ข่าวสารอัพเดท

1 2 3 135

IMG_7443

 

ในวันนี้ (22 มิ.ย. 2560) นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) กล่าวถึงการขานรับนโยบายรัฐบาลเร่งส่งเสริมองค์ความรู้ควบคู่แหล่งเงินทุน เดินหน้าจัดกิจกรรมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้ก้าวไกลสู่ประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยจัดงานสัมมนาใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “เปิดขุมทรัพย์จับตลาด กัมพูชา – เวียดนาม” เพื่อเปิดเผยเคล็ดไม่ลับกลยุทธ์การเข้าถึงฐานตลาดผู้บริโภคประเทศกัมพูชา-เวียดนาม จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่งขัน ลดปัญหาและอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน ขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ และเชื่อว่าหากมีการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV จริง จะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างแน่นอน เนื่องจากล้วนแต่เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ สมาคมมิตรภาพไทย – กัมพูชา และได้รับเกียติจาก ท่านนายกสมาคมพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ มาร่วมงานด้วย

“การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs นับเป็นภารกิจของธนาคารที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเติมเต็มองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการตื่นตัวพัฒนาตัวเอง จนมีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงให้เกิดการค้าขายไปยังประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มประเทศ CLMV ที่ขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก และเป็นความโชคดีที่สินค้าหลักๆ ของประเทศไทยยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคของประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การแต่งตัวสินค้าอย่างไรให้ได้มาตรฐานโดนใจคนซื้อมากขึ้น การพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ หากธุรกิจต้องการสายป่านที่ยืนยาวและมั่นคง ธนาคารพร้อมเป็นไม้ค้ำยันที่จะสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ควบคู่แหล่งเงินทุน โดยมุ่งหวังผลักดันสร้างโอกาสทางธุรกิจกระจายสู่ผู้ประกอบการทุกพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนให้เกิดการต่อยอด สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้”

ซึ่งภายในงาน ธนาคารได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญรู้ลึกตลาดประเทศกัมพูชา-เวียดนาม นำโดย คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) มาบรรยายประสบการณ์จริง ที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว การค้าการขายอย่างไรให้โดนใจผู้บริโภค กลยุทธ์เด็ดชิงส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดเดิม คุณราเกส ซิงห์ เลขาธิการสภาธุรกิจไทย – เวียดนาม และคุณวรทัศน์ ตันติมงคลสุข เลขาธิการสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) มาร่วมเสวนาให้ความรู้ขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความได้เปรียบ สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยับขยายการลงทุนสู่ประเทศกัมพูชา-เวียดนาม และผู้ประกอบการที่มาร่วมงานสามารถนำสินค้ามาแสดงโชว์และจับคู่ธุรกิจกันได้อีกด้วย

2-
นอกจากนี้ ธนาคารได้เปิดบูธให้บริการรับคำปรึกษาแนะนำด้านแหล่งเงินทุน กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินกองทุน 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบของนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ตลอดอายุสัญญา ระยะเวลาชำระคืน 7 ปี ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้ใน 3 ปีแรก ไม่ต้องมีหลักประกัน ให้กู้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย และ 75% ขึ้นไปจะเป็นวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย โดยธุรกิจต้องอยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัด เช่น ภาคการเกษตร, แปรรูปอาหาร, แหล่งท่องเที่ยว, กลุ่ม START UP และกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นต้น โดยแต่ละจังหวัดจะกำหนดธุรกิจกลุ่มยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน

สินเชื่อ SMEs Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท กู้ได้รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 7 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยต่ำ 3% คงที่ 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี นอกจากนี้ กรณีกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้ บสย. ค้ำประกันได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบของนิติบุคคล ที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ทำให้กิจการมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อความเข้มแข็ง, เป็นผู้ประกอบการใหม่ (NEW/START UP) หรือที่มีนวัตกรรม, มีศักยภาพ หรือมีแนวโน้มเติบโตเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และ SMEs 4.0 เช่น SMEs กลุ่มธุรกิจ S-Curve หรือ SMEs ที่ส่งออกหรือขยายธุรกิจในต่างประเทศ เป็นต้น

โครงการฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินกองทุน 2,000 ล้านบาท จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ในรูปแบบการให้เงินทุนหมุนเวียนหรือปรับปรุงกิจการ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้คืนสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการฟื้นฟู ได้แก่ ธุรกิจเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่ยังคงดำเนินกิจการหรือพร้อมจะฟื้นฟูกิจการได้ ธุรกิจที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หรือยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากเงินหมุนเวียนธุรกิจขาดสภาพคล่อง เป็นต้น

ส่วนอีกหนึ่งโครงการดีๆ คือ โครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อม วงเงินกองทุน 1,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคล ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ หรือขาดเงินทุนหมุนเวียน สามารถยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระหนี้คืน 5-7 ปี ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท คณะบุคคลที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท ซึ่งกิจการจะต้องมีแผนฟื้นฟูเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าหนี้ ลดปัญหาการล้มละลาย การเลิกจ้างงาน และช่วยผยุงภาพรวมเศรษฐกิจ SMEs ไว้

*ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ท่านสามารถแสดงความประสงค์ ยื่นคำขอกู้ได้ที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs (SME Support & Rescue Center) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ธพว. *สินเชื่อ SMEs Transformation Loan หรือสินเชื่ออื่นๆ ของธนาคาร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357 หรือ ธพว.ทุกสาขาทั่วประเทศ และติดตามกิจกรรมดีๆ ผ่านช่องทาง facebook.com/SMEDevelopmentBank *โครงการฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและโครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2278-8800

unnamed (1)

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand's Big Strategic Move พร้อมให้ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์และโครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ รวมถึงความน่าสนใจของตลาดทุนไทยแก่กลุ่มผู้ลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมี ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ และ เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 1,000  ราย ร่วมรับฟังข้อมูล เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560

unnamed

                COM7 ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ ส่อแววงบ Q2/60 โตต่อเนื่องอีก จากสินค้าใหม่เสริมพอร์ต และการรุกกลุ่มสินค้าและบริการทุกกลุ่ม เริ่มฉายแววสดใส โดยเฉพาะ ยอดขายสมาร์ทโฟน การขายเครื่องพ่วงซิม และเพิ่มทีมบริหารรุกธุรกิจ BaNANA Business เห็นความชัดเจนแน่นอนปีนี้ “สุระ คณิตทวีกุล” แม่ทัพใหญ่เผย COM7 ส่งซิก ครึ่งปีหลังเตรียมโชว์ฟอร์มสวยหลังปัจจัยบวกหนุนเพียบ ปูพรมผลงานปีนี้ทุบสถิติใหม่ทั้งรายได้และกำไร วางเป้ารายได้ทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 10% 
นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของประเทศไทยในนาม BaNANA, Studio7, BKK และ iCare เปิดเผยถึง ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากทิศทางไตรมาส 2/2560 สามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ จากภาพรวมยอดขายสินค้าไอที สมาร์ทโฟน และสินค้าแบรนด์แอปเปิลมีการเติบโตที่ดี มีการเปิดตัวสินค้าใหม่แบรนด์ชั้นนำที่ทยอยออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด แอปเปิลได้ออกมาประกาศการอัพเดทระบบปฎิบัติการ (OS) เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน และเปิดตัวสินค้าใหม่ยอดนิยมอย่าง iPad Pro , MacBook , iMac Pro และ HomePods ลำโพงอัจฉริยะ จึงเชื่อว่า การมาของเทคโนโลยีที่เหนือกว่าเดิมในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากสาวกแอปเปิลดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ตอกย้ำการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลที่มีจำนวนสาขาและยอดขายมากที่สุดในประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธุรกิจ BaNANA Business สำหรับลูกค้าองค์กร สถานศึกษา มหาวิทยาลัย ที่จะเข้าไปรุกขยายตลาดมากขึ้น หลังบริษัทฯ จับมือทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดดังกล่าวโดยเฉพาะ และได้เพิ่มสาขา U-Store เข้ามาบริหาร เชื่อว่าจะเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า Apple ใน U-Store ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกหลายแห่ง และยังมีแผนเชิงรุกในการขายแบบโซลูชั่นให้กับลูกค้าองค์กร พร้อมความครบวงจรยิ่งขึ้นด้วยการทำลิสซิ่ง โดยเชื่อว่า ความพร้อมของ  BaNANA Business จะมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ตั้งเป้ายอดขายจากธุรกิจดังกล่าวปีนี้ 800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก จากสินค้าของแอปเปิล และแบรนด์ชั้นนำต่างๆ มากมาย ที่ทยอยเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2/2560 จะเข้ามารับรู้รายได้เต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 3/2560 เป็นต้นไป สนับสนุนภาพรวมผลงานไตรมาส 3 จากเดิมที่เป็น Low Season ของธุรกิจ ให้มียอดขายที่น่าพอใจตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ ไตรมาส 4 ปกติเป็น High Season ของธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมการต่อยอดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาอยู่ และคาดว่าจะสนับสนุนให้ผลงานในครึ่งปีหลังของปี 2560 เติบโตโดดเด่นกว่าเดิมได้ จึงมั่นใจ ภาพรวมธุรกิจทั้งปี COM7 จะสามารถเดินตามเป้าหมาย ทำนิวไฮต่อเนื่องทั้งรายได้และกำไร ตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 17,211.6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจจำนวน 2-3 ราย คาดจะเห็นความชัดเจนเร็วๆ นี้ก่อน 1 ดีล ซึ่งมองว่า การต่อยอดธุรกิจจะเข้ามาช่วยสนับสนุน COM7 ให้เติบโตกว่าเป้าหมายที่วางไว้ได้ และเติบโตอย่างแข็งกร่งในอนาคต
“เรามั่นใจ COM7 ปีนี้ จะเป็นอีกปีที่ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง จากการเดินหน้าขยายธุรกิจ สินค้าไอทีที่จัดจำหน่ายมีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง สมาร์ทโฟน และการรุกตลาดองค์กร และตลาดการศึกษา ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษ ขณะที่สินค้ากลุ่มแอปเปิลยังเป็นดาวเด่นเติบโตต่อเนื่องทุกปี ทั้งจากแผนการตลาด และการกระตุ้นยอดขายในสาขาเดิมของบริษัทฯ โดยนำระบบไอทีมาช่วยในการขาย ผลักดันการเติบโตของตลาดออนไลน์ bananastore.com ให้ได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น พร้อมขยายช่องทางการจำหน่าย ตั้งเป้ามี 500 สาขาภายในสิ้นปีนี้ จากสิ้นไตรมาสแรกที่ผ่านมามี 390 สาขา เรียบร้อยแล้ว จะเป็นจุดแข็งสำคัญในการต่อยอดธุรกิจอื่นเพิ่มเติมได้อีก รวมทั้ง การจับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม TRUE  เป็นปัจจัยบวกสนับสนุน และเชื่อว่าผลงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งยังไม่นับรวมแผนการต่อยอดธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ ในปีนี้ เชื่อจะสนับสนุน COM7 ให้สามารถเติบโตกว่าเป้าหมายที่วางไว้” นายสุระกล่าว
ด้านบทวิเคราะห์ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ COM7 เป้า Consensus 12.7 บาท และสูงสุด 15 บาทโดยประเมินราคาหุ้นแกว่งตัวบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน แบบ SMA และ EMA ในกรอบ 11.2 – 11.7 บาท รอสัญญาณซื้อ เมื่อเบรกผ่านแนวต้านกรอบ Sideway ดังกล่าว ประเมินแนวต้านถัดไปที่ 13 บาท เป็นเป้าหมาย (Stop loss 11.1 บาท) ประเมินกำไรไตรมาส 2/2560 โตเด่น เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  และมีโอกาสที่จะโตต่อเนื่องในไตรมาส 3 – 4 ปี 2560 (ประเมินจากการมีธุรกิจใหม่ เริ่มปลายไตรมาส 2/2560  เช่น การเข้าบริหารพื้นที่ในเทสโก้ โลตัส บริหารร้านใหม่ๆ และการขายเข้าองค์กรการศึกษา เป็นต้น และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple เช่น iPad 10.5”, MacBook, iPhone ใหม่, Home pod)

IMG_5521

 

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมกันแถลงข่าวเปิดบริการใหม่ “สินเชื่อส่งออกทันใจทวีค่า (EXIM Instant Credit Super Value)” เป็นสินเชื่อหมุนเวียนในช่วงก่อนและหลังการส่งออก วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีในปีแรก ให้วงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) มูลค่าเทียบเท่าวงเงินสินเชื่อ ผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการเริ่มต้นส่งออกสามารถสมัครขอรับบริการได้โดยใช้ บสย. ค้ำประกัน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุน SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศที่มีจำนวนกว่า 2.7 ล้านราย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเป็นผู้ส่งออก SMEs จำนวนกว่า 25,000 ราย ผู้ส่งออก SMEs ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอก อาทิ การขาดสภาพคล่อง เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และประสบปัญหาอันเนื่องมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน EXIM BANK จึงได้พัฒนาบริการสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านเงินทุน และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้แก่ผู้ส่งออก SMEs ได้แก่ “สินเชื่อส่งออกทันใจทวีค่า” ซึ่งพัฒนามาจากบริการสินเชื่อส่งออกทันใจในปี 2559 เป็นสินเชื่อหมุนเวียนในช่วงก่อนและหลังการส่งออก พร้อมบริการรับซื้อตั๋วส่งออก ขยายวงเงินกู้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท และให้วงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) มูลค่าเทียบเท่าวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีในปีแรก ใช้เพียงบุคคลค้ำประกัน และหนังสือค้ำประกันของ บสย. เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้แก่ธุรกิจส่งออก SMEs ของไทยในช่วงจังหวะที่การส่งออกของไทยกำลังกลับมาฟื้นตัว จนหน่วยงานหลายแห่งได้ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกในปี 2560 สูงขึ้นถึงกว่า 3.0% ต่อปี

นายพิศิษฐ์ เปิดเผยต่อไปว่า EXIM BANK ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ไทยมีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจไปค้าขายในตลาดต่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย โดยได้รับอานิสงส์จากโอกาสทางธุรกิจในปี 2560 ดังนี้ 1. เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกฟื้นตัวดีขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2560 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีอยู่ที่ 3.5% และปริมาณการค้าโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.8% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่การค้าโลกจะกลับมาขยายตัวสูงกว่า GDP โลก 2. ราคาน้ำมันฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทยซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 13% ของมูลค่าส่งออกรวม 3. การส่งออกบริการช่วยกรุยทางให้โอกาสในการส่งออกสินค้าเปิดกว้างขึ้น 4. การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่นำมาผลิตเพื่อส่งออกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัว 3 ปีติดต่อกัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและการส่งออกในระยะถัดไปมีแนวโน้มฟื้นตัว

 

“ในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ผู้ส่งออก SMEs ของไทยต้องมีเครื่องมือทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เชิงรุกได้แก่ การศึกษาตลาด ปรับปรุงการผลิต หาช่องทางการตลาดใหม่ๆ และเตรียมแหล่งเงินทุนให้พร้อม ส่วนเชิงรับได้แก่ การเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงจากการค้าการลงทุน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง EXIM BANK ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น บสย. มีคำปรึกษาแนะนำ ข้อมูลข่าวสาร และบริการทางการเงินครบวงจร เพื่อติดอาวุธให้ผู้ส่งออก SMEs ของไทยในเวทีการค้าโลก โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve)” นายพิศิษฐ์ กล่าว

 

unnamed (4)

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (ที่ 3 จากขวา) และนางสาวพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (ที่ 3 จากซ้าย) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ร่วมให้การต้อนรับ มร.เยนส์ วอยท์ นักปั่นจักรยานมืออาชีพชาวเยอรมัน (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมเหล่าดาราเซเลบนักปั่นจักรยาน ในงานแถลงข่าว ‘Bangkok Bank CycleFest 2017’ โปรแกรมการแข่งขันจักรยาน ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยรวบรวมรุ่น และทุกประเภทสำหรับการปั่นที่หลากหลายไว้อย่างครบครันบนเส้นทางปั่นที่แวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันร่มรื่น ภายใต้คอนเซ็ปท์ ‘Ride for All’ นักปั่นและครอบครัวสามารถร่วมสนุก และรับความบันเทิง โดยได้รวบรวมสิ่งที่น่าสนใจแบบตอบโจทย์ความเป็นไลฟ์สไตล์หลังการปั่นไว้อย่างมากมาย ตั้งแต่ร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่สุดชิค สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ www.bangkokbankcyclefest.com ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน – 10 พฤศจิกายน 2560 โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2560 ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี

ylg

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนหลายสำนักเสนอข่าวนักลงทุน 200 รายเข้าพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อ้างวายแอลจี หลอกลงทุนซื้อขายเทรดทองคำออนไลน์ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งทางธุรกิจและภาพลักษณ์บริษัทฯ  จึงขอเรียนชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วลูกค้ากลุ่มนี้มีประมาณ 10 กว่าราย เป็นลูกค้าที่ได้ซื้อขายทองคำแท่งกับบริษัท ฯ ประมาณปี 2554 และได้ทำการเปิดบัญชีและทำสัญญาซื้อขายทองคำแท่งกับบริษัท ฯ และรับทราบรายละเอียดของเงื่อนไขในการซื้อขาย การชำระราคา และส่งมอบทองคำแท่ง  ทั้งนี้การกำหนดราคาการซื้อขายทองคำแท่ง ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นผู้ตัดสินใจราคาเอง โดยอ้างอิงราคาทองคำตลาดโลกในขณะนั้น  ซึ่งราคาตลาดโลกมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา (Real time) ลูกค้ากลุ่มนี้มีกำไรจากการซื้อขายทองคำแท่งตลอดมา

ต่อมาช่วงต้นเดือนเมษายน 2556 เกิดวิกฤตราคาทองคำในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ทำให้ลูกค้าที่ทำการซื้อทองคำแท่งกับบริษัทฯในราคาที่สูงได้รับผลกระทบและเกิดผลขาดทุนจากภาวะการณ์ดังกล่าว ซึ่งลูกค้าทุกรายรับทราบถึงวิกฤตยอมรับผลขาดทุน และได้ชำระหนี้แก่บริษัทฯ ยกเว้นลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ยอมรับผลขาดทุน อีกทั้งได้ผิดนัดชำระหนี้ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องลูกค้ากลุ่มนี้ เรียกค่าเสียหายจากการไม่ชำระราคา ซึ่งคดีส่วนใหญ่ศาลได้พิจารณาพิพากษาให้บริษัทฯชนะคดีและมีการบังคับคดีบางส่วนแล้ว ยกเว้นบางคดีศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากขาดพยานหลักฐานบางส่วนและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยการวินิฉัยคดีทั้งหมดของศาล ศาลได้พิจารณาแล้วว่าธุรกรรมการซื้อขายของบริษัทฯเป็นการซื้อขายแบบปกติและชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การซื้อขายทองคำแท่งล่วงหน้า  ไม่ใช่เป็นเรื่องของแชร์ลูกโซ่ และไม่ใช่เป็นการหลอกลวงหรือฉ้อโกงลูกค้าแต่อย่างใด โดย บริษัทฯ ได้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมส่งมอบพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพิ่มเติมป็นที่เรียบร้อย ซึ่งบริษัทฯมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยในระหว่างการชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษนี้ ลูกค้าของบริษัทฯยังสามารถดำเนินธุรกรรมกับบริษัทฯ ได้ตามปกติ

นางพวรรณ์กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการซื้อขายทองคำแท่งระหว่างลูกค้ากับบริษัทฯทุกครั้ง มีขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด  ทั้งการยืนยันการซื้อขายทางโทรศัพท์ การบันทึกเทปการสนทนา การยืนยันคำสั่งซื้อขายระหว่างเจ้าหน้าที่และลูกค้า ตลอดจนจะต้องได้รับการยินยอมจากลูกค้า ในการตัดเงิน หรือการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร  มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขธนาคารแห่งประเทศไทยและไม่ได้ดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่

“บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต โปร่งใส ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ และตระหนักเป็นอย่างดีถึงความไว้วางใจที่ได้รับจากลูกค้าทั้งกลุ่มผู้ค้าทองคำ และลูกค้ารายย่อย จนบริษัทฯ สามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านนำเข้าและส่งออกทองคำแท่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง  บริษัทฯจึงขอให้ความมั่นใจแก่กลุ่มลูกค้าในการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพ ด้วยจริยธรรมของผู้ประกอบการในแวดวงค้าทองคำที่มีชื่อเสียงมานานถึง 14 ปี” นางพวรรณ์กล่าวในที่สุด

unnamed (2)

 ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สานต่อกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสให้กับเอสเอ็มอีไทย จัดงาน SCB-FTI Factory Outlet ครั้งที่ 14 มหกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสุดยอดสินค้าคุณภาพจาก 200 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรงในราคาโรงงาน พิเศษสุดสำหรับงานครั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ร่วมเฟ้นหาและคัดเลือกร้านสุดชิคจากทั่วกรุงเทพฯ ออกบูธพิเศษให้ลูกค้าร่วมชิม ลิ้มรสความอร่อย โดยมี นางสาวจันทร์เพ็ญ วิชชิจันทกรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ และนายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เชิญชวนลูกค้าและผู้สนใจร่วมชิม ร่วมช้อป ใช้จ่ายผ่านเครื่องรูดบัตร (EDC) หรือ SCB พร้อมเพย์ รับส่วนลดพิเศษมากมาย ภายในงานตลอดทั้ง 5 วัน ระหว่างวันที่ 26 – 30มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 9.00 -18.00 น. ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน

679347-01

ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งอกและนำเข้าแห่งประเทศไทย EXIM BANK รายงานถึงการดำเนินการดำเนินนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลเมียนมาในปี 2553 ควบคู่ไปกับการยกเครื่องนโยบายพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมียนมาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยในด้านเศรษฐกิจ เมียนมาสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากเดิมที่เคยซบเซาและถูกมองข้ามจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยผลของมาตรการคว่ำบาตร ไปสู่ประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 8% ต่อปีและกลายเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ

การดำเนินนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลเมียนมาในปี 2553 ควบคู่ไปกับการยกเครื่องนโยบายพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมียนมาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยในด้านเศรษฐกิจ เมียนมาสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากเดิมที่เคยซบเซาและถูกมองข้ามจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยผลของมาตรการคว่ำบาตร ไปสู่ประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 8% ต่อปีและกลายเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ขณะที่ในด้านสังคม วิถีชีวิตของชาวเมียนมากำลังเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสังคมชนบทไปสู่สังคมเมือง (Urbanization) สังเกตได้จากในปี 2558 ที่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองของเมียนมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 34% ของประชากรทั้งประเทศเทียบกับ 29% ในปี 2548 ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภคและก่อให้เกิดเทรนด์ใหม่ๆ ของชาวเมียนมาที่น่าสนใจ ดังนี้

ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่มาพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยกำลังซื้อของชาวเมียนมาที่เพิ่มขึ้น กลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง ทำให้ผู้บริโภคชาวเมียนมาเริ่มมีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากปัจจัย 4 มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่กำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภคเมียนมายุคใหม่ โดยนับตั้งแต่เมียนมาเปิดประเทศ มูลค่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยและเครื่องใช้อำนวยความสะดวกต่างๆ ของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ซึ่งในปี 2559 มีมูลค่านำเข้ารวมกันราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2552 ในช่วงก่อนเปิดประเทศที่เมียนมานำเข้าสินค้าดังกล่าวรวมกันเพียง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยราว 50% ต่อปี

 

 

กระแสสุขภาพและความงามกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กระแสห่วงใยในสุขภาพและความงามถือเป็นหนึ่งในกระแสที่กำลังมาแรงทั่วโลก ในเมียนมาก็เช่นกัน ด้วยคุณภาพชีวิตของชาวเมียนมาที่ยกระดับขึ้นในทุกมิตินับตั้งแต่เปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับรายได้ที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสื่อต่างๆ ที่เปิดกว้าง ส่งผลให้ชาวเมียนมาหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WTO) ประเมินว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของเมียนมาในปี 2558 มีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากจากปี 2553 ซึ่งมีมูลค่าเพียง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 23% ต่อปี เช่นเดียวกับธุรกิจด้านความงาม ซึ่งเมียนมาถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดและกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของโลก โดยมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เป็น 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 80% ต่อปี

ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการกลับมาบูมอีกครั้ง ในช่วงที่เมียนมาดำเนินนโยบายปิดประเทศ ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการต่างๆ ถือเป็นธุรกิจที่ถูกควบคุมค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดประเทศ ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด สอดคล้องกับผลสำรวจของ Deloitte บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดชื่อดังของโลกที่พบว่า ปัจจุบันชาวเมียนมาที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงจะมีค่าใช้จ่ายด้านบันเทิงและสันทนาการสูงถึงราว 11-15% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด มากเป็นอันดับ 2 รองจากค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ทำให้ธุรกิจบันเทิงหลายรูปแบบในเมียนมากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ปัจจุบันนักธุรกิจในเมียนมามีแผนสร้างโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561 จากเดิมที่มีเพียง 40 แห่งในช่วงที่เมียนมาปิดประเทศ นอกจากนี้ ธุรกิจจัดงานอีเวนท์และเทศกาลดนตรีต่างๆ ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเมียนมา

วิถีชีวิตที่เร่งรีบ สู่ธุรกิจ Fast Food และ Modern Café การเข้าสู่สังคมเมืองของเมียนมาส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในเขตเมืองมีความเร่งรีบมากขึ้น ประกอบกับการเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เข้ามามากขึ้น ทำให้การรับประทานอาหารจานด่วน (Fast Food) กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ขณะเดียวกันกระแสดื่มกาแฟตามร้านกาแฟสมัยใหม่ก็เป็นที่นิยมในเมียนมาเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแฟรนไชส์ร้านอาหารจานด่วนและร้านกาแฟชื่อดังหลายแห่งจากต่างประเทศเข้ามาเปิดให้บริการในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีเพียงไม่ถึง 5 แฟรนไชส์ในปี 2556 เป็นราว 50 แฟรนไชส์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ไม่ว่าจะเป็น Pizza Hut, KFC, Lotteria, Swensens, Gloria Jean’s Coffees, True Coffee เป็นต้น

Facebook...ช่องทางสื่อสารใหม่ที่ทรงพลัง จากกระแสเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในเมียนมา ดังเห็นได้จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นจากราว 100,000 คนในปี 2553 เป็นราว 11 ล้านคนในปัจจุบัน เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกันจาก 4 ล้านเลขหมายในปี 2557 เป็นราว 50 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ส่งผลให้ Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางสื่อสารที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคชาวเมียนมา โดยเฉพาะ Facebook ซึ่งถือเป็น Social Media ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเมียนมา หรือคิดเป็น 99% ของ Social Media ทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้ Facebook ในเมียนมาเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบัญชีในปี 2556 เป็นราว 10 ล้านบัญชีในปัจจุบัน ทำให้ Facebook กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมสูงช่องทางหนึ่งในเมียนมา

พฤติกรรมการบริโภคของชาวเมียนมาที่เปลี่ยนไปส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งในมิติด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการที่สอดคล้องไปกับวิถีการใช้ชีวิตในสังคมเมืองและกำลังซื้อที่สูงขึ้นของชาวเมียนมา อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และสินค้าประดับยนต์ เครื่องสำอาง ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ธุรกิจบันเทิง ร้านอาหารสมัยใหม่ เป็นต้น ขณะที่ช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดเมียนมาก็เปิดกว้างและทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่องทาง Social Media และสื่อออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

 

 

BAY เดินสาย

นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร  ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY จัดโปรโมชั่นพิเศษในแคมเปญ กรุงศรีจัดให้พร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่สมัครบัตรเดบิต ออมทรัพย์จัดให้ และผูกพร้อมเพย์ ภายในงานจะได้รับของที่ระลึกพิเศษจากธนาคาร นอกเหนือจากฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินตลอดชีพผ่านพร้อมเพย์แล้ว ยังฟรีค่าธรรมเนียมถอนเงินและสอบถามยอด ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เครื่องเอทีเอ็มทุกตู้ ทุกธนาคารทั่วประเทศ และฟรีค่าธรรมเนียมชำระค่าสินค้าและบริการ 5 บิล/บัญชี/เดือน

cimbt แต่งต้ง

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ได้แต่งตั้งนายจิตติวัฒน์ กันธมาลา ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนบดีธนกิจ รับบทบาทดูแลงานด้าน Private Banking

 

โดยนายจิตติวัฒน์ มีประสบการณ์ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำมากว่า 28 ปี ในด้านการตลาด การเงิน ด้านปฏิบัติการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสั่งสมประสบการณ์งานด้าน Private Banking มาอย่างเชี่ยวชาญ

 

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาร่วมงานกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย นายจิตติวัฒน์ เคยร่วมงานกับสถาบันการเงินชั้นนำระดับภูมิภาคที่ประเทศสิงคโปร์หลายแห่งรวมเวลา 7 ปี โดยล่าสุดได้ร่วมงานกับ Credit Suisse AG (สิงคโปร์) และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (สิงคโปร์) ในตำแหน่ง ผู้บริหารฝ่าย Private Bank

lpn selected ngam

สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ บริเวณที่คนทั่วไปเรียกว่า “เกษตร-งามวงศ์วาน” ก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, โรงพยาบาลวิภาวดี,ท็อปส์ มาร์เก็ต เกษตรฯ นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณใกล้เคียงยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, ยูเนี่ยน มอลล์,เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน และอีก 3 มหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต รวมถึงยังเป็นที่ตั้งสำนักงานขนาดใหญ่ และหน่วยงานราชการสำคัญๆ ก็อยู่บริเวณนี้เช่นกัน นั่นคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ หรือ SCB PARK,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำนักงานใหญ่, กรมป่าไม้,    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และกรมยุทธโยธา เป็นต้น

 

 

กล่าวได้ว่าทำเลนี้ “เกษตร-งามวงศ์วาน” เป็นทำเลที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าทำเลอื่นๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และการเดินทางก็สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนสายสำคัญได้หลายสาย เช่น วิภาวดี-รังสิต, พหลโยธิน, เกษตรฯ-นวมินทร์, กรุงเทพฯ-นนทบุรี รวมไปถึงทางด่วนขั้นที่สองที่ถนนงามวงศ์วาน ทำให้สะดวกต่อการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นนอกได้อย่างง่ายดาย และจะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมากขึ้นไปอีกในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเมื่อโครงการรถไฟฟ้า 2 สายสร้างเสร็จ และเปิดให้บริการคือโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่วิ่งคู่ขนานไปกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

 

 

ในอนาคตก็จะมีการลงทุนสร้างโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบัง-กรุงเทพฯ-ท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่เรียกกันว่าโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอนที่ 1 (N1)* ที่ กทพ. ออกแบบให้เป็นทางยกระดับ 6 ช่องเป็นทางด่วนวงแหวน สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางประตูสู่การค้าใหม่ด้านตะวันตก เชื่อมกับมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และเชื่อมต่อกับท่าเรือทวาย ซึ่งเริ่มต้นจากทางด่วนพิเศษศรีรัช  มาตามถนนรัตนาธิเบศร์ ผ่านแครายไปตามถนนงามวงศ์วานถึงแยกเกษตรศาสตร์ (ช่วงถนนงามวงศ์วานช่วงที่ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เบื้องต้นทาง กทพ. ได้มีการปรับแบบโดยเพิ่มทางขึ้นลงในมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกจากการใช้ทางด่วน

 

 

ด้วยศักยภาพของทำเลในปัจจุบันและในอนาคตที่เกิดจากการลงทุนของภาคเอกชนและของภาครัฐบาล จะช่วยสนับสนุนให้ทำเล “เกษตร-งามวงศ์วาน”เป็นทำเลใจกลางเมืองแห่งใหม่ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบสนองไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน ทั้งแหล่งกิน แหล่งช้อปปิ้ง และทำเลการอยู่อาศัย อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามอง ตอบทุกโจทย์ ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

 

 

“The Selected Kaset-Ngamwongwan By LPN” จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของบิ๊กเนม LPN ที่พร้อมเพิ่มคุณค่ากับผลิตภัณฑ์ (Product  Value)ได้ปรับโฉมงานออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ New Architectural Design รูปลักษณ์ตึกภายนอก และภายในโครงการ อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างจากโครงการอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครัน เพื่อ ส่งมอบ “ความสุขที่แท้จริงของการอยู่อาศัย” ในราคา 3 ล้านต้นๆ  หรือรายได้ 1 แสนบาทต่อเดือนก็สามารถที่จะเป็นเจ้าของได้ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนที่คุ้นเคยในการอยู่อาศัย หรือใช้ชีวิตในโซนนี้มีไม่น้อยกว่า 1 แสนราย เฉพาะบุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีกว่า 4-7 หมื่นราย และยังมีกลุ่ม Blue Collars คนทำงานอิสระ หรือทำงานที่ไม่ได้ทำในออฟฟิศ และกลุ่ม White Collars หรือกลุ่มคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานในออฟฟิศ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และในอนาคตเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย จึงเหมาะที่จะซื้อทั้งอยู่อาศัยเอง หรือ    ซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า เป็นโอกาสที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีทั้งในแง่ของ “มูลค่า” ที่เพิ่มขึ้น และ “ค่าเช่า” ที่สม่ำเสมอ

 

 

โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนงามวงศ์วาน ระหว่างแยกเกษตรนวมินทร์ (มุ่งสู่ถนนวิภาวดี-รังสิต) และแยกบางเขน ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห่างจากประตูงามวงศ์วาน 3 ประมาณ 250 เมตร บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ (3 งาน 46 ตร.วา) พัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย   สูง 20 ชั้น 1 อาคาร ห้องชุดพักอาศัย 307 ยูนิต (ชั้น 5 - 20) รูปแบบห้องชุดขนาด 24.00 – 43.50 ตารางเมตร พร้อมเปิดขายวันเสาร์ที่ 24 มิ.ย.นี้ ขนาด 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท

 

qtc

บอร์ด QTC ไฟเขียวเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L Solar 1 มูลค่า  538.01 ล้านบาท พร้อมให้สิทธิ์ซื้อหุ้น PP กับกลุ่มล็อกซเล่ย์  และกลุ่มลีโอนิคส์ จำนวน 20.91 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 12 บาท และออกตั๋ว BE วงเงินไม่เกิน 620 ล้านบาท เสนอขายให้กับกองทุนสถาบันใน-นอกประเทศ หรือนักลงทุนรายใหญ่ ด้านผู้บริหาร “ พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ” เผยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L solar 1 หนุนผลงานปีนี้พลิกกำไร หลังจากบุ๊ครายได้ทันทีไตรมาส 3/60 นี้

 

 

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่  (QTC) ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติให้บริษัท คิวทีซี โกลบอล เพาเวอร์ จำกัด (QTCGP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท แอล โซล่าร์ 1 จำกัด เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 8 เมกะวัตต์ ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี  คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 538.01 ล้านบาท

 

 

ขณะที่การเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L SOLAR ในครั้งนี้ บริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้ได้ทันที เพราะโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี 54 โดยมีกำไรสะสม 170.68 ล้านบาท และในปี 57-59 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L Solar 1 มีกำไรย้อนหลังที่ 76.23 ล้านบาท , 75.22 ล้านบาท และ 77.81 ล้านบาท

 

 

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L Solar 1 มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 1 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 8 เมกะวัตต์ ตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวเป็นสัญญาประเภท Non-Firm มีอายุสัญญา 5 ปี และต่ออายุได้ครั้งละ 5 ปี ซึ่งได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตรา 8.0 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากวันเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์คือวันที่ 2 ธ.ค. 54

 

 

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติให้บริษัทฯเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน  20.91 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 12.00 บาท ต่อบุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท แอล โซล่าร์ 1 จำกัด จำนวน 2 ราย คือ บมจ. ล็อกซเล่ย์  (LOXLEY) จำนวนไม่เกิน 17,019,702 หุ้น และบริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด (Leonics) จำนวนไม่เกิน 3,890,773 หุ้น

 

 

รวมทั้งได้มีอนุมัติการออกและเสนอขายตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E) เพิ่มเติมโดยมูลค่าหน้าตั๋วรวมเมื่อรวมกับวงเงินเดิมไม่เกิน 620 ล้านบาท เพื่อเสนอขายต่อนักลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง จำนวนไม่เกิน 10 ราย อาทิ ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และ/หรือผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่สนใจลงทุน โดยจะมีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/60 ในวันที่ 29 ส.ค. 60 เวลา 14.00 น.  ณ โรงแรม เดอะแกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น ถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ และกำหนดให้วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/60 (Record Date) ในวันที่ 4 ก.ค. 60 และกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 5 ก.ค. 60

 

 

สำหรับการลงทุนในธุรกิจพลังงานของบริษัทฯนั้น เป็นไปตามนโยบายที่ต้องการขยายธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง และเพิ่มความมั่นคงของรายได้ อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

 

 

ทั้งนี้ มั่นใจว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้จะพลิกกลับมากำไรได้ จากการรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ L SOLAR 1 ซึ่งมีกำไรสะสม 170.68 ล้านบาท และธุรกิจหลักการผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า ยังมีการประมูลงานต่อเนื่องทั้งภาครัฐ และเอกชน ล่าสุดมีงานในมือแล้ว 400 ล้านบาท บวกกับบริษัทฯยังคงเดินหน้าประมูลงานใหม่ๆต่อเนื่อง

tfex rss

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จัดกิจกรรม “TFEX RSS3D Futures: Trade on Tour” เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจสินค้ายางพาราล่วงหน้าแก่ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการด้านยางพารา จ. นครศรีธรรมราช โดยมี สุนทรี เกียรติพงษ์ถาวร รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บล. เคที ซีมิโก้ และ ธวัชชัย ลาพันธ์ ผู้จัดการ ฝ่ายแนะนำการลงทุน บ. ออสสิริส ฟิวเจอร์ส ร่วมเป็นวิทยากร ผู้ลงทุนสามารถติดตามโปรโมชันพิเศษสำหรับสินค้า TFEX RSS3D Futures ได้ที่ www.TFEX.co.th สอบถาม 0 2009 9999

 

selic

SELIC ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อการเติบโตตัวเลข 2 หลัก ในปีนี้ เหตุเสริมกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ และการโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ด้านผู้บริหาร “เอก สุวัฒนพิมพ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุแนวโน้มมูลค่าของตลาดกาวเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 63

 

นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีลิค คอร์พ (SELIC) ผู้นำกาวอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งไทยและสากลกว่า 27 ประเทศทั่วโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังมั่นใจรายได้ปีนี้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก เนื่องจากมีการดำเนินการตามกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ เพื่อเสริมสร้างแบรนด์ “ซีลิค” ให้กว้างขวางขึ้น รวมทั้งยังมีการโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินการสร้างการรับรู้แบรนด์ โดยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในงาน "อินเตอร์แพค 2017"  (InterPack 2017) ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี และ งาน ProPak Asia 2017 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ  โดยตั้งเป้าหมายเพื่อขยายตลาดในกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเสริมทัพ หน่วยงานขาย และหน่วยงานการทำวิจัยและพัฒนา รองรับความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบสนองตลาดได้รวดเร็วตามเป้าหมาย เพื่อที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ   ซึ่งในการร่วมงานแสดงสินค้าทั้งสองงานนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างการรับรู้ ทำให้บริษัทฯ เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว  ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามแผนที่ตั้งไว้ในด้านการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CMV (กัมพูชา พม่า และเวียดนาม) รวมไปถึงประเทศออสเตรเลีย  โดยบริษัทฯ จะเน้นโฟกัสในกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีกาวหลอมร้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คาดการณ์ในตลาดโลกว่าจะมีการเติบโตสูงที่สุด

 

สำหรับแนวโน้มมูลค่าของตลาดกาวในปี 63 คาดจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มการเติบโตสูงที่สุด 4.72% เพิ่มขึ้นจาก 45,363.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 59,748.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ความต้องการใช้กาวอุตสาหกรรมมีมากขึ้น

selfp

นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธนาคารได้เพิ่มบริการใหม่ล่าสุดให้ ทีเอ็มบี ทัช โมบายล์แบงก์กิ้ง แอพพลิเคชัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสะดวก ง่ายในการใช้งาน ทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้น โดยจุดเด่นของบริการที่สำคัญ คือ การจัดการบัตรแบบครบวงจรรายแรกของวงการธนาคารไทย

 

 

สำหรับบริการใหม่บนทีเอ็มบี ทัชนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดเรดดี้แคช ครบวงจรได้ด้วยตนเอง บนทีเอ็มบี ทัชทั้งหมด โดยไม่ต้องโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ หรือออกจากบ้านไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ตั้งแต่เปิดการใช้งานบัตร เปลี่ยนแปลงรหัสและขอรับรหัสบัตรใหม่ อายัดบัตรด้วยตนเอง และสามารถขอให้ออกบัตรใบใหม่ได้ทันที รวมทั้งลูกค้ายังสามารถเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเรดดี้แคชผ่านทีเอ็มบี ทัชเข้าบัญชีเงินฝากทีเอ็มบีได้ด้วยตัวเอง เต็มที่กับการทำรายบนทีเอ็มบี ทัชแบ่งจ่ายยอดบัตรเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป 0% 3 เดือน ทุกยอด ไม่จำกัดจำนวนครั้งกับบริการแบ่งจ่ายรายเดือน ทีเอ็มบี โซกู๊ด (TMB So GooOD)

 

 

นอกจากนี้ลูกค้ายังได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้นกับการล็อกอินเข้าใช้งานทีเอ็มบี ทัชด้วยระบบยืนยันตัวบุคคลด้วยลายนิ้วมือ (Touch ID) เพราะทีเอ็มบี ทัชเป็นโมบายล์แอปพลิเคชัน แอปแรกของวงการธนาคารไทยที่ลูกค้าสามารถใช้ Touch ID ได้กับทั้งระบบปฏิบัตรการ Android และ iOS

 

 

นางสาวมิ่งขวัญ กล่าวว่า “ทีเอ็มบีเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ที่จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา โดยในปัจจุบันเมื่อลูกค้านิยมใช้บริการผ่านทีเอ็มบี ทัชมากขึ้น ทีเอ็มบีจึงพัฒนาให้ทีเอ็มบี ทัชสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเราให้สามารถทำธุรกรรมที่หลากหลายตามความต้องการอย่างสะดวกและง่าย ลูกค้าไม่ต้องยุ่งยากออกไปทำธุรกรรมที่สาขาหรือที่ตู้เอทีเอ็ม แต่สามารถทำได้บนทีเอ็มบี ทัชที่ไหนก็ได้ และภายในปีนี้ลูกค้าทีเอ็มบีจะได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายมากขึ้นจากการใช้งานทีเอ็มบี ทัชตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ลูกค้ามีอิสระที่จะสามารถซื้อขายกองทุนรวมดีๆ ยี่ห้อดังๆ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนถึง 7 บริษัท โดยไม่ต้องจำกัดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งเพียงเจ้าเดียว เพียงแค่ทำรายการบนทีเอ็มบี ทัช”

 

 

ขณะที่ปริมาณธุรกรรมโดยรวมที่ลูกค้าทีเอ็มบีทำผ่านช่องทางอิเลกทรอนิกส์ มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นมา ลูกค้าที่ใช้ทีเอ็มบี ทัชได้หันมาทำธุรกรรมผ่าน ทีเอ็มบี ทัชเป็นหลัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจำนวนธุรกรรมที่เกิดบน ทีเอ็มบี ทัช สูงขึ้น 221% เทียบกับปี 59 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป ทำให้สัดส่วนของการทำธุรกรรมผ่านช่องทางเอทีเอ็มหรือสาขาของทีเอ็มบีลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้สัดส่วนของลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งานทีเอ็มบี ทัชและใช้งานประจำก็มีอัตราเติบโตที่สูงด้วย เพราะความสะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ โดยในปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานประจำมีการเติบโต 85% เมื่อเทียบกับปี 59 ของลูกค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด

 

arrrow2

โบรกฯ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.แอร์โรว์ ซินดิเคท (ARROW) ให้เป้าราคาปี 60 ไว้ที่ 21.40 บาท หลังคลายความกังวลประเด็นการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก  พร้อมประเมิน Q2/60 กำไรฟื้นตัวอยู่ที่ 55-60 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังคาดขยายตัวโดดเด่น จากการเริ่มส่งท่อร้อยสายไฟให้สุวรรณภูมิเฟส2-รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ และท่อร้อยสายไฟใต้ดินให้ กฟน. อีกทั้งทยอยรับรู้รายได้งานรับเหมาวางระบบจากบริษัทลูก “เม-ฆา เอส”ที่ตุนงานในมือไว้แล้ว 260 ล้านบาท หนุนกำไรสุทธิปีนี้โต 14% อยู่ที่ 301 ล้านบาท

 

 

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เผยแพร่บทวิเคราะห์ แนะนำ“ซื้อ” หุ้นบมจ. แอร์โรว์ ซินดิเคท (ARROW) โดยให้ราคาเป้าหมายปี 60 เท่ากับ 21.40 บาท อิง PE Multiplier เฉลี่ยของกลุ่มอสังหาฯ รับเหมา และวัสดุก่อสร้างที่ 18 เท่า   ซึ่ง ARROW มีจุดเด่นตรงเป็นผู้นำตลาดท่อร้อยสายไฟและกำไรสุทธิมีการเติบโตสม่ำเสมอ ด้วยฐานะทางการเงินที่เป็นเงินสดสุทธิ

 

 

ก่อนหน้านี้ ทางฝ่ายฯ  มีความกังวลกับการพิจารณาภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กจากจีนที่จะทำให้ต้นทุนเหล็กของ ARROW เพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์พิจารณาเพียงต่ออายุมาตรการเดิมออกไปอีก 5 ปี  จากที่คาดว่าจะปรับอัตราภาษีขึ้นจากเดิม 3.22-66.01% ของราคา CIF ทำให้ความกังวลดงกล่าวผ่อนคลายลง ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ราคาเหล็กในตลาดโลกอ่อนตัว -15% เมื่อเทียบกับQ-Q จากไตรมาส 1/60 ที่เพิ่มขึ้น +30%Q-Q จึงทำให้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ ARROW จะขยายตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี จากไตรมาส 1/60 ทำให้เพียง 25.9%

 

 

ทั้งนี้ ทางฝ่ายฯ  คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/60 ของ ARROW จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 55-60 ล้านบาท จากไตรมาส 1/60 ที่ทำได้ 47 ล้านบาท อันเนื่องมาจาก 1.รายได้จากการขายท่อร้อยสายไฟยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับเพิ่มราคาขายตามราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้น 2.ต้นทุนลดลงตามราคาเหล็กในตลาดโลกที่ลดลง ซึ่งทำให้คาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 30% จาก 25.9% ในไตรมาส 1/60  และ 3.ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายของ เม-ฆา เอส ที่เป็นบริษัทลูกเหมือนไตรมาส 1/60 ทีมีการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อรองรับการปิดงานจาก Backlog ที่มีกว่า 260 ล้านบาทในไตรมาส 2/60

 

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ ARROW ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 301 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับ ซึ่งราคาปัจจุบันคิดเป็น PE2017 เพียง 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 16 เท่า ขณะที่ Upside ในอนาคตเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นจากแผนการลงทุนภาครัฐฯ ที่มีความชัดเจน

tacc

TACC เปิดแผนครึ่งปีหลัง ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าส่งสินค้าเครื่องดื่มบุกจีน-กัมพูชา ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดภายในประเทศ เตรียมเปิดตัวโปรดักท์ใหม่วางขายในเซเว่นฯ ภายในเดือนก.ย.นี้ ด้าน“ชัชชวี วัฒนสุข”มั่นใจช่วยผลักดันรายได้ในปี 60 โตเกิน 10% หนุนกำไรโตต่อเนื่อง

 

 

นายชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์  (TACC) ผู้ผลิต และจัดหาเครื่องดื่มชา และกาแฟรายใหญ่ในเซเว่นฯ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 60 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มในประเทศกัมพูชาต่อเนื่องจากช่วงต้นปีที่ได้เปิดตัวสินค้าเครื่องดื่ม ชูกำลัง Jump Start ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก หลังจากผู้บริโภคได้ทดลองดื่ม โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ กลุ่มคนทำงาน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เบื้องต้น บริษัทฯ คาดหวังยอดขายประมาณ 3% จากมูลค่าตลาดขายส่งของเครื่องดื่มชูกำลังในกัมพูชาประมาณ 6,500 ล้านบาท

 

 

ส่วนสินค้าเครื่องดื่มผงรสชาติทุเรียน และมะม่วงภายใต้แบรนด์ Sawasdee ของ TACC ที่วางจำหน่ายในประเทศจีน ที่เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนก.พ. 60 ที่ผ่านมา กระแสตอบรับดีเกินคาด มียอดสั่งซื้อสินค้ากลับมามากกว่าที่คาดการณ์ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนส่งสินค้าใหม่วางขายในเซเว่นฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มฐานรายได้  โดยคาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ในช่วงเดือนก.ย.นี้

 

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มชนิดใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศกัมพูชาและจีน เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 12% ขณะที่ตลาดในประเทศอยู่ที่ 88% และภายในปี 2563 ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 35% และในประเทศอยู่ที่ 65%

 

 

อีกทั้งทีมงานของบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ และส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยมั่นใจว่ารายได้รวมของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 1,183.94 ล้านบาท จากการส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของตลาดต่างประเทศ และสินค้าที่วางจำหน่ายในเซเว่นฯ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา ผลักดันให้รายได้และกำไรโตต่อเนื่อง

exim bank

การดำเนินนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลเมียนมาในปี 2553 ควบคู่ไปกับการยกเครื่องนโยบายพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมียนมาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยในด้านเศรษฐกิจ เมียนมาสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากเดิมที่เคยซบเซาและถูกมองข้ามจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยผลของมาตรการคว่ำบาตร ไปสู่ประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 8% ต่อปีและกลายเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ขณะที่ในด้านสังคม วิถีชีวิตของชาวเมียนมากำลังเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสังคมชนบทไปสู่สังคมเมือง (Urbanization) สังเกตได้จากในปี 2558 ที่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองของเมียนมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 34% ของประชากรทั้งประเทศเทียบกับ 29% ในปี 2548 ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภคและก่อให้เกิดเทรนด์ใหม่ๆ ของชาวเมียนมาที่น่าสนใจ ดังนี้

 

 

ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่มาพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยกำลังซื้อของชาวเมียนมาที่เพิ่มขึ้น กลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง ทำให้ผู้บริโภคชาวเมียนมาเริ่มมีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากปัจจัย 4 มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่กำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภคเมียนมายุคใหม่ โดยนับตั้งแต่เมียนมาเปิดประเทศ มูลค่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยและเครื่องใช้อำนวยความสะดวกต่างๆ ของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ซึ่งในปี 2559 มีมูลค่านำเข้ารวมกันราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2552 ในช่วงก่อนเปิดประเทศที่เมียนมานำเข้าสินค้าดังกล่าวรวมกันเพียง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยราว 50% ต่อปี

 

 

กระแสสุขภาพและความงามกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กระแสห่วงใยในสุขภาพและความงามถือเป็นหนึ่งในกระแสที่กำลังมาแรงทั่วโลก ในเมียนมาก็เช่นกัน ด้วยคุณภาพชีวิตของชาวเมียนมาที่ยกระดับขึ้นในทุกมิตินับตั้งแต่เปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับรายได้ที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสื่อต่างๆ ที่เปิดกว้าง ส่งผลให้ชาวเมียนมาหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WTO) ประเมินว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของเมียนมาในปี 2558 มีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากจากปี 2553 ซึ่งมีมูลค่าเพียง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 23% ต่อปี เช่นเดียวกับธุรกิจด้านความงาม ซึ่งเมียนมาถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดและกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของโลก โดยมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เป็น 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 80% ต่อปี

 

 

ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการกลับมาบูมอีกครั้ง ในช่วงที่เมียนมาดำเนินนโยบายปิดประเทศ ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการต่างๆ ถือเป็นธุรกิจที่ถูกควบคุมค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดประเทศ ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด สอดคล้องกับผลสำรวจของ Deloitte บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดชื่อดังของโลกที่พบว่า ปัจจุบันชาวเมียนมาที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงจะมีค่าใช้จ่ายด้านบันเทิงและสันทนาการสูงถึงราว 11-15% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด มากเป็นอันดับ 2 รองจากค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ทำให้ธุรกิจบันเทิงหลายรูปแบบในเมียนมากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ปัจจุบันนักธุรกิจในเมียนมามีแผนสร้างโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561 จากเดิมที่มีเพียง 40 แห่งในช่วงที่เมียนมาปิดประเทศ นอกจากนี้ ธุรกิจจัดงานอีเวนท์และเทศกาลดนตรีต่างๆ ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเมียนมา

 

 

วิถีชีวิตที่เร่งรีบ สู่ธุรกิจ Fast Food และ Modern Café การเข้าสู่สังคมเมืองของเมียนมาส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในเขตเมืองมีความเร่งรีบมากขึ้น ประกอบกับการเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เข้ามามากขึ้น ทำให้การรับประทานอาหารจานด่วน (Fast Food) กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ขณะเดียวกันกระแสดื่มกาแฟตามร้านกาแฟสมัยใหม่ก็เป็นที่นิยมในเมียนมาเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแฟรนไชส์ร้านอาหารจานด่วนและร้านกาแฟชื่อดังหลายแห่งจากต่างประเทศเข้ามาเปิดให้บริการในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีเพียงไม่ถึง 5 แฟรนไชส์ในปี 2556 เป็นราว 50 แฟรนไชส์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ไม่ว่าจะเป็น Pizza Hut, KFC, Lotteria, Swensens, Gloria Jean’s Coffees, True Coffee เป็นต้น

 

 

Facebook...ช่องทางสื่อสารใหม่ที่ทรงพลัง จากกระแสเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในเมียนมา ดังเห็นได้จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นจากราว 100,000 คนในปี 2553 เป็นราว 11 ล้านคนในปัจจุบัน เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกันจาก 4 ล้านเลขหมายในปี 2557 เป็นราว 50 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ส่งผลให้ Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางสื่อสารที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคชาวเมียนมา โดยเฉพาะ Facebook ซึ่งถือเป็น Social Media ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเมียนมา หรือคิดเป็น 99% ของ Social Media ทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้ Facebook ในเมียนมาเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบัญชีในปี 2556 เป็นราว 10 ล้านบัญชีในปัจจุบัน ทำให้ Facebook กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมสูงช่องทางหนึ่งในเมียนมา

 

 

พฤติกรรมการบริโภคของชาวเมียนมาที่เปลี่ยนไปส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งในมิติด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการที่สอดคล้องไปกับวิถีการใช้ชีวิตในสังคมเมืองและกำลังซื้อที่สูงขึ้นของชาวเมียนมา อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และสินค้าประดับยนต์ เครื่องสำอาง ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ธุรกิจบันเทิง ร้านอาหารสมัยใหม่ เป็นต้น ขณะที่ช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดเมียนมาก็เปิดกว้างและทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่องทาง Social Media และสื่อออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

 

upa

บมจ. ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) โชคดีจริงๆ.....ที่มีบิ๊กบอส!! ขยันขันแข็งสุดสุดอย่าง “คุณอุปกิต ปาจรียางกูร” เป็นหัวเรือใหญ่ ขับเคลื่อนองค์กรให้เดินไปข้างหน้า พร้อมผลักดันโครงการลงทุนพลังก๊าซธรรมชาติ cogeneration ขนาดกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์  ที่เมียนมาร์ บวกกับทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ ฝีมือขั้นเทพไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามหางานดีๆ Project ใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา โดยล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาโครงการผลิตไฟฟ้าทางเลือกอีกหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับวันรอความชัดเจนได้เร็วๆ นี้แน่นอนคร้า

oishi boss

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) เปิดเผยว่า “ในส่วนธุรกิจเครื่องดื่ม สถานการณ์ตลาดชาพร้อมดื่มในไตรมาสสองของปีนี้* (ม.ค.-มี.ค.60) ติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าตลาดลดลงจาก 3,650 ล้านบาทในไตรมาสสองของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 3,187 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ หรือติดลบ 12.7% ในแง่มูลค่า ส่วนในแง่ปริมาณ ลดลงจาก 111 ล้านลิตร เหลือ 95 ล้านลิตร หรือติดลบ 14.3% (ข้อมูลจาก : Nielsen ณ สิ้น มี.ค.60) สาเหตุหลักมาจากกำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่ด้วยการกำหนดกลยุทธ์การตลาดของโออิชิ อาทิ (1) การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อินโนเวชั่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มฟรุ้ตทีอย่างโออิชิองุ่น เคียวโฮ ที่ขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่ง ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขายและภาพลักษณ์ (2) การทำการตลาดและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผ่านช่องทางที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นวัยรุ่น รวมทั้ง (3) การขยายกำลังการผลิต การบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและแม่นยำ สามารถรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของโออิชิในไตรมาสสองของปีนี้ตามรอบปีบัญชีของ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป* เพิ่มขึ้น จาก 43.1% (ม.ค.-มี.ค.59)  เป็น 46.2% (ม.ค.-มี.ค.60) (ข้อมูลจาก : Nielsen ณ สิ้น มี.ค.60) ครองความเป็นอันดับหนึ่งในตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศไทย”

 

 

ส่วนธุรกิจอาหาร มีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด “ความท้าทายในการทำตลาดธุรกิจอาหารไม่ได้มีแค่การแข่งขันที่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังมีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เป็นความท้าทายสำคัญ ทำให้ต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เกิดขึ้น มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมเสริมแนวคิด Premiumisation เข้าไปในการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหาร ที่ไม่ได้เน้นแค่ Functional เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความประทับใจด้วย อย่างเช่น OISHI EATERIUM ที่เปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นแนวใหม่ ซึ่งแตกต่างจากบุฟเฟ่ต์ที่คุ้นเคย โดยพัฒนาเมนูใหม่ๆ ให้มีความพิเศษมากขึ้น พร้อมบรรยากาศภายในร้านให้ดูสดใสมีชีวิตชีวา ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปย่านร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับดีเกินคาดตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้ขยายไปแล้ว 2 สาขา ส่วนแบรนด์ร้านอาหารอื่นๆ เรากำลังพัฒนาและปรับภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ยุคใหม่ และโดนใจกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น” นางนงนุช กล่าว

 

 

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 /60 ตามรอบปีบัญชีของบริษัทฯ* (ม.ค.-มี.ค.60) มีรายได้รวม 3,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากงวดก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่ม 1,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และจากธุรกิจอาหาร 1,549 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน นส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสสองตามรอบปีบัญชีของบริษัทฯ* เท่ากับ 417   ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นกำไรจากธุรกิจเครื่องดื่ม 368  ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไรจากธุรกิจอาหาร 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 

 

* อบปีบัญชีของ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป คือ วันที่ ต.ค. ถึง วันที่ 30 ก.ย. ของทุกปี

1 2 3 135