยอด NPPF ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้ แฟรนไ ชส์ร้านอาหาร A&W ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพในอนาคตมากขึ้น
“ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้ง NPPF และ CP B&F จะสามารถขยายฐานกลุ่มลูกค้า ผ่านช่องทางจำหน่าย ของทั้ง A&W และ Mr. Jones ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก CP B&F จะสร้าง coffee corner รวมถึงอาหาร bakery เข้าไปร่วมจำหน่าย ทั้งนี้เชื่อว่าการผนึกกำลังระหว่าง 2 บริษัท จะเพิ่มมิติการร่วมมือระหว่างเครือ CP และ NPP ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หลังจากที่มีการทำธุรกิจด้วยกันเรื่องบรรจุภัณฑ์ และการ supply วัตถุดิบอาหารให้กับร้านอาหารในกลุ่ม NPPG มาแล้ว ” นาย นักกีล กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2561 บริษัทฯมีการตั้งเป้าในการขยายสาขา ร้านอาหาร A&W เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 30 สาขา จากปัจจุบัน 33 สาขา และจากแผนกลยุทธ์การเพิ่มช่องทางการตลาด ตามยุทธ์ศาสตร์ระยะยาวที่บริษัทฯวางไว้ ส่งให้บริษัทฯมีการคาดการว่า และตั้งเป้าว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ร้านอาหาร A&W จะมีสาขาทั่วประเทศรวมมากกว่า 100 สาขา (เพิ่มขึ้นประมาณ 30 สาขาต่อปี) ซึ่งจะเป็นการขยายตามสถานีน้ำมัน รวมถึงห้างสรรพสินค้า ต่างๆ

5A3E1D84-CE7C-475A-BC13-FFD608104199

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯมีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ) 1,633.8 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (ธุรกิจพลังงาน) 1,936.1 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ 1,980.9ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,611.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 436.1 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
สำหรับอัตราผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น หลังจากเปิดดำเนินการ COD โรงไฟฟ้าครบ 4 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ วีทีพี โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 1 โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 2 และโครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 3 ในช่วงเดือนพฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน ปี 2560 ที่ผ่านมาตามลำดับ

ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีกำลังการผลิตตามสัญญาตามสัดส่วนการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เริ่มดำเนินผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 478.3 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจำนวน 64.5 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมดภายในปี 2562

นอกจากนี้ ธุรกิจสาธารณูปโภคมีการเติบโตเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมที่ WHAUP ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวให้เป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำดิบ น้ำเพื่ออุตสาหกรรมและให้บริหารจัดการน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมฯ และเขตประกอบการอุตสาหกรรมฯ ของกลุ่มดับบลิวเอชเอ

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 มีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.2034 บาท คิดเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 778,005,000 บาท โดยเสนอให้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2561 บริษัทฯตั้งเป้าอัตราการเติบโตจากแผนการขยายการลงทุนทั้งในธุรกิจโรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค และโครงการที่ต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ปริมาณการขายน้ำจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13% หรืออยู่ที่ระดับ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 4 ที่มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 31.3 เมกะวัตต์ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมถึงความต้องการใช้น้ำของลูกค้าในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมทั้งรายเดิม และ รายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 64.5 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2561-2562 จำนวน 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้า SPP ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกัลฟ์ เอ็มพี และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม VSPP ซึ่ง WHAUP จะลงทุนผ่านบริษัทย่อย ภายใต้ บริษัท ชลบุรี คลีนเอ็นเนอร์ยี จำกัด (CCE) โดยเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มโกลว์ และสุเอซ และอีก 1 โครงการคือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดับบลิวเอชเอ กม.3 โซล่าร์ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสแรก ปี 2561

ส่วนแผนการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช (NGD) นั้น นายวิเศษ กล่าวว่า โครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ และพร้อมจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ภายในไตรมาส 3/2561 นี้ ขณะที่โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 4 นั้น หลังจากที่บริษัทฯได้ดำเนินการเริ่มก่อสร้างช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2562

45FC0332-E815-4A03-A4E5-9CF6F424DCFA

ปีนี้ดอนเมืองโทลล์เวย์ ครบรอบ 30 ปี ธานินทร์ พานิชชีวะ บิ๊กบอส จะจัดกิจกรรม “Tollway Lucky Way 2018 ใบเสร็จให้โชค ฉลอง 30 ปี บินลัดฟ้าท่องรัสเซียกับโทลล์เวย์” ฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้กับผู้ใช้ทาง ตั้งแต่ 1 กพ.-30 เม.ย. นี้ โดยนำใบเสร็จค่าผ่านทางเขียนชื่อ-ที่อยู่ ส่งมาร่วมลุ้นแพ็คเกจเดินทางไปชมฟุตบอลโลก ณ ประเทศรัสเซีย แถมรางวัลอื่นๆอีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท ส่งได้ที่ตู้เก็บค่าผ่านทาง หรือส่งไปรษณีย์ ตู้ ปณ.86 ปณจ.หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 คอบอลโลกทราบแล้วเปลี่ยน!!

9A00C9B1-A481-4814-BB2B-93EFB0D31E7E

​เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ นายชาติศิริ โสภณพนิช (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารระดับสูง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ให้เกียรติร่วมเสวนาในงาน Opportunity for new investment up-cycle for 2018 เพื่อให้ข้อมูลและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่เป็นประโยชน์แก่กลุ่มผู้จัดการกองทุน จัดโดยหลักทรัพย์บัวหลวง ณ ห้องนิวยอร์ก โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

05DBF3C3-C5F6-40A3-898B-F2DDA32E4E7E

บล.บัวหลวง ชี้ดัชนีเดือนม.ค. ทำนิวไฮ ดึงนักลงทุนเก็งกำไร DW คึกคัก
หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุหุ้นไทยเดือนม.ค.2561 ทำนิวไฮต่อเนื่อง หนุนนักลงทุนเก็งกำไร DW คึกคักสูงสุดในประวัติการณ์ 3,920 ล้านบาทต่อวัน “บรรณรงค์” เอาใจขาช้อป ปล่อย DW01 ซีรีส์ A และ B เพิ่มอีก 60 รุ่น เริ่มซื้อขายแล้ว เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออก DW ที่มีปริมาณการซื้อขายในระบบสูงสุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อ 7 ปีซ้อน เปิดเผยว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา หุ้นไทยปิดระดับ 1,826.86 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา 73.15 จุด หรือคิดเป็น 4.17% ส่งผลให้นักลงทุนสนใจเข้ามาเก็งกำไร และใช้ DW เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
โดยจะเห็นได้จากปริมาณการซื้อขาย DW ที่สูงสุดในประวัติการณ์ที่ระดับ 3,920 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 5.1% ของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งระบบ ขณะที่สัดส่วนการซื้อขาย Call DW ต่อการซื้อขาย DW ทั้งหมดยังสูงสุดในรอบ 35 เดือนที่ระดับ 81.3% สะท้อนว่า นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา
สำหรับ DW ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดือนม.ค. อันดับ 1 คือ DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 Index ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง 41.7% ของการซื้อขาย DW ทั้งหมด โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ประเภท Call เป็นจำนวนมาก ภายหลังดัชนี SET50 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,150 จุดได้
อันดับที่ 2 คือ DW ที่อ้างอิงกับหุ้น AOT ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 3.8% โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ประเภท Call เป็นจำนวนมาก ภายหลัง AOT เตรียมทุ่มงบลงทุน 2.2 แสนล้านบาท ขยาย ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เพิ่มรองรับการเติบโตของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง
อันดับที่ 3 คือ DW ที่อ้างอิงกับหุ้น BANPU ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 3.5% โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ประเภท Call เป็นจำนวนมาก ภายหลังราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือน
ในช่วงสิ้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา หลักทรัพย์บัวหลวง มีส่วนแบ่งการตลาด เมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 39.9% และเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในระบบคิดเป็น 16.58% ของจำนวน DW ที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ และจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงให้เลือกคิดเป็น 78.81% ของจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์
นายบรรณรงค์ กล่าวต่อว่า หลักทรัพย์บัวหลวงได้เล็งเห็นถึงความต้องการที่หลากหลายของนักลงทุน DW ในแต่ละกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่ชำนาญการซื้อขาย DW และกลุ่มผู้สนใจที่ยังเป็นมือใหม่ ดังนั้นจึงได้ออกแบบและเสนอขาย DW01 แยกเป็นสองซีรีส์ที่ต่างกันเป็น ซีรีส์ A และ ซีรีส์ B เพื่อให้จดจำได้ง่ายและครอบคลุมกับ ความต้องการของนักลงทุนในการลงทุนในแต่ละสภาวะตลาด
โดย DW ซีรีส์ A เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก เนื่องจากมีอัตราทดประมาณ 3-5 เท่า แต่จุดเด่นของ DW ประเภทนี้อยู่ที่ค่าเสื่อมเวลาต่ำเพียง 0.20-0.30% ต่อวัน ทำให้นักลงทุนสามารถถือครองได้เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อคิดว่า ราคาหุ้นอ้างอิงเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการอย่างช้าๆ ส่วน DW ซีรีส์ B เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากมีอัตราทดประมาณ 4-7 เท่า จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูง แม้ว่าหุ้นอ้างอิงเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดีนักลงทุนไม่ควรถือครอง DW ประเภทนี้เป็นระยะเวลานานเพราะค่าเสื่อมเวลาสูง (0.6-0.8% ต่อวัน)
เมื่อต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา หลักทรัพย์บัวหลวง ได้ออกและเสนอขาย DW ซีรีส์ A และ B เพิ่มอีก 60 รุ่นอ้างอิงหุ้น AAV, ADVANC, AOT, BANPU, BCH, BEM, DTAC, IRPC, ITD, KBANK, KKP, MINT, PTT, PTTEP, PTTGC, SAWAD, SCB, SCC, SIRI, SPALI, SPRC, THAI, TKN, TOP, TRUE และ TU
ทั้งนี้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุน DW01 ได้ใน DW01 Official Page โดยสามารถกดติดตาม Facebook แฟนเพจ และ Line Official ได้ที่ www.facebook.com/blswarrant และ Line @dw01 ตามลำดับ ซึ่งเราจะมีนวัตกรรมสุดล้ำสมัยรายแรกของเมืองไทยอย่าง “น้องบัว แซทบอท” ไว้คอยให้นักลงทุนสอบถามข้อมูล DW01 ผ่าน Facebook Messenger ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.blswarrant.com

6308283D-E6C7-40DF-9613-22691DEE8D37

นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่าโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล เดินเครื่องจําหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่เสนอขายไฟแล้วทั้งสิ้น 60 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE),โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ) โรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างทั้งสิ้น 49 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 10 เมกะวัตต์ รวมโครงการทั้งสิ้น119 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่วางไว้
“ สตูล กรีน เพาเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 6 ที่บริษัทฯ เดินเครื่องจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้รายได้เติบโตในทิศทางที่ดีอย่างสม่ำเสมอและในปี 2561 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 30% ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการ VSPP Semi Firm ด้วย จากประสบการณ์ทำงานและความพร้อมก็คาดว่าน่าจะได้รับงานดังกล่าวอย่างแน่นอน” นางกนกทิพย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแผนที่จะยื่นประมูลโครงการ VSPP Semi Firm ที่จะเปิดประมูลจำนวน 280 เมกะวัตต์ โดยจะยื่นประมูลประมาณ 80-100 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะเข้ายื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ของ อบจ.นนทบุรี กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมทั้งด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากชนะการประมูลโครงการดังกล่าวจะสามารถก่อสร้างได้ทันทีและส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ในอนาคตอีกด้วย

872A55E0-C80A-4AA9-8F72-FF1EB8FE1DE1

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยถึงการเตรียมแผนสำหรับลงทุนในโครงการสำคัญๆ ในปี 2561-2562 ว่า มีบริษัทฯ มีโครงการสำคัญๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและบางส่วนกำลังเตรียมการ ทั้ง EA ลงทุนเองโดยตรงและลงทุนผ่านบริษัทในเครือของ EA เบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 24,700 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนทั้งจากการดำเนินงานของบริษัทเอง การกู้ยืม และจากผู้ร่วมทุน

ภาพรวมการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทฯ จะมีรายได้จากสายธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้โครงการลมหาดกังหันขนาดกำลังการผลิต 126 เมกะวัตต์ได้เต็มปี นอกจากนี้ยังคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จะเริ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการหนุมาน ขนาดกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ได้อีกด้วย ส่งผลให้กำลังการผลิตโรงไฟฟ้าทั้งโซลาร์ฟาร์มและโรงไฟฟ้าพลังงานลมขยับขึ้นเป็น 664 เมกะวัตต์ ปัจจุบันนี้ การก่อสร้างโครงการหนุมานมีความคืบหน้าตามแผนงานเป็นอย่างดี โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างฐานรากก่อนที่จะทำการติดตั้งกังหันลมต่อไป

ส่วนสายธุรกิจไบโอดีเซลคาดว่า ปริมาณการขายจะเติบโตจากเดิมเล็กน้อยตามภาวะตลาด ทำให้สัดส่วนรายได้ในปีนี้จะมาจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 65% และธุรกิจไบโอดีเซล 35% (จากเดิมที่ปี 2560 รายได้มาจากธุรกิจไฟฟ้า 61% และธุรกิจไบโอดีเซล 39%) ทั้งนี้ ในปี 2561-2562 บริษัทจะมุ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จึงได้เตรียมการลงทุนภายใต้สายธุรกิจนี้ด้วยงบลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อผลิตทั้งไบโอดีเซล กรีนดีเซล พีซีเอ็ม และผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่างๆ

สำหรับโครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "EA Anywhere" ได้เริ่มทะยอยเปิดให้บริการแล้ว และทำการลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อนเพื่อติดตั้งสถานีทั่วประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,000 สถานีภายในปีนี้ ภายใต้งบลงทุนทั้งสิ้น 800 ล้านบาท โดยจะลงทุนในปีนี้ประมาณ 700 ล้านบาท

นายอมร กล่าวเพิ่มเติมว่า “แผนการลงทุนที่สำคัญในปีนี้คือ การก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่เฟส 1 ขนาดกำลังการผลิต 1 GWh ซึ่งได้ทำการออกแบบเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้าง มีกำหนดแล้วเสร็จและเริ่มมีรายได้ในกลางปี 2562 โดยเราต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดสำหรับรองรับโรงงานขนาด 50 GWh ด้วย จึงคาดว่าในปี 2561-2562 จะใช้งบประมาณลงทุนในธุรกิจนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับเฟสนี้ เป็นการผลิตแบตเตอรี่เพื่อมุ่งเน้นการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเป็นหลัก และได้เริ่มทำการทดลองกับระบบย่อย
ที่ลำปางเพื่อเก็บข้อมูลแล้ว”

“นอกจากแผนการลงทุนในโครงการต่างๆ แล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ R&D ในปีนี้รวมประมาณ 300 ล้านบาท ดังนั้น โดยสรุปแล้ว บริษัทฯ มีแผนลงทุนในปี 2561-2562 ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 24,700 ล้านบาท” นายอมร กล่าวในที่สุด

2C0D9129-B05C-4714-8352-D9D42C673BAA

นายเรืองชัย กฤษณเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯได้มีการทำการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์หม้อแปลง ไฟฟ้าล่าสุดมีออเดอร์จากประเทศแถบเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานในมือของบริษัทเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 300 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากต่างประเทศ 100 ล้านบาท และอีก 200 ล้านบาทเป็นยอดขายจากในประเทศ และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด

“ ธุรกิจการผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงในปี 2561 บริษัทฯได้มีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรปและเอเชีย โดย QTC เน้นกลยุทธ์บุกตลาดใหม่เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับสากล แข่งขันได้ในทุกตลาดของโลก รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

กรรมการผู้จัดการ บมจ.คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันบริษัทฯมีการศึกษาแผนการลงทุนใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการศึกษาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ที่ได้มีการลงนาม MOU กับบริษัทเอกชนในประเทศลาวในช่วงก่อนนี้ จำนวน 2 เขื่อน มีกำลังผลิตไฟฟ้า 164 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะศึกษาเสร็จในช่วงปลายปี 2561 นี้

สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ L Solar กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 8 เมกะวัตต์ ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี คาดว่าปี2561 จะมีรายได้ประมาณ 140 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯมั่นใจว่าธุรกิจของบริษัทฯจะมีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวอย่างแน่นอน

95A01073-FA3F-4965-BC8A-AB3F9C9470E9

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดย นางประณยา นิถานานนท์ ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต ชวนสมาชิกอิ่มอร่อยกับสุดยอดร้านอาหารจีนรสเลิศ เพียงสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ที่ 11 ภัตตาคารอาหารจีนชั้นนำ อาทิ โฟร์ซีซั่น / โฮคิทเช่น ซีฟู้ด / ทิม โฮ วาน / สีฟ้า / ลีคาเฟ่ / นีโอ สุกี้ / เชฟ ป้อม / กิเลน / เดอะ ไชน่า / แกรนด์ พาเลซ และสมบูรณ์ลาภ รับส่วนลดพิเศษ 2 ต่อ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 31 มีนาคม 2561
ต่อที่ 1 เพียงสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับส่วนลดทันทีสูงสุด 10% หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ (ตามเงื่อนไขของร้าน) หรือแลกรับส่วนลดสูงสุด 25% เมื่อใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป ที่โฮ คิทเช่น ซีฟู้ด / ทิม โฮ วาน และสีฟ้า
ต่อที่ 2 เพียงสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับทันทีส่วนลด 10% หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ (ตามเงื่อนไขของร้าน) และรับเพิ่มเครดิตเงินคืน 15% เมื่อใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER REWADRS เท่ายอดใช้จ่ายต่อ เซลส์สลิปที่โฟร์ซีซั่น / ลี คาเฟ่ / นีโอ สุกี้ / เชฟ ป้อม / กิเลน / เดอะ ไชน่า / แกรนด์ พาเลซ / สมบูรณ์ลาภ โดยส่ง SMS ลงทะเบียนทุกครั้งเพื่อรับสิทธิ์ภายในวันที่ใช้จ่าย
พิเศษ ฉลองช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 14 – 22 กุมภาพันธ์ 2561 สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รับฟรีซาลาเปาลาวาไส้ครีม 1 ที่มูลค่า 80 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายทุก ๆ 2,000 บาท ที่ร้านโฟร์ ซีซั่น ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาเพอติท ชิดลม)

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 เว็บไซต์ www.ktc.co.th หรือสมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิกลิงค์เพื่อสมัครบัตรเครดิตได้ที่นี่: http://bit.ly/2uPcS19

F170693E-06FE-49D4-87C4-8591CC28B4AC

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จํากัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นว่า AECS มองทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยของAECS ได้ให้กรอบการแกว่งตัวของดัชนีที่1,953 จุด เนื่องจากมองว่าตัวเลข GDP Growth ในปี 2561 มีการเติบโตต่อเนื่อง ตามการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินการเติบโตของ GDP จะขยายตัวอีก 4%YoY ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ยังคงต้องจับตาในปีนี้ ยังคงเป็นเรื่องการเลือกตั้ง ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วมากน้อยแค่ไหน รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในปีนี้ อย่างน้อย 3 ครั้งหรือสู่ระดับ 2.25% สูงกว่าดอกเบี้ย RP ของไทยที่ยังไม่ขยับจากระดับ 1.50% มาเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมนายหน้าค้าหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ว่า ภาคการแข่งขันในธุรกิจดังกล่าวยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โบรกเกอร์ในแต่ละแห่งต้องมีการปรับตัวเพื่อพัฒนาระบบ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มนักลงทุนที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งAECS ได้มีการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานโดยการเพิ่มเครื่องมือในการรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Borrowing and Lending : SBL) การซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงราคาหุ้นแบบรายใหญ่ หรือ Single Stock Futures (SSF) Block Trade ระบบการเทรดหุ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI ) ภายใต้ชื่อ AIPRO ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากAECS ได้มีการเปิดตัว AIPRO ในช่วงปลายปี2560 ที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทฯมีลูกค้าที่เปิดพอร์ตแล้วกว่า 300 บัญชี

โดยบริษัทฯตั้งเป้าว่าจะมีสัดส่วนการเปิดบัญชีที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บัญชี ส่วนบัญชีการซื้อขาย Single Stock Futures ที่โบรกเกอร์จะเข้าเป็นคู่สัญญาฝั่งตรงข้ามให้กับลูกค้า ในการซื้อขาย Single Stock Futures นั้น ปัจจุบันมีการเปิดบัญชีดังกล่าวเข้ามาแล้วจำนวน 600 บัญชี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามเป้าที่วางไว้จำนวน 1,000 บัญชีได้ภายในปีนี้

ทั้งนี้ นอกจากเครื่องมือการลงทุนในตลาดหุ้นในข้างต้นแล้ว บริษัทฯยังให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ(IB) อย่างต่อเนื่อง โดยภายในปีนี้บริษัทฯเตรียมได้รับแต่งตั้งเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และมีแผนในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 5-6 บริษัท โดยมีมูลค่าการระดมทุนรวมประมาณ 4-5 พันล้านบาท รวมถึงเตรียมเข้าเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย (CO Underwriter)บริษัทที่เตรียมเข้าระดมทุนอีกหลายแห่ง

“ ต้องยอมรับว่าในปีนี้ AECS มีความโดดเด่นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการผ่านช่องทางด้านการลงทุน หรือแม้แต่การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เป็นผลจากการที่บริษัทฯมีช่องทางให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละโปรดักทางธุรกิจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กร ให้มีความแข็งแกร่ง ” นายชนะชัยกล่าว

DF57B9BB-D9B5-4FC5-A9EF-F66BE3743A2F

บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้นำด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย ประกาศลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินจำนวน 54 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี กับบริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด

บริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด ในเครือของบริษัท เจพีพี โฮลดิ้ง จำกัด ประเทศไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2541 มีความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตชิ้นส่วนโลหะแผ่นสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อากาศยาน โทรคมนาคม อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน การแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอาหาร

การซื้อที่ดินผืนใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ของบริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด ครั้งนี้ จะใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอากาศยานเป็นหลัก โดยจะผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตเครื่องบินและชิ้นส่วนเครื่องยนต์อากาศยานชั้นนำของโลก อาทิ แอร์บัส โบอิ้ง ฟัลคอน และกัลฟ์สตรีม โดยจะเป็นฐานการผลิตแห่งที่สามของบริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด ในประเทศไทย เพิ่มเติมจากโรงงานสองแห่งเดิมที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู และจะเป็นโรงงานแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โรงงานใหม่แห่งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตให้จินป่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือและละตินอเมริกาได้ดียิ่งขึ้น

“สัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริษัทเรานั้นมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนโครงการ EEC ของรัฐบาล รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 10 อุตสาหกรรม
ให้เกิดขึ้นด้วย” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว “จริง ๆ แล้ว โครงการ EEC ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมธุรกิจของเรา ทั้งในด้านการพัฒนา
โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัล แพลทฟอร์ม” นางสาวจรีพร กล่าวเสริม

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับจินป่าว พรีซีชั่น อินดัสทรี่ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของนิคมฯ เหมราช” มร. เดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และการลงทุนต่างประเทศ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าว “ความพร้อมสรรพของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานระดับโลก พื้นดินที่มีความหนาแน่นสูงซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 120 เมตร และทำเลอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ของนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ส่งผลให้นิคมฯ แห่งนี้กลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขยายธุรกิจของบริษัท จินป่าว พรีซีชั่น อินดัสทรี่ จำกัด”

“การซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของเราให้เติบโต” มร. กั๋ว โชง จง กรรมการผู้จัดการ บริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด กล่าว “นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ตั้งอยู่ในทำเลที่เยี่ยมยอด ทั้งด้านโลจิสติกส์ คมนาคม และระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานระดับสากลนี้ จะช่วยให้เราสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นคือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ทำเลที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 สามารถตอบโจทย์เราได้ในทุกๆ ด้าน”

24348DFB-0D5D-4D87-ABEF-39D1B4BAFE7E

บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มบริษัทเอเซีย พลัส เผยแผนธุรกิจและกลยุทธ์ปี 2561 จะรุกธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง ได้แก่ บริหารสินทรัพย์ ธุรกิจกองทุนรวม บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ และการลงทุนโดยเงินทุนของบริษัท ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจแกนหลัก ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่สำคัญของบริษัท โดยตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 19%

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และประธานกรรมการ บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ กลุ่มบริษัทเอเซีย พลัส ยังคงมุ่งเน้นการกระจายรายได้ และรักษาความต่อเนื่องของการเติบโตของรายได้ โดย 4 ธุรกิจแกนหลัก ได้แก่ บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ และบริการวาณิชธนกิจ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อีก 4 ธุรกิจ ได้แก่ บริการบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจกองทุนรวม บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ และการลงทุนโดยเงินทุนของบริษัทนั้น จะรุกตลาดมากขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตสูง

“ปีนี้เรายังให้ความสำคัญกับทุกธุรกิจ ธุรกิจแกนหลักก็ยังโต แต่ที่เราจะรุก 4 ธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น เพราะเราเห็นโอกาสการเติบโตยังสูงมากในปีนี้ ซึ่งโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว จะเห็นว่าปี 2560 อัตราการเติบโตของ 4 ธุรกิจนี้ โตสูงกว่าเป้าหมายที่เราวางไว้มาก” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธุรกิจบริการบริหารสินทรัพย์ ขยายตัวในอัตรา 31%, ธุรกิจกองทุนรวม ขยายตัว 78%, บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ ขยายตัว 159%, การลงทุนโดยเงินทุนของบริษัท ขยายตัว 99% ซึ่งส่วนใหญ่สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับในปี 2561 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 19% จากปี 2560 ส่วนธุรกิจบริหารสินทรัพย์, ธุรกิจกองทุนรวม, บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ, การลงทุนโดยเงินทุนของบริษัท คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 30%

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวถึงกลยุทธ์หลักที่จะใช้ขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2561 ว่า จะสานต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบสนองนักลงทุนให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาเทคโนโลยี เครื่องมือการลงทุน และส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ลูกค้าและนักลงทุนทั่วไป กระจายรายได้บริหารความเสี่ยง โดยเน้นการเติบโตในธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ขณะเดียวกันก็จะพยายามรักษาการเติบโตของธุรกิจอื่นควบคู่กันไปด้วย

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า หลักสำคัญของการกระจายรายได้และบริหารความเสี่ยง คือต้องลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และต้องลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Multi-Products) เพราะช่วยลดความเสี่ยงให้ลูกค้าได้ในยามที่ตลาดหุ้นไทยผันผวน ซึ่งจะเห็นว่าในปีที่แล้ว กลุ่มเอเซีย พลัส แนะนำแนวคิดการลงทุนดังกล่าวให้กับลูกค้ามาโดยตลอด เช่น การลงทุนใน FCN ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เช่น ในปีที่ผ่านมา กองทุน ASP-CHINA ของ บลจ.แอสเซส พลัส ให้ผลตอบแทนสูงถึง 51.17% ต่อปี (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2560)* ส่วนไพรเวท ฟันด์ มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ก็เพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 59

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า ในปีนี้มองว่าการลงทุนในต่างประเทศยังสดใส เชื่อว่าธุรกิจการลงทุนโดยเงินทุนของบริษัทยังเติบโตดีต่อเนื่อง ประเทศที่น่าลงทุน เช่น สหรัฐฯ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เวียดนาม และอิสราเอล เป็นต้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เอเซีย พลัส เข้าไปลงทุนทั้งในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาด รวมถึงธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนทั้ง Private Equity (PE) และ Venture Capital (VC)

ในปีนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือการลงทุน โดยมีแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ที่รองรับการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชัน ASP SMART รวมทั้งเปิดตัวระบบออนไลน์ เพื่อช่วยการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนสำหรับกลุ่มลูกค้าเวลธ์ จากปีที่ผ่านมาก็ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ Fixed Income เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนที่ต้องการซื้อขายตราสารหนี้ และยังพัฒนาฟังก์ชั่นการตอบคำถามให้ข้อมูลหลักทรัพย์และการลงทุนผ่านระบบโรโบติกส์

นอกจากนี้ ยังพัฒนาการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊คมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ตัวเลขผู้ติดตามเพจเพิ่มขึ้นถึง 13% มาอยู่ที่กว่า 80,000 คน เมื่อเทียบกับปี 59 โดยกลุ่มผู้ติดตามเพจเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งนักลงทุนกลุ่มดังกล่าว ถือเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเอเซีย พลัส เพราะจากตัวเลขของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่ามีลูกค้ากลุ่มนี้ถึง 68% ของบัญชีที่เปิดใหม่ในปีที่ผ่านมา และในจำนวนนี้มี 40% เป็นบัญชีที่แอคทีฟ

ในปีนี้ เอเซีย พลัส จะเปิดโครงการให้ความรู้สอนทายาทลูกค้า Future Generation Wealth Program รุ่นที่สอง ซึ่งยังมุ่งเน้นให้ความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากรุ่นที่หนึ่งในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้ความรู้ทางการลงทุน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ลงทุน ลูกค้า และพนักงานเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน โดยเอเซีย พลัส ให้ความสำคัญต่อการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบต่างๆ จึงพร้อมเป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ มาสู่ผู้ลงทุนไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของบริษัท Value Beyond Wealth ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่มากกว่าความมั่งคั่งจากการลงทุน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

530D4B7C-A084-46F3-B656-67BE6331C7FB

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ในปี 2560 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของสายธุรกิจไอโมบาย แม้บริษัทจะได้รับผลกระทบ ทั้งด้านรายได้และภาพลักษณ์จากการตัดธุรกิจมือถือออก แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อวางรากฐานให้กับธุรกิจใหม่และสร้างความแข็งแกร่งในอนาคต ในปีที่ผ่านมาบริษัทจึงเน้นการปรับปรุงองค์กรและการแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่ จนเกิดธุรกิจ Digital Trunked Radio และธุรกิจให้เช่าเสาสัญญาณ Co-Tower ในกรมอุทยาน ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 61 ส่วนสายธุรกิจ ICT Solutions ภายใต้การบริหารของสามารถเทลคอม ถือว่ามีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ สามารถเซ็นต์สัญญาได้ 80 โครงการ รวมมูลค่า 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีงานในมือมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน อาทิ โครงการจัดซื้อและว่าจ้างบํารุงรักษาระบบ Core Banking ธนาคารอาคารสงเคราะห์, โครงการซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นต้น ด้านสายธุรกิจ U-trans ก็ประสบความสำเร็จในการขยายอายุสัมปทานการให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ ในประเทศกัมพูชา โดยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด (CATS) ได้ต่อสัญญาเพิ่มอีก 7 ปี จากเดิม 32 ปี เป็น 39 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2544-2583 นอกจากนี้ บริษัท เทด้า ก็สร้างรายได้จากการบริหารงานก่อสร้างโครงการสายส่งสถานีไฟฟ้าแรงสูง โดยมีงานในมือแล้วกว่า 2 พันล้านบาท และอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ ธุรกิจกล้องวงจรปิด ของบริษัท วิชั่น แอนด์ ซิเคียวริตี้ ซิสเต็ม ทำรายได้สูงสุดและมีกำไรพุ่งขึ้นเกือบ 500 เปอร์เซ็นต์ ในปีที่ผ่านมา
ปี 2018 แต่ละสายธุรกิจจะมีจุดมุ่งเน้นที่แตกต่างกันไปตาม Business Life Cycle เช่น SAMART Digital : Year of Changes & Progressive เน้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างธุรกิจ, SAMART Telcoms : Year of Challenges to beat New High เน้นการทำสถิติสูงสุดทั้งมูลค่าสัญญาที่เซ็นได้และการเติบโตของรายได้ประจำ, SAMART Utrans : Year of Chances & New Business Expansion เป็นปีแห่งการขยายธุรกิจและการลงทุน ทั้งนี้ SAMART Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ยังมีนโยบายที่จะดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง ไม่จำกัดบทบาทแค่ Holding Company อีกต่อไป เพื่อสร้าง Value สูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยจะเปิด SAMART Next Forum เพื่อค้นหาธุรกิจ และพร้อมลงทุนกับกลุ่ม Start up ที่น่าสนใจ
ในปี 2561 คาดว่ากลุ่ม SAMART Telcoms จะมีรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ด้วยปัจจัยหนุนมากมายโดยเฉพาะการผลักดันของภาครัฐต่อการพัฒนาประเทศ 4.0 ประกอบกับความตื่นตัวของภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าในช่วง 3 ปีนี้ จะมีการลงทุนด้านไอทีภายในประเทศมากถึง 5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มโครงการในมือ ( Backlog ) ให้ได้ถึง 20,000 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังเน้นการเพิ่มรายได้ประจำให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกเหนือจากบริการด้านไอซีทีแล้ว ยังจะมีการเปิดตัวบริการ Cyber Security Solution ที่สอดคล้องกับโลกดิจิทัล ภายใต้ชื่อบริษัท SAMART SecureInfo ให้บริการป้องกันความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลระดับสูงสุด
ด้าน SAMART Digital หรือ SDC หลังการเปลี่ยนแปลงธุรกิจครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมาในปีนี้ จะเห็นความคืบหน้าของธุรกิจใหม่ชัดเจน คือ Digital Trunked Radio ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ ทั้งจากการจำหน่ายเครื่องลูกข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล (ราคาเครื่องละ 20,000-60,000 บาท ตามสเปคในแต่ละรุ่น ) และรายได้จากค่าใช้บริการรายเดือนๆละ 800 บาทต่อเครื่อง โดยภายในปีนี้ คาดว่าจะติดตั้งโครงข่ายสถานีฐานได้ประมาณ 1,000 แห่งและตั้งเป้าจำหน่ายเครื่องลูกข่ายจำนวน 50,000-100,000 เครื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มต้นธุรกิจ Co-Tower โดยได้รับสัญญาสัมปทานในการติดตั้งเสาโทรคมนาคม ในกรมอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ Mobile Operator เช่าใช้ ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยในปีนี้ จะติดตั้งเสา Co-Tower ให้ได้ 250-300 ต้น ส่วนบริการ Content ทั้ง BUG และ EDT ได้มีการยกเครื่อง การให้บริการข้อมูลด้วยการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตไม่จำกัด ทั้งนี้ จะมีการเปิดตัวบริการใหม่ภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในเร็วๆนี้
สำหรับ SAMART U-trans ก็จะมีการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นเช่นกัน ล่าสุดมีการจัดตั้งบริษัทใหม่ SAMART Transolutions เพื่อบริหารธุรกิจด้านคมนาคมอย่างชัดเจน โดยมี Cambodia Air Traffic Services เป็นหัวหอกสำคัญ และคาดว่าจะนำบริษัท SAMART Transolutions เข้าจดทะเบียนในตลท.ภายในปลายปีนี้ ส่วนบริษัท เทด้า ก็มีโอกาสในการเพิ่มรายได้จากงบประมาณโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวงอีกหลายพันล้านบาท
นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลังการปรับองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความมั่นคง และยังคงมุ่งเน้นการส่งมอบความเป็นเลิศ 4 ด้าน หรือ “SAMART 4 Excellence” คือ 1.Digital Solutions Excellence การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็น Digital มากขึ้น 2.Service Excellence การพัฒนาบริการ 3.Operation Excellence การนำเทคโนโลยีมาใช้ในขบวนการทำงานอย่างเต็มที่ และ 4.Offering Excellence การส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปี 2561 จำนวน 20,000 ล้านบาท”

16B62797-AA27-4429-A02F-824CD209AEB8

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในกลุ่มบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) เปิดเผยว่า ปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนไว้กว่า 100 ล้านบาท เพื่อที่จะใช้ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ 12-13 ราย โดยจะจัดประกวดสตาร์ทอัพ เพื่อคัดเลือกเข้าลงทุนในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้ามาร่วมกว่า 600 ราย
สำหรับการคัดเลือกนั้นไม่ได้มีการกำหนดกลุ่มของธุรกิจแต่อย่างใด แต่จะมองถึงสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต และมีผลต่อประชาชนอย่างน้อย 1 ล้านคน ขึ้นไป

ZmyHome (ซีมายโฮม) สตาร์ทอัพในโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 3 ซึ่งเป็นเว็บไซต์บ้าน คอนโดมิเนียม เจ้าของขายเอง อันดับ 1 ที่ช่วยให้ผู้ซื้อได้ซื้อบ้านตรงจากเจ้าของตัวจริงหรือเจ้าของโครงการ ประกาศรับเงินลงทุน 400,000 เหรียญสหรัฐ จากกองทุน KK Fund เพื่อพัฒนาระบบและขยายตลาดให้ครบทุกทำเลทั่วประเทศไทย ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการ 2 ปี มีประกาศที่ขายหรือเช่าแล้ว 10,000 รายการ และเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อเดือน

ด้านนายณัฐพล อัศว์วิเศษศิวะกุล ผู้ก่อตั้ง ZmyHome กล่าวว่า เว็บไซต์ ZmyHome มีผู้เข้ามาลงประกาศในลักษณะเจ้าของบ้าน คอนโดมิเนียม ในรายบุคคล รวมทั้งเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม และบ้านจำนวนมาก ที่ใช้บริการระบบนี้ เช่น แอลพีเอ็น ริชชี่เพลส ซีพีแลนด์ เรียลแอสเซท ชีวาทัย ดีเวล เป็นต้น โดยทุกรายสามารถขายทรัพย์สินได้จริง และมีมูลค่ารวมกันกว่าร้อยล้านบาท และจนถึงสิ้นปีนี้เจ้าของโครงการต่าง ๆ สามารถส่ง Pricelist และภาพถ่าย เพื่อให้ ZmyHome ช่วยลงประกาศให้ได้ฟรี ไม่จำกัดจำนวนและโครงการ

สำหรับจุดแข็งของแพลตฟอร์ม ZmyHome คือช่วยให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของบ้านรายย่อย ขายได้เร็วขึ้น เพราะ ZmyHome ช่วยแสดงให้เห็น ความต้องการที่แท้จริงของตลาด และ ZmyHome ช่วยโปรโมททรัพย์สินที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้ขายสามารถศึกษาราคาของทรัพย์สินที่ขาย-เช่า สำเร็จบนเว็บไซต์ก่อนเริ่มลงประกาศ และหลังจากที่ลงประกาศแล้วเจ้าของบ้านจะได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวสำคัญในโครงการเดียวกัน หรือในชุมชนรอบ ๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กแมสเซ็นเจอร์ (FB Messenger) เช่น จำนวนคนสนใจโครงการที่ลงประกาศขายอยู่ ประกาศที่มีผู้สนใจซื้อในโครงการเดียวกัน ประกาศที่ขาย-เช่าสำเร็จในโครงการเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งการช่วยเหลือแบบนี้คล้ายกับเจ้าของทรัพย์สิน มีมืออาชีพช่วยแนะนำตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ขายเช่าสำเร็จ

นอกจากนี้ ZmyHome ยังเป็นเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ แห่งแรกในประเทศไทย ที่เจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่รีบขาย หรือรีบเช่า สามารถโปรโมทตรงถึงผู้ซื้อที่มีแผนจะซื้อบ้าน หรือเช่า ภายใน 3 เดือนรอบ ๆ โครงการ โดยคิดค่าบริการตามจริงที่จากลูกค้าเห็นโฆษณาเท่านั้น โดยในปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ก็มี Developer มาใช้บริการจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดย 1 ในนั้นคือบมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ซึ่งสามารถปิดยอดขายได้จริงผ่าน ZmyHome กว่า 100 ล้านบาท และในปี 61 นี้ก็ตั้งเป้าที่จะปิดยอดขาย 300 ล้านบาท จาก ZmyHome

นายโคอิชิ ไซโตะ ผู้ก่อตั้ง KK Fund กล่าวว่า KK Fund เลือกลงทุนใน ZmyHome เพราะเห็นโอกาสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งต้องการแพลตฟอร์มที่ข้อมูลถูกต้อง เพื่อช่วยให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่สามารถขายหรือซื้อสำเร็จในเวลาเพียง 1-3 เดือน ซึ่งทีมผู้ก่อตั้ง ZmyHome มีเข้าใจโครงสร้างของปัญหานี้เป็นอย่างดี และทุ่มเทตลอดมาที่จะทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย ซื้อขายสำเร็จได้ตามต้องการ

นายโคอิชิ กล่าวว่า การลงทุนใน ZmyHome ครั้งนี้ จะเป็นการสร้างพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มอสังหาฯที่แข็งแกร่งใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจาก KK Fund ได้มีการลงทุน Platform ด้านอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้ และ ZmyHome เป็น แพลตฟอร์มเดียวในไทยที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด

9044C426-A744-4A85-BC3F-8AD90F5AACA0

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการ ผู้บริหารสูงสุด Retail Products และ Retail Payments ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ด้วยยุทธศาสตร์ของไทยพาณิชย์ที่มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า (Customer Experience) อันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการเข้ามามีบทบาทของดิจิทัลเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน และด้วยวิสัยทัศน์ของเชลล์ที่มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง สอดคล้องกับแนวทางของไทยพาณิชย์ที่ต้องการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตร ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ในการสร้างและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ อีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เราเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม การจับมือกับเชลล์ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำหรับวงการพลังงานของเมืองไทยในยุค 4.0 ที่จะเห็นประสบการณ์ “สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดเต็มรูปแบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศ” ไม่ว่าจะเป็นการไดร์ฟอินเพย์สเตชั่น (Drive-in Pay Station) เพื่อชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย คิวอาร์โค้ด การชำระค่าบริการในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เชลล์เฮลิกส์พลัส และซื้อเครื่องดื่มหรือขนมที่ร้านกาแฟ เดลี่ คาเฟ่ และบริการอื่นๆ เช่น ล้างรถ เป็นต้น ผ่านเครื่อง SCB EASY Cashier ที่รองรับการชำระเงินทุกรูปแบบภายในเครื่องเดียว (All-In-One) ครอบคลุมทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต คิวอาร์โค้ดมาตรฐาน และช่องทางการชำระเงินแห่งอนาคต และระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถสัมผัสประสบการณ์ไร้เงินสดได้ครบวงจรอย่างแท้จริง ธนาคารมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายยอดให้บริการคิวอาร์เพย์เมนต์ที่ 1 ล้านรายภายในสิ้นปี 2561 นี้อย่างแน่นอน”

นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ กรรมการบริหาร ธุรกิจการตลาดค้าปลีก ประจำประเทศไทย บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยนวัตกรรมคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ ในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของเชลล์ที่ว่า “Making Life’s Journey Better” หรือ “เชลล์เติมสุขให้ทุกชีวิต” โดยการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดของเราที่เปิดให้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน เชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ จะเป็นสถานีบริการเชื้อเพลิงนำร่องแห่งแรกที่รับชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านคิวอาร์โค้ดได้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวกสบายและปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดจากโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของธนาคารใดก็ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ผู้ขับขี่สามารถชำระค่าน้ำมันด้วยคิวอาร์โค้ดในจุดบริการที่เราจัดไว้ให้ ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากกระทรวงพลังงาน โดยระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์นี้รองรับการจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ผ่านโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของทุกธนาคาร ทั้งนี้การนำระบบคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ จะช่วยให้ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ได้รับความสะดวกในการบริหารเงินสด การจัดการบัญชี และเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานสถานีบริการอีกด้วย ทั้งนี้ เชลล์ ตั้งเป้าที่จะดำเนินการขยายระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจนอนออยล์ ทั้งร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค ร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ และศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ไปยังสถานีบริการน้ำมันเชลล์อื่นๆ ทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในกลางปี 2561 นี้”

สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดนำร่องที่มาพร้อมระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เชลล์ เลิศตระการ ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ จะเปิดให้ผู้ขับขี่ทั่วประเทศใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยมีโปรโมชั่นพิเศษเมื่อเติมน้ำมัน หรือใช้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือล้างรถ และชำระเงินด้วย SCB EASY Pay สแกนคิวอาร์โค้ด สะสมครบทุก 500 บาท รับเครดิตเงินคืน 25 บาท (สูงสุด 200 บาท) ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์ เลิศตระการ เท่านั้น

D995D343-411D-4EEE-98B8-37781ACB4952

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค.60 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แตะระดับสูงสุดในรอบ 35 เดือนที่ระดับ 79.2 มีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ขยายตัว ภาพรวมการท่องเที่ยวที่ดี และมาตรการกระตุ้นการบริโภคช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แผ่วลงจากรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนธ.ค.ขยายตัวน้อยกว่าคาด โดยเพิ่มขึ้นเพียง 148,000 ตำแหน่ง จากที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 190,000 ตำแหน่ง ลดแรงกดดันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ส่วนปัจจัยที่มีผลลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะนี้มาจาก fund flow ผันผวน มีซื้อสุทธิสลับขายสุทธิ ในช่วง 1 เดือนย้อนหลังนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 7.1 พันล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 3 ปีกว่า นับตั้งแต่ ก.ย. 2557 แม้เป็นผลดีต่อ fund flow แต่เป็นปัจจัยลบต่อการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 9 ม.ค. สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สภาผู้ส่งออก) แถลงสถานการณ์การส่งออก คาดจะมีแนวโน้มดีสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ดี วันที่ 12 - 19 ม.ค. หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินปี 59 คาดกำไรของหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่จะถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น ส่วนกำไรของแบงก์ที่เน้นเช่าซื้อมีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อนหน้าเนื่องจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญลดลง และในวันที่ 30 -31 ม.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด ประเมินว่า ดัชนี SET ในสัปดาห์นี้น่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,780 -1,850 จุด แนะนำซื้อเก็งกำไร หุ้นที่มีปัจจัยบวก ได้แก่ ERW อานิสงส์จากภาพรวมการท่องเที่ยวดี และเป็น 1 ใน 3 รายผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ประกอบธุรกิจ Budget Hotelในปั๊มปตท. รวมถึง PTTEP, PTTGC, IRPC ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันทรงตัวที่ระดับสูงใกล้ราคาสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี และ BANPU อานิสงส์จากราคาถ่านหินสูงสุดในรอบ 13 เดือนที่ระดับราคา 105.3$/Ton

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ดัชนีสกุลเงินดอลลาร์อยู่ในทิศทางอ่อนแรงแบบสร้างฐานรับเพื่อดีดกลับ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และจะเว้นช่วงการปรับนโยบายการเงินในการประชุมสิ้นเดือน ม.ค. เพื่อรอให้ประธานคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากเจเน็ต เยลเลน ที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 3 ก.พ.

นอกจากนี้ การเริ่มกลับมามีสัญญาณการขยายตัวที่ดีอีกครั้งของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ ส่งผลให้ทองคำถูกเก็งกำไรขึ้นมาก่อนเข้าสู่เทศกาลตรุษจีนในช่วงกลางเดือนหน้า

สำหรับสัปดาห์นี้ ราคาทองคำมีการพักฐานหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 1 เดือน หากราคาปรับขึ้นต่อ จะเข้าใกล้ระดับบนของกรอบแกว่งตัวทางเทคนิคระหว่าง 1,225–1,345 ดอลลาร์ นักลงทุนจึงควรลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง และหากราคาปรับลงหลุด 1,305 ดอลลาร์ นักลงทุนที่มีสถานะ long หรือ ถืออยู่ ควรขายทำกำไรเช่นกัน ส่วนการเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้เล่นในช่วงราคาระหว่าง 1,305–1,345 ดอลลาร์

3FD58638-3ED4-4856-AC74-D8D71F5654A2

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ SME Development Bank พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจการค้าขายสินค้าภายในตลาดนัดจตุจักร พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำการเข้าถึงแหล่งเงินทุนธนาคาร ต่อยอดการพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจการค้าของผู้ประกอบการ SMEs เติบโตต่อไป โดยมี ผศ.ดร.ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร ให้เกียรตินำเยี่ยมชมกิจการ ณ ตลาดนัดจตุจักร เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560

2264B9EB-2683-4AB5-8563-55560D0C75BB

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME Development Bank) กล่าวว่า แนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยในปี 2561 นี้ ธนาคารเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเป็นของขวัญปีใหม่ 2 ด้าน คือ 1.มาตรการด้านการเงิน ผ่านแพ็กเกจสินเชื่อ วงเงินรวมกว่า 70,000 ล้านบาท และ 2. มาตรการช่วยเหลือและยกระดับผู้ประกอบการ ซึ่งการช่วยเหลือทั้งสองด้านจะลงลึกถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นฐานรากทั่วประเทศ

สำหรับมาตรการด้านการเงิน ธนาคารจัดเป็นแพ็กเกจสินเชื่อวงเงินรวม 70,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 โครงการ ดังนี้ 1. โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) วงเงิน 50,000 ล้านบาท เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน และเกษตรแปรรูป วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท 3 ปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 3%ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียม 4 ปีแรก เมื่อใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน พิเศษกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียงวันละ 460 บาทเท่านั้น

2. โครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับ SMEs คนตัวเล็ก วงเงิน 8,000 ล้านบาท วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุน SMEs กลุ่มนิติบุคคล ที่ประสบปัญหาด้านการเงิน เข้าถึงแหล่งทุนยาก เงินทุนไม่พอ รวมถึง ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจ สามารถยื่นกู้ได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

และ 3. สินเชื่อ Factoring วงเงิน 12,000 ล้านบาท วงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยมีโปรโมชั่น 7:1:0 โดย 7 ตัวแรกคือ พร้อมอนุมัติสินเชื่อภายใน 7วัน , 1 คือ เบิกจ่ายภายใน 1 วัน และ 0 คือ ฟรีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บหนี้การค้า

“แพ็กเกจด้านการเงินที่มอบเป็นของขวัญดังกล่าว ธนาคารมั่นใจว่าจะช่วยให้ คนตัวเล็ก ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 7 หมื่นราย และมีส่วนสำคัญช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเกิดการขยายตัว ต่อยอดไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย” นายมงคล กล่าว

ทั้งนี้ แพ็กเกจสินเชื่อดังกล่าว สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 245,000 ล้านบาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 มอบให้แก่ผู้ประกอบการผ่าน 5 โครงการ นอกจาก 3 โครงการสินเชื่อข้างต้นแล้ว ยังประกอบด้วย โครงการ Transformation Loan เสริมแกร่ง (Soft Loan เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรระยะที่ 2) วงเงิน 20,000 ล้านบาท และ โครงการสินเชื่อ SMEs ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) วงเงินรวม 165,000 ล้านบาท

นายมงคล กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือและยกระดับผู้ประกอบการ ในปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ SME Development Bank ทั้งเชิงนโยบายและด้านการทำงานภายใน จุดประสงค์เพื่อยกระดับให้ธนาคาร สามารถช่วยเหลือพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs อย่างแท้จริงและครอบคลุมบริการไปยังเศรษฐกิจชุมชนอย่างทั่วถึง โดยธนาคารจะยกระดับความสามารถองค์กรด้วยการเพิ่มบุคลากร และพัฒนาระดับ Digital Banking และที่สำคัญ ให้บริการหน่วยรถเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ภายใต้ชื่อโครงการ “รถม้าเติมทุน เสริมสร้าง SMEs ไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น” ซึ่งภายในปีนี้ (2561) จะ ทยอยออกให้บริการรวมทั้งสิ้น 1,000 คัน โดยจะเป็นบริการครบวงจร ทั้งด้านการเงิน และช่วยเหลือทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งจากมาตรการช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและด้านยกระดับความสามารถ จะช่วยเพิ่มรายได้แก่ SMEs ทั่วประเทศ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและเติบโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy) อย่างยั่งยืน

1 2 3 144