ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 155

Tbank_AsianBanking1

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ (ที่ 4 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และ นายธีรชาติ จิรจรัสพร (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดสินเชื่อรถยนต์ ร่วมรับรางวัล The Thailand Country Awards 2018 สาขา The Best Automobile Lending Product of the Year จาก The Asian Banker นิตยสารการเงินการธนาคารชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ในฐานะธนาคารยอดเยี่ยมด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถยนต์ ซึ่งสินเชื่อรถยนต์ธนชาตได้รับรางวัลดังกล่าวติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมี นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมคณะผู้บริหารร่วมเป็นเกียรติ งานดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงแรม AVANI Riverside Bangkok เมื่อเร็วๆ นี้

 ทั้งนี้ The Asian Banker มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นบริษัทผู้ดำเนินงานด้านการวิจัย วิเคราะห์ จัดทำรายงานข้อมูลข่าวสาร การสัมมนา ตลอดจนการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และวางแผนงานทางด้านอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร โดยจัดให้มีการประกาศรางวัลอันทรงเกียรติประเภทต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์และบริการทางเงินในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารเป็นประจำทุกปี

 

 

IMG_0992

นชาตทุ่มสุดตัวเพื่อลูกค้า  จัดสัมมนาฟรี “SME in Action แชร์การทำธุรกิจ ติดอาวุธ SME”    เชิญวิทยากรมือฉมัง “สอง-ภาสกร” ผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยน “นักฝัน” เป็น “นักลงมือ” ร่วมสร้าง              แรงบันดาลใจ ตีแผ่เทคนิคปั้นธุรกิจให้เติบโตยั่งยืน เพิ่มศักยภาพลูกค้า

 นายเกรียงไกร ภูริวิทย์วัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายหลักของธนชาตที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนและผลักดันธุรกิจของลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ เพื่อจะเติบโตเคียงข้างกันไป จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ทำเพื่อลูกค้ามากมาย โดยเฉพาะครั้งนี้ เป็นการจัดสัมมนาฟรีเพื่อลูกค้าของธนาคารธนชาตและผู้สนใจทำธุรกิจ SME ในหัวข้อ “SME in Action แชร์การทำธุรกิจ ติดอาวุธ SME” โดยเชิญวิทยากรชื่อดัง “สอง-ภาสกร ไวยวรรณะ” เจ้าของหนังสือ “เปลี่ยนนักฝันเป็นนักลงมือทำ” และเจ้าของผลิตภัณฑ์ไข่ขาวพร้อมรับประทาน แบรนด์ “Fin-e” ผู้เชี่ยวชาญการสร้างแรงบันดาลใจ มาจุดไฟและปลุกพลังให้ผู้ฟังฮึดสู้ พร้อมทั้งตีแผ่เทคนิคพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2561 ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

 “ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้และเทคนิคต่างๆ จากประสบการณ์จริงของวิทยากร เช่น ธุรกิจที่ดีจะต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ไอเดีย-ความคิดสร้างสรรค์ การโปรโมท การเอาใจใส่ลูกค้า และการวางระบบที่ดี นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้ทำเวิร์คช็อปเพื่อเรียนรู้และรับประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์จำลองต่างๆ”

 ธนชาตพร้อมดูแลผู้ประกอบการ SME ทุกขนาดธุรกิจโดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อรองรับตั้งแต่ “SME ได้ใจ” ที่ให้วงเงินกู้ 5 แสน – 3 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจ 1 ปีขึ้นไป โดยให้ผ่อนชำระ 10 ปี “SME Biz Smart” ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ที่มีประสบการณ์อย่างต่ำ 2 ปี และมีหลักประกัน ตลอดจนสินเชื่อน้องใหม่  “SME บัญชีเดียว” สำหรับผู้ประกอบการ SME นิติบุคคลที่ทำบัญชีเล่มเดียว เพื่อรองรับนโยบายภาครัฐ และส่งเสริมให้ระบบบัญชีของลูกค้ามีความถูกต้อง แม่นยำ โดยให้วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท และมีประสบการณ์ในธุรกิจ 2 ปีขึ้นไป มีหลักประกัน โดยให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% สองปีแรก หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะปรับเป็น 3 ทางเลือก เพื่อให้ผู้กู้เลือกแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมดีๆ อย่างครั้งนี้ ธนชาตมีให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.thanachartbank.co.th และ www.facebook.com/thanachartbank

01 (1)

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) หรือ ธพว. ร่วมกับ กรมบังคับคดี, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), ธนาคารกรุงไทย(KTB)  และบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) จัดงานเสวนา “แนวทางช่วยเหลือ SMEs ที่ประสบปัญหาหนี้” เพื่อเสริมความรู้ด้านกฎหมายฟื้นฟูกิจการ SMEs เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่กำลังสะดุดแล้วต้องการลุกขึ้นใหม่ ได้มีช่องทางผลักดันให้ธุรกิจกลับมาก้าวเดินต่อไปได้  โดยได้รับเกียรติจาก นางรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี และตัวแทนจาก ธพว., KTB และ BAM ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ กฎหมายฟื้นฟูกิจการ SMEs  แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีปัญหาหนี้ในทางกฎหมายหรือทางการเงิน และความรู้พื้นฐานการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมงานจำนวนมากกว่า 120 ราย และมีความประสงค์จะยื่นคำขอใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยถูกจำนวนมาก โดยมี นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงานใหญ่ ธพว.

351304CE-69B0-4839-BBCF-9A1CD910EDC5

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เผยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น
ในไตรมาสที่ 2/2561 (1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2561) ด้วยผลกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 399.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 94 จากไตรมาสที่ผ่านมา และ กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของTTA อยู่ที่ 94.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1,050 จากไตรมาสก่อน

รายได้รวมในไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ 3,394.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร และกลุ่มการลงทุนคิดเป็นร้อยละ 42 ร้อยละ 20ร้อยละ 21 และร้อยละ 17 ของรายได้รวมทั้งหมดตามลำดับ ในขณะที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 755.4 ล้านบาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 23
จากไตรมาสที่ผ่านมา

TTA ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินมั่นคง ด้วยเงินสดภายใต้การบริหาร อยู่ในระดับสูงถึง 7.4 พันล้านบาทและ
มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net IBD/E) ระดับต่ำที่ 0.12 เท่า วันที่ 30 ิถุนายน 2561

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารTTA เปิดเผยว่าธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกอง
ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง TTA คาดว่าจะมีสัญญาณที่ดีไปตลอดช่วงปี 2561 เนื่องจากดัชนีบอลติค (BDI) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2560 ที่ 953 จุดมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 1,260 จุด ในไตรมาสที่ 2/2561 ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเติบโตของกองเรือทั่วโลกที่จำกัดและปริมาณการค้าสินค้าแห้งเทกองของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการสินแร่เหล็ก และสินค้าเทกองประเภทอื่นๆ (Minor Bulk)

TTA ได้ซื้อเรือมือสองเพิ่มจำนวน 2 ลำในช่วงครึ่งปีแรก เพราะเป็นรอบวัฏจักรขาขึ้นของธุรกิจ เห็นได้จากความต้องการสินค้าแห้งเทกองที่เพิ่มขึ้น และอัตราการเติบโตของกองเรืออยู่ในระดับต่ำ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยที่ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2560 เป็นค่าเฉลี่ยที่ 75 เหรียญสหรัฐ
ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 2/2561 อย่างไรก็ตามแนวโน้มราคาน้ำมันยังคงผันผวน จากการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกและสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าเมอร์เมด มาริไทม์ ซึ่งดำเนินธุรกิจบริการนอกชายฝั่งจะมีมลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบ   สิ้นไตรมาสที่ 2/2561 ประมาณ 165ล้านเหรียญก็ตาม แต่จำเป็นต้องหามาตรการเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ให้กลับมามีกำไรมากขึ้นในอีก 2-3 ไตรมาสข้างหน้า

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 เกษตรกรในประเทศเวียดนามได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นในช่วงนี้เกษตรกรจึงให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายมากกว่าการเพิ่มผลผลิตเป็นการชั่วคราว ทำให้มีความต้องการใช้ปุ๋ยเชิงเดี่ยว(single fertilizer)เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์  เพื่อการเกษตรในประเทศเวียดนามรายงานยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกและยังสามารถรักษาระดับการเติบโตของธุรกิจปุ๋ยและพื้นที่โรงงานให้เช่าได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ กลุ่มการลงทุนอื่น TTA ได้จัดตั้ง บริษัท สยามทาโก้ จำกัด (STC) เป็น บริษัทย่อยที่ TTA ถือหุ้นร้อยละ 70 เพื่อลงทุน  ในธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารทาโก เบลล์ (Taco Bell) ในประเทศไทย นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561TTA ยังได้เข้าลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อหุ้นของบริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (AIM) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างและให้บริการครบวงจรทางด้านการบริหารจัดการน้ำในภูมิภาคเอเชียที่มีประสบการณ์สูง เพื่อเพิ่มจุดแข็งในธุรกิจการบริหารทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ทั้งนี้ TTA คาดว่ารายได้จากกลุ่มธุรกิจหลักจะเติบโตขึ้นอีกในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

ผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ: กลุ่มโทรีเซน ชิปปิ้ง มีรายได้ 1,410.5 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2/2561 หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสที่ผ่านมา และร้อยละ 49 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าระวางเรือและอัตราความต้องการด้านการขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี EBITDA เติบโตขึ้นร้อยละ 82 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 412.4 ล้านบาท ดังนั้น กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือสร้างสถิติใหม่ โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA อยู่ที่ 270.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 184
จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในไตรมาสที่ 2/2561 อัตราค่าระวางเรือเฉลี่ยของกลุ่มขนส่งทางเรืออยู่ที่11,993 เหรียญสหรัฐต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17
จากไตรมาสที่ผ่านมาและร้อยละ 40 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าอัตราตลาดของค่าระวางเรือเฉลี่ยสุทธิ
ของเรือซุปปราแมกซ์ (Net Mkt TC Avg BSI) ที่ 10,480 เหรียญสหรัฐต่อวัน อัตราค่าระวางเรือเฉลี่ยประกอบไปด้วย
อัตราค่าระวางเรือสำหรับเรือที่กลุ่มธุรกิจเป็นเจ้าของที่ 11,692 เหรียญสหรัฐต่อวัน  และกำไรจากเรือที่เช่ามาเพิ่ม (Chartered-in) ที่ 301 เหรียญสหรัฐต่อวันโดยมีอัตราค่าระวางเรือสูงสุดอยู่ที่ 25,462 เหรียญสหรัฐต่อวัน อัตราการใช้ประโยชน์ของเรือที่กลุ่มธุรกิจเป็นเจ้าของยังคงอยู่ในระดับสูงที่ ร้อยละ 100 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เป็นเงินสดค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 5,294เหรียญสหรัฐต่อวัน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นไปตามแผนปรับปรุงกองเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองให้มีความทันสมัย ได้มาตรฐาน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน กลุ่มโทรีเซน ชิปปิ้ง จึงได้ซื้อเรือมือสองเข้ามาเสริมกองเรือ จำนวน 1 ลำ และขายเรือเก่าไป จำนวน 1 ลำ
ในไตรมาสที่ 2/2561 ทำให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 กลุ่มโทรีเซน ชิปปิ้งเป็นเจ้าของเรือ จำนวน 21 ลำ โดยมีระวางบรรทุกเฉลี่ยเท่ากับ 55,285 เดทเวทตันและมีอายุเฉลี่ย 11.21 ปี

กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง: รายได้ของ เมอร์เมด มาริไทม์ ในไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ 687.1 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ อัตราการใช้ประโยชน์ของเรือที่กลุ่มธุรกิจเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70
ในไตรมาสที่ 2/2561 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฐานลูกค้าในตะวันออกกลางที่มั่นคง

จากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 2/2561 ปรับกลับมาเป็นบวกที่ 3.1 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับผลขาดทุนขั้นต้น จำนวน 32.4 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้วนอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักเกิดจากการลดต้นทุนและการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยยุทธวิธีRightsizing อย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าร่วมปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 135 จากไตรมาสที่ผ่านมาและร้อยละ 138 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 96.2 ล้านบาทเนื่องจากอัตราค่าเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter rate) ที่สูงขึ้น ภายใต้สัญญาระยะยาว 3 ปี ของธุรกิจขุดเจาะ

สำหรับธุรกิจขุดเจาะนั้น ในไตรมาสที่ 2/2561 มีการขายเรือขุดเจาะ tender rig จำนวน 2 ลำ ซึ่งก่อนหน้าไม่ได้ใช้งานออกไปส่วนเรือขุดเจาะ jack-up drilling rigs สเปคสูงจำนวน 3 ลำ ซึ่งดำเนินงานภายใต้บริษัทร่วมแห่งหนึ่งมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเรือเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 100 ในไตรมาสที่ 2/2561 เนื่องจากเรือทั้ง 3 ลำ ดำเนินงานภายใต้สัญญาระยะยาว ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญา
ในปี 2562 ทั้งนี้ เมื่อรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและการตัดจำหน่ายสินค้าคงคลังล้าสมัย กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 245.6 ล้านบาทและผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 143.1 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2/2561 มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบ สิ้นไตรมาสที่ 2/2561 เท่ากับ 165 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแผนจะเริ่มทำงานตั้งแต่ตรมาสที่ 3/2561 ถึงสิ้นปี 2562

กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร: ในไตรมาสที่ 2/2561 บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรในประเทศเวียดนาม มีรายได้จากการขายคิดเป็นเงิน 701.6 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าปริมาณการขายปุ๋ยทั้งหมดในครึ่งปีแรกยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 100.3 พันตันเนื่องจากตลาดส่งออกฟื้นตัว รวมถึงมีการส่งเสริมการขายและกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องสำหรับตลาดในประเทศเวียดนา ส่วนปริมาณขายปุ๋ยในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากไตรมาสก่อน เป็น 33.7 พันตันตามฤดูกาล

นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่โรงงาน ยังสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในไตรมาสนี้การใช้ประโยชน์ของพื้นที่โรงงานให้เช่าที่มีอยู่ทั้งหมด 66, 420 ตร.. อยู่ในระดับเต็มอัตรา ส่งผลให้มีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่
โรงงานรวมกับรายได้อื่นเท่ากับ 21.2 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยล62 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่วน EBITDA เท่ากับ 43.5 ล้านบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงและยังไม่เกิดขึ้นจริง จำนวน 7.9 ล้านบาท เนื่องจากเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐและเงินดองเวียดนาม โดยสรุปกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรรายงานผลกำไรสุทธิ จำนวน 28.3 ล้านบาทและผลกำไรสุทธิส่วนเป็นของTTA จำนวน 19.4 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2/2561

กลุ่มการลงทุนอื่น:  TTA จะมุ่งเน้นที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และโลจิสติกส์

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม : 1) บริษัท พี เอช แคปปิตอล จำกัด (PHC) ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิแฟรนไชส์พิซซ่าฮัทเพียง     รายเดียวในประเทศไทยได้ทำการเปิดสาขาใหม่สุทธิตามหัวเมืองใหญ่ จำนวน 5 สาขาในไตรมาสที่ 2/2561และจำนวน 13 สาขา นับตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา ทำให้ สิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2561 พิซซ่าฮัทมีสาขาทั้งหมด 121 สาขา
ทั่วประเทศไทย 2) บริษัท สยามทาโก้ จำกัด (STC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TTA ได้จัดตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้าทำสัญญาบริหารแฟรนไชส์ทาโก้เบลล์ (Taco Bell) ซึ่งเป็นร้านอาหารเม็กซิกันที่มีชื่อเสียงชั้นนำระดับโลกภายใต้บริษัท
ยัม แบรนด์ส อิงค์ ดยมีแผนจะเปิดสาขาแรกในประเทศไทยประมาณปลายไตรมาสที่ 4/2561
ธุรกิจการบริหารทรัพยากรน้ำ: เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา TTA ได้เข้าลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อหุ้นของบริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (AIM ) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างและให้บริการครบวงจรทางด้านการบริหารจัดการน้ำที่มีประสบการณ์สูงเพื่อเป็นพันธมิตรในธุรกิจการบริหารทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ในประเทศไทย

18B356B8-B716-4616-8617-E9B5444D1E69

 

กลุ่มบริษัทสามารถ ประกาศรายได้ ไตรมาส 2 มีรายได้รวม3,014 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจไอซีที มีงานในมือแล้วกว่า 8,246 ล้านบาท พร้อมเตรียมลุยประมูลงานมูลค่ากว่าหมื่นล้าน  ส่วนสามารถดิจิตอล หลังจากทรานสฟอร์มธุรกิจจาก Mobile ไปสู่ธุรกิจดิจิตอลเต็มรูปแบบก็กำลังไปได้สวยในธุรกิจใหม่ ครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นรายได้แน่นอน  ส่วนธุรกิจในสาย Utilities & Transportation ก็โดดเด่นคว้างานแล้วเฉพาะครึ่งปีแรกกว่า 2 พันล้าน

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผย ว่า “ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ในแต่ละสายธุรกิจของกลุ่มสามารถสร้างผลงานไว้เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะสายธุรกิจไอซีที นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม ไตรมาส 2 เซ็นต์สัญญาโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 3,226 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศที่ดิน (ระยะที่ 2) ของกรมที่ดิน มูลค่า 2,768 ล้านบาท ส่งผลให้มีงานในมือแล้วประมาณ 8,246 ล้านบาท ด้านบมจ.วันทูวันคอนแทคส์ มีรายได้เฉพาะไตรมาส 2 รวม 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2 ล้านบาท จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าปัจจุบันขยายขอบเขตการให้บริการ ส่งผลให้มีงานในมือแล้วกว่า 770 ล้านบาท  ส่วนธุรกิจด้านพลังงาน โดยล่าสุด บริษัท เทด้า จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าความแรงสูง ได้รับการว่าจ้างในโครงการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน เส้นจรัญสนิทวงศ์ ให้แก่ กฟน. และโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าลำภูรา จ.ตรัง ของ กฟผ. รวมมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ทั้งยังมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอีกมาก ด้านสายธุรกิจดิจิตอล หลังจากปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่ ก็เริ่มเห็นความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นในหลายธุรกิจ นั่นหมายถึงโอกาสในการสร้างรายได้และการเติบโตในอนาคตทั้ง Application TripPointzที่ร่วมกับ ททท.เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง 12 จังหวัด ปัจจุบันมียอด DownLoad แล้วกว่า 50,000 ครั้งส่วนอีก 2 ธุรกิจที่เริ่มดำเนินการแล้วและคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับสายธุรกิจดิจิตอลในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ธุรกิจ Digital Trunk Radio System (DTRS) หรือ บริการวิทยุสื่อสารระบบดิจิตอล ภายใต้เครือข่าย DTRS ของ กสท. ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีการวางระบบและติดตั้งสถานีเครือข่ายไปแล้วกว่า 60% คาดว่าสิ้นปีนี้จะครอบคลุม1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือ องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ที่ต้องการเครื่องมือสื่อสารแบบกลุ่มคุณภาพสูง เช่น การขนส่งและการเดินทาง (Logistic &Transportation) , โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, ศูนย์กู้ภัย เป็นต้น และโครงการติดตั้งเสาสัญญาณร่วม (Co-Tower) ในเขตอุทยานแห่งชาติกว่า 1,000 สถานี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยสรุป ผลการดำเนินของกลุ่มสามารถครึ่งปีแรกของปี มีจำนวน5,444 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 169 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนทางบัญชี (Fx Loss) สำหรับเงินกู้ในสกุลเงิน US Dollar ในไตรมาสที่ 2/2561 แต่ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทสามารถ ก็ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก โดย บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ ปันผลในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท บมจ.สามารถเทลคอม ปันผล 0.15 บาท

นายวัฒน์ชัย กล่าวสรุปว่า ถึงแม้ผลประกอบการของกลุ่มสามารถจะยังไม่บรรลุเป้าหมายในครึ่งปีแรก เนื่องจากการปรับทิศทางธุรกิจของไอโมบายสู่ยุคดิจิตอล แต่ในครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ด้วยการทยอยรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ  และปัจจัยหนุนจากการผลักดันนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล ที่จะสร้างโอกาสให้กับกลุ่มสามารถเข้าร่วมประมูลงานซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท และยังจะส่งเสริมให้ธุรกิจด้าน Digital Technology ของกลุ่มสามารถมีโอกาสใ

6E43F90F-5A02-4A97-90DB-EFD980314189

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2561 คาดว่าจะมีการเปิดประมูลหม้อแปลงไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีการเปิดประมูลล่าช้าออกมา มูลค่าการประมูลกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะยื่นประมูลเพื่อคว้างานให้ได้มากที่สุดเพื่อเพิ่มยอดขายหม้อแปลงในครึ่งปีหลังของปีนี้

ประกอบกับมีการทำการตลาดการขายหม้อแปลง AMORPHOUS ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ซึ่งมีผลตอบรับที่ดีเพิ่มมากขึ้น เสริมทัพด้วยการหาช่องทางในการจัดจำหน่ายใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว และการหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ ด้วยคุณภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าทำให้บริษัทสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาจากออสเตเรียและมาเลเซีย   QTC ยังคงเดินหน้า อย่างไม่หยุดยั้ง ในการหาตลาดที่มีศักยภาพในการสั่งซื้อ เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ยังรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงาน ภายหลังการเข้าไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 8 เมกะวัตต์ มีรายได้ประมาณปีละ 140 ล้านบาท เสริมเข้ามาจากเดิมที่มีรายได้จากธุรกิจการผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงเพียงอย่างเดียว

ส่วนความคืบหน้าการเจรจาการลงทุนโครงการในอนาคต เช่น โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในต่างประเทศและพลังงานน้ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาในการศึกษาเพื่อความเหมาะสม และความมั่นคงทางธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะยาว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ มียอดขายหม้อแปลงในมือ(backlog) กว่า 500 ล้านบาท แบ่งเป็นงานเอกชนและงานต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการส่งมอบ จำนวนกว่า 300 ล้านบาท และงานใหม่ จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 136 ล้านบาท ซึ่งทยอยส่งมอบเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านจำนวน 79.20 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการทยอยการส่งมอบในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกจำนวน 55.37 ล้านบาท รวมทั้งงานญี่ปุ่น จำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งทยอยส่งมอบในปีนี้ 24 ล้านบาท และในปี2562 อีกประมาณ 6 ล้านบาท  และได้รับการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ออสเตรเลียเพิ่มอีก  20ล้านบาทเมื่อเร็วๆนี้ ส่งมอบสินค้าทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 2/2561สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2561 ว่า บริษัทฯมีรายได้รวม  281.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  37.73 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 244.00 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น15.46% และมีขาดทุนสุทธิ จำนวน 13.04 ล้านบาท ลดลง 43.38 % เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดสุทธิ 23.03 ล้านบาท

ส่วนผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกปี 2561 ของบริษัทฯมีรายได้รวม 404.20 ล้านบาท ลดลง  9.73 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม อยู่ที่  447.80  ล้านบาท ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 54.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 41.19ล้านบาทขาดทุนเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการลงทุนและการตั้งสำรองการด้อยค้า

สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมานั้น เพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้การขายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานโซลาร์เซลล์ จากบริษัท แอล โซล่าร์ 1 จำกัด ขนาดกำลังผลิต 8 เมกะวัตต์เข้ามาเต็มปี

DAC7E55D-4C3F-4C16-8344-5445AD57EF8B

 

ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย สำหรับหลักทรัพย์บัวหลวง สาขา เดอะคริสตัล ที่เปิดให้บริการธุรกรรมทางการเงินครบวงจรมาแล้วกว่า 2 ปี ซึ่งสาขาที่29 นี้นับเป็นแห่งแรกที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของธนาคารกรุงเทพ บนชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล เฟส 3 อาคารไอ ย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ถือเป็นสาขาต้นแบบที่เกิดจากความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพที่ต้องการยกระดับการบริการสู่การบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้ารายใหญ่ พร้อมห้องรับรองพิเศษ “บัวหลวง สวีท” (Bualuang Suite) ในบรรยากาศอันเป็นส่วนตัว

นายสหรัฐ เสนะเวส ผู้อำนวยการอาวุโส หลักทรัพย์บัวหลวง สาขาเดอะคริสตัล เล่าว่า หลักทรัพย์บัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ มีความมุ่งมั่นจะสร้างสาขาเดอะคริสตัลให้เป็นทั้ง “ศูนย์การลงทุนแบบครบวงจร” ควบคู่กับ “ศูนย์การเรียนรู้”สำหรับลูกค้าชั้นพิเศษ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสาขานี้จะได้รับทั้งบริการและความรู้ด้านการลงทุนครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น,วางแผนการเงินส่วนบุคคล ,กองทุนรวม ,ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ และในส่วนของบริการจากธนาคารกรุงเทพ เช่น ฝากเงิน, แลกเปลี่ยนเงินตรา หรือประกันชีวิต เป็นต้น

ล่าสุดได้วางรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นบริการให้คำปรึกษาการวางแผนการเงินส่วนบุคคลลแก่กลุ่มลูกค้า High Net Worth ของธนาคารกรุงเทพที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ผ่านการลงทุนแบบจัดสรรสัดส่วนในการลงทุน หรือ Asset Allocation ถือเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่จะช่วยบริหารความเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน สาขาเดอะคริสตัล ยังเน้นให้มีการจัดสัมมนาในหลากหลายหัวข้อเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนอย่างถูกต้อง โดยผู้แนะนำการลงทุนของหลักทรัพย์บัวหลวงที่ให้บริการที่สาขานี้จะรับหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำด้านการบริหารความมั่งคั่งในหลากหลายมิติ มีความเป็นมืออาชีพและความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่พร้อมจะดูแลและให้คำแนะนำลูกค้าได้เป็นอย่างดี

“เราต้องการสร้างเดอะคริสตัลให้เป็นสาขาต้นแบบที่รวมทั้งเรื่องการลงทุนครบวงจรและแหล่งเรียนรู้ในที่เดียวกัน เพราะปัจจุบันกลุ่มลูกค้าชั้นพิเศษยังมีความต้องการคำแนะนำในการบริหารความมั่งคั่งที่ถูกต้องอีกมาก บริษัทฯ จึงได้คัดสรรผู้แนะนำการลงทุนที่มีคุณภาพมาเพื่อรองรับลูกค้าร่วมกับธนาคารกรุงเทพ ในสาขาคริสตัลที่มีห้อง Bualuang Suite ไว้รองรับกลุ่มลูกค้าชั้นพิเศษโดยเฉพาะและมีความเป็นส่วนตัว จึงเป็นการตอบโจทย์แนวทางในการดูแลลูกค้าของบริษัทในกลุ่มดังกล่าว” คุณสหรัฐ กล่าว

นางสาวพัฒน์ธวัณย์ แสงเนตร AVP ผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะคริสตัล กล่าวถึงจุดเด่นสำคัญของสาขาเดอะคริสตัลว่า หลักทรัพย์บัวหลวงจะเข้ามาเติมเต็มเรื่องการลงทุนครบวงจรให้กับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของแบงก์ที่ต้องการหันมาให้น้ำหนักการจัดพอร์ตลงทุน เพื่อบริหารความมั่งคั่งมากขึ้น ซึ่งทีมงานของหลักทรัพย์บัวหลวงไม่ได้โดดเด่นเพียงเรื่องให้คำปรึกษาการลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่ยังมีความรู้เรื่องการลงทุนในหลากหลายมิติที่พร้อมจะให้คำแนะนำ ซึ่งหมาะกับลูกค้าของเราเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งความโดดเด่นของสาขานี้ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า เรามีห้อง “บัวหลวง สวีท”ไว้คอยให้บริการแก่สมาชิกบัวหลวงเอ็กซ์คลูซีฟ และกลุ่มลูกค้าบัตรอินฟินิท ธนาคารกรุงเทพโดยเฉพาะ ซึ่งภายในห้องรับรองพิเศษได้ถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว รวมถึงมีห้องประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมให้ลูกค้ามาใช้บริการ

“ธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะคริสตัล ไม่ได้ให้บริการเพียงลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น แต่กลุ่มลูกค้ารายย่อยก็สามารถเข้ามาใช้บริการธุรกรรมทางการเงินทั่วไปได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฝากเงิน ถอนเงิน หรือแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น ซึ่งเราจะมีเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยดูแลทุกขั้นตอน” นางสาวพัฒน์ธวัณย์ กล่าว

จากความสำเร็จของโมเดลต้นแบบนี้จะผลักดันให้สาขาเดอะคริสตัล กลายเป็นผู้ให้บริการการลงทุนครบวงจร สมดังตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ และในอนาคตอาจเห็นการผนึกกำลังกันระหว่างหลักทรัพย์บัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ ในสาขาอื่นๆต่อไป เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าของครอบครัวบัวหลวงได้อย่างยั่งยืน

4956F0D5-8256-4254-BE1F-3DDB27E6EAC6

กรุงเทพฯ บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2561  มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 611.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบจากปีก่อน รวมครึ่งปีแรกจำนวน 1,076.8 ล้านบาท เติบโต 69.7% เมื่อเทียบจากปีก่อน จากมีความต้องการใช้น้ำที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 5 โครงการเปิด COD เต็มไตรมาส รวมถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง  ด้าน CEO “นายวิเศษ จูงวัฒนา” ระบุครึ่งปีหลังธุรกิจเดินหน้าตามแผน คาดเปิดให้บริการธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 ได้ในไตรมาส 4/61 นี้ พร้อมพัฒนาโครงการสาธาณูปโภคในเวียดนาม และโครงการ Solar Rooftop ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group ต่อเนื่อง  

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2561 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ) จำนวน 423.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (ธุรกิจพลังงาน) จำนวน 246.8 ล้านบาท ลดลง 64.0% เมื่อเทียบจากปีก่อน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 315.3 ล้านบาท ในขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 98.9 ล้านบาท ซึ่งการบันทึกผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรายการทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานที่แท้จริงและกระแสเงินสดของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของจำนวน 295.9 ล้านบาท ลดลง 57.8 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ มีจำนวน 611.2 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ) จำนวน 845.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (ธุรกิจพลังงาน) จำนวน 906.1 ล้านบาท ลดลง 3.3% เมื่อเทียบจากปีก่อนในจำนวนนี้ประกอบด้วยผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 64.7 ล้านบาท ในขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 338.9 ล้านบาท ซึ่งการบันทึกผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรายการทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานที่แท้จริงและกระแสเงินสดของ บริษัทฯ  โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของจำนวน 1,012.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ มีจำนวน 1,076.8 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 69.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มาจากการเพิ่มขึ้นของทั้งธุรกิจน้ำและพลังงาน ซึ่งรายได้ธุรกิจน้ำเพิ่มขึ้นมาจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมทั้งรายเดิม และรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ส่วนธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีโรงไฟฟ้า SPP ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ เต็มไตรมาสทั้ง 5 โครงการ ได้แก่  โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ วีทีพี โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 1 โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 2 โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 3 และโครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 4  ส่งผลให้กำลังการผลิตติดตั้งรวมของโรงไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 510.5 เมกะวัตต์ อีกทั้งโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีจำนวนวันในการพร้อมจ่ายไฟฟ้ามากกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการปิดปรับปรุงซ่อมบำรุงตามแผน

ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินลดลง เนื่องจากมีการชำระคืนเงินกู้สถาบันทางการเงินก่อนกำหนดจำนวน 2,500 ล้านบาท โดยการออกและเสนอขายหุ้น (IPO) เมื่อเดือนเมษายน ปี 2560 และออกหุ้นกู้ในเดือนสิงหาคม ปี 2560 จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้จากสถาบันทางการเงิน โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2561 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ 0.70 เท่า

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลัง  2561  บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ โดยธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 คาดว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2ได้ภายในไตรมาส 4/2561 ี้ ขณะที่โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี  2562

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคในประเทศเวียดนาม ซึ่งบริษัทฯได้สิทธิในการดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภคด้านน้ำ ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ เหงะอาน ที่ประเทศเวียดนาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการคาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562 เช่นเดียวกับโครงการ Solar Rooftop ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

3028B652-C290-42DB-A5E8-9D49FEACDCE3

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) หรือ ธพว. ผนึกกำลังร่วมกับ กรมบังคับคดี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ธนาคารกรุงไทย และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด สร้างโอกาสฟรีๆ ถึงผู้ประกอบการคนตัวเล็กที่ธุรกิจกำลังสะดุดล้ม ต้องการรุกหรือต้องการฟื้นฟูธุรกิจขึ้นให้ธุรกิจก้าวเดินต่อไป ผ่านการเสวนาในหัวข้อ “แนวทางช่วยเหลือ SMEs ที่ประสบปัญหาหนี้”  โดยจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 – 12.00 ณ ห้องแก้ววิเชียร ชั้น 11 อาคาร SME Bank TOWER ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์

ห้ามพลาด! พิเศษสำหรับผู้ที่สนใจร่วมงาน ท่านยังสามารถยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพากชั้นบังคับคดี หรือปรึกษาปัญหากฎหมายธุรกิจ สนใจเข้าร่วมงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร Call Center 1357

6A12062D-1413-4E6C-AE40-A54175E2F94E

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) หรือ ธพว. โดย นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหารและพนักงาน เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 243 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และแสดงความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยมี     พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

6A12062D-1413-4E6C-AE40-A54175E2F94E

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) หรือ ธพว. โดย นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมจัดกิจกรรม SME D Bank ทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภัคดีถวายแด่      สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 โดยมีพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป และพิธีถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียติ ถวายพระพรชัยมงคล และขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีพระแม่เจ้า พร้อมจัดกิจกรรมคุณธรรมอัตลักษณ์ ธพว. “รู้ รัก สามัคคี”ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 5 ป.ประหยัด #มอบรางวัลพนักงานผลงานดีเด่น (SME-D Performance Award 2017)  ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ธพว.

B4345B62-08B5-4B10-803B-DB11FA243A28

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  พร้อมด้วยผู้บริหาร และพนักงานกลุ่ม ปตท. รวมใจถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๑ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ของพระองค์ที่ทรงอุทิศพระวรกาย ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการอันเป็นคุณูปการยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทยและประเทศชาติตลอดมา

คูณบรรณรงค์ พิชญากร

หลักทรัพย์บัวหลวง ชี้หุ้นรีบาวด์กว่า 100 จุด เดือนก.ค. ดึงนักลงทุนเก็งกำไร DW สูงเป็นประวัติการณ์ สัดส่วน “Call DW” เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน พร้อมแนะเคล็ดลับเลือกเทรด DW ออกใหม่ อัตราทดและค่าเสื่อมเวลาเหมาะแก่การเทรด แนะหลีกเลี่ยง DW ราคาเพี้ยนหลังหุ้นอ้างอิงผันผวนขึ้น ด้าน DW01 ครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์สูงสุด ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

นายบรรณรงค์  พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออก DW ที่มีมูลค่าการซื้อขายในระบบสูงสุดเป็นอันดับ 1  เปิดเผยว่า ภาพรวมการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) ในเดือนก.ค. 2561 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรอย่างคึกคักท่ามกลางดัชนีตลาดหลักทรัพย์รีบาวด์กว่า 100 จุด ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าซื้อขาย DWต่อหลักทรัพย์ทั้งระบบสูงสุดในรอบประวัติการณ์อยู่ที่ 8.2% หรือคิดเป็นมูลค่าซื้อขาย DW ทั้งอุตสาหกรรมรวมในเดือน ก.ค.ทั้งสิ้น 83,582 ล้านบาท โดยนักลงทุนเริ่มหันไปเทรด Call DW เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางดัชนี

สำหรับ DW ที่ได้รับความสนใจสูงสุดยังคงเป็น DW อ้างอิงดัชนี SET50 Index มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 56.1% ของการซื้อขาย DWทั้งหมด โดยมีแรงเก็งกำไรประเภท Put ค่อนข้างมาก แม้ดัชนี SET 50 จะปรับตัวสูงขึ้นกว่า 7% เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา รองลงมา DW อ้างอิงหุ้น BEAUTY  มีสัดส่วนการซื้อขาย 3.1% โดยแรงเก็งกำไร Put หนาแน่นหลังจากราคาหุ้นร่วงติดฟลอร์ในวันที่ 4 ก.ค. และอันดับที่ 3 เป็นDW อ้างอิงหุ้น PTT ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขาย 2.9% โดยมีแรงเก็งกำไร Call จำนวนมาก

ปัจจุบันการซื้อขาย DW ในตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 61 มีจำนวน 1,487 รุ่น แบ่งเป็น Call DW 1,280 รุ่นและ Put DW 207 รุ่น มีจำนวนหุ้นอ้างอิง 113 ตัวและมีหุ้นอ้างอิงเข้าใหม่ ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด มหาชน (BGRIM) และบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TOA) โดยหลักทรัพย์บัวหลวงยังคงเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในระบบคิดเป็น 24.01% ของจำนวน DWที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดและมีจำนวนหุ้นอ้างอิงให้เลือกคิดเป็น 83.19% รวมทั้งมีส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมในเดือน ก.ค. 61 เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 42.3%

“นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร DW หนาแน่นในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา จนสร้างสถิติสูงสุดใหม่ ขณะเดียวกัน DW ที่อ้างอิงหุ้นรายตัว ซึ่งได้รับความนิยมจากนักลงทุนรายย่อยค่อนข้างมาก โดย DW01 ของหลักทรัพย์บัวหลวงมีส่วนแบ่งการตลาดของมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 51.9% สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 61 ตอกย้ำแชมป์เบอร์ 1 ของอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง”นายบรรณรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบหุ้นหลายตัวเคลื่อนไหวด้วยความผันผวนสูงอย่างต่อเนื่องหรือราคาเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทำให้DW หลายตัวที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก อาจมีราคาที่ไม่ตรงตามตารางราคาหรือเรียกว่า “ราคาลอย” ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนซื้อ DW แพงไปหรือขาย DW ถูกไปได้ เนื่องจากไม่ใช่ราคาเหมาะสม ดังนั้นแนะนำนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง หรือหากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการซื้อขาย DW  ในลักษณะดังกล่าว

สำหรับหลักทรัพย์บัวหลวง จะมีการแจ้งเตือน DW01 รุ่นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจและLINE@DW01 ส่งตรงถึงมือนักลงทุนทุกเช้า นอกจากนี้นักลงทุนสามารถสอบถามผ่านน้องบัวแชทบอทได้ตลอด 24 ชม. เพียงพิมพ์ว่า “Warning” น้องบัวจะแจ้ง DW01 ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน

“เคล็ดลับที่อยากฝากนักลงทุน ควรเลือกเทรด DW รุ่นที่ออกใหม่ เพราะส่วนมากเป็น DW ที่ตรงตามตารางราคา มีการเคลื่อนไหวของราคาตามหุ้นอ้างอิงใกล้เคียง 1 ต่อ 1 ช่อง เทรดง่ายเพราะถูกออกแบบให้มีระดับอัตราทดและค่าเสื่อมเวลาเหมาะแก่การเทรด DW โดยทั่วไปมากกว่า” นายบรรณรงค์ กล่าว

พร้อมกันนี้หลักทรัพย์บัวหลวงยังมุ่งเน้นการออก DW01 รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ DW01 ที่อยู่ในตลาดมีคุณภาพเหมาะแก่การเทรดและสามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ในทุกสภาวะตลาด

นายพนม ควรสถาพร 1

AGE” ครึ่งปีหลังเข้าไฮซีซั่นธุรกิจถ่านหิน  

ไตรมาส 2/61 โชว์กำไรโต 39.25%

กรุงเทพฯ – บมจ.เอเชียกรีน เอนเนอจี  (AGE) แจ้งไตรมาส 2/61 โชว์รายได้รวมแตะ  2,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.3% ขณะที่กำไรสุทธิ 46.48  ล้านบาท ส่งผลครึ่งปีแรก กวาดยอดขายถ่านหิน 1.69 ล้านตัน จากการจำหน่ายถ่านหินในประเทศ และต่างประเทศ เพิ่มขึ้น ด้านผู้บริหาร “ พนม ควรสถาพร ” เผยครึ่งปีหลังเข้าไฮซีซั่นธุรกิจถ่านหิน เน้นขยายฐานลูกค้าในประเทศเพิ่ม บวกทำการตลาดในเวียดนาม-จีนแบบเชิงรุกมากขึ้น จากความต้องการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นตามการเปิดโรงไฟฟ้า และการสต๊อกถ่านหินไว้ใช้ในฤดูหนาว มั่นใจทั้งปีมีปริมาณการขายถ่านหินโตเพิ่มขึ้น 20-25%

 

นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชียกรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน) หรือ AGE ผู้จัดจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) เปิดเผยถึงผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ว่า บริษัทมีรายได้ 2,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัท มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,362.45 ล้านบาท โดยมีรายได้จากธุรกิจขายถ่านหินอยู่ที่ 1,959 ล้านบาท และ รายได้จากธุรกิจให้บริการที่ 88.14 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่  46.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 33.38 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรก 2561 ของบริษัทมีรายได้รวม 3,639.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทมีรายได้รวม อยู่ที่ 2,619.78 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 78.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ77.63 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 44.26 ล้านบาท จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น การขยายตลาดการขาย อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปริมาณการขายถ่านหินที่ดีขึ้นทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ โดยปริมาณการขายในช่วงครึ่งปีนี้อยู่ที่  1.69 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.45 จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการขายอยู่ที่ 1.05 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากขยายฐานลูกค้าในประเทศ และในต่างประเทศ อาทิเช่นประเทศเวียดนาม รวมถึงรายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น

 ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2561 ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ จากกลยุทธ์การขยายตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ในตลาดในประเทศ และต่างประเทศที่มีการทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามเพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และราคาถ่านหินที่สอดคล้องกับดีมานด์ และซัพพลายในตลาดโลก” นายพนม กล่าว

 ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE)  กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังว่า แนวโน้มธุรกิจมีทิศทางอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของทุกปีจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมถ่านหิน ปัจจุบันมีออเดอร์รอส่งมอบแล้ว 8 แสนตัน จึงมั่นใจว่าเป้าการเติบโตของรายได้รวมในปีนี้จะทำได้ตามแผนที่20-25% และตั้งเป้ายอดขายถ่านหินทั้งปีที่ระดับ 3 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ  20% และในประเทศจะอยู่ที่ 80% เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนรายได้ต่างประเทศจะอยู่ที่ 17% และในประเทศอยู่ที่ 83%  จากการขยายตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม จีน เพิ่มขึ้น

 ส่วนธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้านั้น บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 5% ของรายได้รวม โดยภายในครึ่งปีแรกมีการรับมอบเรือลำเลียงครบ 4 ลำ ส่งผลให้ปัจุบันมีเรือลำเลียง จำนวน 12 ลำ และมีแผนสั่งต่อเรือลำเลียงเพิ่มอีก 12 ลำ โดยหลังจากมีการส่งมอบเรือทั้งหมด จำนวนกองเรือลำเลียง ของบริษัทฯเพิ่มเป็น 24 ลำ ในช่วงต้นปี 2562 และสามารถรองรับความต้องการใช้บริการขนส่งทางน้ำ ของบรรดากลุ่มผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้บริษัทได้ปรับปรุงพื้นที่จากที่ดินที่ซื้อเพิ่มเติมในช่วงปี 2560 เพื่อขยายพื้นที่คลังสินค้าเพื่อเพิ่ม พื้นที่กองเก็บถ่านหิน และพื้นที่ให้บริการคลังสินค้า ซึ่งคาดว่าเฟสแรกจะเสร็จในช่วงไตรมาส ปี 2561

คุณทิพย์ ดาลาล (1)

III ปลื้มผลงานไตรมาส 2 ปีนี้ กวาดรายได้ 700.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 38.4 ล้านบาท ทั้งปีย้ำเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปีก่อน 2,294.6 ล้านบาท รับอานิสงส์ 4 ธุรกิจหลัก “ขนส่งสินค้าทางอากาศ-ทางทะเลและทางบก-ธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์-ธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์” เข้าสู่ High Season ในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ไตรมาส 3 ปีนี้ จะเริ่มรับรู้รายได้จาก DG Packaging ในสิงคโปร์ หนุนผลงานสดใส
นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรชั้นนำของไทย ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 25 ปี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2561 (สิ้นสุด ณ เดือนมิถุนายน 2561) บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้ 700.1 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 563.1 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิลดลง 4.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และหากเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2561 มีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 97.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16 โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 12.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 48
กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2561 จำนวน 38.4  ล้านบาท มาจากรายได้และปริมาณการให้บริการของทั้ง 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก ธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์ และธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ โดยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2561 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีรายได้รวมจำนวน 1,303.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่าร้อยละ 17.5 ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการให้บริการที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงอันเนื่องมาจากผลกระทบจากค่าเงินบาท
นายทิพย์กล่าวว่า “แม้ผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินบาทต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทฯ มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นลดลง โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศนั้น แต่ทั้งนี้กำไรสุทธิของบริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 2/2561 มีกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนถึงร้อยละ 48”
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ ได้เป็นตัวแทนให้กับสายเรือพันธมิตรได้แก่ สายเรือริเซา จากประเทศจีน ส่งผลให้มีความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรจากธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับการให้บริการคลังสินค้าระหว่างประเทศที่สนามบินนานาชาติดอนเมืองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจใหม่ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเป็นการให้บริการทั้งภายในกลุ่มบริษัทฯ เอง และให้บริการแก่สายการบินและลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย และเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการ ของบริษัท DG Packaging Pte., Ltd. ในประเทศสิงคโปร์ ในสัดส่วนร้อยละ 50 ซึ่งประกอบธุรกิจขายและให้บริการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ คิดเป็นเงินลงทุนจำนวน 267.8 ล้านบาท โดยการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ รวมถึงเป็นการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ ตลอดจนสร้างผลกำไรให้กับกลุ่มบริษัทฯ โดยจะรับรู้ผลกำไรจากส่วนแบ่งของเงินลงทุนได้ในไตรมาส 3/2561
 “ในช่วงครึ่งปีหลัง  ผลประกอบการมีแนวโน้มออกมาในทิศทางที่ดี เพราะเป็นช่วง High Season ของธุรกิจโลจิสติกส์และการส่งออก  โดยในปีนี้ปริมาณการส่งออกมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งพันธมิตรหลักของบริษัทฯ ทั้งสายการบินไทยแอร์เอเซีย และไทยแอร์เอเซีย เอ็กซ์ มีการเปิดเส้นทางใหม่และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศและการใช้บริการคลังสินค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน โดยเฉพาะธุรกิจคลังสินค้าระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงการบริหารจัดการด้านผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และในส่วนของการลงทุนกับ บริษัท DGP ในสิงคโปร์ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3  ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รายได้และกำไรขั้นต้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น จึงคาดว่ารายได้ในปีนี้ จะเติบโต 15-20% จากปีก่อนซึ่งทำได้ 2,294.6 ล้านบาท” นายทิพย์ กล่าว

A4 โรงพยาบาลแพทย์ รังสิต

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ร่วมฉลองวันแม่ จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อลูกค้าชานเมืองกลุ่มโรงพยาบาล ร่วมมือกับโรงพยาบาลแพทย์รังสิตให้ลูกค้าบัตรเครดิตธนชาต และบัตรสินเชื่อบุคคลธนชาต FLASH Plus ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับความคุ้มค่า 3 ต่อ! ต่อที่ 1 รับบัตรกำนัล Fuji Restaurant มูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป/สลิปต่อที่ 2 รับเครดิตเงินสูงสุด 34,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่าย 10,000 บาท ขึ้นไป/สลิป และต่อที่ 3 แบ่งชำระ 0%นานสูงสุด 10 เดือน (ตามเงื่อนไขโรงพยาบาล) โปรโมชั่นดังกล่าวใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 ส.ค. 2561 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารธนชาต ทุกสาขา โทร. 1770 กด 0กด 2 หรือwww.thanachartbank.co.th และwww.facebook.com/ThanachartBank หรือ โทร 0-2998-9999 หรือwww.patrangsit.com

1

กระทรวงอุตสาหกรรม มอบ SME Development Bank ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา รวมทั้งหมด 18 หน่วยงาน บูรณาการหนุนเอสเอ็มอีครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ติดอาวุธปัญญาคู่เติมทุนดอกเบี้ยต่ำ ผลักดันสู่ความเป็นเลิศ ตอบโจทย์แจ้งเกิด เติบโต แข็งแกร่ง ยั่งยืน ธพว. (SME Development Bank) โดย กระทรวงอุตสาหกรรม  ได้ลงนามความร่วมมือ การส่งเสริมศักยภาพ SMEs สู่ความเป็นเลิศ  กับพันธมิตร  ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักปลัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และสถาบันการเงินของรัฐ (SFIs) คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)  หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยได้รับเกียรติจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ  ธพว. กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งประสานพลัง 18 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ที่มีนโยบายและเป้าหมายส่งเสริมให้ SMEs ไทย  ให้เกิดพลังขับเคลื่อนสูงสุด  โดยบูรณาการการสนับสนุนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร และครอบคลุมทุกกลุ่มเอสเอ็มอี ผ่านแนวทางที่จะให้ทั้งความรู้ ควบคู่ผลักดันถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง พร้อมเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นยกระดับ 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการของเอสเอ็มอี  โดยปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่ไม่สามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้มาตรฐาน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยตามเกณฑ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม  ความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพพัฒนามาตรฐาน   โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป กลุ่มอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย   ด้านการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษา และผู้ประกอบการหน้าใหม่     ร่วมกับ ม.กรุงเทพ   ม.หอการค้าไทย  สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพ พร้อมพาเข้าถึงสินเชื่อหรือร่วมลงทุน ช่วยแจ้งเกิดธุรกิจสำเร็จการพาผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยถูกพิเศษ เช่น   “สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0” โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ดอกเบี้ยเพียง  1% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 7 ปี  สำหรับนิติบุคคล เปิดโอกาสให้รายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ (แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม)  ให้ชำระแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียวปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 3 ปี  ผ่อนเพียง 410 บาทต่อวันเท่านั้น และ “สินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว”   สำหรับกลุ่มบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ประเภทธุรกิจเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ประกอบการใหม่ มีนวัตกรรม   คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนาน 7 ปี โดยกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 460 บาทต่อวัน

01 01

ม.หอการค้าไทย จับมือ ธพว. แถลงดัชนี SMEs ประจำไตรมาส 2/2561 ไต่ระดับเพิ่ม ทั้งด้านสถานการณ์  ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน ส่งสัญญาณเอสเอ็มอียกระดับปรับตัวทางธุรกิจได้ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มลูกค้า ธพว. แกร่งกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนแนวทางหนุนความรู้คู่เติมทุนเดินถูกทาง  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) แถลงดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 2/2561 จาก  1,249 ตัวอย่างทั่วประเทศ โดยสำรวจ 3 ดัชนี ได้แก่  1.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs (SMEs Situation Index Q2/2561 อยู่ที่ 43.3  เพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา (1/2561) แสดงให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นใน Q3 ที่ระดับ 43.6

2.ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ  (SMEs Competency Index) อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงมา 0.1 จุด และ 3.ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ SMEs (SMEs Sustainability Index)  แสดงให้เห็นถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs (SMEs Competitiveness Index)อยู่ที่ระดับ 52.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3/2561 ไปอยู่ที่ระดับ 52.3

ทั้งนี้ เมื่อลองเปรียบเทียบดัชนีสถานการณ์ธุรกิจในกลุ่มที่เป็นลูกค้าและกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของ ธพว. จะพบว่า ในกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของ ธพว. สถานการณ์ธุรกิจกลับปรับตัวลดลงเกือบทุกหัวข้อของการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่อง สต๊อกวัตถุดิบ หนี้สินรวม กำไรสุทธิ กำไรสะสม โดยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับลดลง 0.6 จากระดับ 39.4 มาอยู่ที่ระดับ 38.8 สวนทางกับกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว.  ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเพิ่มขึ้น 1.9 จากระดับ 46.4 มาอยู่ที่ระดับ 48.3

ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรเฝ้าระวัง ได้แก่  ค่าเงินบาทยังมีความผันผวนแม้ว่าจะยังคงทรงตัวในทิศทางอ่อนลง  ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นหากสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน    สงครามทางการค้าหรือ Trade War ที่ยังไม่สิ้นสุด  ระดับราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวต่ำ กำลังซื้ออาจจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเร็ว  และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ

ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวเสริมว่า ดัชนีที่สำรวจครั้งนี้  สะท้อนถึงแนวทางสนับสนุนลูกค้าธนาคารที่มุ่งเติมทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยถูก ควบคู่กับการพัฒนาให้ความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทำบัญชี วางแผนธุรกิจ การตลาด การสร้างมาตรฐานให้สินค้าหรือบริการ เป็นต้น นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะช่วยให้เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย รวมถึง มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงขึ้น   ผลักดันธุรกิจสู่ความยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการโดยเฉลี่ยทั่วไป นอกจากนั้น ธนาคารได้เปิดบริการแอปพลิเคชั่น “SME D Bank” ยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา จากนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยบริการเคลื่อนที่ “รถม้าเติมทุน ส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น”  จะเข้าไปหาพบ  เพื่อตรวจสภาพกิจการจริง ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพะรายย่อยในชุมชนต่างๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษของธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น

C130A2F6-BD47-4D4C-8E7E-E54DF4FDBD5C

นางวรรธนา มงคลศรี (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ SMEs กับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของ SMEs ด้านผลิตภัณฑ์ โดยส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาธุรกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

2473D64C-A836-4955-8F3F-83B9637473FD

          นายเกรียงไกร ภูริวิทย์วัฒนา (ซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) มอบผ้าห่ม จำนวน 600 ผืน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี นายแสง สุขะทิวง (ขวา) เอกอัครรัฐทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สถานเอกอัครรัฐทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

 

1 2 3 155