ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 125

BAY
ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มีความเห็นต่อผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า  กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นับเป็นการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ครั้งที่ 16 ติดต่อกัน ค่าเงินบาทซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 34.45 ต่อดอลลาร์ หลังจากการประชุม กนง. โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงจากระดับซื้อขายในประเทศในช่วงเช้า เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.6% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการฟื้นตัวขึ้นหลังจากดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลหลักในภูมิภาค

 

 

คณะกรรมการกนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้น เนื่องจากภาคการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังน้อยกว่าคาด แม้มีแนวโน้มว่าอาจจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ตัวเลขล่าสุดแสดงว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้ปรับลงต่อเนื่องมาที่ 0.38% ในเดือนเมษายน เทียบกับระดับเป้าหมายในช่วง 1-4%

 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการกนง. มีกำหนดการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 5 ก.ค. 60 โดยในวันนี้ กนง. กล่าวย้ำว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ สามารถรับมือกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศได้  การฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่ระดับต่ำทำให้เชื่อว่า กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ตลอดปีนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในปี 2561 อย่างไรก็ดี กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ยังไม่เห็นความจำเป็นที่คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของไทยต้องเป็นผู้นำของประเทศเกิดใหม่ในเอเชียในการปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

นีรนุช tbank

นางธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเพราะคนยุคนี้เห็นความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงและหันมาใสใจวางแผนชีวิตทั้งด้านการเงินและสุขภาพกันมากขึ้น ธนาคารธนชาตเองเข้าใจความต้องการของลูกค้าปัจจุบันดี จึงร่วมกับ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกันมานาน ออกแบบประกันชีวิต Perfect Saver 20/20 Package ขึ้น ซึ่งเป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตและสุขภาพ มีชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน จ่ายเบี้ยแบบสบายๆ เหมาะกับคนที่ยังไม่มีความคุ้มครองเลย หรือความคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ โดยมีเงินคืนรวมตลอดสัญญาถึง 326,000 บาท และที่สำคัญนำไปลดหย่อนภาษีได้

 

 

ขณะที่ไลฟ์สไตล์คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยรุ่น-วัยทำงานค่อนข้างแอคทีฟ มีกิจกรรมนอกบ้านเยอะ ทั้งการออกกำลังกาย กิจกรรมผาดโผนแอดเวนเจอร์ต่างๆ ประกันชีวิต Perfect Saver 20/20 Package  จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ดีที่สุด เพราะคุ้มครองความเสี่ยงนาน 20 ปี โดยสามารถทำประกันได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน - 60 ปี ให้ความคุ้มครองครอบคลุมการรักษาทั้งเจ็บป่วย-อุบัติเหตุกรณีผู้ป่วยใน และค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าห้อง ทำให้ทั้งผู้ทำประกันและครอบครัวอุ่นใจมากขึ้น อีกทั้งมีเงินคืนทุก 3 ปี จึงเป็นการออมเงินไปในตัวอีกด้วย

 

 

สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์นี้ ธนาคารได้ออกแคมเปญ “คุณป่วยเราจ่าย สบายใจไร้กังวล” เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยได้หยิบยกแนวคิดของการไม่ประมาทกับชีวิตมานำเสนอเป็นหนังโฆษณา โดยสมมติเหตุการณ์ให้คนๆ หนึ่งลอยละลิ่วลงจากที่สูง ระหว่างทางที่ร่วงก็สูญเสียงานที่รัก บ้าน หรือรถ เพื่อแลกกับเงินค่ารักษาพยาบาล เปรียบเหมือนคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุและต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป กระทั่งคนที่รักก็ไม่สามารถดูแลได้ แต่ท้ายที่สุดหากมีประกันชีวิต Perfect Saver 20/20 Package ก็เหมือนมีเบาะรองรับร่างไว้ ถึงจะร่วงลงมาก็ไม่เจ็บตัวกับค่ารักษาพยาบาล คาดว่าหนังโฆษณาชุดนี้จะกระแทกใจผู้ชมได้ไม่น้อย

 

 

นางธีรนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยยังโตได้อีกมากเนื่องจากข้อมูลภาพรวมของธุรกิจประกันแสดงอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยเมื่อปี 59 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 38 เท่านั้น การแข่งขันจากนี้จึงมีทิศทางเข้มข้นขึ้นและผู้บริโภคจะมีทางเลือกที่หลากหลาย สำหรับธนชาตจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยการออกแพ็กเกจที่ตอบสนองให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา และคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นหลัก ซึ่งเราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายที่ยึดมั่นเสมอมาของธนชาตคือ การเป็นธนาคารหลัก (Main Bank) ของลูกค้านั่นเอง

ptg3

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม หรือ EBITDA ในปี 60 เติบโตที่ระดับ 50-60% จากปี 59 โดยบริษัทฯยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในปีนี้ปริมาณการขายน้ำมันของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นราว 30-40% เมื่อเทียบกับปี 59 ที่มีปริมาณการขายรวมอยู่ที่ 2.9 พันล้านลิตร โดยบริษัทฯวางงบลงทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในการขยาย และปรับปรุงธุรกิจหลัก 3,500 ล้านบาท ธุรกิจ Non-oil 500 ล้านบาท และธุรกิจใหม่ 1,000 ล้านบาท ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน ปัจจุบันเรามีจำนวนกว่า 1,400 สาขา ภายในสิ้นปีนี้เราตั้งเป้าว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 สาขาทั่วประเทศ อีกทั้งยังมุ่งเพิ่มจำนวนผู้ถือบัตร PT Max Card เป็น 7.4 ล้านสมาชิก เพิ่มขึ้นจากปี 59 ที่มีจำนวน 5.6 ล้านสมาชิก

 

 

ด้านกลุ่มธุรกิจ นอน-ออยล์ (Non-Oil) บริษัทฯตั้งเป้าที่จะขยายสาขาของร้านกาแฟพันธุ์ไทยเป็น 200 สาขาทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 60 จากสิ้นไตรมาสที่ 1/60 ที่มีสาขาทั้งหมด 60 สาขา ซึ่งจะไม่ได้จำกัดพื้นที่แค่เพียงในสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น แต่จะขยายไปตามห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย และสนามบินต่างๆ เพื่อทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องภายใต้แบรนด์ PT Maxnitron ที่มีคุณภาพสูง ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ให้สามารถขับเคลื่อนได้เต็มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 5 ล้านลิตร ในปี 60 ในขณะที่การลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมปาล์ม คอมเพล็กซ์ (Palm Complex) จะสามารถเริ่มกระบวนการผลิตไบโอดีเซลได้เต็มรูปแบบในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ส่วนโครงการผลิตเอทานอลจากกากมันสำปะหลัง เพื่อใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ตระกูลแก๊สโซฮอล์ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบ และเจรจาซื้อเครื่องจักร รวมถึงโครงการศูนย์บริการ และซ่อมบำรุงสำหรับรถบรรทุกแห่งแรก ที่ให้บริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ 5 สาขาในปีนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงพิจารณาขยายการร่วมลงทุนกับพันธมิตรอื่นๆ ที่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจหลักสามารถเติมเต็มการให้บริการที่ครบวงจรอย่างยั่งยืน

 

 

“แนวทางการดำเนินงานของปีนี้  ยังคงเป็นปีของการขยายจำนวนสาขา และขยายพันธมิตรทางการค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากขึ้น ซึ่งเรามีความต้องการที่จะเพิ่มปริมาณการขายให้สูงขึ้นตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ จากการขยายสถานีบริการในพื้นที่ที่มีศักยภาพมากขึ้น ทำให้ปริมาณการขายต่อสถานีต่อเดือนมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เป็นผลมาจากการพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และการสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น และที่สำคัญเรายังให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจ non oil ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงธุรกิจพลังงานอื่น ๆ อย่างครบวงจร เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบที่อาจเกิดกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม จากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน หรือค่าการตลาดที่ลดลงในระยะยาว” นายพิทักษ์กล่าว

exim bank พชรสิน

นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ได้สนับสนุนสินเชื่อระยะยาว 7 ปี จำนวน 21.94 ล้านบาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พชรสิน พลาสติก แอนด์ เทรดดิ้ง ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงการผลิตถังก๊าซคอมโพสิทในจังหวัดหนองคาย ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างธนาคารกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่หน่วยงานเอกชนในลักษณะของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดการค้าระหว่างประเทศให้แก่ผู้ส่งออกไทยที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่

 

 

การสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ของไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้แก่ผู้ส่งออกไทย โดยถังก๊าซคอมโพสิทเป็นถังก๊าซที่ใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปและสหรัฐฯ มีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดประกายไฟจากการกระแทกอย่างรุนแรง ทนต่อการกัดกร่อน ไม่เกิดสนิม มีอายุการใช้งานมากกว่าถังเหล็กถึง 2 เท่า ช่วยลดการนำถังก๊าซมาประกอบเป็นระเบิดโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถังก๊าซชนิดนี้มีจุดหลอมเหลวต่ำ ไม่ระเบิดหากถูกความร้อนจากภายนอก มีอานุภาพในการทำลายได้น้อยกว่าถังเหล็ก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยหลายรายไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตถังก๊าซคอมโพสิท ทำให้พบปัญหารอยรั่วซึมบริเวณรอยต่อระหว่างถังก๊าซกับหัวต่อโลหะเป็นส่วนใหญ่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พชรสิน พลาสติก แอนด์ เทรดดิ้ง สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยการพัฒนากระบวนการขึ้นรูปพลาสติกและการผลิตข้อต่อตัวถังจนมีความปลอดภัย พร้อมกับเพิ่มกำลังการผลิตโดยสร้างโรงงานใหม่ในจังหวัดหนองคายมูลค่า 35.18 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตสินค้าป้อนผู้บริโภคภายในประเทศและส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

 

 

“เพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง EXIM BANK จึงทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกและต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในระยะยาว” นางวรรธนา กล่าว

 

bbl สนับสนุนบีกริม

นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นายไซสงคาม วอละจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.วี.กรุ๊ป จำกัด และนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  ร่วมลงนามในสัญญาการสนับสนุนด้านการเงินแก่ บริษัทเขื่อนไฟฟ้าน้ำตกเซน้ำน้อยและเซกะตำ จำกัด ในวงเงินสินเชื่อรวม 41.60 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,435.20 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ กำลังการผลิต 20.10 เมกะวัตต์ ณ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ลาว) จำกัด และบริษัท เอส.วี.กรุ๊ป จำกัด โดยมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสปป.ลาวในด้านการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าในระบบ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลสปป.ลาวที่จะมีการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตชนบทของประเทศ ซึ่งการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันธุรกิจพลังงานทดแทนในสปป.ลาว

 

scb connect1

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง จับมือ LINE ประเทศไทย พัฒนาช่องทางให้บริการทางการเงินบนLINEแพลทฟอร์ม เปิดตัว “SCB Connect” ยกระดับความ พึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยบริการรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างธนาคารกับลูกค้าได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ช่วยให้เรื่องการเงินในชีวิตประจำวันสะดวก รวดเร็ว ง่ายและปลอดภัย พร้อมใช้งานก่อนใครสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ กับฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการอย่างครบครัน อาทิ บริการแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ตรวจสอบข้อมูลบัตรเครดิต สิทธิพิเศษและโปรโมชั่นของลูกค้าแต่ละบุคคล และหาเครือข่าย SCB ใกล้ตัว ทั้งสาขา และตู้เอทีเอ็ม และเตรียมพบความก้าวหน้าอีกขั้นกับการขยายบริการสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของธนาคาร และการนำ chatbot ช่วยให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ สะดวกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพียงเพิ่มเพื่อน “SCB Connect” ในLINE ผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ IOS และ Android ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มาริษ cimb

รายงานข่าวจากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย แจ้งว่า ได้แต่งตั้งนายมาริษ สมารัมภ์ เป็นกรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
 
 
ปัจจุบัน นายมาริษ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการบรรษัทภิบาลสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) กรรมการ บริษัท มาร์ช พีบี กรรมการ บริษัท พี เอ ซี (สยาม) และกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ และกรรมการด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส อีกด้วย
 
 
อีกทั้ง เคยดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท ทรัพย์ศรีไทย คลังสินค้า กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ บริษัท อินโดรามา โพลีเมอร์ส ธนาคาร ไทยพาณิชย์ และบริษัท อัครา รีซอร์สเซส

mgt

ดร.วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) หรือ MGT เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปี 60 เติบโตที่ระดับ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 561.15 ล้านบาท จากภาพรวมของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ สามารถหาลูกค้าสำหรับเคมีภัณฑ์กลุ่มใหม่ ๆ ได้เพิ่มขึ้น รวมถึงยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ โดยบริษัทฯได้ลงทุนจัดตั้งห้องทดสอบ และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ที่สำนักงานใหญ่ (นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง) ด้วยงบลงทุนในการจัดซื้อเครื่องมือ 30 ล้านบาท เพื่อทดสอบเคมีภัณฑ์ก่อนทำการจำหน่ายให้กับลูกค้าตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

 

 

ในขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศตามแผนที่ได้วางไว้ ด้วยการลงทุนจัดตั้งสำนักงานสาขาในจังหวัดนครพนม และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณสาขาละ 3 ล้านบาท โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รวมถึงแผนในการลงทุนตั้งสำนักงานสาขาในสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และราชอาณาจักรกัมพูชา โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณสาขาละ 5 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 61 เพื่อเป็นการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีโอกาสในการเติบโตที่สูงในอนาคต

 

 

“ภาพรวมของอุตสาหกรรมในปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้เราเตรียมรองรับการขยายตัวด้วยการเดินหน้าพัฒนาสินค้า และบริการสำหรับลูกค้าเดิม รวมถึงหาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มทีมงานขายให้มากขึ้น และที่สำคัญเรามุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ผลประกอบการสามารถเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาได้” ดร.วิทยากล่าว

 

 

ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำไตรมาส 1/60 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 60 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 11.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.00 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 20 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.77 ล้านบาท (ทั้งนี้หากไม่นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือ One Time จำนวน 2.5 ล้าบาท จากการ IPO มาคำนวณ จะทำให้กำไรสุทธิของบริษัทฯในไตรมาส 1 /60 เติบโตที่ 40.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ในขณะที่บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการจัดจำหน่าย และให้บริการเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษอยู่ที่ 159.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.18 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 5.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวมจากการจัดจำหน่าย และให้บริการเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษอยู่ที่ 151.46 ล้านบาท

GBS1

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ปัจจัยหนุนจากคาดการณ์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม รวมถึงคาดการประชุมกลุ่มโอเปกจะขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตออกไปถึงไตรมาส 1/61 และการส่งออกไทยเดือนเม.ย. 60 เพิ่มขึ้น 8.49%  ส่วนการส่งออกรวม 4 เดือนแรกของปี 60 เพิ่มขึ้น 5.69%  สูงสุดในรอบ 6 ปี

 

 

อย่างไรก็ตามมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยกดดันมาจาก Fund flow ต่างชาติผันผวน ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. ขายสุทธิ  1 พันล้านบาท  และข่าวที่ส่งผลลบเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นภูมิภาคหลังจากมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินหยวนและสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของจีนลงสู่ระดับ A1 จากระดับ AA3 โดยมูดี้ส์คาดการณ์ว่า ความแข็งแกร่งด้านการเงินของจีนอาจจะถดถอยลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และปรับเปลี่ยนแนวโน้มความน่าเชื่อถือของจีนจาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ"

 

 

ส่วนปัจจัยที่น่าจับตา ได้แก่ วันที่ 24 พ.ค. ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 3/60 และในวันที่ 25 พ.ค. ประชุมกลุ่มโอเปกเกี่ยวกับการขยายเวลาลดกำลังการผลิต ส่วน (เช้าวันที่ 25 พ.ค.คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)) เปิดเผยรายงานการประชุมวันที่   2-3 พ.ค. ตลาดคาดอาจจะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

 

ทางด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก  กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าโอเปกจะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปถึงไตรมาส 1/61 ประกอบกับตัวเลขการส่งออกที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Fund Flow ต่างชาติที่ผันผวนรวมถึงความกังวล FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย.นี้ที่เป็นตัวถ่วงดัชนี  ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,540  - 1,580 จุด

 

 

โดยแนะนำซื้อแบบ Selective Buy ในกลุ่มพลังงาน อานิสงส์ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นเหนือ 50 US/barrel และเก็งผลการประชุมโอเปกในวันที่ 25 พ.ค. และหุ้นได้เข้าคำนวณ MSCI Thailand Small Cap มีผลตั้งแต่ 31 พ.ค. ได้แก่ BCPG ,BIG ,FORTH ,PTL และ THANI

 

 

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ  นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า  สหรัฐฯขายอาวุธให้ซาอุฯมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นการผูกมัดเป็นพันธมิตรระหว่างกันท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหากซาอุฯได้รับ THAAD มาประจำการ แต่ข้อตกลงดังกล่าวช่วยให้สถานการณ์ความยุ่งยากทางการเมืองในสหรัฐฯผ่อนคลายลง แม้มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังประกาศไม่เข้าร่วมกลุ่มข้อตกลง TPP ซึ่งอาจทำให้ Fed ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีกระยะ ในขณะที่ทางยูโรโซน กลุ่มทรอยก้าต้องการข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนปล่อยกู้งวดใหม่ให้แก่กรีซที่ปัญหาหนี้สาธารณะยังไม่คลี่คลายนับจากวิกฤตการเงินยุโรป

 

 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงมีแนวโน้มที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะเริ่มรีบาวด์ในฐานะสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่นักลงทุนสามารถเลือกระหว่างกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งหรือคงเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย โดยประเมินว่าไม่ว่าการประชุม OPEC จะได้มติตามความคาดหมายหรือไม่  ราคาพลังงานที่ถูกเก็งกำไรมาก่อนหน้าจะถูก sell on fact เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องในทวีปอเมริกาเหนือ และความคืบหน้าของการนำก๊าซธรรมชาติในรูปน้ำแข็งติดไฟจากใต้ทะเลลึกขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงในอนาคตอันใกล้ จะเป็นตัวกดดันราคาในระยะกลางถึงยาว ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นให้ปรับลดตามลงมาด้วย

 

 

ทั้งนี้ จึงให้กรอบคาดการณ์ระดับราคาทองคำระหว่าง 1,245-1,265 ดอลลาร์ ซึ่งหาก breakout ขึ้นไป มีโอกาสจะเป็น false break สูงมาก เว้นแต่จะมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐฯเพิ่มเติม แนะนำให้แบ่งขายทำกำไรสำหรับพอร์ตทุกระยะ

7G5A8398

บริษัท อิชิตัน พาวเวอร์ จำกัด ในเครือ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ส่ง T247 ไฮบริด เอนเนอร์จี้ดริ้งค์ ในรูปแบบพร้อมดื่ม ขนาดบรรจุ 280 มล. ในขวด PET ราคา 15 บาท ทั้งสูตรโสมและน้ำผึ้ง และ สูตรคอลลาเจนและซิงค์ สำหรับผู้ชาย หรือทุกเพศทุกวัยที่ต้องการพลังงานสูงสำหรับการทำงานทุกรูปแบบ พร้อมวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว

 

 

“การเข้ามาทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง อิชิตันมองว่ายังมีโอกาสในการนำเสนอความแตกต่างให้กับกลุ่มผู้ต้องการพลังงานรุ่นใหม่ แม้จะมีผู้เล่นหลักอยู่บ้าง แต่ด้วยจุดเด่นของ T247 ที่มีทั้งการให้พลังงาน “ดีด” ยังเพิ่มคุณสมบัติอื่นเข้าไป เช่นสูตรโสมและน้ำผึ้ง มีส่วนช่วยเพิ่มความแกร่ง อึด ทน และ สูตรคอลลาเจนและซิงค์ มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ประกอบกับความเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มจะช่วยให้ผู้บริโภคดื่มง่ายดับกระหาย ปริมาณจุใจกว่า และสะดวกทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน แม้ผลิตภัณฑ์แนวทางไฮบริดเอนเนอร์จี้ดริ้งค์จะใหม่สำหรับตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของไทย แต่กลับเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา เพราะนอกจากคุณสมบัติด้านการให้พลังงานแล้ว ยังช่วยดับกระหายไปพร้อมกัน” นาย ตัน กล่าว

 

 

เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้พละกำลัง T247 จึงส่ง 2 พรีเซ็นเตอร์ นำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เจ-เจตริน วรรธนะสิน คุณพ่อลูก 4 มาเป็นตัวแทนผู้ชายพันธุ์อึด ฟิตพร้อมทุกสถานการณ์ กับ T247 สูตรโสมและน้ำผึ้ง (สีแดง) และ สน-ยุกต์ ส่งไพศาล พระเอกหนุ่มหน้าใส มาเป็นตัวแทนผู้ชายที่พร้อมลุยงานหนักแต่ยังดูดีตลอดเวลา T247 สูตรคอลลาเจนและซิงค์ (สีน้ำเงิน) ผ่านภาพยนตร์โฆษณา 2 ชุด เรื่อง Unlimited Energy สำหรับสูตรโสมและน้ำผึ้ง และ เรื่อง Aura Energy

 

 

สำหรับสูตรคอลลาเจนและซิงค์ ภายใต้แนวคิด “ถ้าทุ่มเท...จะกี่ T ก็ทำได้” ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร โดยตั้งเป้าภายในปี 2017 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง T247 จะสามารถสร้างรายได้ 700 ล้านบาท ให้กับอิชิตัน

ณัฐชาต-เมฆมาสิน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยครึ่งหลังปี 60 โดยระบุว่า ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เดือนมิ.ย.-ส.ค. ดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหว Sideways ต่อไปในกรอบ 1,500-1,600 จุด ท่ามกลางความผันผวนระดับต่ำ เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกหรือลบที่มีนัยสำคัญ และ Valuation ที่อยู่ในระดับไม่ถูก และไม่แพงจนเกินไป

 

 

อย่างไรก็ตาม บล.ทรีนีตี้ ยังคงให้ระดับเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,620 จุด โดยมองว่าโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวสูงขึ้นกว่าระดับนี้เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้น อยู่ที่ 102 บาทต่อหุ้น

 

 

ทั้งนี้ ในเดือนก.ย.เป็นต้นไปต้องเริ่มระมัดระวังตลาดหุ้น เนื่องจากสภา Congress สหรัฐฯ อาจมีการออกกฎหมายปฏิรูปภาษีออกมา ซึ่งอาจทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับสู่สหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกันคาดว่า Fed อาจจะเริ่มให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการลดขนาดงบดุล ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์ และ Bond yield สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อ Fund flow ได้

486233-01

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นการเพิ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20% ด้วยกลยุทธ์การส่งมอบผลตอบแทนในการลงทุนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% พร้อมกันนี้จะเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น 3,300 ล้านบาท

 

 

ในด้านธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ.ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH), บมจ.เอส 11 กรุ๊ป (S11), บมจ.มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล (KOOL) และบมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าให้บริการออกหุ้นเพิ่มทุน ทั้งในส่วนของการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งแรก (IPO) ได้แก่ บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ ซึ่งยื่นไฟล์ลิ่งไปแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแบบคำขอจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และเป็นธุรกิจในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานจำนวน 7-9 บริษัท มีแผนที่จะเข้าระดมทุนทั้ง IPO และ PP ซึ่งอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น หมวดสถาบันการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธุรกิจก่อสร้าง สื่อ และพาณิชย์ ขณะที่งานให้บริการด้านการปรับโครงสร้างกิจการ การปรับโครงสร้างทางการเงิน และการควบรวมกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานอยู่ มีจำนวน 4-5 บริษัท

 
ส่วนธุรกิจการออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้) ในปี 59 บริษัทได้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ไปแล้ว 8 บริษัท มูลค่า 3,395 ล้านบาท และมีแผนจำหน่ายหุ้นกู้ในปี 2560 อีก 6-8 บริษัท รวมมูลค่าประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจในหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทรัพยากร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดตราสารหนี้ ยังคงเป็นทางเลือกในการระดมทุน ในตลาดทุน เนื่องจากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับ 1.50% ไปจนถึงกลางปี 60

 

 

ขณะที่รายได้จากการลงทุน เช่น มาร์เก็ตเมคเกอร์ เดย์เทรด การเก็งกำไรส่วนต่างของราคาหุ้น เริ่มมั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้น โดยในปี 59 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากเงินลงทุน 219 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้จากการลงทุน 172 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์อยู่ที่ 150 ล้านบาท จาก 129 ล้านบาทในปี 58

 

 

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ 42.71% รายได้การลงทุน 27.76% รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมหลักทรัพย์ 18.97% รายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคล 3.43% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน 5.08%

 

 

ทางด้านนางแก้วกมล ตันติเฉลิม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธนบดีธนกิจ กล่าวว่า “ในส่วนของรายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถัวเฉลี่ยปีละ 25% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่มีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และภายใต้การแข่งขันที่มีผู้ประกอบการถึง 39 รายในอุตสาหกรรม โดยในปี 59 บริษัทมีขนาดกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหาร อยู่ที่ 2,680 ล้านบาท โตขึ้น 9% จากปี 58 และตั้งเป้าว่าจะมีขนาดกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,300 ล้านบาท หรือโตขั้น 23% ในปี 60 โดย ณ สิ้นเดือนเม.ย. 60 ทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 52% ของเป้าหมายในปีนี้ สำหรับอัตราผลตอบแทนทั้งปี 2559 อยู่ที่ 11% และนับจากเดือนมกราคม 2560 ถึงสิ้นเดือนเม.ย. 60 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5% ซึ่งถือว่ายังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 

 

ทั้งนี้ ในปี 59 บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลรวม 80.45% ของกำไรบริษัท หากเทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 16 พ.ค. 60 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) 9.42% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทรัพย์อยู่ที่ระดับ 3-4% ส่วนค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินอยู่ในระดับ 2-3% และจากข้อมูลวันที่ 28 เม.ย.60 บริษัทนับเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดเป็นอันดับ 7 จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

Innovative Dental materials-1

Medical Plastics-1

Acid Free Packaging-1

Concrete Fabric-1

Active AIRflow™ System  (1)-1

ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นไปจนถึงนอนหลับ ทำให้ชีวิตเราดีกว่าเดิมขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ใช่ว่าสิ่งที่มีอยู่จะดีถาวรแล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่มีอยู่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปรับเปลี่ยนสิ่งรอบตัวให้ดีขึ้นไปอีก ข่าวดีก็คือสิ่งเหล่านี้คิดค้นโดยคนไทย และจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและพร้อมใช้เชิงพาณิชย์แล้ว

 

 

เมื่อวันที่ 4 - 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา 2017 (IP Fair 2017) ซึ่งจัดที่ไบเทค บางนา โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เอสซีจี ได้ใช้โอกาสนี้ร่วมแสดงนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตทางความคิดจากบริษัทในเครือ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ถือว่าได้เข้ามาช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้รอบด้าน ครอบคลุมทุกกิจกรรมชีวิต มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

 

 

-มั่นใจในการรักษา ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ กับนวัตกรรมวัสดุทางทันตกรรม (Innovative Dental materials) เช่น ปูนพลาสเตอร์หล่อแบบฟัน สูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค พอลิเมอร์สำหรับฐานฟันเทียมและวัสดุคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน และวัสดุอุดรากฟัน โดยเอสซีจี คิดค้นและพัฒนาร่วมกับคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนเกิดเป็นนวัตกรรมวัสดุทางทันตกรรมที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับวัสดุที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ทางด้านทันตกรรมที่คิดค้นขึ้นเหล่านี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพสาธารณสุขไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีโอกาสใช้ของคุณภาพดี ได้มาตรฐานระดับสากล

 

 

-ไปหาหมอก็ประหยัดกว่า เพราะต้นทุนการรักษาลดลง กับนวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับวงการแพทย์ (Medical Plastics) เมื่ออุปกรณ์การแพทย์เปลี่ยนวัสดุมาเป็นพลาสติก น้ำหนักจึงเบาลง ขนส่งได้ครั้งละมากขึ้น ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก และสามารถผ่านการฆ่าเชื้อระดับสูงสุดด้วยรังสีแกมมา เม็ดพลาสติกดังกล่าวนำไปผลิตเป็นเข็มฉีดยา ขวดน้ำเกลือ ถุงเลือด สายลำเลียงของเหลวเป็นต้น

 

 

-เก็บความทรงจำและสิ่งของสำคัญได้นานกว่าเดิมไม่เลือนหาย บรรจุภัณฑ์ที่เราใช้เก็บของเมื่อระยะนานไปอาจกลายเป็นมาทำลายของเสียเองเพราะเสื่อมสภาพ แต่ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์จากเอสซีจี แพคเกจจิ้ง ที่ผลิตจากวัสดุไร้กรด (Acid Free Packaging) จะช่วยให้การเก็บรักษาสิ่งของต่าง ๆ ที่มีคุณค่า เช่น ผ้าไหม เครื่องแต่งกายสมัยโบราณ หนังสือ ภาพถ่าย โฉนดที่ดิน พินัยกรรม ไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ สามารถเก็บของที่มีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาให้คงทนยาวนาน ซึ่งนวัตกรรมนี้เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ได้พัฒนาร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

 

-เจ้าของบ้านยิ้มได้ ฉีกกฏการใช้งานคอนกรีตให้เป็นเรื่องสะดวก รวดเร็ว กับนวัตกรรมผ้าใบคอนกรีต (Concrete Fabric) นวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีปูนซีเมนต์และใยสังเคราะห์ ทำให้ได้ผ้าใบคอนกรีตที่มีความแข็งแรง ยืดหยุ่น สะดวกและสามารถปรับขึ้นรูปตามแต่ละสภาพ

 

 

-พื้นที่ในการใช้งานโดย ไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณส่วนผสม การผสมและการใช้งาน ผ้าใบคอนกรีตสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการงานชลประทาน เกษตรกรรม งานถนน งานตกแต่งสวน ตลอดจนนำมาใช้ทำงานประดิษฐ์ และงาน DIY อื่น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

 

 

-บ้านเย็นขึ้น ประหยัดค่าไฟ ชีวิตดีมีเงินเหลือใช้ กับ Active AIRflow™ System นวัตกรรมถ่ายเทอากาศ เพื่อบ้านอยู่สบาย เมืองร้อนอย่างประเทศไทย เรื่องการถ่ายเทอากาศในที่พักอาศัยเป็นเรื่องสำคัญ นวัตกรรมโดยเอสซีจีชิ้นนี้คือการพัฒนาอุปกรณ์ที่ติดตั้งตามตำแหน่งต่างๆ ของบ้าน ให้ถ่ายเทอากาศได้ขณะบ้านปิด ทำงานอัตโนมัติโดยควบคุมผ่านกล่องประมวลผลอัจฉริยะ ส่งผลให้บ้านสบาย พร้อมอยู่อาศัยตลอดเวลา

 

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่ใช้เทคโนโลยีใหม่บวกกับมันสมองคนไทยที่หมั่นสังเกต ทดลอง พัฒนาจนออกมาเป็นนวัตกรรมตอบโจทย์โลกที่พร้อมใช้งานได้จริงแบบไม่ต้องรอโลกอนาคต ทั้งนี้หากคุณมีไอเดียใหม่ที่ใครยังไม่รู้จัก อย่าละทิ้งไอเดียนั้น ลองต่อยอดให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาให้ผู้คนทั้งโลกได้ใช้ประโยชน์จากไอเดียของคุณกันดีกว่า

AIRA 10 year 5

คุณนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จัดทัพคณะผู้บริหาร “AIRA Group” เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจ สู่ปีที่ 11พร้อมโชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำในธุรกิจด้านการเงินที่ครบวงจร เตรียมความพร้อมจ่อนำ 3 บริษัทลูก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

mai

ผลการดำเนินงานของ บจ. mai ประจำไตรมาส 1/60 มียอดขายรวม 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% และมีกำไรสุทธิรวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมียอดขายเพิ่มขึ้น และพบกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตของทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ คือ กลุ่มธุรกิจการเงินและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

 
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 133 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 139 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ส่งงบการเงินไม่ตรงตามกำหนด และบริษัทยังไม่ถึงรอบการส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/60 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 60 มียอดขายรวม 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% กำไรสุทธิรวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.77% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 3.42% ทั้งนี้ พบ บจ. ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 94 บริษัท คิดเป็น 71% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

 
กำไรสุทธิรวมของ บจ. mai ในไตรมาส 1 ปีนี้ ยังคงเติบโตสอดคล้องกับยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม จะพบว่าทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรมยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง สำหรับ 5 บจ. ที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาสนี้ คือ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) บมจ. ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) บมจ. 2 เอส เมทัล (2S) บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) และ บมจ. บางกอก เดค-คอน (BKD)

 
ในส่วนของโครงสร้างเงินทุนรวมของ บจ. mai พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio อยู่ในระดับ 0.98 เท่า ในขณะที่สิ้นปี 59 อยู่ในระดับ 1.04 เท่า นายประพันธ์ กล่าว

 

 

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 พ.ค. 60) มี บจ. ใน mai 139 บริษัท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 560.23 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 312,581 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2,371 ล้านบาทต่อวัน

14005583021400558785l (1)

ในเดือนเม.ย. 60 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,566.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.52% จากสิ้นปี 59 โดยในเดือนเม.ย.ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1,826 ล้านบาท และยังซื้อสุทธิต่อเนื่องในครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลอดปีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหลักทรัพย์ไทย 8,350 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)

 

 

ในเดือนเม.ย.มีปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งทำให้ดัชนีทุกตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 59 คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ลดความรุนแรงลง และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรปที่มีเพิ่มขึ้น

 

 

ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนเม.ย. อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.87% จากสิ้นปี 59 ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนเม.ย. รวมอยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของเดือนพ.ค.เป็น 41,510 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)

 

สรุปตัวเลขที่สำคัญ

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

 

* ณ สิ้นเดือนเม.ย. 60 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปิดที่ 1,566.32 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.52%

 

* มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 15,474,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.62% ขณะที่ mai อยู่ที่ 320,679 ล้านบาท ลดลง 24.61% จากสิ้นปี 59

 

* Forward P/E ของ SET อยู่ที่ 15.24 เท่า และ mai อยู่ที่ 36.03 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 3.15% และ mai อยู่ที่ 1.70% ณ สิ้นเดือนเม.ย. 60

 

* เดือนเม.ย. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากเดือนเม.ย. 59 ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนม.ค. – เม.ย. 60 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 48,555 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

* ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิอยู่ที่ 1,826 ล้านบาท ในเดือนเม.ย. ทำให้ยอดซื้อสุทธิรวมในเดือนม.ค.–เม.ย.อยู่ที่ 8,197 ล้านบาท

 

* เดือนเม.ย. บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 28,188 ล้านบาท ซึ่งมาจากการระดมทุนในตลาดแรก 27,187 ล้านบาท และการระดมทุนในตลาดรอง 1,001 ล้านบาท ส่งผลให้มีมูลค่าระดมทุนรวม 51,847 ล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 60

 

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ในเดือนเม.ย. 60 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 244,808 สัญญา และ 291,043 สัญญา ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 60 โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม เพิ่มขึ้น 2.05% เมื่อเทียบกับทั้งปี 59 ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures

EXIM China_master

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายหลิว เหลียนเก๋อ รองประธานและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China EXIM) ร่วมกันลงนามในกรอบความร่วมมือสนับสนุนทางการเงินระหว่างกัน โดย EXIM BANK จะสนับสนุนทางการเงินให้แก่ China EXIM เป็นวงเงินจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ China EXIM สนับสนุนทางการเงินให้แก่ EXIM BANK 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งนำไปใช้สนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย-จีนในรูปของเงินกู้ หนังสือค้ำประกัน เงินทุน สินเชื่อเพื่อการค้า สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมทั้งการเข้าไปทำการค้าการลงทุนของนักธุรกิจไทยและจีนในประเทศที่สาม โดยมีนายพิริยะ เข็มพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ China EXIM กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

 

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นโครงการภายใต้นโยบาย One Belt, One Road หรือที่เรียกว่า นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของรัฐบาลจีน หรือเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอันเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางสายไหม และสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกา ในปี 59 ไทยส่งออกไปจีนเป็นมูลค่ากว่า 23,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน 0.3% (ปี 58 มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ 23,742 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากจีนยังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพในระยะยาว สินค้าส่งออกไปจีนอันดับต้นๆ ของไทยในปี 59 ได้แก่ เม็ดพลาสติก (10.24%) ยางพารา (8.79%) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (7.50%) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (6.83%) และเคมีภัณฑ์ (5.94%)

 

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ในการส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการของไทยไปจีน ส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในจีน และส่งเสริมให้นักลงทุนจีนเข้ามาในไทยมากขึ้น รวมทั้งโอกาสขยายความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจไทยและจีนเพื่อเข้าไปทำการค้าการลงทุนในประเทศอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศและภูมิภาคเอเชียโดยรวม นายพิศิษฐ์กล่าว

คุณพูลพิพัฒน์ QTC 2-1

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบของธุรกิจมีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง 60 มั่นใจว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จะกลับมาเทิร์นอะราวด์ โดยทั้งปีบริษัทตั้งเป้ารายได้โต 1,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.ได้ทยอยส่งมอบสินค้าไปแล้ว 200 ล้านบาท และยังมีออเดอร์ในมือ (backlog)ที่จะทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าในช่วงที่เหลือของปีนี้อีก จำนวน 400 ล้านบาท

 

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 2/60 บริษัทฯ มีแผนการประมูลงานในส่วนของภาครัฐ อาทิ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถคว้างานได้ไม่ต่ำกว่า 300-350 ล้านบาท และมียอดสั่งสินค้าจากลูกค้าต่างประเทศ รวมทั้งงานจากภาคเอกชนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

 

“ผลการดำเนินงานของบริษัทเริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจนมากขึ้น จากแผนการทำการตลาดต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ บวกกับการเปิดโครงการใหม่ของภาครัฐ และเอกชนที่มีเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ความต้องการใช้หม้อแปลงไฟฟ้าปรับตัวดีขึ้น” นายพูลพิพัฒน์ กล่าว

 

 

โดยในวันที่ 31 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อขอมติให้ บริษัท คิวทีซี โกลบอลเพาเวอร์ จำกัด (QTCGP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 99.99% เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในเมืองมินบู สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 220 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 170 เมกะวัตต์ โดย QTCGP ในฐานะผู้ซื้อจะเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นของ บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด (GEP Thailand) เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวจาก Noble Planet Pte. Ltd. และ Planet Energy Holdings Pte. Ltd.

 

 

บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด (GEP Thailand) ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยปัจจุบัน GEP Thailand เป็นผู้ถือหุ้น 99.99% และเป็นผู้ได้รับสัมปทานในรูปแบบ BuildwOperatewTransfer (BOT) ในการพัฒนาและดำเนินโครงการฯ และเป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement หรือ สัญญา PPA) กับ Electric Power Generation Enterprise (EPGE)ระยะเวลารวมทั้งสิ้น 30 ปี นับจากวันที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของระยะที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 170 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น 4 ระยะและคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 3/61

 

 

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/60 สิ้นสุด 31 มี.ค. 60 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 202.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.30 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 86.75 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 132.91 % และมีขาดทุนสุทธิ 18.16 ล้านบาท ลดลง 26.78% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 24.81 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายได้จากการขายหม้อแปลงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐ และเอกชน ตามการลงทุนของโครงการของภาครัฐ และยอดการส่งออกต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งในวันที่ 26 พ.ค. 60 บริษัทฯได้มีการกำหนดจ่ายเงินปันผลงวดปี 59 ให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.03 บาท

1 เอสซีจี รับรางวัลผู้นำนวัตกรรมด้านการประยุกต์ใช้ Internet of Things ในอุตสาหกรรม

เอสซีจี ขานรับนโยบาย Industry 4.0 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคอุตสาหกรรม โดยล่าสุดได้รับรางวัลผู้นำนวัตกรรมด้านการประยุกต์ใช้ Internet of Things (IoT) ในอุตสาหกรรม หรือ “Innovative Industrial IoT Project Implementation Award” จาก Intel ในงาน “ASIA IoT Solution Alliance 2017” ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ระบบ Real-time Inventory Monitoring สำหรับอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าองค์กรสามารถตรวจสอบปริมาณซีเมนต์คงเหลือในไซโลซีเมนต์ของเอสซีจีได้แบบอัตโนมัติ ก่อนนำมาประมวลผลเพื่อคำนวณปริมาณความต้องการ รวมทั้งเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการใช้งานซีเมนต์ในแต่ละไซต์ได้อย่างรวดเร็วทันทีและแม่นยำ โดยผู้ใช้งานสามารถเรียกดูข้อมูลดังกล่าวที่เก็บไว้บนระบบคลาวด์ได้อย่างสะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา

 

 

ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าว ได้นำไปใช้งานจริงในไซโลซีเมนต์ของเอสซีจีแล้วกว่า 40 ไซโล และมีแผนจะนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงและเวลาจากการใช้แรงงานคน รวมทั้งยังเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขนส่งโลจิสติกส์ ทำให้การเติมผลิตภัณฑ์ในสต็อกของลูกค้าเป็นไปได้แบบอัตโนมัติ

คุณสาธิต สุดบรรทัด

นายสาธิต สุดบรรทัด กรรมการผู้จัดการ บมจ. ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด ยิปซัม อิฐมวลเบาและบริการหลังการขาย ภายใต้แบรนด์ ตราเพชร เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/60 (ม.ค.-มี.ค. 60) บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 135.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.83% เมื่อเปรียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 129.31 ล้านบาท (รวมกำไรพิเศษจากการขายที่ดินที่ไม่ได้ใช้งาน) หรือหากเปรียบกับกำไรสุทธิจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 106.19 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายที่ดินที่ไม่ได้ใช้งาน 23.12 ล้านบาท ) จะเติบโตถึง 27.66% และเติบโต 95.87% หากเทียบกับกำไรสุทธิในไตรมาส 4/59

 

 

โดยกำไรสุทธิของบริษัทฯ ในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตได้อย่างโดดเด่นมาจากความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ จึงสามารถผลักดันยอดขายเติบโตได้ดีทุกช่องทาง โดยมีกลุ่มห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ กลุ่มลูกค้าโครงการและกลุ่มร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายย่อยในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดี เนื่องจากคู่ค้ามีการลงทุนโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างจังหวัดที่ดีขึ้นจากราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับตลาดส่งออกไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่ยังมีอัตราการขยายตัวที่ดีเช่นกัน

 

 

ส่วนภาพรวมรายได้ในไตรมาส 1/60 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 1,160.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 25.16% หากเทียบกับไตรมาส 4/59 ซึ่งมาจากความสำเร็จในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มและการบริหารจัดการด้าน Product Mix รวมถึงการดำเนินกิจกรรมการตลาดที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายสินค้าผ่านกลุ่มห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่เพิ่มเป็น 14%  ส่วนกลุ่มลูกค้าโครงการอยู่ที่ 11%  และตลาดส่งออกอยู่ที่ 18% ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายที่มาจากร้านค้าปลีกรายย่อยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

 

“เราพอใจผลงานในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่สามารถผลักดันการเติบโตได้ดีทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ โดยมาจากการบริหารจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินกิจกรรมการตลาดที่ช่วยกระตุ้นยอดขายและสินค้าที่มีความหลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ กระเบื้องคอนกรีตและกระเบื้องจตุลอนที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายทั้งตลาดในประเทศและส่งออก ทำให้ภาพรวมอัตราการใช้เครื่องจักรเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมด” นายสาธิต กล่าว

 

 

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/60 นั้น เชื่อว่ายังคงรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากตลาดวัสดุก่อสร้างในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากกำลังซื้อของผู้บริโภคต่างจังหวัดดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ได้ลงทุนขยายสาขาใหม่และกลุ่มลูกค้าโครงการได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  จึงเชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมยอดขายสินค้าในไตรมาส 2 และการเติบโตในครึ่งปีแรกที่คาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5% ตามเป้าหมายที่วางไว้

1 2 3 125