ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 163

A54B0626-0E86-4583-B05D-19C7073FCC3C

หลักทรัพย์บัวหลวง เจ้าของมาร์เก็ตแชร์ Block Trade SSF สัดส่วน 8.54% เผยหุ้นไทยเดือนก.ย.ปรับตัวขึ้น 2.02% หนุนความนิยมธุรกรรมBlock Trade นำทีมโดยหุ้นอ้างอิง PTT และ PTTEP หลังมีมูลค่าซื้อขายสัญญาวมกันสูงกว่า 12% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการธุรกรรม Block Trade ที่มีส่วนแบ่งการตลาด เมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขาย Block Trade SSF ในเดือนกันยายน 2561 ที่ระดับ 8.54% เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.02% หลังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมาที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรระยะสั้นในธุรกรรม Block Trade โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีมูลค่าซื้อขายสัญญา PTT และ PTTEP รวมกันสูงกว่า 12% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด

โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายธุรกรรม Block Trade ฟิวเจอร์สอ้างอิงหุ้นรายตัวสูงถึง 5,335,138 สัญญา คิดเป็นประมาณ 4,249 ล้านบาท เฉลี่ยต่อวันคิดเป็น 95.78% ของมูลค่าการซื้อขายรวม Single Stock Futures ทั้งสิ้น 5,526,947 สัญญา คิดเป็นมูลค่าการซื้อขาย (คำนวณจากราคาปิด) ประมาณ 88,716 ล้านบาท เฉลี่ย 4,436 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าถึง 65.76%

ขณะที่จำนวนสัญญา Block Trade คงค้างรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.36% ของจำนวนสัญญาคงค้างวันสุดท้ายของเดือน จาก 2,115,983 สัญญา ในเดือนสิงหาคม เป็น 2,652,501 สัญญา คิดเป็น 86.32% ของสัญญาอนุพันธ์คงค้างรวม สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่มีการปรับตัว ทั้งนี้มูลค่าสถานะคงค้างเฉลี่ยรายวันคิดเป็น 28,367 ล้านบาท เพิ่มจากเดือนก่อนหน้า 26,261 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.02%

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีหุ้นอ้างอิงที่ทำธุรกรรม Block Trade ได้ทั้งหมด  93 หุ้น โดยหุ้นอ้างอิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ หุ้นอ้างอิง CPALL ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง 7.63% เกิดจากการเข้ามา

เก็งกำไรประเด็นขายหุ้น MAKRO จำนวน 230 ล้านหุ้น ราคา 44 บาทต่อหุ้น เมื่อปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา และนับจากเดือนเม.ย.เป็นต้นมา มีแต่ปัจจัยเชิงลบ คือ 1.นาคารเว้นค่าธรรมเนียมสหรับการทธุรกรรมออนไลน์ ทำให้ผู้คนใช้บริการ Counter Service ของ CPALL ลดลง 2. บริษัทเจอกับฝนนอกฤดูในเดือนเม.ย. ทำให้ยอดขายสาขาเดิมชะลอตัวในไตรมาส 2 ปี 2561 3.่าแรงขั้นต่ำและค่าไฟสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ปัจจัยนี้มีผลกระทบต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1 ปี 2562

อันดับที่ 2 คือ หุ้นอ้างอิง PTT ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 7.32% หลังมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นต่อแนวโน้มของ PTT แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นเป็นแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากยังมีประเด็นที่เป็นข้อกังวลสำคัญ คือ 1.ความเป็นไปได้ในลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล 2.การควบคุมราคาพลังงานหลังเลือกตั้ง 3.การแข่งขันในธุรกิจน้ำมันค้าปลีกที่รุนแรงขึ้น และ4.ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจก๊าซที่ลดลง

อันดับที่ 3 คือ หุ้นอ้างอิง PTTEP ที่มีสัดส่วนการซื้อขาย 5.09% หลัง PTTEP มีเป้าหมายจะเพิ่มปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proved reserve หรือ P1) จากระยะเวลา 5 ปี เป็น 10 ปี และการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายของโครงการ Mozambique และโครงการ Bongkot & Erawan (ถ้าบริษัทชนะการประมูล) จะส่งผลให้บริษัทมี P1 เพิ่มขึ้นเป็น 7-8 ปี ในปี 2562 ขณะเดียวกันนักลงทุนเชื่อมั่นว่า PTTEP จะได้รับชัยชนะ

ในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ Bongkot & Erawan

เอ็มดีหลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวว่า ไม่แปลกที่ธุรกรรม Block Trade จะเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะถือเป็นการลงทุนในกลุ่มที่มีผลตอบแทนสูง เมื่อผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน (High Risk & High Return) ฉะนั้นนักลงทุนต้องใช้ความรอบคอบ และศึกษาข้อมูลให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการวางหลักประกัน หากราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดทิศทางจะส่งผลโดยตรงต่อเงินวางหลักประกัน ด้วยภาวะตลาดที่มีความผันผวน Block Trade ถือเป็นทางเลือก สำหรับการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนระยะสั้นได้ดี ดังนั้นนักลงทุนควรใช้เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน จุดขายหรือตัดขาดทุนได้เหมาะสม

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้บริการ Block Trade สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BLS Customer Service โทร 0-2618-1111

9BF36BD1-3E63-4005-A21D-B0C66C14572F

 

หลักทรัพย์บัวหลวง เผยตลาดหุ้นเดือนก.ย.พุ่ง หนุนนักลงทุนเก็งกำไร DW ทุบสถิติซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงสุด พร้อมเปิดตัว  LINE ID: @DW01 โฉมใหม่ ชูฟีเจอร์ “Toggle” ข้อมูลครบในหน้าเดียว เลือกลงทุนได้ตรงสไตล์ เอาใจลูกค้าเทรด DW หนุนครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์เหนียวแน่น

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออก DW ที่มีมูลค่าการซื้อขายในระบบสูงสุดเป็นอันดับ 1 เปิดเผยว่า ภาพรวมการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) ในเดือนก.ย.61 เป็นไปอย่างคึกคัก ขานรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น 2.02% จากสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร DW เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4,517 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย DW ต่อหลักทรัพย์ทั้งระบบอยู่ที่ 7.9% และสัดส่วนการซื้อขาย Call DW สูงขึ้นต่อเนื่องสะท้อนนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม

สำหรับ DW ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดยังคงเป็น DW อ้างอิง SET50 Index มีสัดส่วนการซื้อขาย 50.5% ของการซื้อขาย DW ทั้งอุตสาหกรรม อันดับ 2 DW อ้างอิงหุ้น BEAUTY มีสัดส่วนการซื้อขายสูง 3.1% นับเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุนสำหรับ DW อ้างอิงหุ้นรายตัว หลังจากหุ้น BEAUTY ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาและอันดับ 3 เป็น DW อ้างอิงกับหุ้น PTTEP มีสัดส่วนการซื้อขาย 1.7% หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบปี 2561 พร้อมความผันผวนสูงขึ้น

ทางด้านจำนวน DW ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 61 มีจำนวน 1,420 รุ่น แบ่งเป็นCall DW 1,245 รุ่นและ Put DW 175 รุ่น โดยมีจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีการเสนอขาย 115 ตัว เท่ากับเดือนก่อนหน้า

ในขณะที่หลักทรัพย์บัวหลวงยังครองส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมในเดือน ก.ย. 61 ด้วยสัดส่วน 41.5% และเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DWสูงสุดในอุตสาหกรรมจำนวน 320 รุ่น คิดเป็น 22.54% ของจำนวน DW ที่ซื้อขายทั้งหมดในตลาด แบ่งเป็น Call DW 223 รุ่น และ Put DW 97 รุ่น และมีหลักทรัพย์อ้างอิงให้เลือกคิดเป็น 79.13% ของจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงทั้งหมดในอุตสาหกรรม

"หลักทรัพย์บัวหลวงยังครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดDW อย่างต่อเนื่องตอกย้ำแชมป์อุตสาหกรรมได้อย่างเหนียวแน่น เราจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการลงทุน ซึ่งเดือนก.ย.ที่ผ่านมาจึงได้เปิดตัว LINE ID: @DW01 โฉมใหม่ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ “Toggle” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงค่า DW Indicator ยอดนิยมที่ใช้ตัดสินใจลงทุนได้ทันทีในหน้าเดียว ซึ่งได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี โดยมีนักลงทุนเข้ามาใช้งานอย่างคึกคัก"นายบรรณรงค์ กล่าว

สำหรับฟีเจอร์ Toggle นั้น นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบ อัตราทด, Sensitivity และค่าเสื่อมเวลาได้ในทันที ทำให้นักลงทุนสามารถเลือก DW01 ให้เหมาะกับสไตล์และกลยุทธ์การลงทุนของตนเองได้เพียงไม่กี่คลิก นอกจากนี้ยังแสดงราคารับซื้อคืนเบื้องต้นตามตารางราคาเมื่อเทียบกับราคาหุ้นอ้างอิงในขณะนั้นและมีสถานะบอกว่าDW01 รุ่นนั้นควรหลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนเข้าลงทุนใน DW ที่ราคาลอย รวมทั้งนักลงทุนสามารถพิมพ์ชื่อหุ้นอ้างอิงที่สนใจในการลงทุน DW ที่หน้าหลัก LINE@DW01 เพื่อเข้าถึง DW01 ทุกรุ่นที่อ้างอิงกับหุ้นนั้นและสามารถเข้าถึงตารางราคาได้ทันที

"ฟีเจอร์ Toggle นี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถคัดเลือก DW ที่มีความคุ้มค่าน่าลงทุนเหมาะกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังของตนเองได้ในหน้าเดียว เพียงกดแอด LINE ID: @DW01 เชื่อว่าจะทำให้ไลฟ์สไตล์การเทรด DW ง่ายขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำขึ้น"นายบรรณรงค์ กล่าว

C88C1B92-AC6D-4791-B18A-4FAAB4786AFD

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (กลาง) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับนายสุเมธ ตันธุวนิตย์ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) (RCL) และนายสุเทพ ตระนันทสิน (ขวา) กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ (ปฏิบัติการ) RCL ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK วงเงิน 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับให้บริษัทซึ่งเป็นผู้ประกอบการเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รายใหญ่ของไทยนำไปใช้ติดตั้งอุปกรณ์บำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide Scrubber) ให้กับกองเรือคอนเทนเนอร์ของบริษัท เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซพิษสู่บรรยากาศ โดยสอดคล้องกับมาตรการควบคุมมลพิษจากการเดินเรือขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกองเรือ ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้ EXIM BANK ได้รับมอบหมายภารกิจจากรัฐบาลไทยให้สนับสนุนสินเชื่อพาณิชยนาวีเพื่อสนับสนุนการใช้เรือไทยแทนการใช้บริการเรือจากต่างประเทศ ทำให้เกิดรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และการพัฒนาศักยภาพกองเรือไทย

344DC980-58B7-45E9-9994-BA713E7BAAE4

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การต้อนรับนายรัชกุมา เบนิวัล (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำรัฐคุชราต และนักธุรกิจจากสาธารณรัฐอินเดีย พร้อมแนะนำบทบาทของ EXIM BANK ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของผู้ประกอบการไทย รวมทั้งหารือถึงแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่าง EXIM BANK กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐคุชราต ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

info--sme-privilege

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.)   จัดแคมเปญสุดพิเศษ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไปที่ใช้งานแพลตฟอร์ม SME D Bank แอปพลิเคชันศูนย์กลางบริการครบวงจรเพื่อเอสเอ็มอีไทย  รับสิทธิประโยชน์มากมาย  เพียงแค่ดาวน์โหลด และสมัครใช้งาน รับทันที 50 แต้ม และเข้าใช้งาน รับวันละ1 แต้ม สามารถสะสมแต้มได้ไม่จำกัด  นำไปแลกสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น 10 แต้ม รับฟรี โดนัท 2 ชิ้นจากร้าน Mister Donut ,   25 แต้ม รับส่วนลดแทนเงินสด 50 บาท จาก Tesco Lotus  , 30 แต้ม รับฟรี โค้ดแลก 25 LINE Point และ 45 แต้ม รับฟรี Starbucks eCoupon มูลค่า 100 บาท จากร้านStarbucks เป็นต้น ด่วน! ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น หรือจนกว่าสิทธิพิเศษจะหมด  คลิกโหลดได้ทันที : https://smedbank.smebank.co.th/app

01757B01-7FA3-4F0A-9799-781B034B9129

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เอาใจสายช็อปเพื่อสุขภาพ ร่วมแคมเปญ Paradise Green Please : Green ดี Me สุข” ให้ลูกค้าบัตรเครดิตธนชาต ช็อปสินค้าจากร้านภายในศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค รับบัตรกำนัลสูงสุด 1,200 บาท ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2561

  • ช็อป 3,000 บาท ขึ้นไป รับบัตรกำนัล สตาร์บัค 100 บาท
  • ช็อป 10,000 บาท ขึ้นไป รับบัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ 500 บาท

ลงทะเบียนร่วมรายการ ณ จุดแลกของสมนาคุณ ชั้น G (โซน Paradise Service) และ ชั้น 2 โซนธนาคาร หน้าห้างฯ กรุงเทพ-โตคิว สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย หรือ ธนาคารธนชาตโทร.1770 และ http://www.thanachartbank.co.th

 

04532001-E014-4581-9927-3A1E86E63E7E

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับการพัฒนาและสร้างโอกาสการเข้าสู่แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการ SMEs พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยพบปะปราชญ์ชาวสวนยาง นายประยงค์ รณรงค์ ผู้นำชุมชนไม้เรียง เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ในโอกาสเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนไม้เรียง สถาบันการเรียนรู้เพื่อพึ่งพาตนเอง ปลูกยางพาราแบบผสมผสาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และผู้ประกอบการท้องถิ่น ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

189CB469-6F7F-48E0-AFAF-51F99F26A13B

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK นำผู้บริหารและพนักงาน EXIM BANK มอบเงินบริจาคในนามธนาคารและส่วนหนึ่งได้รับบริจาคจากพนักงาน จำนวนรวม 606,320 บาท ให้แก่นายธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ ประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษา การปรับปรุงอาคารหอพัก และของใช้จำเป็นแก่ผู้พิการที่เข้าอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ ณ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมในโครงการด้าน CSR ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้พิการมีชีวิตที่เป็นอิสระและผาสุก มีทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถประกอบอาชีพได้

 

3BC17F78-AF3A-4B82-B4B0-CBA6016BA381

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อให้บริการทางการเงินและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ระหว่างสมาชิกของสภาสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มุ่งขยายช่องทางให้ลูกค้าประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสถาบันการเงินของรัฐได้สะดวกและทั่วถึง พร้อมร่วมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม และประชุมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานที่ร่วมลงนามได้รับทราบแนวทางการทำงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

6E96AD49-DE1F-4FC9-B66C-34A4818ECB6D

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อให้บริการธุรกรรมทางการเงินและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ระหว่างสมาชิกสภาสถาบันการเงินของรัฐ (SFIs) 9 แห่ง ซึ่งรวมถึง EXIM BANK กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม ณ ธอส. สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้ ความร่วมมือนี้เพื่อขยายช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของ SFIs ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมนโยบายสร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

47D73ED9-0399-49F3-AB0F-AF3B7443430B

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อให้บริการธุรกรรมทางการเงินและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ระหว่างสมาชิกของสภาสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมี นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมลงนาม เพื่อมุ่งขยายช่องทางให้ลูกค้าประชาชนเข้าถึงบริการสถาบันการเงินของรัฐได้สะดวกและทั่วถึง และร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 9 แห่ง สามารถนำผลิตภัณฑ์ชุมชนจำหน่ายผ่าน Platform e-Market เบื้องต้นกำหนดให้ไปรษณีย์ไทยอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้า และ PTT Station เป็นจุดรับ - ส่งสินค้า จากการผนึกกำลังกันในครั้งนี้ช่วยส่งเสริมนโยบายสร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

3CB05B23-089D-4A79-8077-2E2C35383E5A

นางนิภารัตน์ พิสิฐพิทยเสรี รักษาการแทนผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สมาชิกสภาสถาบันการเงินของรัฐ (SFI) ขานรับนโยบายรัฐบาล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือให้บริการธุรกรรมทางการเงินและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนในสถานีบริการน้ำมัน การให้บริการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ระหว่างสมาชิกสภาสถาบันการเงินของรัฐ ทั้ง 9 แห่ง กับ บริษัทปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ณ ห้องวิมานแมฆ ธนาคารอาคารสงเคราห์

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น บสย. ได้วางแนวทางความร่วมมือ โดยจะช่วยคัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าของ บสย. สามารถน้าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ามาจำหน่ายผ่าน Platform e-Market โดยมีไปรษณีย์ไทยอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้า และ PTT Station เป็นจุด รับ – ส่งสินค้า

D8A03D34-9219-459B-AB9D-02B4CEA45C24

ธ.ก.ส. ร่วมมือภาคีเครือข่ายสถาบันการเงินของรัฐ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด(มหาชน) ใช้พื้นที่ของสถานีบริการน้ำมันเป็นศูนย์รวมให้บริการทางการเงินแบบ One Service แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างช่องทางจำหน่ายและกระจายสินค้าชุมชนสู่ผู้บริโภค กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน

วันนี้ (4 ตุลาคม 2561) ณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการลงนามความร่วมมือระหว่างผู้บริหารบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) (ปตท.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) ในการใช้พื้นที่ปั๊ม ปตท.เป็นศูนย์รวมในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสถาบันการเงินของรัฐได้ง่าย รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ธ.ก.ส พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs เกษตร และชุมชน มาจัดจำหน่าย ณ สถานีบริการน้ำมันปตท. รวมถึงใช้จุดดังกล่าวเป็นศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ซื้อขายผ่านช่องทาง Platform e-Market โดยสินค้าที่นำไปจำหน่ายจะมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น รังนกพร้อมดื่มสำเร็จรูป จมูกข้าวกล้องงอกชนิดผงสำหรับชงดื่ม แชมพูสระผมน้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำน้ำนมข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว A-rice และผลิตภัณฑ์คุณภาพอื่นๆ จากชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงการพิจารณาเปิดร้านค้า A-Shop หน่วยบริการหรือสาขา ธ.ก.ส.ในปั๊มน้ำมันตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินแบบ One Service แก่ประชาชน ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่ดังกล่าว นอกจากเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าชุมชน ยังสามารถสร้างเป็นจุดทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายสินค้าชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น ปีใหม่ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยว ได้เลือกซื้อสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น และสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง อันเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชน ทั้งการผลิตสินค้า การสร้างงาน สร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตและเข้มแข็งในระยะยาว

864C5F50-7C7A-45F4-93C1-8CA920F8A121

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อให้บริการธุรกรรมทางการเงินและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ระหว่างสมาชิกของสภาสถาบันการเงินของรัฐ 9 แห่ง ประกอบด้วย 1.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 2.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 6.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 7.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 8.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ 9.บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย กับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการขยายช่องทางให้ลูกค้าประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสถาบันการเงินของรัฐได้สะดวกและทั่วถึง แบบ One Service ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมนโยบายสร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ณ ห้องวิมานเมฆ อาคาร 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ พระรามเก้า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

783F01C5-6330-4DDA-B202-3DFCFA6E2CE5

บสย. ผนึก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเวที “ต่อยอดธุรกิจ Startup ให้สำเร็จ ด้วยกลยุทธ์เด็ดจากนวัตกรรม” สร้างเครือข่ายนักธุรกิจสายพันธุ์ สตาร์ทอัพ – นวัตกรรม พร้อมโชว์เคส นวัตกรรมสร้างเงินล้าน แมทชิ่งธุรกิจ - แหล่งเงินทุน เผยแนวโน้มการขอสินเชื่อ และค้ำประกันสินเชื่อขยายตัวตามเทรนด์

นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) และสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการเงินและภาคเอกชน เปิดเวทีต่อยอดธุรกิจ Startup จัดสัมมนา “ต่อยอดธุรกิจ Startup ให้สำเร็จ ด้วยกลยุทธ์เด็ดจากนวัตกรรม” เปิดเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายนักธุรกิจสายพันธุ์ Startup และ Innovation ที่เคยผ่านการอบรมหลักสูตร “24 ชั่วโมงสร้าง DNA นักธุรกิจรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรม “ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นการเปิดเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจ ขยายเครือข่าย และเสริมสร้างโอกาสทางการเงิน จากธนาคารที่มีโครงการสินเชื่อ Startup และ Innovation โดยมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Startup & Innovation ของ บสย. รองรับ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจาก ผู้ประกอบการกลุ่ม Startup และ Innovation กว่า 200 คน เข้าร่วมฟังการถ่ายทอดองค์ความรู้จากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลากหลายมุมมอง อาทิ คุณณัฎฐ์เมธี ธนกิตต์วุฒิกุล ผู้บริหาร A Grains Granola จากธุรกิจ Startup คุณวาริท น้อยเกิด เจ้าของประชาฟาร์ม (ปลาสวยงาม บ้านโป่งราชบุรี) ก้าวสู่ความสำเร็จด้ายการขายผ่านช่องทาง Online 100% คุณอภิณพร ทองดี จาก บริษัท แอลเจที อินเตอร์ ฟู้ด จำกัด (ขนมครองแครงเล็กจนโต) การต่อยอดและขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก

ปิดท้ายงานด้วยการเปิดเวทีธุรกิจที่ไม่ธรรมดา “ขยายธุรกิจอย่างไรให้รุ่งโรจน์ ไม่รุ่งริ่ง” โดยผู้ประกอบการตัวจริง คุณชวลิต ต่อสหะกุล เจ้าของกิจการพระรามเก้าไก่ย่าง จากร้านเพิงเล็กๆ ขยายเป็น 100 โต๊ะ พร้อมแนวคิดร้านอาหารเชิงรุก คุณเขมิกา จิวะพรทิพย์ แห่ง บริษัท แอล วี เอ็น แอล จำกัด สตูดิโอออกกำลังกายฟิซิค PHYSIQUE 57 คุณกฤษฎา ชุณศาสตร์ บริษัท ชุณศาสตร์ จำกัด ภายใต้แนวคิด ขายสินค้าต้องรู้จักใช้สื่อ ขยายธุรกิจต้องรู้จักการสื่อสาร และ ไฮไลท์ปิดท้าย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนต่อยอดธุรกิจระหว่างกัน

ปัจจุบัน บสย. อนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 กว่า 900 ราย คิดเป็นวงเงินค้ำประกันสินเชื่อกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มผู้ประกอบการ SMEs กลุ่ม Startup และ Innovation มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการขอสินเชื่อจากธนาคาร และการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

AD3754F7-B8E3-467D-8E92-07FC4E14F789

นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ รองอธิบดีกรมสรรพากร ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ครบรอบปีที่ 16 พร้อมทั้งมอบเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการ สคร.
โดยมีนางสาวรสา กาญจนสาย ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ รับมอบและให้การต้อนรับ ณ ห้องแก้ววิเชียร
อาคารเอสเอ็มอีแบงก์ ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561

EEC64EAB-9CBF-43B6-8FA1-D962254519A0

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมแสดงความยินดีกับนางสาวรสา กาญจนสาย ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สคร. ครบรอบ 16 ปี พร้อมมอบเงินบริจาคสมทบกองทุนสวัสดิการ สคร. ณ อาคารเอสเอ็มอีแบงก์ ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561

3796FF8F-7C88-4AC9-96F6-9C710E3C727C

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) ร่วมแสดงความยินดีในงาน “วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ครบรอบ 16 ปี” พร้อมร่วมสนับสนุนสมทบทุนเพื่อสาธารณประโยชน์และการกุศล โดยมีนางสาวรสา กาญจนสาย ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ และ นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ รับมอบและให้การต้อนรับ ณ อาคาร SME Bank Tower ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561

451F6A28-2A21-478D-A6E9-377672CAD128

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดงาน “โครงการ SME-D Scale up ติดปีกธุรกิจ SMEs 4.0” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่าง ธพว. และ เคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดกิจกรรมให้ความรู้และพัฒนาลูกค้าของธนาคารเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงต่อยอดธุรกิจให้เติบโตแข็งแรงอย่างยั่งยืนในยุค 4.0 โดยรุ่นที่ 1 อบรมรวม 5 วัน วันที่ 3 - 5 ตุลาคม 2561 เป็นการอบรมให้ความรู้ด้านต่างๆ ด้านการเขียน BMC แผนธุรกิจ กระบวนการ 5 STEP เข้าใจลูกค้า มองหาปัญหา ออกไอเดีย สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และวันที่ 11 - 12 ตุลาคม 2561 แลกเปลี่ยนความรู้และลงมือทำเน้นการเปลี่ยนแปลงมุมมองในการบริหารจัดการธุรกิจ Show & Share ระหว่างผู้ประกอบการ และจะมีการลงพื้นที่ Site Visit โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากเคเอ็กซ์ มจธ. ช่วยวิเคราะห์ปัญหาในสถานประกอบการของธุรกิจด้วย ณ Co-Working Space สำนักงานใหญ่ อาคาร SME Bank Tower

unnamed

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) (KTBST) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามและแสดงเจตจำนงความร่วมมือทางธุรกิจด้านวาณิช  ธนกิจ และนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์กับ บริษัท Unicaptal, Inc.กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการด้านการลงทุนครบวงจรชั้นนำของฟิลิปปินส์

การร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ครอบคลุม 3 หลักกิจกรรมทางธุรกิจ ได้แก่ 1. การแนะนำให้ผู้ลงทุนสถาบันของประเทศไทยกับฟิลิปปินส์มาลงทุนในสินทรัพย์ตลาดทุนต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และกองทุน  2. ความร่วมมือในการทำ Dual-listing  หรือการนำบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในฟิลิปปินส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนำบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์  และ 3. การร่วมมือจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจจากสินทรัพย์หรือโปรเจคใน 2 ประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal power plant) เป็นต้น

ทั้งนี้ KTBST ตัดสินใจร่วมมือกับ Unicapital เนื่องจาก ทั้ง 2 บริษัทมีความเป็นเอกเทศไม่ขึ้นอยู่กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีโครงสร้างการบริหารงานและบุคคลากรที่ทำงานคล้ายคลึงกัน  อีกทั้งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และเข้าใจตลาดทุนอย่างลึกซึ้ง โดยการทำบันทึกข้อตกลงนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของ KTBST สู่ระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งจะเป็น "สถาบันการเงินของไทยที่โดดเด่น" (Outstanding financial Institutional in Thailand) และเพิ่มโอกาสในตลาดหุ้นต่างประเทศ

ปัจจุบัน KTBST ให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสการลงทุนและการกระจายการลงทุนให้กับลูกค้าและนักลงทุน ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตสูงในอาเซียนและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีบริษัทจดทะเบียนที่มูลค่าทางการตลาดที่ใหญ่  โดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ มีกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มอุปโภคบริโภค, กลุ่มธุรกิจบันเทิง , กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม , กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค (Utility) รวมถึงกลุ่มธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ซึ่งต้องถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่และน่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้นเป็นตลาดที่มีความคึกคักมากที่สุดในอาเซียน มีกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่โดดเด่น รวมถึงกลุ่มธุรกิจพลังงานระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างกลุ่ม PTT ที่มีธุรกิจอุตสาหกรรมด้านเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมีธุรกิจอุปโภคบริโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น CPN  CPALL และ BJC  ซึ่งน่าจะดึงดูดนักลงทุนจากฟิลิปปินส์เข้ามาลงทุนได้เช่นเดียวกัน

"ตลาดหุ้นไทยมีความพร้อมและความสมบูรณ์มาก ด้วยการมีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  (IPO) จำนวนมาก รวมทั้งตลาดตราสารหนี้ที่มีผู้ออกตราสารจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการมีสภาพคล่อง (Market liquidity) ของตลาดที่สูง ซึ่งจะจูงใจให้มีเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) จากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ของฟิลิปปินส์เข้ามาลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ KTBST ต้องขอขอบคุณทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เปิดช่องทางในการให้นักลงทุนสามารถขยายการลงทุนไปยังอาเซียนได้" ดร.วิน กล่าว

ด้านนายเจม เจ มาร์ติเรซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Unicapital Group กล่าวว่า Unicapital เล็งเห็นการเติบโตและโอกาสการลงทุนในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงานทดแทน โครงสร้างพื้นฐาน โรงแรมและการท่องเที่ยว  อสังหาริมทรัพย์  การขยายตัวของเมืองต่าง ๆ นอกตัวเมืองมะนิลา  ธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ และเทคโนโลยี และเกษตรกรรม

สำหรับโอกาสในการลงทุนในกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน อ้างถึงข้อมูลของธนาคารโลกในปี 2014 ระบุว่า ประชากรฟิลิปปินส์เข้าถึงระบบธนาคารเพียง  31% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากล ขณะที่ประชากรฟิลิปปินส์มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพียง 1% ของจำนวนประชากรทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้น ในมุมมองของกลุ่มบริษัท Unicapital จึงเห็นโอกาสการขยายธุรกิจไปสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นประชากรชนชั้นกลางของประเทศ ซึ่งจากมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์แล้วจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์เติบโตได้ดี

ด้านภาพรวมเศรษฐกิจของไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST กล่าว เปิดงาน Thailand and Philippines Investment Opportunity and MOU signing ceremony between KTBST and Unicapital Group ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน จากการบริโภคภาคเอกขนที่ขยายตัว +4.5% ในไตรมาส 2 และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนไทยที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าปีนี้การลงทุนภาคเอกชนจะเติบโต 3%YoY ตาม Roadmap การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจะเติบโตอย่างน้อย 9-10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นำโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย ลาว และฮ่องกง ส่วนภาคการส่งออกยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง นำโดยอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งตลาดสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อาเซียน และออสเตรเลีย สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับสงครามการค้า และความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตุรกีโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจเปราะบาง และมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP สูงกว่า -1% ของ GDP แต่การอ่อนค่าลงของเงินบาท และพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทย จะช่วยลดทอนความรุนแรงของสงครามการค้าลง และจำกัดผลกระทบจากวิกฤติของตุรกี และหนุนให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้ และเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ

นายอาเวอลิโน เจ ครูซ จูเนียร์ (Mr. Avelino J. Cruz, Jr.) ประธานคณะกรรมการบริษัท Unicapital Securities, Inc. (USI) และคณะกรรมการบริษัท Unicapital, Inc. (UI) กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของเศรษฐกิจ จากบรรดาผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ที่กำลังปรับนโยบายทางการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้วให้กลับสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งกล่าวได้ว่า “เอเชียเป็นตัวบ่งชี้ถึงพลวัตรทางเศรษฐกิจ" โดยเราคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัว 5.6% ในปี 2561 และ 2562 ซึ่งคิดเป็นเกือบสองในสามของการเติบโตของโลกในปี 2561

นายครูซ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แข็งแกร่งและยาวนานระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ที่เริ่มการค้าขายตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 13 และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของอาเซียนในปี 1960 และตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ดั่งคำกล่าวของอินเดียและจีนที่ว่า “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรกรรม การส่งออกที่แข็งแกร่ง และการท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ" และประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนและเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของเอเชีย

"ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าดูสดใสมาก ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ Unicapital จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ KTBST ขณะที่เศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ขยายตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราเห็นโอกาสมากมายสำหรับนักลงทุนฟิลิปปินส์ที่จะได้เข้ามาลงทุน ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เติบโตจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เรารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะแสดงศักยภาพของฟิลิปปินส์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ ต่อไป ผมมั่นใจว่าบริษัทไทยและฟิลิปปินส์จำนวนมากจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ และในขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ ยานอวกาศ และเทคโนโลยีชีวภาพ บริษัทในฟิลิปปินส์เองก็มุ่งที่จะพัฒนาธุรกิจซับซ้อนขึ้นและมองหาโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เราสนใจ บริษัทของฟิลิปปินส์ เช่น San Miguel, SM, JG Summit, Ayala, Lopez Group, Alliance Global of Andrew Tan, ICTSI of Enrique Razon และอีกหลายบริษัท กำลังหาโอกาสการลงทุนในประเทศในกลุ่มอาเซียน และเมื่อต้นปีนี้ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจน้ำในฟิลิปปินส์ ชื่อ Ayala’s Manila Water Company ได้ซื้อหุ้น 19% ในอีสท์วอเตอร์ของประเทศไทย ซึ่งทำให้นักลงทุนฟิลิปปินส์เริ่มรู้จักบริษัทของไทยมากขึ้น” นายครูซกล่าว

นายครูซ กล่าวตอนท้ายว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศที่กำลังเติบโตขึ้น เมื่อเทียบกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปี 2568 และข้อตกลงทางธุรกิจทวิภาคีเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่และมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง KTBST กับ Unicapital เกิดขึ้นเพื่อการขยายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ด้วยความร่วมมือและเครือข่ายทางธุรกิจ ประกอบกับความรู้ในการลงทุนในทั้ง 2 ประเทศ และความเชี่ยวชาญทางการเงินในระดับภูมิภาคของเรา เราจึงพร้อมที่จะพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกันในช่วงหลาย ๆ ปีข้างหน้าต่อไป

1 2 3 163