ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 141

คุณวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม

นายวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายโรงงาน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งที่ใหญ่ที่สุดในไทยที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนและอยู่ระหว่างเตรียมการขยายโรงคัดแยกขยะและผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) นอกพื้นที่โรงงานในจังหวัดสระบุรี เพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง และพระนครศรีอยุธยา (2 แห่ง) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง RDF ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะที่คาดว่าจะเริ่ม COD ในเร็วๆ นี้ และเพื่อรองรับการขยายโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคต  จากปัจจุบันที่ TPIPP มีโรงผลิตเชื้อเพลิง RDF ในจังหวัดสระบุรี ที่สามารถรับปริมาณขยะชุมชนและขยะคัดแยกได้ 6,000 ตันต่อวัน และผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้ 3,000 ตันต่อวัน

สำหรับโรงผลิตเชื้อเพลิง RDF แห่งใหม่ทั้ง 6 แห่งนั้น เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีความสามารถรับและคัดแยกขยะได้รวมกันประมาณ2,800-3,000 ตันต่อวัน และผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้รวมกันประมาณ 1,400 ตันต่อวัน โดยในส่วนโรงผลิตเชื้อเพลิง RDF ที่เริ่มเปิดดำเนินการไปแล้วในช่วงต้นปีนี้ ได้แก่ ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสามารถรับขยะเพื่อดำเนินการคัดแยกได้วันละ 400 ตัน และผลิตเป็นเชื้อเพลิงRDF ได้วันละ 200 ตัน

ส่วนโรงผลิตเชื้อเพลิง RDF ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 แห่ง ได้แก่ 1.อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 2.อำเภอนาดี จังหวัดสมุทรสาคร และ3.อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในไตรมาส 4/60 โดยสามารถรับขยะและคัดแยกได้รวมกัน 1,600-1,800 ตันต่อวัน และผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้รวมกัน 700-800 ตันต่อวัน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างเตรียมการขยายโรงคัดแยกขยะและผลิตเชื้อเพลิง RDF นอกพื้นที่จังหวัดสระบุรีเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ซึ่งจะสามารถผลิตเชื้อเพลิง RDF ได้รวมกันอีก 400 ตันต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณขยะมากเพียงพอต่อการใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF เพื่อป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าในระยะยาว

“การขยายโรงคัดแยกขยะและผลิตเชื้อเพลิง RDF นอกพื้นที่จังหวัดสระบุรี จะช่วยสร้างความมั่นคงในด้านการจัดหาขยะและปริมาณเชื้อเพลิง RDF ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมในการขยายฐานโรงไฟฟ้าในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งการดำเนินงานตามแผนดังกล่าว ยังช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งขยะมาที่จังหวัดสระบุรี เนื่องจากสามารถคัดแยกขยะจากต้นทางและเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ที่โรงผลิตในแต่ละจังหวัดได้ทันที” นายวรวิทย์ กล่าว

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์

ดร.อาภา  อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY)

เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทฯ นำ 10 โครงการ ทั้งแนวราบและแนวสูง บนสุดยอดทำเลติดรถไฟฟ้าทุกแห่ง เข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 37 ที่ผ่านมานั้น มีลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก จากเป้าการขายที่วางไว้ 200 ล้านบาท แค่เพียง 4 วัน สามารถทำยอดขายได้กว่า 150 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการ เดอะริช สาทร-ตากสิน คอนโดฯ สไตล์ MODERN – ENGLISH  สูง 23 ชั้น 509 ยูนิต ที่เพิ่งเสร็จช่วงกลางปีที่ผ่านมา ลูกค้าสนในซื้อมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ลูกค้าสนใจซื้อรองลงมา คือ โครงการ ริชพาร์ค เตาปูนอินเตอร์เชนจ์

“จากยอดขาย 4 วันเกือบ 200 ล้านบาท นับว่าเป็นข่าวดี เพราะเป็นโครงการที่บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้ทันที”ดร.อาภา กล่าว

สำหรับเหตุผลที่ลูกค้าสนใจซื้อจำนวนมาก เนื่องจากทำเลที่ตั้งโครงการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ ทุกโครงการอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าแทบทุกแห่ง โปรโมชั่นภายในงานก็ดึงดูดลูกค้า คือ แถมฟรี SMART HOME พร้อมติดตั้ง ระบบอัจฉริยะภายในบ้าน สั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส มอบให้กับลูกค้าที่ซื้อภายในงานทุกราย

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY) กล่าวอีกว่า คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ หลังจบบูธมหกรรมบ้านและคอนโดฯ จะสามารถติดตามลูกค้าให้มาชมโครงการ และตัดสินใจซื้อ โดยยอดขายจะเป็นไปตามแผนจำนวน 200 ล้านบาทแน่นอน อีกทั้งยังมั่นใจว่า ภายในปี 2560 บริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้

SME Development Bank ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2560 ถวายเป็นพระราชกุศล1

 

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคาร สหภาพแรงรัฐวิสาหกิจ SME Development Bank และพนักงาน ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2560  สมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญริมน้ำ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา สนับสนุนวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้พระธรรมวินัย ศูนย์รวมของประชาชนในการจัดพิธีวันสำคัญต่างๆ ทางศาสนาสืบต่อไป ณ วัดพิกุลเงิน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560

คุณเกศรา มัญชุศรี (1)

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืน รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ลงทุนอย่างโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิจัย “Measuring Sustainability Disclosure 2017” ล่าสุด โดย Corporate Knights และ AVIVA ได้จัดอันดับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก 55 แห่ง ซึ่งตลาดหุ้นไทยติดอันดับ 10 และเป็นตลาดหลักทรัพย์เอเชียรายเดียวที่ติดใน 10 อันดับแรกของโลก

“ถือเป็นความสำเร็จของตลาดทุนไทยในการร่วมผลักดันพัฒนาการด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืน และส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล โดยประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 40 ในปี 2556 เป็นอันดับที่ 10 ในปี 2560 โดยรายงานวิเคราะห์ว่า การที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งอัตราการเปิดเผยข้อมูลและคุณภาพการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนหนึ่งมาจากกลไกการส่งเสริมทั้งภาคบังคับคือการรายงานข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1)  โดยสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคสมัครใจผ่านการออกแนวปฏิบัติการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม เผยแพร่ และอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ทั้งการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนในดัชนีระดับสากลDow Jones Sustainability Indices: DJSI การจัดทำรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment: THSI เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ลงทุนที่หวังผลตอบแทนระยะยาว และผู้สนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และการมอบรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนยอดเยี่ยม (SET Sustainability Awards) แก่บริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นๆ อีกด้วย” นางเกศรากล่าว

การพิจารณาครั้งนี้ สำรวจจากบริษัทจดทะเบียนไทยขนาดใหญ่จำนวน 92 บริษัท โดยพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน 7 ประเด็น ได้แก่ 1) อัตราการลาออกของพนักงาน 2) การใช้พลังงาน 3) การใช้น้ำ 4) การจัดการของเสีย 5) การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก 6) อัตราการบาดเจ็บจากการทำงาน และ 7) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน

 

ตลาดหลักทรัพย์ 10 อันดับแรก ตามรายงาน “Measuring Sustainability Disclosure 2017” ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ตลาดหลักทรัพย์สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซ์-ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตลาดหลักทรัพย์ออสโล ประเทศนอร์เวย์ ตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซ์-อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย ตลาดหลักทรัพย์โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ตลาดหลักทรัพย์โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รายงาน “Measuring Sustainability Disclosure” จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกปี 2554 เพื่อให้ผู้ลงทุนพิจารณาและรับทราบข้อมูลการจัดอันดับการรายงานความยั่งยืนของตลาดทุนทั่วโลก โดย Corporate Knights สื่อด้านความยั่งยืนของประเทศแคนาดา ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก AVIVA ผู้ลงทุนสถาบันระดับโลก โดยในปีนี้สำรวจบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization)  มากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ จำนวน 6,441 แห่ง จาก 55 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ (1)

 

 

                นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“TOA” หรือ“บริษัทฯ”) ผู้นำสีทาอาคารในไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ใช้ชื่อย่อ ‘TOA’ ในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ฯ โดยมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มั่นใจในพื้นฐานของบริษัทฯ และศักยภาพในการขยายธุรกิจสีทั้งในและต่างประเทศ เช่นเดียวกับการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 507.6 ล้านหุ้น โดยบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นเดิม ในราคาหุ้นละ 24 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ TOA เป็นผู้ผลิตสีทาอาคารรายใหญ่ที่สุดในไทยเมื่อพิจารณาจากยอดขาย โดยข้อมูลจาก Frost & Sullivan (S) Pte. Ltd. ในปี 2559 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยประมาณร้อยละ 48.7 และส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียนประมาณร้อยละ 13.0

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ วางแผนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำตลาดสีในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในต่างประเทศอีก 3 แห่ง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนรวม 1,184 ล้านบาท ได้แก่ โรงงานผลิตแห่งแรกในประเทศอินโดนีเซีย โรงงานผลิตในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีแผนจะย้ายโรงงานจากเมืองย่างกุ้งไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา และโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/61 ไตรมาส 3/61 และไตรมาส 4/61 ตามลำดับ โดยเมื่อโรงงานผลิตสีทั้ง 3 แห่งก่อสร้างแล้วเสร็จและดำเนินการตามแผนการปิดโรงงานย่างกุ้ง (คาดว่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2562) คาดว่า TOA จะมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 102.5 ล้านแกลลอนต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 88.0 ล้านแกลลอนต่อปี ไม่รวมกำลังการผลิตของ TOA Skim Coat (Cambodia) Co., Ltd.  ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิต 8 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย 3 แห่ง และเวียดนาม สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์และกัมพูชา ประเทศละ 1 แห่ง

“การลงทุนขยายโรงงานผลิตสีในต่างประเทศ จะทำให้ TOA มีขีดความสามารถในการแข่งขันในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากสีเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากจึงมีต้นทุนค่าขนส่งค่อนข้างสูง ดังนั้นบริษัทฯ จึงตัดสินใจลงทุนขยายโรงงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสอดรับกับการวางยุทธศาสตร์ที่ต้องการเป็นผู้นำตลาดสีในภูมิภาคนี้” นายจตุภัทร์ กล่าว

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TOA เป็นบริษัทสีของคนไทยที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้สูงสุดท่ามกลางการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยมีจุดแข็งด้านแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมความพร้อมด้านฐานการผลิต รวมถึงมีทีมผู้บริหารและบุคลากรที่มีประสบการณ์สูง โดยหลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินยิ่งขึ้น รวมถึงส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TOA เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสีและสารเคลือบผิวชั้นนำของไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี โดยมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขยายธุรกิจจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มที่ความต้องการใช้สีจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากปัจจัยสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละประเทศ จึงเชื่อว่า TOA จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

จอมทรัพย์ โลจายะ 2

 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 

                ลุยปล่อยกู้บ.ย่อยวงเงิน 945 ลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าขยะ  9.9 MW

            ก่อสร้างแล้วกว่า 80% จ่อ COD ภายในปีนี้ คาดโกยรายได้ 400 ลบ./ปี

            บิ๊กบอส SUPER “จอมทรัพย์ โลจายะ”ปลื้มปริ่ม หลังแบงก์ธนาคารกรุงศรี  ปล่อยกู้บ.ย่อย 945 ล้านบาท ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าขยะ จ.สระแก้ว ขนาดกำลังการผลิต 9.9 MW เผยการก่อสร้างคืบหน้ากว่า 80% จ่อ COD ภายในปีนี้ตามแผน คาดโกยรายได้กว่า 400 ล้านบาท/ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจพลังงานทดแทนตัวจริง ย้ำเป้าปี”60 ยอด PPA เกิน 809 MW ชัวร์ พร้อมร่วมประมูลงานใหม่ต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์-โครงการ SPP Hybrid  300 MW ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ตามแผน

            นายจอมทรัพย์ โลจายะ  ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) (SUPER) ดำเนินธุรกิจการให้บริการด้านการปฏิบัติการดูแลบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งบริการ ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจพลังงานทดแทน ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานขยะ และพลังงานลม เปิดเผยว่า บริษัท กรีน พาวเวอร์ เอ็นเนอร์จี จำกัด (GREEN POWER) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SUPER ได้รับวงเงินสินเชื่อ (Project Financing) จากธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 945 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 3.87% คงที่ระยะเวลา 2 ปี เพื่อรองรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากขยะอุตสาหกรรม จังหวัดสระแก้ว ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 9.9 เมกะวัตต์ 

             ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในอัตรา 9 เมกะวัตต์ การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% คาดว่าจะดำเนินการขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD ) ภายในสิ้นปีนี้ เป้ารายได้กว่า 400 ล้านบาทต่อปี   

             “ปัจจุบันเรามีโรงไฟฟ้าขยะในหลายพื้นที่ที่ดำเนินการอยู่ ทั้ง เพชรบุรี พิจิตร และปทุมธานี โดยในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าที่จังหวัดสระแก้ว จะเป็นโครงการแรกที่มีการ COD เร็วๆนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจในด้านพลังงานทดแทนนอกเหนือจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบัน ผลักดันรายได้และกำไรของบริษัทฯเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น” นายจอมทรัพย์ กล่าว 

             ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) (SUPER) กล่าวอีกว่า แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯพร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ , โครงการ SPP Hybrid  300 เมกะวัตต์ ที่เตรียมเข้ายื่นประมูลในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งบริษัทฯคาดหวังได้รับประมาณ 20 เมกะวัตต์  ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศก็เดินหน้าในการขยายการลงทุนทั้งในรูปแบบลงทุนและร่วมลงทุน  

           ปัจจุบัน SUPER มีใบอนุญาตขายไฟฟ้า 809 เมกะวัตต์ ดำเนินการขายไฟเชิงพาณิชย์แล้ว หรือ COD  จำนวน 735 เมกะวัตต์ ถือเป็นบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียในขณะนี้  และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมี PPA มากกว่า 809 เมกะวัตต์

คุณอารักษ์  ECF

 

          นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์ เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ครั้งที่ 11/2560 มีมติอนุมัติการออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) โดยการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement)  ให้กับ Macquarie Bank Limited โดยเป็นผู้ลงทุนสถาบันการเงินสัญชาติออสเตรเลีย ในราคาที่ไม่ต่ำกว่า 90 % ของราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นของบริษัทฯ ใน ตลท. ย้อนหลัง 7 วันทำการ ติดต่อกัน และก่อนวันกำหนดราคาเสนอขายต่อ Macquarie       อีกทั้งมติที่ประชุมยังแจ้งไม่มีการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Offering) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) รวมถึงแผนการใช้เงิน บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่บริษัทฯ และเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจหลัก หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจพลังงานต่างๆ

ปัจจุบันบริษัทฯ มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินทุนตามแผนธุรกิจของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้เงินทุนสำหรับการขยายกำลังการผลิตในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ จำนวน 250 ล้านบาท เงินทุนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเมียนมาร์ ที่บริษัทฯ เข้าลงทุนโดยการถือหุ้น 20 % ในบริษัทพลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในช่วงปี 2561 จำนวน 166 ล้านบาท และเป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลต่างๆผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (“SAFE”) ซึ่งบริษัทย่อยของบริษัทฯ (บริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด) ถือหุ้นใน SAFE คิดเป็นสัดส่วน33.37%  โดยมีความจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินทุนในช่วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2560 จำนวนประมาณ 15 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการยังมีมติอนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทครั้งที่ 2 (ECF-W2) จำนวน 194,937,946 หน่วย อายุ 1 ปี 4 เดือนจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 4 หุ้นเดิม ต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ครั้งที่ 3 (ECF-W3) จำนวน 129,958,631 หน่วย อายุ 3 ปี 4 เดือน จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 6 หุ้นเดิม ต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ

กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับ ECF-W2 และ ECF-W3 (Record Date) ในวันอังคารที่ 10 ต.ค. 60 ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น 11 ต.ค. 60 และจัดสรร ECF-W2 และ ECF-W3 ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในวันศุกร์ที่ 20 ต.ค. 60

สำหรับอัตราการใช้สิทธิ ECF-W2 อยู่ที่ 1 หน่วย / 1 หุ้น ราคา 3 บาท/หุ้น ใช้สิทธิครั้งแรก 25 พ.ย. 60 และสามารถใช้สิทธิได้อีก 5 ครั้งจนครบอายุใบสำคัญแสดงสิทธิในวันที่ 20 ก.พ. 62 ขณะที่อัตราการใช้สิทธิ ECF-W3 อยู่ที่ 1 หน่วย / 1 หุ้น ราคา 5 บาท/หุ้น ใช้สิทธิครั้งแรก 25 พ.ค. 62 และสามารถใช้สิทธิได้อีก 7 ครั้งจนครบอายุใบสำคัญแสดงสิทธิในวันที่ 20 ก.พ. 2564 นายอารักษ์ กล่าว

คุณเด่นดนัย TITLE1 (1)

 

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้   จำกัด (มหาชน) (TITLE)   เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 120 ล้านหุ้น  มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท ในราคาหุ้นละ2.20 บาท โดยมี P/E ย้อนหลังของบริษัทอยู่ที่ประมาณ  13.75 เท่า ในขณะที่ P/E ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ประมาณ  18.6 เท่า  ซึ่งจะเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 16-18  ตุลาคม 2560 และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน นี้  โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TITLE”

ทั้งนี้ มีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 3 แห่ง ประกอบด้วย ได้แก่  บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

“การกำหนดราคาไอพีโอที่ 2.20 บาท/หุ้น ถือเป็นราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของ TITLE ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าหุ้น TITLE จะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนด้วยเป็นหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีความแตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ด้วยจุดเด่นของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่บนทำเลศักยภาพในจังหวัดภูเก็ต มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ของหาดราไวย์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างชาติ ขณะเดียวกันผู้บริหารยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล พร้อมที่จะนำองค์กรเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง” นายชนะชัย กล่าวในที่สุด

ด้านนายเด่นดนัย หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (TITLE) กล่าวว่า “ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยเน้นการพัฒนาโครงการพักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในย่านทำเลที่มีศักยภาพในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการพัฒนาโครงการแตกต่างจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป คือ ด้วยจุดเด่นที่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อการท่องเที่ยว และทำเลที่ตั้งที่มีทัศนียภาพโดดเด่น มีวิวติดทะเล และมีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติเป็นหลัก และขายโครงการผ่าน Agency ครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยง่าย โดยปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ ประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก

โดยวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการ The Title Residencies Naiyang Phuket ภายในปี 2560 และเพื่อใช้ในการซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการในอนาคต ภายในปี 2561

ขณะที่นายศศิพงษ์ ปิ่นแก้ว กรรมการบริหาร/กรรมการผู้จัดการสายงานวางแผนและควบคุม บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (TITLE) เปิดเผยว่า สำหรับแผนการลงทุนโครงการอสังหาฯในอนาคตมีมูลค่ารวมประมาณ 1,295 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการคอนโดมิเนียม The Title Residencies Naiyang Phuket เฟส 2 (The Title หาดในยาง เฟส 2)  จำนวน 220 ยูนิต มูลค่าโครงการ 645 ล้านบาท คาดเปิดการขายในไตรมาส 4/60 2. โครงการคอนโดมิเนียม The Title Phuket หาดราไวย์  เฟส 5 Zone 1 (The Title หาดราไวย์  เฟส 5 โซน 1) มูลค่า 300 ล้านบาท คาดเปิดการขายในปี 2561 และ3. โครงการคอนโดมิเนียม The Title Phuket หาดราไวย์  เฟส 5 Zone 2” (The Title หาดราไวย์  เฟส 5 โซน 2) มูลค่า 350 ล้านบาท คาดเปิดการขายในปี 2562

โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรก ประกอบด้วย กลุ่มนายเด่นดนัย หุตะจูฑะ ถือหุ้น รวม 91.93% หลังการเสนอขายหุ้น IPO จะคงเหลือ 64.65% รองลงมาคือ นายศศิพงษ์ ปิ่นแก้ว ถือหุ้น 5.36% หลังการเสนอขายหุ้น IPO จะคงเหลือ 3.85% และ น.ส.จีรยา อุดมวงศ์ทรัพย์ ถือหุ้น 2.00% หลังการเสนอขายหุ้น IPO จะคงเหลือ 1.50%

คุณเชน เหล่าสุนทร (1)

นายเชน เหล่าสุนทร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการเงิน บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) (WPH) เปิดเผยว่า มีความเชื่อมั่นว่าเมื่อหุ้น WPH ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้ (3 ตุลาคม 2560) จะได้รับการตอบรับที่ดีและน่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นได้  เนื่องจากที่ผ่านมากระแสตอบรับในช่วงเปิดขายหุ้นไอพีโอระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2560 นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนเข้าใจในธุรกิจโรงพยาบาล และมองเห็นแนวโน้มในอนาคตของ WPH จะขยายตัวได้อีกมาก หลังบริษัทฯ มีแผนก่อสร้างโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง  จังหวัดกระบี่ และขยายโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  ซึ่งเมื่อบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวต่อไปได้มากขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของบริษัทฯ ในการเติบโตในอนาคต
“บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการขยายขอบเขตการให้บริการไปยังพื้นที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง และเป็นแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก หากเราเปิด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง  สำเร็จจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดกระบี่ในเรื่องการสาธารณสุขและความปลอดภัยอีกด้วย” นายเชน กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การให้บริการที่ครบวงจร ทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และทีมผู้บริหารที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์  เพื่อความพร้อมที่จะให้บริการและดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด โดยเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ ผลกำไร และสร้างอัตราผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ต่อไป
“ขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นใน WPH ว่าคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการบริหารงานให้ธุรกิจของ WPH เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง  และหลังจากที่ได้เงินจากการระดมทุนเข้ามา จะทำให้ WPH มีศักยภาพและความแข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงิน ซึ่งก็คงจะสะท้อนไปในราคาหุ้น และเมื่อหุ้นเข้าซื้อขาย เรามั่นใจว่า WPH จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้” นายเชน กล่าวในที่สุด
นางสาวสุวภา  เจริญยิ่ง กรรมการ  บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน)  ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บมจ.โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH) กล่าวว่า คาดว่าเมื่อหุ้นของ WPH เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ จะประสบความสำเร็จและให้ผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนอย่างแน่นอน  เพราะช่วงที่เปิดขายหุ้นปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนดีมาก อีกทั้งราคาไอพีโอที่ 3.90 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงศักยภาพการเติบโตจากธุรกิจโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ที่มุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิอย่างเต็มรูปแบบ
“WPH ถือเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีศักยภาพการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก  และบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการขยายฐานรายได้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง  จึงได้มีนโยบายในการขยายโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง หรือการเปิดศูนย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ ได้แก่ กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ  ซึ่งการก่อสร้างโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง ใกล้จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ ในปี 2561 นี้  จะเป็นอีกทางเลือกใหม่ของคนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ และยังเป็นการเพิ่มช่องทางสำหรับประชาชนชาวจังหวัดกระบี่ ที่ให้ความไว้วางใจในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง อยู่เป็นประจำ ให้ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการใช้บริการโรงพยาบาลในเครือของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เชื่อมั่นว่าหุ้น WPH จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน” นางสาวสุวภา   กล่าวในที่สุด
สำหรับเม็ดเงินที่ WPH ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จำนวนประมาณ 585 ล้านบาท นอกจากจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนในโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง  ทางบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจโรงพยาบาล  เช่น การสร้างโรงพยาบาลใหม่ และ/หรือลงทุนเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการโรงพยาบาลอื่นที่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในเขตจังหวัดภาคใต้ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายพื้นที่การให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและครบวงจร  เพื่อการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และเพื่อช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว

คุณวิลาสินี (2)

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก  หลังมีการประกาศปรับลดกำลังการผลิตผลให้กำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล รวมถึงกระแส Fund Flow ตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. นักลงทุนต่างชาติเป็น Net Buy ราว 9.9 พันล้านบาท และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.5% ส่วนปี 2561 คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องอีกประมาณ 3.6% เนื่องจากตัวเลขการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนการแข็งค่าของค่าเงินบาทมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกไม่มาก  เนื่องจากผู้ประกอบการรู้จักบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น 

ส่วนปัจจัยที่ส่งผลเชิงลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะนี้มาจาก สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีเหนือระบุว่าคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐถือเป็นการประกาศสงครามกับเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน และเกาหลีเหนือมีสิทธิที่จะทำการตอบโต้

นอกจากนี้ยังคงต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการ กนง. ในวันที่ 27 ก.ย. นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม ส่วนวันที่ 28 ก.ย. นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเตรียมประกาศยุบสภา คาดกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 22 ต.ค. และวันที่ 29 ก.ย.  ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย รวมทั้งวันที่ 30 ก.ย. จีน สหรัฐฯ อียู เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต-ภาคบริการเดือนก.ย.

ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก  กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นแรง รวมถึงแรงซื้อการทำ Window dressing ปิดไตรมาส 3/2560 ในช่วงสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางตลาด  อย่างไรก็ตามความกังวลสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีหลังเกาหลีเหนือระบุว่าสหรัฐกำลังประกาศสงครามและขู่ตอบโต้สหรัฐฯจะเป็นแรงกดดันดัชนี ดังนั้นประเมินว่า SET จะผันผวนในกรอบ 1,660 - 1,690 จุด 

ทั้งนี้ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารที่คาดว่าเป็นเป้าหมายการทำ Window Dressing รวมถึงกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/2560 เติบโตดีขึ้น

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ  นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า คำขู่ที่ตอบโต้กันไปมาระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับเกาหลีเหนือ เป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้นต่อราคาทองคำ เช่นเดียวกับแรงส่งจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อหลังจากที่กลุ่มประเทศ OPEC กับ non-OPEC มีแนวโน้มจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตต่อไปอีกเมื่อสิ้นสุดมาตรการปัจจุบันในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.2561 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองทางเทคนิคที่มีแนวต้านบริเวณ 1,321 ดอลลาร์  ทำให้การรีบาวน์จึงมีกรอบจำกัดเว้นแต่ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีจะทวีความรุนแรงขึ้นหรือมีประเด็นบวกที่ชัดเจนอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนราคาต่อ

ดังนั้น ราคาทองคำจะยังคงอยู่ในทิศทางขาลงหากไม่สามารถรีบาวน์ขึ้นเหนือ 1,320 ดอลลาร์ได้ จึงแนะนำเน้น
เทรดฝั่ง 
short แต่ถ้าราคาขึ้นสูงเกินกว่า 1,320 ดอลลาร์ ควรปรับกลยุทธ์มาจับจังหวะเทรดในกรอบ sideway เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคาให้ทะยานขึ้นทำ new high

คุณปรีญาภรณ์ (1)

บมจ.เอแอลที เทเลคอม (ALT) ย้ำ! แผนกลยุทธ์ยังคงลุยงานลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อให้เช่า มุ่งสู้เป้าหมายโครงสร้างกำไรจากธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่อง  (Recurring Income)  เป็นครึ่งหนึ่งของผลกำไรรวมภายใน 5 ปี (2559 - 2563)  ด้าน “ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์”ระบุปี”60 เป็นปีแห่งการสร้างฐาน  เร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการต่างๆ ตามแผน  คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการและรับรู้รายได้เต็มปีในปีหน้า พร้อมผลักดันผลการดำเนินงานของบริษัทให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป
นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ALT) ผู้ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมแบบครบวงจร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2560 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อให้เช่า  ทั้งโครงการที่ลงทุนเองโดยตรงและลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุนหรือกิจการร่วมค้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของโครงสร้างกำไรที่มาจากธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่อง  (Recurring Income)  เป็นครึ่งหนึ่งของผลกำไรรวมภายใน 5 ปี (2559 - 2563)  และเข้ามาช่วยผลักดันให้ผลประกอบการของบริษัทฯ มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ บริษัทฯอยู่ระหว่างดำเนินโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงให้เช่าบนแนวเสาโทรเลขตามทางรถไฟ โครงการนำสายสื่อสารลงท่อใต้ดิน นอกจากนี้ยังเตรียมเข้าวางโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงความเร็วสูงเฟสแรกในเขตโรงงานนวนครปทุมธานี และมีดำเนินการโดยกิจการร่วมค้า (IH) อยู่อีก 3 โครงการ
ขณะที่ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2560 ยังคงมีปริมาณงานในมือ (Backlog) ในส่วนของธุรกิจบริการมูลค่าประมาณ 390 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 60% ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปีถัดไป 
“ปี 2560 ถือเป็นปีแห่งการสร้างฐานของ ALT ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโครงการต่างๆ ตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการและรับรู้รายได้เต็มปีในปีหน้า บริษัทฯ คาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง” นางปรีญาภรณ์ กล่าวในที่สุด
อนึ่ง บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจให้บริการ ประกอบด้วย รายได้จากการให้บริการสร้างสถานีฐาน, วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง และติดตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมเป็นหลัก 2.กลุ่มธุรกิจจำหน่ายสินค้า ประกอบด้วยรายได้จากการจำหน่ายสินค้าประเภท สายเคเบิลใยแก้วนำแสง, ตู้โทรคมนาคมและสถานีโทรคมนาคมเคลื่อนที่ (RDU), สายอากาศ และอุปกรณ์โทรคมนาคมอื่น ๆ  3. กลุ่มธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) จากการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม

ITEL_คุณณัฐนัย  อนันตรัมพร-1

                “ITEL” เซ็นสัญญาอินเตอร์เน็ตชายขอบกับ กสทช. มูลค่า 1,868 ล้านบาท หนุน Backlog พุ่งกว่า 3,117 ล้านบาท จากสิ้นไตรมาส 2/60 ตุนงานในมือแล้ว 1,249 ล้านบาท “ณัฐนัย อนันตรัมพร” เอ็มดีไฟแรง แย้มมีงานทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของบริษัท คัมปานา มูลค่างาน 600 ล้านบาท คาดเซ็นสัญญาเดือนพ.ย.นี้ เผยหลังคว้า 2 โปรเจ็กต์ใหญ่ หนุนงานในมือเพิ่มอย่างแข็งแกร่ง มั่นใจรายได้ปี 2560 แตะที่ระดับ 1,000 ล้านบาท 
นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า ในวันที่28กันยายนนี้ บริษัทมีการเข้าร่วมพิธีลงนาม ในสัญญาโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  สำหรับโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ITEL เป็นผู้ชนะการประมูลในสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 4 (ภาคกลาง-ภาคใต้) จำนวน 24 จังหวัด รวมถึงกลุ่มที่ 5 (พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา กับ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และอ.สะบ้าย้อย) คิดเป็นมูลค่างานรวมทั้งสิ้น 1,868 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อ กสทช.มีการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะทำให้บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ ประมาณ 3,117 ล้านบาท จาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 1,249 ล้านบาท โดยในส่วนของสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 4 และ กลุ่มที่ 5 มูลค่า 1,868 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ประมาณ 120 ล้านบาท
“ณ สิ้นไตรมาส 2/2560 บริษัทมี Backlog อยู่ที่ 1,249 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการอินเทอร์เน็ตพื้นที่ชายขอบ สัญญาที่ 4 และอีก 1,868 ล้านบาท ทำให้บริษัทมี Backlog อยู่ที่ราว 3,117 ล้านบาท โดยยังไม่รวมโครงการให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสงบนดิน ซึ่งเป็นการทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของบริษัท คัมปานา จำกัด เชื่อมต่อประเทศเมียนมา-ไทย-สิงคโปร์ อีก 600 ล้านบาท” นายณัฐนัย กล่าว
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 มั่นใจว่ารายได้จะเติบโต 30-40% แตะที่ระดับ 1,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 850 ล้านบาท โดยในปี 2559 ที่บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 809.29 ล้านบาท  เนื่องจากการขยายฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งธุรกิจให้บริการเช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสง ให้บริการออกแบบ ก่อสร้าง และรับเหมางานโครงการสายใยแก้วนำแสงและโครงการสื่อสัญญาณโทรคมนาคม รวมถึงบริการเช่าพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์ โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก
โดยธุรกิจการให้บริการโครงข่าย คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 30-40% จากปี 2559 ที่มีรายได้อยู่ที่ 409.93 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากการให้บริการโครงข่ายกับลูกค้า เช่น บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MTLS บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP และบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK
ขณะเดียวกันธุรกิจการให้บริการติดตั้งโครงข่าย คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 250-350 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มีรายได้อยู่ที่ 344.49 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจการให้บริการพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์ คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 15% จากปี 2559 ที่บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 51.37 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการเช่าพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์แห่งแรก จำนวน 348 แร็คส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาเช่าใช้พื้นที่อยู่ที่ 95%  นอกจากนี้ ดาต้า เซ็นเตอร์ แห่งที่ 2 จำนวน 624 แร็คส์ ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตร 2 ราย ได้แก่ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA คาดว่าจะได้เซ็นสัญญากับลูกค้ากลุ่มราชการ เพื่อเช่าใช้พื้นที่  8% ในช่วงเดือน ต.ค. 2560 และตั้งเป้าหมายจะมีลูกค้าเซ็นสัญญา 30% ภายในสิ้นปีนี้

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ (4)

 

บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SSP ผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ (Holding Company) พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 27 ก.ย. นี้ ด้านผู้บริหารเชื่อมั่นจะได้รับการตอบรับที่ดี หลังก่อนหน้านี้นักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ประมาณ 9.5 เท่า โดยอยู่ระหว่างลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและญี่ปุ่นเพิ่มอีก 8 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 122.4 MW คาดทยอย COD ตั้งแต่ไตรมาส 4/60 ถึงไตรมาส 2/63หนุนการเติบโต จากปัจจุบันที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดลพบุรี COD แล้ว 1 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้ง 52 MW

          นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SSP ผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ (Holding Company) เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรกในวันที่ 27 กันยายนนี้ ใช้ชื่อย่อ ‘SSP’ ในการซื้อขาย หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 276,375,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30 ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ ในราคาหุ้นละ 7.70 บาท โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ประมาณ 9.5 เท่า

ทั้งนี้ SSP แบ่งธุรกิจเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และ 2.ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการเสริมสร้าง โซลาร์ ในจังหวัดลพบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 52 MWและมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 40 MW ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Non-Firm มีอายุสัญญา 5 ปี และต่ออายุได้คราวละ 5 ปี ซึ่งได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) 6.5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 10 ปีนับจากวันที่เริ่ม COD

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและญี่ปุ่นรวม 8 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 122.4 MW และมีปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 98 MWแบ่งเป็นโครงการในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่เริ่มก่อสร้าง 1 โครงการ คือ โครงการโซลาร์ อผศ. ในจังหวัดราชบุรี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 5 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า Feed-in Tariff (FiT) 4.12 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 25 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ได้ภายในไตรมาส 4/61

ส่วนในประเทศญี่ปุ่น มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างลงทุน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 47 MW ได้แก่ 1.โครงการฮิดะกะ ในจังหวัดฮอกไกโด ปริมาณพลังงงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 17 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 40 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 1/61 และ 2.โครงการยามากะ ในจังหวัดคุมาโมโต้ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 30 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 2/63

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแต่ยังไม่ก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 36 MW ได้แก่ 1.โครงการโซเอ็น ในจังหวัดคุมาโมโต้ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 6 MWและได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงคงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 20 ปี คาดว่าจะเริ่มCOD ได้ในไตรมาส 4/61 และ 2.โครงการลีโอ ในจังหวัดชิซุโอกะ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 30 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ภายในไตรมาส 2/63

ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาขั้นต้นอีก 1 โครงการ คือ โครงการยามากะ มีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 10.0 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 2/63  ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสนใจเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ในประเทศไทยอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ SNNP 1 ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในจังหวัดสมุทรสาคร กำลังการผลิตติดตั้ง 384 กิโลวัตต์  และโครงการ SNNP 2 ที่อยู่ระหว่างพัฒนาและยังไม่เริ่มก่อสร้างในจังหวัดราชบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 998 กิโลวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่อ้างอิงอัตราตามค่าไฟฟ้าฐานขายปลีกจาก กฟภ. และค่า Ft ขายปลีกเฉลี่ย  โดยมีบริษัท ศรีนานาพร  มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี คาดว่าทั้ง 2 โครงการจะ COD ในไตรมาส 4/60

“เราให้ความสำคัญกับการลงทุนและพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าครบ 200 MW ภายในปี 2563 เพื่อยกระดับสู่บริษัทพลังงานชั้นนำแห่งเอเชีย โดยจะเป็นผู้ผลิตและจัดหาพลังงานที่ยั่งยืนควบคู่กับการส่งเสริมสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่สะอาดอย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม” นายวรุตม์ กล่าว

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของ SSP จะได้รับผลดีจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยและในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่ให้การสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

K.Uthai

 

 

แสนสิริตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ โชว์ผลงานบ้านเดี่ยวแบรนด์นาราสิริใกล้ปิดการขาย 2 โครงการ “นาราสิริ บางนา” ยอดขายถึง 95% “นาราสิริ โทเพียรี่”ยอดขายกว่า 90% และนาราสิริ ปิ่นเกล้า-สาย 1 ยอดขายถึง 60% มั่นใจยอดขายแนวราบปีนี้เป็นไปตามเป้า 15,000 ล้านบาทแน่นอน เผยดีมานด์บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ยังแรง อนาคตแนวโน้มยังสดใส วางแผนบุกตลาดต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดแบรนด์นาราสิริต่อในปี 2561

 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า แสนสิริเป็นผู้นำในการพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแบรนด์บ้านเดี่ยว “นาราสิริ” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทโครงการแนวราบของแสนสิริ โดยแสนสิริมุ่งมั่นพัฒนาให้ตอบรับการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Luxury in Details งดงามในรายละเอียด” ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมาโดยตลอด โดยล่าสุดใกล้ปิดการขาย 2 โครงการ คือ “นาราสิริ บางนา” ยอดขายถึง 95% หรือเหลือขายเพียง 5 ยูนิตเท่านั้น จากจำนวนทั้งหมด 101 ยูนิต และ “นาราสิริ  โทเพียรี่” ยอดขายกว่า 90% หรือเหลือขายเพียง 11 ยูนิตจากจำนวนทั้งหมด 57 ยูนิต รวมทั้งอีก 2 โครงการก็ได้รับการขายที่ดีเช่นกัน โดย “นาราสิริ ปิ่นเกล้า-สาย 1” มียอดขายแล้วถึง 60% จากจำนวนจำนวนทั้งหมด 57 ยูนิต และ “นาราสิริ พระราม 2” ก็มีลูกค้าเข้าชมโครงการต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40% จำนวนทั้งหมด 57 ยูนิต ซึ่งจากการที่บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นนี้ จึงทำให้มั่นใจว่าปีนี้ยอดขายโครงการแนวราบจะเป็นไปตามเป้าที่ 15,000 ล้านบาทแน่นอน

 

“ความต้องการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระดับราคา 20 – 30 ล้านบาท ที่มีความต้องการจริงจากผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ จึงทำให้แบรนด์นาราสิริซึ่งเป็นแบบบ้านดีไซน์เด่น ที่เกิดจากความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการอยู่อาศัยอย่างใส่ใจรายละเอียด เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิต (Complete Your Living Experience)ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ดังนั้นแสนสิริจึงวางแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์นาราสิริอย่างต่อเนื่องในปี 2561 สำหรับแนวโน้มตลาดบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เนื่องจากมีอัตราดูดซับดีเพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภครายได้สูง รวมทั้งคู่แข่งขันก็ยังมีน้อยราย จึงทำให้ตลาดนี้ยังเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต” นายอุทัย กล่าว

 

สำหรับแบรนด์บ้านเดี่ยว “นาราสิริ” แสนสิริ ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นในปี 2542 โดยการตัดสินใจขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ จากเดิมที่เป็นการพัฒนาอาคารสูงในเขตใจกลางเมือง ในฐานะผู้ประกอบการอันดับหนึ่งในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมมาตลอด สู่การพัฒนาที่ดินแนวราบประเภทโครงการบ้านเดี่ยว โดยโครงการแรกคือ “นาราสิริ วัชรพล” จำนวน 157 ยูนิต ซึ่งประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเป็นอย่างดี จึงมีการขยายโครงการบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ปัจจุบันแสนสิริมีแบรนด์บ้านเดี่ยวทั้งหมด 5 แบรนด์ ประกอบด้วย “นาราสิริ-เศรษฐสิริ-บุราสิริ-สราญสิริ-คณาสิริ”  โดยบ้านแต่ละแบรนด์สร้างความรู้สึกที่แตกต่างได้อย่างมีเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ทั้งความรู้สึก “Luxury in Details งดงามในรายละเอียด” ของแบรนด์นาราสิริ “Portrait of Success ภาพของชีวิตที่ภาคภูมิ” ของแบรนด์เศรษฐสิริ “Find Your Peace of Mind บ้านเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง” ของแบรนด์บุราสิริ “Built for Love ความสุขเริ่มต้นจากความรัก” ของแบรนด์สราญสิริ และ “Plenty of Happiness ความสุขคณานับ” ของแบรนด์คณาสิริ  เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม

 

EXIM Overseas Investment_master

EXIM BANK จัดสัมมนา “EXIM BANK Overseas Investment Forum 2017”
 
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ถ่ายภาพร่วมกับนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) นางหิรัญญา สุจินัย (กลาง) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นายธะเรศ โปษยานนท์ (ขวาสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ช พีบี จำกัด และนายโรเบิร์ต ซี แพรี (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงทางการเมืองและสินเชื่อการลงทุน เอเชียแปซิฟิค มาร์ช (สิงคโปร์) ในงานสัมมนา “EXIM BANK Overseas Investment Forum 2017” จัดโดย EXIM BANK ร่วมกับมาร์ช พีบี บริษัทตัวแทนประกันภัยและที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองชั้นนำระดับโลก เพื่อกระตุ้นการลงทุนไทยในอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV อย่างรู้เท่าทันความเสี่ยงในการลงทุน และใช้บริการประกันความเสี่ยงการลงทุนเป็นเครื่องมือลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในประเทศที่ตั้งโครงการลงทุน ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560

IMG_4046

 

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย( ธพว.หรือ SME Development Bank) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดสัมมนา “สตาร์ทอัพสุขภาพเขย่าธุรกิจยุค 4.0” วันพุธที่ 27 กันยายน 2560 เวลา 13.30-15.30น. ณ Co-Working space ชั้น 1 อาคาร SME Bank Tower ติดรถไฟฟ้า BTS อารีย์

 

ความคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพให้ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่ยุค 4.0 พบกับวิทยากรชื่อดังที่เป็นทั้งคุณหมอและนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง นายแพทย์ คณพล  ภูมิรัตนประพิณ (หมอตั้ม) CEO and Founder of Health at home อายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุและผู้ร่วมก่อตั้ง เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นด้านการแพทย์ Health at home ผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่บ้านที่จะสามารถดูข้อมูลคนไข้ผ่านทางแอพพลิเคชั่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

APM ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ 200917

 

คุณสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม (คนที่6 จากขวามือ) ประธานกรรมการ และคุณเสกสรรค์  ธโนปจัย (คนที่5 จากขวามือ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM)  ที่ปรึกษาทางการเงิน เข้าเยี่ยมชมคลินิกทันตรรม        ของบริษัท แอลดีซี เด็นทัล จำกัด (มหาชน)  หรือ LDC  สาขาเชียงใหม่ โดยมีคุณณัฐวรรณ จำนงค์ทรัพย์ ผู้จัดการทันตกรรมสาขาเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้

ปตท. รับประกาศคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 7 ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซฯ

 

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มอบประกาศนียบัตรคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ให้แก่ นายสมนึก แพงวาปี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จากความสำเร็จในการดำเนินการด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product: CFP) ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง จำนวน 7 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติ อีเทน โพรเพน เพนเทน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ก๊าซโซลีนธรรมชาติ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

FSMART-LINE1

 

บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส เร่งทำยอดเติมเงินปลายปี เพิ่มบริการใหม่ขายสติกเกอร์ไลน์ยอดฮิตผ่านตู้บุญเติมกว่า 110,000 ตู้ทั่วประเทศ ย้ำเป็นรายแรกของโลกที่สามารถซื้อสติกเกอร์ไลน์ด้วยเงินสด มั่นใจการตอบรับดีเนื่องจาก LINE เป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยมระดับโลก พร้อมอัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดใช้งาน เชื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆกับทั้งสองบริษัท เร่งเพิ่มบริการใหม่ทั้งชำระค่าไฟฟ้าและจ่ายเงินประกันสังคมหน้าตู้บุญเติม ตอกย้ำผู้นำช่องทางการชำระเงินที่มีเครือข่ายมากที่สุดของประเทศ

 

นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) “FSMART” ผู้นำช่องทางการชำระเงินผ่าน “ตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม” ที่มีเครือข่ายมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท LINE ประเทศไทย ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสติกเกอร์ไลน์ ด้วยการจ่ายเงินสดผ่านตู้บุญเติมที่มีการให้บริการกว่า 110,000 ตู้ทั่วประเทศ โดยบริการดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งาน LINE แต่ไม่มีบัตรเครดิตสามารถซื้อสติกเกอร์ไลน์ที่ต้องการได้ ซึ่งเริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะมีการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ยอดเติมเงินของบริษัทปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 32,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับจำนวนตู้เติมเงินบุญเติมที่ 122,000 ตู้ทั่วประเทศ

 

โดยที่ผ่านมาการซื้อสติกเกอร์ไลน์ของผู้ใช้งานจะซื้อผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต จึงมีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรไม่สามารถซื้อสติกเกอร์ไลน์ได้ แม้จะมีการสั่งซื้อทางออนไลน์ รวมถึงช่องทางชำระเงินอื่นๆ นอกเหนือจากบัตรเครดิต แต่อาจจะมีผู้ใช้บางส่วนไม่ทราบขั้นตอน ดังนั้น การที่สามารถซื้อสติกเกอร์ไลน์ผ่านตู้บุญเติมได้จึงถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆให้กับ LINE และช่วยเพิ่มยอดการใช้งานให้กับตู้บุญเติมอีกทางหนึ่ง ขณะที่ปีที่ผ่านมาพบว่า LINE มียอดดาวน์โหลดสติกเกอร์มากกว่า 500 ล้านชุด แสดงให้เห็นว่าสติกเกอร์ไลน์เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทำให้เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งาน

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการมอบให้เป็นของขวัญสำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ บริษัทจึงได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตลาดด้วยสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสติกเกอร์ไลน์ผ่านตู้บุญเติม ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2560 มีสิทธิ์ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ จำนวน 20 รางวัล โดยจะประกาศผลรางวัลในวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.boonterm.com

 

นายสมชัย กล่าวต่อว่า นอกจากบริษัทจะเพิ่มบริการใหม่ในการซื้อสติกเกอร์ไลน์แล้ว ยังเพิ่มบริการจ่ายค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด้วยระบบออนไลน์ที่ตัดยอดทันทีหลังชำระเงิน และสามารถจ่ายบิลที่เลยกำหนดได้ แต่ต้องจ่ายบิลเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายแค่บางส่วนได้หรือยอดค้างชำระเดือนก่อนจ่ายได้ โดยสามารถจ่ายที่ตู้บุญเติมได้ทุกตู้ ยกเว้นตู้หน้า 7-11และ BTS ซึ่งเริ่มให้บริการไปแล้วเมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมาเช่นกัน นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเพิ่มบริการใหม่หน้าตู้ ได้แก่ การจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตน มาตรา 40 ผ่านตู้บุญเติมทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ในเร็วๆนี้

 

“สิ่งสำคัญที่บริษัทต้องทำควบคู่ไปกับการขยายตู้บุญเติมให้ได้ตามเป้าหมาย คือให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มบริการใหม่ๆ หน้าตู้เติมเงิน ซึ่งนอกจากเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้แล้ว ยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ที่ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของตู้เติมเงินบุญเติม ซึ่งจะช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านตู้เติมเงินออนไลน์ที่เป็นตัวแทนในการชำระเงิน ผ่านเครื่องรับชำระเงินอัตโนมัติที่มีเครือข่ายมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ รวมถึงจะเป็นบริษัทที่พร้อมดำเนินการร่วมกับผู้ลงทุนด้วยการแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน” นายสมชัย กล่าว

Krungsri & IRPC_02

กรุงศรีและไออาร์พีซี ประกาศความสำเร็จในการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านนวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรกของภาคธุรกิจไทย

กรุงเทพฯ (19 กันยายน 2560) – Krungsri Blockchain’s Interledger พลิกโฉมโลกการเงินในภาคธุรกิจไทย เมื่อ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) และ IRPC (บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน))                    ร่วมประกาศความสำเร็จนำนวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรกในการซื้อ-ขายน้ำมันระหว่างไออาร์พีซีและคู่ค้าในต่างประเทศ 

 

นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีนับเป็นธนาคารแรกของไทยที่นำเทคโนโลยี Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับภาคธุรกิจ โดยได้รับความไว้วางใจจาก IRPC ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารมายาวนานในการตอบรับการใช้บริการ Krungsri Blockchain’s Interledger เพื่อ
โอนเงินระหว่าง IRPC และคู่ค้าในต่างประเทศของ IRPC การให้บริการดังกล่าวประสบความสำเร็จสามารถ
โอนเงินสำเร็จภายในหลักวินาทีจากเดิม ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 วันทำการ สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Krungsri Blockchain’s Interledger สู่การขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้ขยายตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นธุรกรรมการโอนเงินผ่าน Krungsri Blockchain’s Interledger ของธุรกิจปิโตรเลียมระหว่างประเทศ คือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด ในช่วงสัปดาห์ที่
ผ่านมา

“ความสำเร็จครั้งนี้จะสร้างการปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเงินสำหรับภาคธุรกิจและจะเป็นพลังขับเคลื่อนในการขยายบริการโอนเงินระหว่างประเทศ ด้วยนวัตกรรมทางการเงินให้กับคู่ค้าธุรกิจรายอื่นๆ รวมทั้งกรุงศรีจะใช้ประโยชน์จากเครือข่าย MUFG กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และ 1 ใน 5 กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในการพัฒนาความเชื่อมโยงของเครือข่าย ที่มีอยู่กว่า 2,000 แห่งในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกในการส่งมอบบริการโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับลูกค้าธุรกิจของกรุงศรี” นายโกโตะ กล่าว

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่า                   “เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ IRPC ได้นำเทคโนโลยี Krungsri Blockchain's Interledger ซึ่งเป็นนวัตกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศของกรุงศรีมาใช้ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ จะพลิกโฉมธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมาก ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วขึ้นนั้นช่วยสร้างความได้เปรียบในเวทีธุรกิจ และสนับสนุนโอกาสในการเติบโตธุรกิจได้เป็นอย่างดี และยังเชื่อมโยงการบริหารจัดการในด้านการขนส่งได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น”

“ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วยังช่วยให้ลูกค้าของเรา ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่                  ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ บริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่อการจัดการต้นทุน รับสินค้าได้รวดเร็วขึ้น และสร้างความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ”

“ทั้งนี้ IRPC อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ IRPC 4.0 ด้วยการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร ทุกขั้นตอนการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การตลาด และการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะนำมาใช้ใน ปี 2561 ให้พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคไทยแลนด์ 4.0”
นายสุกฤตย์กล่าว 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้รับการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้กรอบ Regulatory Sandbox ที่จะนำนวัตกรรมดังกล่าวออกสู่ภาคธุรกิจ และจะสามารถนำไปสู่การขยายผลการให้บริการด้วยนวัตกรรมดังกล่าวให้กับลูกค้าธุรกิจรายอื่นๆ ต่อไป

--จบ--

เกี่ยวกับกรุงศรี

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยด้านสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก และดำเนินธุรกิจมานานกว่า 72 ปี กรุงศรีเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก กลุ่มกรุงศรีให้บริการทางการเงินการธนาคารอย่างครบวงจร ทั้งในด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค การลงทุน การบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอันหลากหลายแก่กลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้า SME และลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านสาขาของธนาคารกว่า 696 สาขา (เป็นสาขาที่ให้บริการทางการเงินในรูปแบบปกติ 659 สาขาและสาขาที่ให้บริการเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 37 สาขา) และช่องทางการขายกว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรุงศรียังเป็นผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนบัญชีบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ/สินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 8.1 ล้านบัญชี และเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ชั้นนำ (กรุงศรี ออโต้) พร้อมทั้งมีบริษัทบริหารจัดการกองทุนที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่ง (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด) ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อย (บริษัท เงินติดล้อ จำกัด) อีกด้วย

กรุงศรี มีพันธสัญญาในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสูงสุด ธนาคารและบริษัทในเครือได้ผ่านการรับรองการเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ของ “แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต” โดยมุ่งร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในไทยและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียของธนาคาร เพื่อให้การดำเนินธุรกิจปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

1 2 3 141