ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 105

kesara

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ และวารสารการเงินธนาคาร กำหนดจัดงานประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards ครั้งที่ 13 ในวันที่ 2 ก.พ. 60 เพื่อยกย่องบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และผู้บริหารสูงสุดในตลาดทุนที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ และมีความมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทและความสามารถในการดำเนินงานสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

 

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market “Work” for Everyone” โดยส่งเสริมคุณภาพ บจ. ไทยให้อยู่ในความสนใจและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยรางวัล SET Awards จะเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของ บจ.  ซึ่งในปีนี้ มีบริษัท 62 แห่ง และผู้บริหารสูงสุด 9 ท่าน ที่ผ่านการคัดเลือกมาจนถึงรอบสุดท้าย ซึ่งล้วนมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน สมควรแก่การยกย่อง ซึ่งจะมีรางวัลที่มอบให้บริษัทรวมทั้งสิ้น 22 รางวัล” นางเกศรา กล่าว

 

 

ด้านนายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล SET Awards และหนึ่งในคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตัดสินรางวัล SET Awards 2016 กล่าวว่าในปีนี้ได้มีการเพิ่มรางวัลใหม่ 3 ประเภท ได้แก่ บริษัทยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรม ธุรกรรมทางการเงินยอดเยี่ยมในตลาดทุน และผู้บริหารสูงสุดรุ่นใหม่ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้ง บจ. บล. และ บลจ. ที่ให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมและมีผลงานนวัตกรรมและการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กร ได้นำเสนอผลงาน โดยมีบริษัทให้ความสนใจสมัครเกินความคาดหมาย แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมในองค์กร ซึ่งจะทำให้ SET Awards เป็นเวทีหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อสามารถตอบสนองต่อการแข่งขันของธุรกิจ อุตสาหกรรม และประเทศชาติได้ในระยะยาว

 

 

คณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินรางวัล SET Awards 2016 ได้แก่ ดร. พนัส สิมะเสถียร ดร. มารวย ผดุงสิทธิ์ นายเสรี จินตนเสรี นายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ นายยุทธ วรฉัตรธาร นางภัทรียา เบญจพลชัย นางเกศรา มัญชุศรี และ ดร. สันติ  กีระนันทน์

 

 

รางวัล SET Awards ในปีนี้ แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1) รางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม (แบ่งเป็น Best CEO Awards และ Young Rising Star CEO Award)  2) รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม 3) รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม 4) รางวัลบริษัทยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรม 5) รางวัลบริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยม  6) รางวัลบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยอดเยี่ยม และ 7) รางวัลธุรกรรมทางการเงินยอดเยี่ยมในตลาดทุน

 

 

พิธีประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards 2016 จะมีการประกาศรางวัลในวันที่ 2 ก.พ. 60 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับรายละเอียดเกณฑ์พิจารณารางวัล SET Awards 2016 ติดตามได้ที่ www.set.or.th/setawards หรือสอบถามเพิ่มเติมสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ 0 2009 9781

ร.พราชพฤกษ์

นายพายุพัด  มหาผล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท หลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังจากที่ได้ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO และได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือไฟลิ่ง ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขณะนี้ได้นับหนึ่งไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 60 โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ภายในไตรมาสแรกปี 60 นี้

 

 

ขณะที่บมจ.โรงพยาบาลราชพฤกษ์ มีทุนจดทะเบียน ณ วันที่ 9 ก.ย.59 จำนวน 382.22 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ จำนวน 382.22  ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยทุนเรียกชำระแล้วเท่ากับ 382.22  ล้านบาท โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 163,780,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่เรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ เสนอขายต่อประชาชนจำนวน 155,780,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 28.53 และเสนอขายต่อกรรมการและผู้บริหาร จำนวน 8,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 1.47 วัตถุประสงค์ในการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลใหม่ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแพทย์

 

 

ด้านผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาในปี 2556-2558 รายได้จากกิจการโรงพยาบาล เติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 343.37 ล้านบาท 377.27ล้านบาท และ 382.14 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 40.74 ล้านบาท 48.48 ล้านบาท และ 44.99 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อัตราร้อยละ 5.7  เป็นผลจากการเพิ่มของรายได้ผู้ป่วยนอกเฉลี่ยต่อครั้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในส่วนของรายได้จากผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มของรายได้เฉลี่ยต่อเตียงต่อวันที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเติบโตทั้งจากจำนวนวันนอนผู้ป่วยใน และรายได้ผู้ป่วยในเฉลี่ยต่อเตียงที่เพิ่มขึ้น

 

 

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 58 และ งวด 9 เดือน ปี 59 พบว่ารายได้จากกิจการโรงพยาบาลเติบโตอัตราร้อยละ 7.9  โดยมีสาเหตุหลักจากการเติบโตทั้งรายได้จากผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.3 และรายได้จากผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.0 ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ในส่วนของกำไรสุทธิในงวด 9 เดือน ปี 58 และงวด 9 เดือน ปี 59 เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.3 ตามทิศทางการเติบโตของรายได้กิจการโรงพยาบาล โดยงวด 9 เดือน ปี 58 มีกำไรสุทธิ 33.69 ล้านบาท และงวด 9 เดือน ปี 59 มีกำไรสุทธิ 49.95 ล้านบาท

800x400px-Cat2017

ข่าวดี สำหรับทุกธุรกิจ กับผู้ช่วยดี ๆ  ที่ทุกธุรกิจต้องมีในออฟฟิศ   “OfficeMate catalog 2017”  เล่มเดียวครบ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ลงทะเบียนได้ฟรีวันนี้  ที่www.officemate.co.th   หรือติดต่อรับได้ที่ ร้านออฟฟิศเมท มากกว่า 70 สาขา ทั่วประเทศ   หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  Officemate  Contact Center    02-739-5555   ทั้งนี้เราบริการจัดส่ง แคทตาล็อค  ให้ฟรี   โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

TMB ทรัมป์

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ชี้ หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ใช้นโยบายกีดกันการค้าทันทีหลังถูกแต่งตั้ง ผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นจะยังคงมีไม่มาก โดยจะส่งผลเสียต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ ชื้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ  แต่จะส่งผลดีต่อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์การแพทย์ รวมแล้วคิดเป็นความเสียหายสุทธิ 16,000 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.2 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในปีนี้

 

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายต่างๆในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน การกล่าวสุนทรพจน์ ในวันรับตำแหน่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในนโยบายโดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทรัมป์มองว่านโยบายการค้าเสรีของสหรัฐฯที่มีมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ เปิดช่องให้คู่ค้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าและสร้างสภาวะการค้าขาดดุลกับสหรัฐฯ เฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 8 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยขาดดุลกับจีนเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 3 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือราวร้อยละ 40 ของการขาดดุลทั้งหมด (ส่วนกับไทยขาดดุลเป็นอันดับ 12 เพียง 15,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 เท่านั้น) ทรัมป์จึงมองว่าการกีดกันทางการค้ากับจีนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ

 

 

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ กฎหมายของสหรัฐฯ มอบอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาครองเกรส โดยหากยึดตามกฏหมายการค้า (Trade Act of 1974, section 122)  ประธานาธิบดีสามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับประเทศที่มีการขาดดุลในปริมาณมาก สูงสุดที่ร้อยละ 15 และ/หรือ กำหนดโควต้า เป็นเวลาสูงสุด 150 วันเท่านั้น ไม่ใช่ที่ร้อยละ 45 ตามที่ได้กล่าวไว้ตอนหาเสียง  ดังนั้นผลกระทบที่แท้จริงหากทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวทันที จึงอาจไม่มากนักเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล

 

 

ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่าผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะเป็นในทางอ้อม จากการที่สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งจะกระทบสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การอุปทานที่ไทยส่งไปจีน และจีนส่งต่อไปสหรัฐฯ โดยสินค้าดังกล่าวเป็นประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอเป็นหลัก คาดการณ์มูลค่าส่งออกลดลงร้อยละ 0.6 หรือ ประมาณ 49,000 ล้านบาท อย่างไรก็มาตรการดังกล่าวมีผลดีเช่นกัน กล่าวคือ การที่สินค้าของจีนถูกกีดกัน สินค้าไทยในประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียง ย่อมมีโอกาสมาทดแทนสินค้าจีนนั้นๆได้ ซึ่งหลักๆเป็นประเภท  เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์การแพทย์ คาดการณ์มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 หรือประมาณ 33,000 ล้านบาท ดังนั้น หากชั่งน้ำหนักผลกระทบทั้งสองด้านแล้ว พบว่าส่งออกไทยจะเสียหายเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 ทำให้มูลค่าส่งออกในปีนี้ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.5 เหลือ ร้อยละ 1.3

 

 

อย่างไรก็ตามในระยะยาว เป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีได้สูงถึงร้อยละ 45 หากสภาครองเกรสมีมติเห็นชอบกับนโยบายดังกล่าว ผลกระทบกับไทย จึงอาจสูงขึ้นกว่าประมาณการณ์ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับตัวด้วยกลยุทธ์ต่างๆ อาทิ  การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การย้ายฐานไปในทำเลที่ได้เปรียบเชิงภาษี หรือหาวิธีเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาค โดยภาครัฐควรเร่งเจรจาส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการรวมกลุ่ม RCEP (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน)

dr.ประสิทธิ์ 2

ดร.ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เฟอร์รั่ม (FER) เปิดเผยว่าคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ บริษัท เฟอร์รั่ม เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (FER-EN) บริษัทย่อยที่ถือหุ้นร้อยละ 99.99 เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (Biogas Power Plant ) ขนาด 4 เมกะวัตต์  โดยการซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท มิตรประสงค์ กรีนเพาเวอร์ จำกัด (มิตรประสงค์ฯ)  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วรวมจำนวน 490,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 346.93 บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายทั้งสิ้นไม่เกิน 170 ล้านบาท จากกลุ่มบริษัทการจัดการสิ่งแวดล้อมหาดใหญ่ จำกัด

 

 

“มิตรประสงค์ กรีนเพาเวอร์  ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าผ่านโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โดยใช้วัตถุดิบจากน้ำเสียจากโรงงานปาล์มในการผลิต ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เป็นระยะเวลา 5 ปี ขยายระยะเวลาต่อเนื่องได้ครั้งละ 5 ปี โดยอัตโนมัติ นับจากวันที่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จำนวน 0.30 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 7 ปี นับแต่ COD ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556  และได้ดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิตและ COD ได้ครบ 4 เมกะวัตต์ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2559 โดยภายหลังที่เราเข้าลงทุนก็จะสามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟได้ทันที เนื่องจากมีการจ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้ว” ดร.ประสิทธิ์ กล่าว

 

 

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 60 บริษัทฯ จะเข้าลงทุนในธุรกิจ LPG และธุรกิจพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย 1.การเข้าลงทุนในบริษัท สตาร์ แก๊ส จำกัด (สตาร์ แก๊ส) ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งแก๊ส LPG  ซึ่งมีสถานีบริการแก๊ส LPG 30 สาขา และสถานีบริการแก๊ส NGV 2 สาขา โดยงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเบื้องต้น 550 ล้านบาท และมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสถานีบริการแก๊ส LPG เพิ่มอีก 5-10 สาขา ด้วยงบประมาณการลงทุนที่คาดว่าไม่เกิน 100 ล้านบาท  2. การเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือก โดยบริษัทฯ มีแผนเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแก๊สชีวภาพ (Biogas) ขนาด 4 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯได้อนุมัติให้เข้าลงทุนแล้ว และโครงการที่ 2 คือโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล (Biomass) ขนาด 8 เมกะวัตต์ งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเบื้องต้น ไม่เกิน 500 ล้านบาท ซึ่งรวมโครงการปัจจุบันจะทำให้ FERRUM มีโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตรวม 14 MW

 

 

ทั้งนี้การลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นในระยะยาว ช่วยต่อยอดรายได้และสร้างฐานธุรกิจของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งและมั่นคงต่อไปในอนาคต และยังคงเดินหน้าต่อไปในการหาโอกาสทางธุรกิจ สุดท้ายบริษัทฯยังคงเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและรับผิดชอบต่อสังคมจึงได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านทุจริต (Anti-Corruption) โดยกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น ไม่ว่าด้วยการเรียก รับ และจ่ายสินบน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป

bay boss

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลกำไรสุทธิแข็งแกร่งสำหรับปี 59 อยู่ที่ 21.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9% จากปี 58 ขณะเดียวกันสินเชื่อเติบโตสูงถึง 11.2% สูงกว่าเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อที่ 8-9% ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ต้นทุนการเงินที่ปรับดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนของธนาคาร

 

Print

ธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 59 (งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบ) มีผลกำไรสุทธิจำนวน 47,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้น โดยที่สินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้น

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามงบการเงินรวมในปี 59 มีจำนวน 88,449 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.8% จากปี 2558 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อ 5.8% จากปีก่อน

 

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยตามงบการเงินรวมลดลง 17.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในปี 58 มีกำไร (พิเศษ) จากการขายเงินลงทุนตราสารทุนจำนวนมาก หากไม่รวมกำไรจากเงินลงทุนดังกล่าว รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 3.9% มาจากรายได้จากธุรกิจประกันชีวิต และกำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศที่ลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมในปี 59 อยู่ที่ 2.67% ลดลงจาก 2.89% ณ สิ้นปี 58 มาจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของคุณภาพสินเชื่อกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ ในขณะที่ SME และลูกค้าบุคคล สินเชื่อด้อยคุณภาพยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในปี 59 ธนาคารตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 22,528 ล้านบาท หรือ 1.19% ของสินเชื่อรวม ลดลง 24.2% จากปี 58 เนื่องจากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้น โดยที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นเป็น 134.3% ณ สิ้นปี 59 จาก 109.8% ณ สิ้นปี 58

1484750759547

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 59 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.59 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 32,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13.28% จากปี 58 มีกำไรสุทธิ 28,500 ล้านบาท

นายเจริญ รุจิราโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)-1

นายเจริญ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ (SORKON) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ของไทยในปีนี้คาดว่ายังมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยมาจากเศรษฐกิจที่เติบโต ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีวิถีชีวิตแบบเร่งรีบทำให้เกิดความนิยมเข้าไปใช้บริการในร้านอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ หรือสั่งซื้อสินค้ามารับประทานในที่ทำงานหรือที่บ้านเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจ QSR มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต

 
ขณะที่นโยบายการดำเนินธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนของกลุ่ม ส.ขอนแก่น ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ โดยนำเทรนด์ตลาดมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาธุรกิจ ‘ร้านแซ่บ คลาสสิก’ ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงมีนโยบายเน้นเทรนด์สุขภาพ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกวัตถุดิบปลอดสารพิษในการปรุงอาหาร มีความสดใหม่ สะอาดจากแหล่งเพาะปลูกที่ดี เช่น ผักปลอดสารเคมี โดยมีเป้าหมายต้องการยกระดับคุณภาพมาตรฐานอาหารและการให้บริการของร้านที่ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

 
นอกจากนี้ บริษัทฯ จะพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารพร้อมรับประทาน รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมสั่งซื้อสินค้าพร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน (เดลิเวอรี่) เพิ่มขึ้น และยังสอดคล้องกับแผนลงทุนที่อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดสาขาต้นแบบของร้านแซ่บ คลาสสิก ที่เน้นการให้บริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ผ่านมาพบว่า ยอดขายจากการให้บริการดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วน 20-25% ของยอดขายรวมกลุ่มธุรกิจ QSR

 
พร้ ร้านแซ่บ คลาสสิก ยังได้เพิ่มเมนูอาหารไทยซึ่งเป็นที่นิยมจากลูกค้าคนไทยและต่างชาติเพื่อเป็นทางเลือกทุกเดือน เช่น เมนูแกงมัสมั่น ผัดไทย พร้อมทำประชาสัมพันธ์สื่อสารการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในไทย เข้ามาใช้บริการภายในร้านมากขึ้น

 
ส่วนร้านข้าวขาหมู ยูนนาน บริษัทฯ มีแผนปรับรูปแบบการลงทุน โดยเน้นการเปิดสาขาขนาดเล็กหรือ คีออส ผ่านการขายแฟรนไชส์ให้แก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนเพียง 89,000 บาท เพื่อรุกเข้าสู่แหล่งชุมชน ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการเปิดร้านข้าวขาหมูเป็นจำนวนมาก ส่วนสาขาเดิมจะทยอยปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบแฟรนไชส์แก่นักลงทุนที่สนใจเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร ซึ่งจะมีการเพิ่มเมนูอาหารใหม่ ๆ ให้หลากหลาย เช่น ติ่มซำ เมนูเกี่ยวกับผักต่าง ๆ พร้อมทั้งจะจัดทำแพ็คสินค้าขาหมูพร้อมทานเพื่อนำไปวางจำหน่ายภายในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้บริโภคซื้อกลับไปบริโภคที่บ้านอีกด้วย

 

อีกทั้งในปีนี้กลุ่มธุรกิจ QSR ยังคงเป็นธุรกิจหัวหอกของกลุ่ม ส.ขอนแก่น เพื่อผลักดันการเติบโต โดยจะปรับกลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขัน ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษเพื่อสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคเข้ามาบริการเพิ่มขึ้น และทำให้ธุรกิจ QSR เติบโตและมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันภาพรวมรายได้ในปีนี้ให้เติบโตเป็นเลข 2 หลักได้ นายเจริญ กล่าว

pps

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย รองประธานกรรมการบริหาร บมจ. โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการในปีนี้มีทิศทางดีขึ้น เนื่องจากภาคธุรเอกชนเริ่มมีการลงทุนในโครงการรูปแบบต่างๆเพื่อขยายธุรกิจ อีกทั้งภาครัฐมีแผนการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีชมพู และสายสีเหลือง ซึ่งบริษัทมีแผนเข้าเสนองานบริหารโครงการก่อสร้างทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

 

 

โดยมองว่าในปีนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท แนวโน้มภาคธุรกิจค้าปลีกมีแผนการลงทุนมากขึ้น ซึ่งบริษัทได้รับงานใหม่หลายโครงการจากกลุ่มลูกค้าเดิม เนื่องด้วยระบบการบริหารจัดการโครงการของบริษัทที่เที่ยงตรง ได้มาตรฐาน พร้อมกรอบระยะเวลาในการส่งมอบงานที่รวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้า อีกทั้งมีการแนะนำต่อกับกลุ่มลูกค้ารายใหม่ด้วยเช่นกัน  ดร.พงศ์ธร กล่าว

 

 

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ไว้ที่ 330 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 15%  ซึ่งถือเป็นยอดรายได้สูงสุดของการดำเนินงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Back log) อยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท ล่าสุดได้รับงานใหม่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงต้นปี ขณะที่งานบริหารเเละควบคุมงานก่อสร้างโครงการการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 อยู่ระหว่างการดำเนินงานและทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง ตามกรอบระยะเวลาของสัญญา

 

 

นอกจากนี้บริษัทลูก PPSD และ Swan & Maclaren (Thailand) ซึ่งดำเนินงานด้านงานออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ได้มีการเซ็นต์สัญญารับงานออกแบบโครงการขนาดใหญ่จากต่างประเทศ โดยเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั้งไลฟ์สไตล์ อาคารสำนักงาน จำนวน 2 เฟส โดยบริษัทจะเริ่มรับงานในเฟสแรกมูลค่าประมาณ 35-40 ล้านบาท และทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้

 

 

ส่วนนโยบายบริษัทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการดำนินงาน การแนะนำธุรกิจและบริการของ PPS ให้เป็นที่รู้จักของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมการทำงาน โปรแกรมใช้สำหรับการควบคุมดูแลโครงการก่อสร้าง

คมสร

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า นาง Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวในการแถลงจุดยืนการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยย้ำถึงความสำคัญในการควบคุมจำนวนผู้อพยพ การยกเลิกการยอมรับขอบเขตของอำนาจศาลและกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภายุโรป และการลดการจ่ายเงินอุดหนุนให้สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นจุดยืนที่แข็งกร้าวที่นาง Theresa May กล่าวย้ำมาตลอด
สำหรับในด้านการค้า นาง Theresa May ย้ำว่าอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกตลาดเดียว (single market) ซึ่งต้องยอมรับกฎการเคลื่อนย้ายเสรี 4 ประการ (4 freedom) ได้แก่ สินค้า บริการ ทุน และแรงงาน เนื่องจากอังกฤษต้องการจำกัดจำนวนผู้อพยพจากสหภาพยุโรป นอกจากนี้อังกฤษจะไม่เป็นสมาชิกสหภาพศุลกากร (Custom Union) ซึ่งกำหนดให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนอกกลุ่มในอัตราเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากอังกฤษต้องการอิสระในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดภาษีในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ขณะที่อังกฤษดูเหมือนจะต้องการเริ่มการการค้าเสรีกับ EU ใหม่ทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับในกรณีของแคนาดา อย่างไรก็ดี ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่าง EU และแคนาดา (CETA) ใช้เวลาในการเจรจาถึง 7 ปี และยังไม่ครอบคลุมถึงสินค้าและบริการทั้งหมด ในขณะที่อังกฤษจะมีเวลาในการเจรจาเพียง 2 ปีตามข้อกำหนดในมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน
โดยมองการเจรายังน่าจะมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เนื่องจากทาง EU จะยังไม่เปิดเผยจุดยืนในการเจรจาจนกว่าอังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการตามมาตรา 50 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. นี้ นอกจากนี้ การเจรจายังน่าจะคืบหน้าได้ช้าในปีนี้เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ในเดือน มี.ค. ฝรั่งเศส ในเดือน เม.ย. และ เยอรมันนี ในเดือน ต.ค.
ทั้งนี้ ยังคงมุมมองเชิงลบและแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และความเสี่ยงจากท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจา ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการเจรจาการค้าและทำให้การค้าระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรปถูกกระทบอย่างรุนแรง

atp30

นายปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอทีพี 30 (ATP30) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการรถรับส่งพนักงานจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการโดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในปี 60 ว่า บริษัทจะสามารถทำรายได้นิวไฮได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จากการเพิ่มสัดส่วนการให้บริการกับฐานลูกค้าเดิมและการขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งในเบื้องต้นบริษัทมีแผนขยายเขตการให้บริการครอบคลุมรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกมากขึ้น เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี ขณะนี้มีการเจราจากับลูกค้าแล้วหลายราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านต่างๆให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถ และควบคุมต้นทุนโดยรวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นขอ ISO 39001 เกี่ยวกับการบริหารจัดการความปลอดภัยบนท้องถนน เพิ่มมาตรฐานการให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่ใช้บริการของ ATP30 คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในช่วง ไตรมาส 2 ของ ปีนี้ โดยบริษัทจะเป็นรายแรกในประเทศที่ได้มาตรฐานในการรับส่งพนักงาน

 

อีกทั้งบริษัทพยายามรักษาการเติบโต โดยควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม พัฒนาการบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทได้เพิ่มการให้บริการด้วยรถไมโครบัสขนาด 20 ที่นั่งและรถมินิบัสขนาด 30 ที่นั่งเพิ่มเติม จากเดิมที่ส่วนใหญ่ให้บริการโดยรถตู้และรถบัสขนาดใหญ่ เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ATP30 ให้บริการลูกค้า 27 ราย มูลค่าสัญญารวม 1,306 ล้านบาท รับรู้รายได้แล้ว 633 ล้านบาท (30ก.ย.59) และจะรับรู้ในปี 60 ประมาณ 320 ล้านบาทส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป ส่วนรายได้รวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 15% หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 340-350 ล้านบาท นายปิยะ กล่าว

 

สำหรับธุรกิจ VIP Van Service รถตู้รับส่งแบบรายวัน ซึ่งบริษัทได้เริ่มทดลองให้บริการในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก บริษัทจึงมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนรถเพื่อรองรับการใช้งาน    ซึ่งธุรกิจนี้จะสามารถทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนรถโดยสารทั้งหมด 120 ล้านบาท แบ่งเป็นรถรับส่งพนักงานจำนวน 25-30 คัน มูลค่า105 ล้านบาท และรถธุรกิจ VIP Van Service จำนวน 10 คัน มูลค่า 15 ล้านบาท

cimbp2

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 60 มีแนวโน้มที่ดีเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีก่อนที่มีปัจจัยลบจากภายในและภายนอกประเทศเข้ามากระทบความเชื่อมั่นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดย บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มีมุมมองเชิงบวกต่อภาวะตลาดหุ้นไทยในปีนี้และประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่ในปี 59ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 20%

 

โดยปัจจัยบวกที่จะเป็นแรงสนับสนุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกในปีนี้มาจากการคาดการณ์อัตรา GDP จะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 3.2%-3.5% ซึ่งเป็นผลจากภาครัฐเร่งการเบิกง่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกว่า 5 แสนล้านบาท การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศตลอดจนภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตได้ดี ในขณะที่ค่าเงินบาทถือว่ามีเสถียรภาพกว่าเงินตราสกุลอื่นๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนในหุ้นปันผลมีความน่าสนใจจากผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูง มุมมองด้านสถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพและคาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในปลายปี 60 หรือต้นปี 61 ตามโรดแม็ปที่วางไว้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

 

ในภาพรวมตลาดหุ้นไทยคาดการณ์การเติบโตของกำไรตลาดหุ้นไทย (EPS Growth) ปี 60 จะอยู่ที่ 12% (ที่มา Bloomberg, ธันวาคม 2559)ส่วนแรงขายหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติน่าจะมีไม่มากแล้ว หลังจากที่สัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับจากปี 55จากเดิมเคยมีสัดส่วนสูงสุดที่ 36% ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 29% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี อย่างไรก็ตาม จากการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นจากทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด จึงประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในปีนี้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นแต่ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจุบัน Valuation (มูลค่า) ของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันซื้อขายที่ค่า Forward PE ประมาณ 14 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลังเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ก็ยังถือว่าต่ำกว่า ดังนั้นโอกาสของตลาดหุ้นไทยยังถือน่าสนใจ (ที่มา Bloomberg, ธ.ค 59)

 

จากการประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยถึงแม้ว่ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่อาจจะมีความผันผวนเป็นระยะ จึงแนะนำการให้ลงทุนสำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้ภายใต้ธีม‘Smart Dividend’ โดยทีมผู้จัดการกองทุนหุ้นไทยมีการกำหนดกระบวนการคัดเลือกลงทุนเพื่อให้ได้หุ้นคุณภาพ 3 ประการคือ 1) อัตราเงินปันผลดี มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีในระดับสูง 2) ศักยภาพเติบโต กระแสเงินสดดี ศักยภาพเติบโต มีโอกาสสร้างกำไรในอนาคต และ 3) บรรษัทภิบาลดี บริษัทคุณภาพหลักบรรษัทภิบาล CG Scoring ระดับ 3 ดาวขึ้นไปจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการไทย

 

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกทีมผู้จัดการกองทุนได้จัดทำพอร์ตจำลอง Back Test Model พบว่าพอร์ตจำลองสามารถสร้างผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังได้ถึง 113.8% สูงกว่าเมื่อเทียบกับ SET100 อยู่ที่ 81.7% เรามองว่าการเลือกลงทุนในหุ้นปันผลสูงและมีศักยภาพเติบโตนั้นสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีความผันผวนต่ำกว่าอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง นายวิน กล่าว

 

บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จึงเตรียมเปิดขาย IPO กองทุนใหม่ ‘กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ไทย ไดนามิก อินคัม อิควิตี้’ CIMB-PRINCIPAL Thai Dynamic Income Equity Fund (CIMB-PRINCIPAL TDIF) ในวันที่ 19-27 ม.ค. 60 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารแห่งทุนที่มีขนาดกองทุน 3,000 ล้านบาท ราคาเสนอขาย IPO ที่ 10 บาทต่อหน่วย ค่าธรรมเนียมการซื้อ 1% ของมูลค่าหน่วยลงทุน เงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท และจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนประมาณปีละ 2 ครั้ง

 

โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่ดีหรือเป็นบริษัทที่มีประวัติการจ่ายปันผลที่ดีและอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ กองทุนฯ อาจพิจารณาลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) รวมถึงตราสารอื่นๆ หรือหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

 

ndr

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอ็น.ดี.รับเบอร์  (NDR) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 60 ว่า บริษัทฯตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อน โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตลาดในประเทศจะเน้นการขยายฐานทั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้บริโภค ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะเน้นที่ประเทศอินเดียซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และขยายไปประเทศใหม่ๆเพิ่มขึ้น คาดว่าปีนี้สัดส่วนรายได้จากในประเทศและต่างประเทศจะใกล้เคียงปีก่อน โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ระดับ 50 : 50

 

ขณะที่แนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมในปีนี้น่าจะทรงๆตัว หรือดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาพืชผลการเกษตร ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อของภาคประชาชน ขณะที่ในส่วนของบริษัทฯจะมุ่งเน้นการทำการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยมีแผนขยายตลาดทั้งในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศอื่นๆเพิ่มเติม นอกเหนือจากตลาดอินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ ในส่วนของราคายางที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ก็ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัท แต่ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อต้นทุนผู้ผลิตทุกรายสูงขึ้น การจัดโปรโมชั่นก็คงจะมีน้อยลง และ/หรือราคาสินค้าก็อาจจะถูกปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรักษาอัตรากำไรของบริษัทไว้ได้ นายชัยสิทธิ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ AIR LOCK ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาใช้ทดแทนยางใน บริษัทฯยังคงเดินหน้าทำแผนการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับให้ความรู้ตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถสร้างการรับรู้ และทำให้ผู้บริโภครู้จักยาง ND Rubber มากขึ้น

 

สำหรับงบลงทุนในปีนี้บริษัทฯตั้งไว้ที่ 50 – 100 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการวิจัยพัฒนาสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด

 

ทั้งนี้ในส่วนของโครงการร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทเพื่อผลิตและจำหน่ายยางล้อรถยนต์และยางล้อรถบรรทุก บริษัทฯและบริษัท ป.สยามอุตสาหกรรมยาง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุน ยังคงเดินหน้าศึกษารายละเอียดของโครงการ แม้ว่าผู้ร่วมทุนอีกรายไม่สามารถตกลงในเงื่อนไขบางอย่างในการเข้าร่วมทุนครั้งนี้ได้จึงได้ขอชะลอการตัดสินใจการเข้าร่วมทุนดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในปัจจุบันของบริษัทแต่อย่างใด นายชัยสิทธิ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จากการเน้นบริหารจัดการด้านต้นทุน ประกอบกับบริษัทฯได้มีการผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงงาน ซึ่งปีนี้จะรับประโยชน์อย่างเต็มปี (เริ่มผลิตตั้งแต่เดือน ต.ค. 59) เชื่อว่าจะผลักดันให้ภาพรวมอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

UAC

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ  บมจ. ยูเอซี โกลบอล (UAC) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในปี 60 ว่า บริษัทฯยังคงเน้นการลงทุนในธุรกิจเดิมที่มีการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการขยายกำลังผลิตเพิ่ม และการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ทั้งปีไว้ที่ระดับ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59

 

อีกทั้ง บริษัทฯยังมีการขยายตลาดในกลุ่ม CLMV เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (MOU) กับรัฐบาลเมียนมาในไตรมาส 1/60 ซึ่งคาดว่าจะมี PPA ในมือ 20 เมกะวัตต์ เบื้องต้นจะทยอยก่อสร้างเฟสแรก 10 เมกะวัตต์ คาดจะใช้เงินลงทุนราว 1,100 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาเพื่อขอกู้เงินจากสถาบันทางการเงินแล้ว ประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะมีอัตราผลตอบแทน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15% และบริษัทกำลังจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการ โดยจะใช้เวลาการก่อสร้าง 2 ปี และสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ต้นปี 62

 

ด้านการลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะที่ สปป.ลาว ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ 2-3 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลือจะใช้ภายในโรงงาน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงต้นปี 60 โดยโครงการดังกล่าวพันธมิตรในสปป.ลาวได้สัมปทานบริหารขยะชุมชน

 

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ภายใต้การบริหารการดำเนินงานของบริษัท ยูเอซี แอ็ดวานซ์ โพลิเมอร์ แอนด์ เคมิคอลส์ จำกัด (UAPC)  ที่ UAC ถือหุ้น 100% คาดว่าจะขยายกำลังผลิตโพลิเมอร์และลาเท็กซ์ เฟสที่ 2 อีก 10,000 ตันต่อปีแล้วเสร็จในไตรมาส 3/60 ส่งผลให้กำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี

 

นอกจากนี้ บริษัทฯอยู่ระหว่างเตรียมแผนนำ บริษัท ยูเอซี แอ็ดวานซ์ โพลิเมอร์ แอนด์ เคมิคอลส์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงต้นปี 61 โดยแต่งตั้งบริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อในการขยายกำลังการผลิตเคมีภัณฑ์อื่นๆ ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการดำเนินกิจการต่อไป

 

ทั้งนี้บริษัทฯตั้งงบลงทุนเพื่อการขยายธุรกิจข้างต้นในช่วง 3 ปี (60-63) ไว้ที่ระดับ 4,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยใช้เงินลงทุนปีละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯและการออกหุ้นกู้ในส่วนที่เหลืออีก 500 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

ทีเอ็มบี &อาลีบาบา

นายไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีเอ็มบีมีนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจการส่งออกและต้องการก้าวสู่ตลาดโลกโดยผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ จึงได้พัฒนาแคมเปญพิเศษร่วมกับ Alibaba.com ผ่านบริษัทตัวแทน คือ บริษัทเรดดี้แพลนเน็ต จำกัด โดยเอสเอ็มอีที่สมัครสมาชิกแบบ Gold Supplier บน Alibaba.com ผ่านทาง เรดดี้แพลนเน็ต พร้อมกับเปิดบัญชี TMB SME One Bank จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่างประเทศ (ขาเข้า) รับอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน รับ จ่าย ในประเทศ และค่าต่ออายุสมาชิก Alibaba.com ในปีถัดไป พร้อมเสริมความมั่นใจในการทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วยการเข้าอบรมหลักสูตร SME Trade Expert Program by TMB ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของทีเอ็มบี และยังเพิ่มโอกาสการค้ามากขึ้นด้วยการได้พื้นที่โฆษณาในหน้าหลักของ Alibaba.com ฟรีตลอด 1 เดือนอีกด้วย ซึ่งสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์และเป็นแต้มต่อให้เอสเอ็มอีในการทำธุรกิจผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของอาลีบาบาให้ประสบความสำเร็จ ขับเคลื่อนให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ด้านนายเจอรี่ หวู่ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Alibaba.com เว็บไซต์การค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก กล่าวว่า Alibaba.com ให้ความสำคัญกับตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยอย่างมาก โดยมองเห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวและเติบโตได้อีกมากมาย พร้อมทั้งต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญและการขยายโอกาสธุรกิจไปสู่ตลาดโลก ไม่ใช่เพียงตลาดแถบเอเชียเท่านั้น ทั้งนี้ แคมเปญพิเศษที่ได้ร่วมมือทีเอ็มบี นับเป็นมิติใหม่และโอกาสที่ดีในการยกระดับธุรกิจอี-คอมเมิร์ช ให้ครบวงจรมากขึ้น โดย Alibaba.com จะเป็นช่องทางเชื่อมธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายมาพบกัน เมื่อเสริมด้วย ทีเอ็มบี ซึ่งจะเป็นผู้ขับเคลื่อนด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศให้สมบูรณ์แบบ ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกรรมการเงินได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันAlibaba.com ก็พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอีไทยอีกด้วย

 

ทางด้านนายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนผู้ให้บริการสมัครสมาชิกกับ Alibaba.com รายแรกในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของคนไทยให้มีโอกาสในการส่งออกไปยังเวทีการค้าโลกได้อย่างสะดวก ผ่านช่องทาง Alibaba.com ดังนั้น ความร่วมมือกับทีเอ็มบีในแคมเปญพิเศษนี้ นับเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างของเรดดี้แพลนเน็ตด้วยการยกระดับสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิก เพิ่มโซลูชั่นด้านธุรกรรมการเงินสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ จากเดิมที่เรามีเครื่องมือทางการตลาดให้อย่างครบถ้วน ทั้งการสมัครเป็นสมาชิก Alibaba การจัดอบรม การให้คำปรึกษาเชิงลึก โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแคมเปญพิเศษนี้ จะยังได้รับสิทธิการอบรมหลักสูตรการตลาดออนไลน์ Digital Marketing และการจัดทำเว็บไซต์และโดเมนร้านค้าออนไลน์ในชื่อของตนเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าโซลูชั่นนี้จะจุดประกายให้เอสเอ็มอีไทยกล้าที่จะขยายธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังต่างประเทศมากขึ้น และจะมีส่วนสร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างมาก

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNDcvMjM5MDU3LzU4NDg4OC0wMS5qcGc=

บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เปิดเผยแผนงานปี 60 ตั้งเป้ายอดรับรู้รายได้จากธุรกิจการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย 31,000 ล้านบาท และรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อีก 3,150 ล้านบาท จากโรงแรม 4 แห่งในกทม.และอพาร์ตเมนท์ 4 แห่งในสหรัฐ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 26,000 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 14,900 ล้านบาท

 

ขณะที่ในปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 11,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นใช้เพื่อซื้อที่ดิน 7,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีก 4,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีแผนระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างดำเนินการขายโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ ราชดำริ เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ให้แล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรก

 

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า ณ สิ้นปี 60 บริษัทจะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับไม่เกิน 0.8 เท่า

TMB-11215 (1)

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการปี 59 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯ จำนวน 18,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยธนาคารตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 8,649 ล้านบาท การตั้งสำรองระดับค่อนข้างสูงนี้เพื่อให้ธนาคารสามารถตัดหนี้สูญ (write off) เพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงลง ส่งผลให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเป็น 2.53% และมีสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 143% ทำให้ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 8,226 ล้านบาท

สันติ5

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาสู่ความเป็นตลาดทุนระดับนานาชาติและมุ่งเน้นจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน โดยในปี 60 ได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “SET Thai Corporate Day 2017: Potential Big Caps with Good Corporate Governance” ในวันที่ 16-17 ม.ค.นี้ เป็นเวทีแรกของปีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศได้พบกับผู้บริหารระดับสูงของ บจ. ไทย ที่มีธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องและอยู่ในความสนใจของผู้ลงทุน รวมทั้งมีการดำเนินการด้านบรรษัทภิบาลในระดับดี โดยมี บจ. ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นจำนวน 48 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) รวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10.8% ของทั้งตลาด (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ม.ค. 60) โดยมีการประชุมในรูปแบบ one-on-oneระหว่าง บจ. และผู้ลงทุน กว่า  1,200  ครั้ง

 

โดยในปีนี้ น่าจะได้เห็นความชัดเจนในโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนต่างประเทศมากขึ้น การจัดงานในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นำเสนอข้อมูลเรื่อง Thailand Future Fund ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศด้วยการเป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อโครงการลงทุนของภาครัฐ และสร้างความน่าสนใจให้แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศที่สนใจลงทุนในหลักทรัพย์ไทย โดยในงานนี้มีผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศกว่า 60 รายเข้าร่วมงาน ดร. สันติ กล่าว

 

ด้านนายสุชาย สุทัศน์ธรรมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ท่ามกลางสภาวะตลาดโลกที่ผันผวน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐภายใต้การบริหารงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปและอนาคตของสกุลเงินยูโร รวมถึงความไม่แน่นอนของการเคลื่อนเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นความกังวลต่อการลงทุนในตลาดทุนโลก แต่จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นของประเทศไทย ประกอบกับแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่อง อาทิ การอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ส่งผลให้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีความโดดเด่น  และเชื่อมั่นว่าภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศจะมีแนวโน้มการดำเนินการที่ดีในปีนี้

 

ขณะที่บริษัทที่ร่วมให้ข้อมูลไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เน้นบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ และยังเป็นปัจจัยแรกที่ผู้ลงทุนเลือกพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนในบริษัทขนาดกลาง โดยงานนี้จะช่วยส่งเสริม และยกระดับมาตรฐานของตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ตลอดปี 60 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจัดโรดโชว์ต่างประเทศ 5 ครั้ง ไปยังประเทศเป้าหมาย ได้แก่ เกาหลี ฮ่องกง อังกฤษ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ รวมถึงภายในประเทศ 2 ครั้ง คือ SET Thai Corporate Day 2017 ในครั้งนี้ และเดือนสิงหาคมคืองาน Thailand Focus 2017 ร่วมกับ บล. ภัทร และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์

TMB ศก.ใต้จมน้ำ

เศรษฐกิจภาคใต้สำลักน้ำรับปีระกา เม็ดเงินภาคเกษตร ประมง ท่องเที่ยวลอยตามน้ำ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช อ่วม ภูเก็ตโดนลูกหลง คาดฟื้นตัวได้เร็ว เหตุมีปัจจัยบวกรอหนุน

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งแต่ 2 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้น่าจะทำให้เม็ดเงินหายจากเศรษฐกิจภาคใต้ประมาณ 27,400 ล้านบาท โดยชาวสวนยางพาราได้รับผลกระทบที่สุด เพราะฝนที่ตกต่อเนื่อง น้ำท่วมและการขนส่งถูกตัดขาด ทำให้ผลผลิตยางทั้งระบบลดลง 281,000 ตัน หรือร้อยละ 6.3 ของปริมาณยางทั้งปีทั่วประเทศ คิดเป็นเม็ดเงิน 19,124 ล้านบาท ธุรกิจผลิตยางแผ่น/ยางแท่ง รมควันยาง น้ำยางข้น จำเป็นต้องหยุดผลิตชั่วคราว

 

ด้านปาล์มน้ำมัน คาดผลผลิตลดลงกว่า 5 แสนตัน หรือร้อยละ 4.8 ของปริมาณผลผลิตทั้งปีทั่วประเทศ มูลค่าประมาณ 2,939 ล้านบาท โดยจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานีและชุมพร เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มสำคัญที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่งผลต่อธุรกิจลานปาล์ม โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบอาจมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม TMB Analytics คาดว่า ผลผลิตที่ลดลงจะเกิดเพียงช่วงสั้นๆ เนื่องจากยางพาราและปาล์มจะกลับมาผลิตได้ตามปกติหลังน้ำลด แตกต่างจากธุรกิจค้าปุ๋ยและเคมีเกษตร ซึ่งขายสินค้าให้ชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน แม้ว่าเกษตรกรจะกลับมาเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ แต่ยอดขายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์เดือนมกราคมจะลดลงประมาณ 282 ล้านบาท และรายได้ธุรกิจชะลอตัวไปอีกระยะหนึ่ง เพราะเกษตรกรมีรายจ่ายเพิ่มจากการฟื้นฟูซ่อมแซมที่พักและยานพาหนะหลังน้ำท่วม

 

ส่วนฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญตามแนวชายฝั่งทะเลภาคใต้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม คาดว่าทำให้ผลผลิตกุ้งลดลงกว่า 4,500 ตัน มูลค่าประมาณ 838 ล้านบาท และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนเพื่อฟื้นฟูการเพาะเลี้ยงกุ้งให้เข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับเรือประมง โดยเฉพาะเรือขนาดเล็กยังถูกห้ามออกจากฝั่งเพราะลมมรสุมรุนแรง จึงต้องหยุดทำประมงไปโดยปริยาย ทำให้สูญเสียโอกาสจากการขายปลาและสัตว์น้ำคิดเป็นมูลค่าประมาณ 751 ล้านบาท กระทบกับธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลกระป๋อง ล้ง แพปลา

 

แม้ว่าน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก แต่ก็กระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเช่นกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยว เกิดความไม่มั่นใจในสถานการณ์  บางส่วนอาจยกเลิก หรือ ชะลอการเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบินต่างๆ และยอดเข้าพักแรมลดลง คิดเป็นการเสียโอกาสสร้างรายได้ประมาณ 3,533 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต แม้ไม่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง ทำให้เสียโอกาสสร้างรายได้กว่า 1,200 ล้านบาท

 

หากเหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลายทั้งหมดก่อนเดือนกุมภาพันธ์ มูลค่าความเสียหายจะลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม หลังภาวะน้ำท่วมคาดว่าเศรษฐกิจภาคใต้จะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว จากการเร่งใช้จ่ายเพื่อบูรณะฟื้นฟูของประชาชน การลงทุนปรับปรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่างๆ ของรัฐ รวมถึงราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากภาวะผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนจึงมีรายได้สำหรับจับจ่ายใช้สอยออกสู่เศรษฐกิจภาคใต้มากขึ้น เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจขายสินค้าอุปโภค-บริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ อีกทั้งยังมีโอกาสทยอยระบายสต็อกยางพาราของรัฐฯ ในช่วงที่ผลผลิตลดลงเพราะน้ำท่วม เพื่อไม่ให้สต็อกยางกดดันราคายางให้ลดลงในอนาคต เรียกว่า ฝันร้ายกำลังจะผ่านไป ข่าวดีก็ต่อคิวเข้ามาต่อเนื่องให้เศรษฐกิจภาคใต้ฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว

1 2 3 105