ข่าวสารอัพเดท

EA32D89C-BE04-4E19-93D7-221037B0249F

นายวรพจน์อุชุไพบูลย์วงศ์กรรมการผู้จัดการบริษัทไฟฟ้าน้ำงึม2 จำกัด(NN2) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ.ซีเคพาวเวอร์(CKP) ได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงและเช่าสถานีไฟฟ้าย่อยนาบงและสัญญาเชื่อมต่อและผ่านสายร่วมกับกระทรวงพลังงานและบ่อแร่สปป.ลาว

โดยสัญญาปรับปรุงและเช่าสถานีไฟฟ้าย่อยนาบงเป็นสถานีไฟฟ้าย่อยตั้งอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์สปป.ลาว  บริษัทฯได้ดำเนินการปรับปรุงเพื่อยกระดับแรงดันไฟฟ้าจาก230 กิโลโวลต์เป็น500 กิโลโวลต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสถานีไฟฟ้าให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับโครงการผลิตไฟฟ้าอื่นๆที่ผลิตในสปป. ลาวทั้งโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งโครงการในอนาคตและทำการส่งไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าดังกล่าวมาให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือกฟผ. โดยบริษัทฯจะมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าจากรัฐบาลลาวประมาณปีละกว่า400 ล้านบาทตลอดระยะเวลาสัมปทานทั้งนี้รัฐบาลสปป. ลาวในฐานะผู้เช่าสถานีไฟฟ้าย่อยนาบงจะเป็นผู้บริหารจัดการและบำรุงรักษาทรัพย์สินโดยจะเรียกเก็บเงินค่าผ่านสายจากทุกโครงการผลิตไฟฟ้าที่ส่งไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้าย่อยนาบงตามสัญญาเชื่อมต่อและผ่านสายในขณะที่NN2 ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินจะเรียกเก็บค่าเช่าสถานีไฟฟ้าย่อยนาบงตามสัญญาปรับปรุงและเช่าสถานีไฟฟ้าย่อยนาบง

การลงนามสัญญาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างบริษัทและสปป.ลาวในการพัฒนาระบบสายส่งเพื่อยกระดับสายส่งให้มีความสามารถส่งไฟฟ้าระหว่างสปป.ลาวและประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นนายวรพจน์กล่าว   ปัจจุบันบริษัทฯประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง3 ประเภทจำนวน13 โครงการรวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้งที่2,167 เมกะวัตต์ประกอบด้วย  โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ2 โครงการภายใต้บริษัทไฟฟ้าน้ำงึม2 จำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้น46% (ถือผ่านบริษัทเซาท์อีสท์เอเชียเอนเนอร์จีจำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง615 เมกะวัตต์และบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้น37.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง1,285 เมกะวัตต์โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจำนวน2 โครงการภายใต้บริษัทบางปะอินโคเจนเนอเรชั่นจำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้นอยู่65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง238 เมกะวัตต์และโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์9 โครงการภายใต้บริษัทบางเขนชัยจำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้น100% จำนวน7 โครงการขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง15 เมกะวัตต์ภายใต้บริษัทเชียงรายโซล่าร์จำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้น30% จำนวน1 โครงการขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง8 เมกะวัตต์และภายใต้บริษัทนครราชสีมาโซล่าร์จำกัดซึ่งบริษัทฯถือหุ้น30% จำนวน1 โครงการขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง6 เมกะวัตต์

41C96435-FBEA-43A3-AEE0-82A7BDD1C06B

ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้ากลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีเจาะลึกอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry focus) ตอกย้ำความเชี่ยวชาญธุรกิจโรงแรมครบวงจร ผนึกภาครัฐและภาคเอกชนสร้างเครือข่าย Hotel Ecosystem สนับสนุนผู้ประกอบการคว้าโอกาสทางธุรกิจบนความท้าทายใหม่ๆ ให้ประสบความสำเร็จผ่านหลักสูตรอบรม SCB The DOTS: Hotel Game Changer  ให้ความรู้นักธุรกิจรุ่นใหม่เจาะลึกธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ ประเมินอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีศักยภาพและแนวโน้มเติบโตได้ดี มั่นใจประเทศไทยคือจุดหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่คนไทยเดินทางท่องเที่ยวตลอดปีทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ชี้นักท่องเที่ยวเทรนด์ใหม่ยินดีจ่ายแพงขึ้นสำหรับโรงแรมและบริการที่ให้ประสบการณ์แตกต่าง หมดยุคห้ำหั่นด้านราคา แนะผู้ประกอบการสร้างเอกลักษณ์ที่พักและบริการ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อทำการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมชู SCB Hotel Solution ตอบโจทย์ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กในทุกมิติ 

นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากเป็นอันดับต้นๆ โดยมีความสำคัญโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ของคนระดับชุมชน และมีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินทิศทางการท่องเที่ยวจะสามารถเติบโตได้ดีในอนาคต ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปีทั้งในเมืองหลักและเมืองรองตามแผนส่งเสริมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ธนาคารไทยพาณิชย์คาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 42 ล้านคน หรือขยายตัว 4.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการขยายตัวจะเกิดจากนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งธุรกิจโรงแรมที่พักนับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีบทบาทต่อการยกระดับภาคการท่องเที่ยวของไทย ธนาคารไทยพาณิชย์มองเห็นโอกาสทางธุรกิจของธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงจัดให้กลุ่มโรงแรมเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry Focus) ที่ธนาคารให้ความสำคัญและต้องเข้าไปสนับสนุนให้ธุรกิจนี้มีความแข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการเป็นจุดเชื่อมเครือข่ายระบบนิเวศของธุรกิจโรงแรม (Hotel Ecosystem) ในทุกมิติที่จะเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น และพร้อมที่จะรับมือกับบริบทใหม่ๆ และความท้าทายได้อย่างทันท่วงที   

ปัจจุบันเทรนด์การเลือกที่พักของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปจากอดีต ประเด็นหนึ่งที่ชัดเจนและเป็นโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก คือ นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายค่าที่พักในราคาสูงขึ้นให้กับโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตน ที่สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง หรือให้บริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวของผู้เข้าพักแต่ละกลุ่ม อันเป็นโอกาสของบูติกโฮเทลที่จะยกระดับมาตรฐานห้องพัก สิ่งแวดล้อม และบริการ เพื่อสร้างจุดขายที่มีความแตกต่าง นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาธุรกิจ ปรับระบบการบริหารจัดการ และต่อยอดการทำตลาดและช่องทางการขายใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กต้องปรับวิธีคิดและออกจากข้อจำกัดเดิมๆ เช่น การพึ่งพา Online Travel agentในการขายห้องพักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหารูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลายควบคู่กัน และขณะนี้หมดยุคการแข่งขันลดราคาห้องพักจนต้องลดคุณภาพบริการและสูญเสียรายได้จนธุรกิจไปต่อได้อย่างยากลำบาก  ผู้ประกอบการควรต้องปรับเปลี่ยนมุมมองด้วยว่า ธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันนั้นจะไม่มีเรื่องฤดูกาลอีกต่อไป แต่ควรวางเป้าหมายและพัฒนาสภาพแวดล้อมที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเที่ยวไทยให้เข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่และเข้าพักแรมในทุกวัน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมที่พักแรมของไทยในปีนี้จะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 71-73% ตลอดทั้งปี

นางพิกุล กล่าวต่อว่า ภายใต้โอกาสที่มองเห็นนั้น ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับทิศทางการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น สะท้อนจากอุปทานห้องพักใหม่ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม-    รีสอร์ททั่วประเทศที่ขยายตัวเฉลี่ยถึง 12% ต่อปีในช่วงปี 2559-2561 อย่างไรก็ตาม เครือข่ายHotel Ecosystem ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมโยธาธิการและผังเมือง สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อปูทางให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงในอนาคต ด้วยการจัดหลักสูตรการอบรม The DOTS: Hotel Game Changer พลิกมุมคิด จุดเชื่อมความสำเร็จนักธุรกิจโรงแรมรุ่นใหม่ นอกจากนี้ธนาคารยังได้จัดเตรียมSCB Hotel Solution เพื่อเป็นทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการไว้อย่างครบวงจร ด้วยสินเชื่อโรงแรมเพื่อ Refinance และ Renovation อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 4% (ตามเงื่อนไขของธนาคาร) วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท สามารถผ่อนชำระได้ตามฤดูกาล ระยะเวลานานสูงสุด 10 ปี คุณสมบัติลูกค้าต้องเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องตามเกณฑ์ มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี  และยังช่วยอำนวยความสะดวกในการรับชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตแบบ Online Payment Gateway ฟรี ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี พร้อมสร้างการรับรู้ ค้นหาและนำทางนักท่องเที่ยวไปสู่ที่พักได้ง่ายๆ ด้วยบริการ Google My Business

 

 

 

 

5FDA4044-E064-479F-895B-B855C482956A

นายสนธิรัตน์สนธิจิรวงศ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่าได้มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS)  นำโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานERS และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพลังงานอีกหลายท่านที่กระทรวงพลังงานเมื่อวันที่1 สิงหาคม2562 ที่ผ่านมาถือเป็นการเปิดรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศช่วยปรับปรุงการดำเนินงานต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ผมพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อปรับบทบาทและเปลี่ยนมิติด้านพลังงานของประเทศให้เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งข้อเสนอของERS ทั้ง6 ประเด็นเป็นเรื่องสำคัญบางเรื่องผมคิดว่าสอดคล้องกับนโยบายพลังงานที่ตอบโจทย์การดูแลรากหญ้าเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและชุมชนส่วนบางเรื่องผมยินดีจะนำมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานอีกครั้งสำหรับประเด็นที่รมว.พลังงานสนับสนุนและขับเคลื่อนอาทิมาตรการส่งเสริมระบบเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากผลผลิตเกษตรอาทิปาล์มน้ำมันนำกลไกพลังงานยกระดับราคาพืชผลเกษตรแต่ควรสกัดการลักลอบนำเข้าการลงทะเบียนพื้นที่ปลูกปาล์มและพัฒนามาตรฐานโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นต้นส่วนเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการภาคประชาสังคมเพื่อปฏิรูป ข้อเสนอแนะด้านนโยบายพลังงานของกลุ่มERS ทั้ง6 ประเด็นประกอบด้วย1. การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น 2.­สำรวจพัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงานในประเทศลดการนำเข้า              สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน3. ลดการแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล4. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด5. เพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงาน6. กระบวนการกำหนดนโยบายให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูปด้านพลังงานและเพิ่มบทบาทภาคประชาสังคม

6F56F9BF-80FC-46CF-B18F-B1CCD7B9CB1B

นายอนุรักษ์ เสงี่ยมจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานบริหารธุรกิจลูกค้าบุคคล กลุ่มลูกค้าบุคคล เปิดเผยว่า ธนาคารฯ ได้นำนวัตกรรมทางการเงินครบวงจรเข้าร่วมงาน Thailand Smart Money จังหวัดอุบลราชธานี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จังหวัดอุบลราชานี ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม 2562 ด้วยบริการทางการเงินทุกรูปแบบสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ คือ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 106 ระยะเวลาฝาก 106 วัน อัตราดอกเบี้ย Step Up วันที่ 1-45 = 1% ต่อปี วันที่ 46-78 = 3% ต่อปี และ วันที่ 79-106 = 10% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4% ต่อปี โดยดอกเบี้ยยกเว้นภาษี รับฝากเฉพาะบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เปิดได้คนละ 1 บัญชี เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ฝากสูงสุดไม่เกินรายละ 500,000 บาท ถอนหรือปิดบัญชีก่อนฝากครบ 106 วัน นับตั้งแต่วันที่ฝากจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามระยะเวลาที่ฝากจริง ทั้งนี้ ผู้ฝากต้องมีใบจองสิทธิ์ที่แจกภายในงาน 3 วัน วันละ 1 รอบ (เวลา 13.00 น.) รอบละ 100 สิทธิ์ และต้องใช้บริการ Mobile Banking (MyMo) และบัตรเดบิตของธนาคารออมสินด้วย สามารถเปิดบัญชีภายในงานได้ทันที หรือนำใบจองสิทธิ์ในงานนี้ไปเปิดบัญชีได้ที่สาขาธนาคารออมสินทุกสาขาระหว่างวันที่ 2-11 สิงหาคม 2562 และ ยังมีDigital Salak on MyMo ได้แก่ สลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ฝากผ่าน Mobile Banking ของธนาคารออมสิน (MyMo) อายุสลาก 1 ปี รับฝากหน่วยละ 20 บาท ฝากครบอายุ 1 ปี ได้รับดอกเบี้ยขั้นต่ำ 0.25% ต่อปี พร้อมลุ้นถูกเลขรางวัลรวมจำนวน 12 ครั้ง ทุกวันที่ 16 ของเดือน รางวัลสูงสุดรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และ สลากออมสินดิจิทัล 3 ปี อายุสลาก 3 ปี รับฝากหน่วยละ 50 บาท ฝากครบอายุ 3 ปี ได้รับดอกเบี้ยขั้นต่ำ 0.667% ต่อปี ลุ้นถูกเลขรางวัลรวม 36 ครั้ง ทุกวันที่ 16 ของเดือน รางวัลสูงสุดรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ล้านบาท 3 รางวัล, รางวัลที่ 2 จำนวน 1 ล้านบาท 2 รางวัล และรางวัลอื่นๆ อีก รวมถึงรางวัลเลขท้าย โดยผลตอบแทนของสลากออมสิน 2 แบบนี้ ทั้งดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับยกเว้นภาษี

ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อ นำเสนอ สินเชื่อเคหะ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยหรือไถ่ถอนจำนองเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย โดยลูกค้าทั่วไป เมื่อเลือกทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 100% ทั้งวงเงินกู้และระยะเวลากู้ และไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น พร้อมทั้งทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อตามเกณฑ์ธนาคารฯ อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน เดือนที่ 7-12 MRR-5.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารฯ ปัจจุบัน = 7.00% ต่อปี) ปีที่ 2-3 MRR-3.10% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.50% ต่อปี (เฉลี่ย 3 ปี = 2.850%) ขณะเดียวกัน นำเสนอ สินเชื่อ GSB SMEs Startup N0.1 เพียงมีไอเดียและนวัตกรรมที่น่าสนใจ วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท หากใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมากกว่า 50% ดอกเบี้ยปีแรก 1.99% ต่อปี หลังจากนั้น MRR + 2.00% ต่อปี สินเชื่อ GSB SMEs Startup สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการก้าวสู่ธุรกิจรายย่อย วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท หากใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมากกว่า 30% อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก 3.99% ต่อปี

 

E5579E90-3A7C-4B33-8478-4EA914B03028

นางสาวรื่นวดีสุวรรณมงคลเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( . . .) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการ. . . ( บอร์ด) ครั้งที่8/2562 เมื่อวันที่1 สิงหาคม2562 เห็นชอบแนวทางกำกับดูแลตลาดตราสารหนี้โดยเพิ่มประสิทธิภาพในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การกำกับดูแลและลดจุดเปราะบางในห้างหุ้นส่วนจำกัดระบบผู้ซื้อสินค้านิเวศโดยคำนึงถึงความสามารถด้านในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ซึ่งเป็น อีกช่องทางหนึ่งที่สำคัญทุนในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยในช่วง8ปีที่ผ่านมาตลาดมหาอำนาจภาคเอกชนเติบโตเกือบ3 เท่าแต่ยังมีบางประเด็นที่. . . ต้องเพิ่มการกำกับดูแลเช่น   

1. ปรับประเภทผู้ลงทุนที่จะเข้าถึงช่อง ทางการเสนอขายวง จำกัด ไม่เกิน 10 ราย(แบบ ภ.พ. 10) ซึ่งไม่มีการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล( ไฟลิ่ง) ขาดข้อมูลสำคัญเพื่อตัดสินใจและถูกใช้ เป็นช่องทางหลักในการขาย เสี่ยงสู่ตราสารคุณผู้ลงทุนเพิ่มหัวเรื่อง: การติดตามคุณผู้ออกโดยเฉพาะตราสารที่มีความสามารถเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินจะกำหนดให้มีหัวเรื่อง: การอธิบายความสามารถเสี่ยงด้านความสามารถในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การชำระหนี้รวมถึงให้ตัวกลางข ยตราสารหนี้ใช้ความระมัดระวังในการ ทำหน้าที่

 2. กำกับดูแลเพื่อยกระดับคุณภาพตัวกลางที่เกี่ยวข้องทั้งระบบผู้ซื้อสินค้าเพื่อให้ Thailand ข้อมูลที่คุณผู้ลงทุนได้รับถูกคุณต้องเพียงพอเข้าใจได้เช่นเพิ่มรอบหัวเรื่อง: การส่งงบการเงินมาตรฐานหัวเรื่อง: การขายและหัวเรื่อง: การดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นต้น 

3. เพิ่มคุณภาพข้อมูลประกอบการพิจารณาโดยย่อหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของซูซูกิ( ข้อมูลสำคัญ) และเครื่องมือ(แอปพลิเคชัน) ที่เข้าใจง่ายสามารถเปรียบเทียบข้อมูลโอนีเอ

4. กลไกจัดการเพิ่มเมื่อเกิดหัวเรื่อง: การผิดนัดชำระหนี้เช่นกำหนดระยะเวลาชัดเจนที่คุณผู้ออกตราสารหนี้และที่คุณนายทะเบียนหลักทรัพย์คุณต้องรายงานหัวเรื่อง: การผิดนัดชำระหนี้พิจารณาแนวทางให้ความสามารถรู้คุณผู้ลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การรักษาสิทธิดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายรวมถึงหัวเรื่อง: การฟ้องร้อง คดีบังคับ  ทั้งนี้ . . จะตัดสินผลที่เกิดขึ้นโดยจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและให้ระยะเวลาในการปรับตัวนอกจาก  นี้คณะกรรมการ. . . ยังมีมติแต่งตั้งกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน6 ท่านเต็มที่(1) นายกิติพงศ์ อุรัญพัฒนพงศ์(2) นายจรัมพร  โชติกเสถียร(3) นายชัยวัฒน์วิบูลย์สวัสดิ์  (4) นางวรวรรณธาราภูมิ(5)ที่คุณนายเสรีหนังสือนนทสูติและ(6) นางสาวโสภาวดีเลิศมนัสชัย  เพื่อให้องค์คณะของ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เป็นไปตามองค์ประกอบที่ แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ฉบับที่6) . 2562 โดยผู้ได้รับการแต่งตั้งจะมี วาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปีนับ แต่การธนาคารวันที่5 สิงหาคม2562 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งแต่งตั้งมี ผลบำนาญแบบแฟมิลี่เป็นคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ตามลักษณะใหม่ชุดแรก. . . หลักทรัพย์ฯ( ฉบับที่6) ( มาตรา39) ระบุ DIV ให้กรรมการตลาดหลักทรัพย์ทั้งในห้างหุ้นส่วนจำกัดส่วนที่คณะกรรมการ . . การแต่งตั้งและการประกาศรับตำแหน่งกรรมการ1 ปี6 เดือนโดยใช้วิธีจับสลากและอนุญาตให้ถอนตำแหน่งตามวาระ

เลขานุการ. . . กล่าวต่อว่าคณะกรรมการ. . . ยังมีมติเห็นชอบในห้างหุ้นส่วนจำกัดหลักการที่จะทางทหารให้หัวเรื่อง: การเสนอขายหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านกระทำได้เป็นการทั่วไปการหรือต่อบุคคลในห้างหุ้นส่วนจำกัดวงกว้างเช่นเดียวกับ บริษัท บริษัท ประชารัฐ77 แห่งที่ได้เคยได้รับทางทหารไปให้แล้วซึ่งเป็นการสนับสนุน กิจการดังให้กล่าวด้านระดมทุนเพื่อใช้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การดำเนินหัวเรื่อง: การเพื่อพัฒนาชุมชนสังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์แก่สังคม  โดยที่พระราชบัญญัติส งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อสังคมฯ) ได้รับผลใช้บังคับเมื่อวันที่23 . 2562 ( . . พฤษภาคม2562  ดังนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนหัวเรื่อง: การระดมทุนของกิจการที่ได้รับหัวเรื่อง: การจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหัวเรื่อง: การจ้างเป็นงานพนักงานแก้ไขพัฒนาชุมชนสังคมสิ่งแวดล้อมหรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนร่วมอื่นหรือคืนประโยชน์แก่สังคมทั้งนี้สำนักงาน เสนอแนวทางจะหัวเรื่อง: การทางทหารดังกล่าวต่อคณะกรรมการกำกับตลาดทุนเพื่อพิจารณาต่อไปทั้งนี เดือนมิ. 2562 ผู้ประกอบการได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมจาก บริษัท ประชารัฐฯมีจำนวน29 บริษัทคณะกรรมการ. . .โดยนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละสิบสิบไปใช้เพื่ ประกาศผลกำไรและปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่เกินร้อยละสามสิบผลกำไรทั้งหมด. . . จึงมีแนวทางที่จะยกเว้นการเสนอขายหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสำนักงาน      ยังมีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการของสำนักงาน. ถึงเศรษฐกิจรวมไทย English มีความสามารถแข็งแกร่งและมีความสามารถด้านในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การแข่งขันสูงสุดสูงขึ้นควบคู่ไปกับหัวเรื่อง: การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย . . มีแนวทางการดำเนินการหลัก6 ด้านได้แก่1) ส่งเสริมหัวเรื่อง: การเข้าถึงทุนของกิจการทุกระดับอาทิโครงสร้างพื้นฐานคุณผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมวิสาหกิจเพื่อชุมชนและสังคมเป็นต้นโดยใช้กลไกตลาดทุนสนับสนุนให้ออกประเทศด้านบรรลุเป้าหมายหัวเรื่อง: การพัฒนาอย่าง ยั่งยืนตามองค์การสหประชาชาติ5) ความสามารถในการแข่งขันในเวทีต่าง ประเทศ. . ที่สอดรับกับคำแถลงนโยบายหลัก12 ด้านของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า: ภาพประกอบด้วยความสามารถมั่นคงประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น     2) หัวเรื่อง: การปฏิรูปหัวเรื่อง: การออมและสนับสนุนหัวเรื่อง: การลงทุนระยะยาวเพื่อตอบ โจทย์สังคมอายุยืน3) หัวเรื่อง: การปฏิรูปรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างมั่นใจ4) ตลาดทุนเพื อความยั่งยืนเพื่อให้ตลาดทุนไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนทั่วโลกและ6) การคุ้มครองผู้ ลงทุนและหัวเรื่อง: การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อตลาดทุนมากยิ่งขึ้นโดยสำนักงานจะนำแนวทางดังกล่าวไปกำหนดกรอบในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การ จัดยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานที่เป็น รูปธรรมต่อไป

A6D52633-9093-49EC-AB15-15D6CE19A1F5

ก.ล.ต. เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ “SEC Check First” สำหรับผู้ลงทุนและประชาชน ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวช่วยในการค้นหารายชื่อผลิตภัณฑ์ บุคคล และผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางในตลาดทุนที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ด้วยตนเองได้โดยสะดวก เพื่อให้มีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจและสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ตกเป็น เหยื่อกลโกงในการลงทุน
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า “ก.ล.ต. ให้ความสำคัญในด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนให้เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินนโยบายของ ก.ล.ต. จึงริเริ่มโครงการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและประชาชนให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อกลโกงการลงทุน และยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน”แอปพลิเคชัน SEC Check First สามารถค้นหาข้อมูลบุคคลหรือบริษัท ผลิตภัณฑ์การลงทุนต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล รวมทั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่งปรากฏในทะเบียนรายชื่อ Investor Alert โดยมีขั้นตอนการค้นหาที่สะดวก และรวดเร็วจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพียงใส่ชื่อที่ต้องการจะทราบว่ารายชื่อดังกล่าวได้รับใบอนุญาต หรือความเห็นชอบ หรือจดทะเบียนภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ใช้แอปพลิเคชัน SEC Check First สามารถสอบถามข้อมูลหรือชี้เบาะแสที่หน้าแอปพลิเคชันได้ทันที อาทิ โทร. 1207 อีเมล : info@sec.or.th แบบฟอร์มออนไลน์ และลิงค์ไปยังหน้าเรื่องร้องเรียนของเว็บไซต์ ก.ล.ต.โทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ IOS สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานได้จาก AppStore และ Play Store สำหรับระบบปฏิบัติการ Android

F34D1582-52B0-4B63-8662-6E616279CC68

บลจ.วีเปิดตัว3 ผู้บริหารที่เชี่ยวชาญธุรกิจกองทุนรวมมานานกว่า20 ปีเน้นจุดยืนในการออกแบบผลิตภัณฑ์กองทุนรวมตอบโจทย์ทุกกลุ่มนักลงทุนควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมภายใต้แนวคิด“We design your wealth, We grow together” ตั้งเป้าผลักดันAUM แตะ10,000 ล้านบาทใน3 ปีพร้อมเปิดขายIPO กองทุนเปิดวีโกลบอลเทคโนโลยี(WE-GTECH) วันนี้– 7 .. ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่เติบโตสูง

นางสาว งามนภาธวัชโชคทวี กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (บลจ.วี) เปิดเผยว่า บลจ.วีจัดตั้งขึ้นโดยมีทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญด้านตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีประสบการณ์ในธุรกิจกองทุนรวมและธุรกิจหลักทรัพย์มากกว่า20 ปีภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ“We design your wealth, We grow together” คือการออกแบบผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่เหมาะกับนักลงทุนที่มีความต้องการที่แตกต่างกันทั้งกลุ่มนักลงทุนทั่วไปกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่กลุ่มนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและกลุ่มนักลงทุนสถาบันโดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานของกองทุนที่ดีอย่างสม่ำเสมอพร้อมด้วยความหลากหลายด้านนวัตกรรมทางการเงินที่สามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าได้ 

บลจ.วีมีบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) (KTBST) ถือหุ้น51% และอีก49% ถือหุ้นโดยคณะผู้บริหารทั้งนี้บลจ.วีได้เริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่6 มีนาคม2562 ที่ผ่านมาบลจ.วีได้เสนอขายกองทุนไปแล้ว7 กองทุนผ่านตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน(Selling agent) คือKTBST ปัจจุบันวันที่30 มิถุนายน2562 บลจ.วีมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(Asset Under Management : AUM ) อยู่ที่3,196 ล้านบาทแบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้88% และกองทุนรวมต่างประเทศ12% บริษัทอยู่ในอันดับที่19 จากจำนวน23 บลจ. ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับเป้าหมายของบลจ.วีในปี2562 ตั้งเป้าขยายAUM ให้เติบโตที่6,700 ล้านบาทซึ่งปัจจุบันบรรลุเป้าไปแล้ว48% และตั้งเป้าAUM ที่10,000 ล้านบาทใน3 ปีข้างหน้าโดยจะเติบโต20% และ50% ในปี2563 และปี2564 ตามลำดับนางสาวงามนภา กล่าว

ด้านนายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.วี กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนรวมที่หลากหลายและมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันกลยุทธ์หลักที่บลจ. วียึดมั่นและดำเนินมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งคือการสร้างผลตอบแทนที่ดีควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม บลจ.วีมีปรัชญาในการบริหารการลงทุน4 ข้อคือ1.) การบริหารการลงทุนแบบTop Down และBottom up 2.) การกำหนดกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงในแต่ละประเภทสินทรัพย์(Strategic and Tactical Asset Allocation) 3.) ยึดหลักการบริหารงานเป็นทีม(Team Approach) โดยมีคณะกรรมการการลงทุน(Investment Committee) เป็นศูนย์กลางการบริหารการลงทุนและมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง(Risk Management Committee) ในการตรวจสอบกลยุทธ์การลงทุนและ4.) การมีวินัยในการลงทุนและผู้จัดการกองทุนยึดหลักความรอบคอบระมัดระวัง(Disciplined & Prudence) เน้นที่วัตถุประสงค์การลงทุนที่ชัดเจนและมีระบบในการตรวจสอบอย่างสม่ำเสนอ

"จุดเด่นของบลจ. วีที่ทำให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมได้คือเรายึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลักและมองการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าซึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงต้องอาศัยประสบการณ์และวินัยในการลงทุนซึ่งทีมงานของบลจ.วีมีความพร้อมในส่วนนี้เนื่องจากเราผ่านวัฏจักรตลาดทุนมาแล้วทุกรูปแบบและการเป็นบลจ.ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากทำให้ตอบสนองต่อภาวะตลาดได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วว่องไวหากมีโอกาสในการลงทุนจึงสามารถออกกองทุนเพื่อจับจังหวะในการสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าได้ทันที" นายอิศรากล่าว

ด้านผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ นางสาวนิตยา เลิศแสงเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ  เปิดเผยว่าในด้านของผลิตภัณฑ์มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงโดยเน้นในด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการบริหารจัดการกองทุนซึ่งจุดแข็งของบริษัทในด้านของบุคลากรและพันธมิตรทางธุรกิจด้านจัดการลงทุนทำให้บริษัทสามารถเติมเต็มผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์การลงทุนได้ดี “เราเชื่อว่ากองทุนที่มีสไตล์และแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมซึ่งในการคัดเลือกพันธมิตรด้านจัดการลงทุนในต่างประเทศบริษัทคัดเลือกกองทุนและบริษัทจัดการกองทุนรวมต่างประเทศที่มีปรัชญาการลงทุนที่ใกล้เคียงกับบลจ. วีและนำเสนอการลงทุนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญนางสาวนิตยากล่าว

ในช่วงครึ่งปีหลังบลจ.วีมีแผนออกกองทุนรวมอีกประมาณ12 กองทุนได้แก่ กองทุนทางเลือกทดแทนกองทุนตราสารหนี้ประเภทTerm Fund กองทุนตราสารทุนประเภทGlobal Security Fund, กองทุนต่างประเทศที่เน้นการจัดสินทรัพย์การลงทุนประเภทGlobal Multi Asset Income Fund และกองทุนตราสารทุนเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการลูกค้าในการจัดสรรพอรต์การลงทุนที่เหมาะสมในปีนี้ ด้านช่องทางการขายปัจจุบันบริษัทได้เชื่อมต่อระบบFundConnext ซึ่งเป็นระบบหลักที่สามารถรองรับช่องทางการขายได้หลากหลายช่องทางทั้งด้านตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน(Selling agent) และการเชื่อมต่อกับFintech โดยระบบสามารถรองรับการซื้อขายหน่วยลงทุนกับตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนได้ดีสะท้อนจากการเสนอขายหน่วยลงทุนช่วงที่ผ่านมาของบริษัทผ่านทางบล.เคทีบี(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) บนระบบดังกล่าวทั้งนี้คาดว่าในช่วงปลายปีบริษัทจะสามารถเปิดช่องทางซื้อขายกองทุนรวมผ่านStreaming for Fund และการเปิดบัญชีซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตได้รวมถึงการขยายช่องทางการขายผ่านตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนอื่นที่จะเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นในปีนี้เปิดIPO กองทุนWE-GTECH ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

นางสาวนิตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันนี้– 7 .. 2562 บลจ.วีเปิดเสนอขายIPO กองทุนเปิดวีโกลบอลเทคโนโลยี(WE-GTECH) ซึ่งเป็นกองทุนที่เราเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนควรจัดสรรอยู่ในพอร์ตการลงทุนจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคตามกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัลซึ่งธุรกิจต่างมีการปรับตัวใช้เทคโนโลยีเติมเต็มธุรกิจเพื่อตอบสนองผู้บริโภคขณะเดียวกันการคัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการทำธุรกิจของหุ้นเทคว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและบริหารความเสี่ยงได้ดีบลจ.วีจึงคัดเลือกPOLAR CAPITAL ASSET MANAGEMENT ซึ่งเป็นผู้นำด้านการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่ในยุโรปเป็นผู้บริหารกองทุนดังกล่าว  ทั้งนี้กองทุนเปิดวีโกลบอลเทคโนโลยี(WE-GTECH) มีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตตามMega Trendทั่วโลกผ่านกองทุนหลักPOLAR CAPITAL FUNDS PLC GLOBAL TECHNOLOGY FUND ที่เน้นเลือกลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคและมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

กองทุนกระจายลงทุนใน 8 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสำคัญที่อยู่ในโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆที่เติบโตยั่งยืนตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้แก่E-Commerce and Payment, Digital Advertising and Marketing, Cyber and Physical Security, Cloud Infrastructure, Software As A Service, Digital Content and Gaming, Robotic and Automation และRising Semiconductor Complexity โดยเลือกลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า200 ล้านดอลลาร์มีการเติบโตอย่างน้อยในระดับ1.5-2 เท่าเมื่อเทียบกับการเติบโตของดัชนีและมีการเติบโตของรายได้ประมาณ15-25% ต่อปีซึ่งจากแนวทางการบริหารกองทุนที่มีความชัดเจนสะท้อนผลถึงการดำเนินงานกองทุนที่ดีตลอดช่วงการบริหารกองทุนกว่า10 ปีที่ผ่านมา บลจ.วีประเมินว่ากำไรของกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาสที่2 จะยังมีการเติบโตที่ดีขณะที่การส่งสัญญาณผ่อนคลายของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯในช่วงครึ่งปีหลังจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมพร้อมรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวีจำกัด(“บลจ.วี”) โทรศัพท์02-648-1555 และบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) 02-648–1111ผลตอบแทนของกองทุนรวมจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนPOLAR CAPITAL FUNDS PLC - GLOBAL TECHNOLOGY FUND (กองทุนหลัก)

DCB1BC70-B4DC-456A-B7D5-173384D5DD8D

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย (ขวาสุด) รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจและการเงิน บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง มอบชุดตรวจสารเสพติดเบื้องต้น ในโครงการ “Tollway Happy Way” ยกระดับสังคมปลอดยาเสพติด ให้เรือนจำกลางคลองเปรม จำนวน 1,500 ชุด เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติด โดยมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นตัวแทนรับมอบ ณ สำนักงาน บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง

79C98184-C765-40B9-9E3E-AB17C769465C

 

นายพิศิษฐ์เสรีวิวัฒนากรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) เปิดเผยว่าปีแรกของปี2562 มูลค่าส่งออกไทยหดตัวได้ถึง2.9% เป็นสงครามการค้าระหว่างประเทศ- จีนทำให้สินค้าส่งออกของไทย English ในห้างหุ้นส่วนจำกัดห่วงโซ่หัวเรื่อง: การผลิตและพึ่งพาตลาดจีนสูงสุดสูงหดคุณตัวต่อเนื่องเช่นคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบแผงวงจรคโทรนิคเม็ดพลาสติกจากเนชั่สถานการณ์ดังกล่าวหลาย น่วยงานรวมทั้งEXIM BANK ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัว ของมูลค่าส่งออกของไทยในปี 2562 โดยคาดว่าจะขยายตัว0.2%   สำหรับการส่งออกของไทยในครึ่ง หลังปี 2562 ได้แก่1. กลุ่มสินค้าดาวรุ่งได้แก่สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งไทย English มีความสามารถเชี่ยวชาญโดยเฉพาะอาหารแปรรูปผักและผลไม้เครื่องดื่มเครื่องปรุงรสเครื่องสำอางสินค้าก็ได้อานิสงส์จากเนชั่หัวเรื่อง: การท่องเที่ยวคืออาหารสมุนไพรและของใช้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดครัวเรือน  2. กลุ่มสินค้าที่ได้อานิสงส์จากสงคราม ค้าหัวเรื่อง: การโดยสินค้าไทย English ที่ผลิตคล้ายกับสินค้าจีนด้านแทรกคุณตัวเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในห้างหุ้นส่วนจำกัดสหรัฐฯอาทิยา ล้อของเล่นเครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้คโทรนิค  3. กลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และที่มีชิ้นส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ไม้ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ( กัมพูชาสปป   ลาวเมียหนังสือนมาและเวียดนาม) อินเดีย,  ระยะยาวสินค้าไทย English คุณต้องใช้เทคโนโลยีหัวเรื่อง: การผลิตหรือนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาตอบสนองคุณผู้บริโภคยุคที่เปลี่ยนแปลงไปEXIM BANK เร่งสนับสนุนคุณผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้เริ่มต้นและขยายธุรกิจได้มาก ขึ้น โดยเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่ลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs โตก้าวกระโดดจาก22,930 ล้านบาทในปี2557 เป็น38,834 ล้านบาทสิ้นเดือนระเบียนมิ 2562 เพิ่มขึ้น69% ในรอบ5 ปีและเมื่อเทียบกับช่วงใกล้ของปีก่อนเพิ่มขึ้น17.79%จำแนกตามจำนวนเงินให้สินเชื่อคงที่ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าประจำปี2562 อยู่ที่107,183 ล้านบาทเพิ่มขึ้น10,706 ล้านบาทหรือ11.10% จากช่วงเวลาสุดท้ายของปีก่อให้เกิดปริมาณธุรกิจ(การหมุนเวียนธุรกิจ) 94,750 ล้านบาทโดยเป็นปริมาณ ธุรกิจSMEs 52,953 ล้านบาททั้งนี้มีคุณผู้ส่งออกSMEs เข้าถึงบริการของEXIM BANK เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยคิดเป็นสัดส่วน12.48% ของผู้ส่งออกSMEs ทั้งประเทศ 

นำเสนอEXIM BANK มีสินเชื่อเพื่อการสนับสนุนโครงการที่อยู่ระหว่างประเทศรวมกัน86,024 ล้านบาทมีเงินให้สินเชื่อคงค้างสิ้นเดือนมิ. ย. 2562 จำนวน41,330 ล้านบาทและเงินให้สินเชื่อคงค้างเพื่อรองรับผู้ผลิตCLMV จำนวน30,415 ล้านบาทเพิ่มขึ้น1,338 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับเงินฝากระยะยาว ออกและประกันความสามารถเสี่ยงหัวเรื่อง: การลงทุน53,290 ล้านบาทเพิ่มขึ้น9,153 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเป็นปริมาณธุรกิจของSMEs จำนวน11,487 ล้านบาทหรือ21.56% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม  

ผลการดำเนินงานโดยรวมของEXIM BANK ในปีแรก2562 EXIM BANK มีกำไรสุทธิ523 ล้านบาทสินเชื่อที่มีคุณภาพ(NPLs Ratio) สิ้นเดือนมิถุนายน2562 อยู่ที่4.26% โดยNPL มีจำนวน4,566 ล้านบาทและมี เงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน10,027 ล้านบาทเพิ่มขึ้น1,318 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามทางทหารธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน6,167 ล้านบาทคิดเป็นอัตราส่วนเ ินสำรองที่กันไว้แล้วต่อ สำรองหนี้พึงกัน 162.58% ทำให้EXIM BANK ยังคงสถานะการเงินที่มั่นคง

ปัจจุบันการส่งออกของประเทศไทยอาจหดตัวลงแต่ยังคงมีการแข่งขันที่ดีกว่าคู่แข่งหลายประเทศเพราะมันเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกระแส ยุคใหม่ที่คาดเดาได้ยากผู้ส่งออกต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าการปรับปรุงสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองหรือชี้นำผู้บริโภค เพื่อหัวเรื่อง: การทำตลาดอย่างประสบความสามารถสำเร็จและยั่งยืนEXIM BANK พร้อมให้หัวเรื่อง: การสนับสนุนคุณผู้ส่งออกสินค้าและบริการของไทย English รวมทั้งคุณผู้ส่งออกทางอ้อมในห้างหุ้นส่วนจำกัดซัพพลายเชนทั้งด้านคำปรึกษาเครื่องมือทางการเงินและเครื่องมือป้องกันความสามารถเสี่ยงที่จะช่วย ให้สินค้าไทยขยายตลาดไปยังผู้ มีกำลังซื้อทั้งในตลาดใหม่และตลาดเดิมได้นำมาสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนยั่งยืนในภาวะเศรษฐกิจโลกนายพิศิษฐ์กล่าว

26BAF126-07D3-4512-B4BF-78D8E6AE6C68

เอ็มเอฟซีขายกองทุนใหม่อายุ 3 ปีลงทุนตราสารหนี้ในภาครัฐและหรือเอกชน เงินฝากในประเทศ เสนอขายครั้งเดียว 30 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2562

นายเดนนิส ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สเตเบิ้ล อินคัม 3 (MSI3AI) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย เสนอขายครั้งเดียว 30 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2562 โดยมีอายุโครงการประมาณ 3 ปี มูลค่าขั้นต่ำของการลงทุน 500,000 บาท ซึ่งผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงเวลา 3 ปีได้ และกองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออก ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้กองทุนเปิด MSI3AI จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติทุก 3 เดือน เฉพาะผลตอบแทนในอัตราเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.80 ต่อปีของมูลค่าหน่วยลงทุนที่ตราไว้ (10 บาท) เมื่อครบอายุกองทุน บริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมด และสับเปลี่ยนไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงินหรือกองทุนเปิด MM-GOV

กองทุนเปิด MSI3AI จะลงทุนในตราสารหนี้ที่เสนอขายในประเทศ โดยลงทุนในตราสารภาครัฐและหรือรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ได้แก่ ตราสารหนี้ที่ออกโดยนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชน ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment grade) รวมทั้งเงินฝาก

ตัวอย่างตราสารที่คาดว่าจะลงทุน หุ้นกู้บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) rating A- สัดส่วนลงทุน 9.80% ผลตอบแทนตราสาร 2.57% ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.25% ต่อปี,หุ้นกู้บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) rating A- สัดส่วนลงทุน 11.76% ผลตอบแทนตราสาร 2.65 % ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.31% ต่อปี, หุ้นกู้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) rating BBB+ สัดส่วนลงทุน 19.61% ผลตอบแทนของตราสาร 3.75% ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.73% ต่อปี, หุ้นกู้บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) rating BBB+ สัดส่วนลงทุน 19.61% ผลตอบแทนของตราสาร 3.15% ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.62% ต่อปี, หุ้นกู้บริษัท เอเซียเสริมกิจ ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) rating BBB+ สัดส่วนลงทุน 19.61% ผลตอบแทนของตราสาร 3.15% ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.62% ต่อปี, หุ้นกู้บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) rating BBB+ สัดส่วนลงทุน 19.61% ผลตอบแทนของตราสาร 3.40% ต่อปี ผลตอบแทนที่กองทุนคาดว่าจะได้รับ 0.67% ต่อปี, โดยกองทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารอื่นแทนหรือเพิ่มเติม โดยมี Rating ไม่ต่ำกว่า BBB-

ทั้งนี้บริษัทจัดการจะใช้ดุลพินิจในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ลงทุนหรือสัดส่วนการลงทุนได้ต่อเมื่อเป็นการดำเนินการภายใต้สถานการณ์ที่จำเป็นและสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนเปิด MSI3AI ร้อยละ 3.20 ต่อปี ประมาณการค่าใช้จ่ายกองทุนร้อยละ 0.40 และประมาณการผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 2.80 ต่อปี หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป บริษัทจัดการอาจไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามอัตราดังกล่าว

กองทุนเปิด MSI3AI เหมาะสำหรับผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก และยอมรับผลตอบแทนที่อาจต่ำกว่าหุ้นได้ โดยสามารถลงทุนได้นาน 3 ปี ทั้งนี้ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 500,000 บาท โดยติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงานของกองทุนหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 0-2649-2000  หรือที่ www.mfcfund.com

26BAF126-07D3-4512-B4BF-78D8E6AE6C68

นานเดนนิส ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทฯ คาดว่าจะเปิดบริษัทย่อย ชื่อ MFC Asset Management  Singapore ภายในสิ้นปี 2562 โดยใช้เงินลงทุนหลักสิบล้านบาท ในด้านบุคลากร และ ค่าใบอนุญาติดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกองทุนในประเทศสิงคโปร์ รุกธุรกิจขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะลูกค้าสถาบันและ High Network ตั้งเป้า 2 รูปแบบ คือกลุ่มลูกค้าไทยที่สนใจไปลงทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศ และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่สนใจลงทุนสินทรัพย์ในไทย  ในช่วงปีแรกที่จะเปิดดำเนินการ คาดว่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ(AUM) จากสิงค์โปร์ 2,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากฐานนักลงทุนต่างชาติ และตั้งเป้าภายใน 3 ปี (2564) จะมีAUM ประมาณ 60,000 ล้านบาท 

โดยกลยุทธ์ในภาพรวมตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM)ปี 2562 เติบโต 543,000 ลบ. โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว480,991 ล้านบาท , เติบโตปีละ15% แผนธุรกิจภายใน 3 ปี จะเน้นการต่อยอดกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง และการออกกองทุนใหม่ที่มีคุณภาพ ประมาณ 10 กองทุน กองทุนละ 10,000 ล้านบาท ขายผ่านช่องทาง 1. ธนาคารออมสิน 1,600 สาขา 2. เจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนของบริษัทฯ (Investment Planner) 3. พนักงานขาย (Selling Agent) ,โบรกเกอร์ 4. ช่องทางดิจิทัล เพื่อนักลงทุนในหลายรูปแบบ ปัจจุบันมีสาขาในตาางจังหวัด 4 สาขา, ระยอง เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่นและมี 3 สาขาในกทม. ปิ่นเกล้า, แจ้งวัฒนะ และ MFC คอลัมน์ทาวเวอร์

นายสุเมธา ลิ่วเฉลิมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้ว่าน่าจะอยู่ที 1,750 จุดคาดว่าตลาดยังคงผันผวน ท้าทายแม้ว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศมีแนวโน้มประคองเศรษฐกิจโดยออกมาตรการกระตุ้นทั้งการเงินและการคลัง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวผลตอบแทนทุกตลาดก็ชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน ปัจจุบัน P/E 16 เท่า Earning growth อยู่ที่ 7% กลยุทธ์คือเลือกการลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีและโตต่อเนื่อง แนะนำหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว, บริโภค และกลุ่มพลังงาน ราคาหุ้นยังสามารถเข้าลงทุนได้

เอ็มเอฟซีมองแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวลงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนรวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาBrexit  และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงินโดยIMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปี2562 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว3.3% (yoy) โดยMFC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี2562 จะขยายตัวระหว่าง3.1-3.5% (yoy)  อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำในช่วง0.6-1.0% (yoy) และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่1.75% ต่อปีเนื่องจากเป็นระดับที่ผ่อนคลายเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพื่อดูแลความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม  ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศMFC ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่(Emerging Market) โดยคาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบแบบขาขึ้น(sideway-up) โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนคือกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังจึงทำให้เศรษฐกิจโลกเพียงแค่ชะลอตัวลงและไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทยังขยายตัวได้อยู่แต่จะมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบในช่วงสั้น ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกยังคงได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลกและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกอยู่ระดับต่ำประกอบกับความเสี่ยงสงครามการค้าส่งผลให้มีความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลซึ่งคาดว่าเส้นอัตราผลตอบแทน(yield) ของพันธบัตรสหรัฐจะทรงตัวหรือปรับตัวลงทำให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างไรก็ตามตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกรวมทั้งตลาดไทยในครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้นได้หากธนาคารกลางสหรัฐฯและธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายน้อยกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่ลดดอกเบี้ยเลยในครึ่งปีหลังของปี2562 ประกอบกับเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ไทยเนื่องจากแบงค์ชาติออกประกาศมาตรการสกัดกั้นการเก็งค่าเงินบาทที่รุนแรง

 

 

C7112708-A482-4EB4-8C9C-1792F8AA803D

 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG , Mr. Koji Nemoto, Managing Executive Officer, Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited หรือ MUL, คุณเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชารักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOMและ Mr. Masaki Tamagawa, General Manager Sales Division Corporate Solar Energy Group, KYOCERA Corporation, Japan หรือ KYOCERAได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสการลงทุนด้านธุรกิจโซลาร์รูฟในประเทศไทย

ดร.วันดี กล่าวว่า SPCG ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบโซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์รูฟรายแรกของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) เพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเกิดความเชื่อมั่นและมองเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาและขยายฐานธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) จึงได้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ โดยทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของแต่ละหน่วยงาน ที่มีความเหมาะสมกับโครงการดังกล่าว ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้เป็นการร่วมทุนแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ส่วนการร่วมมือในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof)ครั้งนี้ เน้นลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial) เป็นหลัก เนื่องจากในแต่ละวันโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้การลดต้นทุนด้านค่าไฟฟ้าของโรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ หลายๆโรงงานกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) นั้น จะเข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในเชิงการผลิตและการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก สามารถนำพลังงานที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์ มาใช้เป็นพลังงานหลักในเวลากลางวันได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และยังมีส่วนช่วยเหลือในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Co2 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนอีกด้วย จึงเชื่อมั่นว่าระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) นั้นจะได้รับความนิยมแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นต่อไป

ดร.วันดี ยังกล่าวอีกว่า ารร่วมธุรกิจในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท ซึ่งหน้าที่หลักของเราคือการแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และบริการลูกค้าแบบ one stop service ตั้งแต่เริ่มติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ไปจนถึงการดูแลสนับสนุนลูกค้าภายหลังจากการติดตั้ง รวมไปถึงการให้บริการหลังการขายสำหรับลูกค้าอย่าเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการทำงานและการบำรุงรักษาของระบบพลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด” 

Mr. Nemoto กล่าวว่า MUL เป็นบริษัทการเงินใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญในด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงาน เป็นอันต้นๆ ดำเนินการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นโดยมีขนาดรวมประมาณ 400 เมกะวัตต์ จากที่ได้ทำการศึกษาโครงการ บวกกับฐานลูกค้าของเราที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงได้ตัดสินร่วมมือกับ
SPCG, PEA ENCOM และ KYOCERA โดยได้มองเห็นถึจุดแข็งของแต่ละบริษัทที่มีในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดพลังงานทดแทนที่รามีฐานลูกค้าอยู่

“MUL คิดว่าการรวมความรู้ และความสามารถของทั้ง 4 บริษัท ทำให้เราสามารถให้บริการที่มีคุณภาพและรวดเร็วแก่ลูกค้าได้ และกลายเป็นบริษัทชั้นนำในตลาด PPA ของประเทศไทยส่วนเป้าหมายเริ่มแรกของเราคือตั้งเป้าการบริการให้ได้จำนวน 100MW ซึ่งบทบาทของเราจะเป็นการช่วยระดมทุนและพัฒนาธุรกิจซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา

คุณเขมรัตน์ กล่าว่า การร่วมพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นการนำศักยภาพของทั้ง 4 บริษัทมาพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคา โดย PEA ENCOM มีแผนดำเนินการด้านการลงทุนดังกล่าวเช่นกัน
ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าที่มีความเชื่อถือในภาพลักษณ์ของ PEA ENCOM บริษัทในเครือของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในด้านความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานและความปลอดภัยด้านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคามากกว่า 10 MWp

การร่วมพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ ในระยะแรกจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าหรือนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยใน 20 กว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งได้ถูกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น

พันธมิตรของเราล้วนมีความชำนาญที่สามารถเกื้อหนุนกัน MUL ซึ่งเป็นสถาบันการเงินอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น และKYOCERA ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี และอีกหนึ่งพันธมิตรของเรา คือ SPCG ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่มุ่งเน้นด้านการลงทุนระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รายแรกๆ ของประเทศไทย ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวของนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในด้านการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาเป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบัน

สุดท้ายนี้ การร่วมพัฒนาธุรกิจของทั้ง 4 บริษัทในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันและกระตุ้นการส่งเสริมการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้นและยั่งยืนต่อไป

Mr. Tamagawa กล่สงว่า “เราจะดำเนินการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกินความคาดหวังของลูกค้าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและมนุษยชาติ เคียวเซร่าเริ่มธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในปี ค.ศ. 1975 ในฐานะผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เราเป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์มานานกว่า 40 ปีเราได้ทำงานกับ SPCG มาเป็นเวลานานและเราให้บริการลูกค้าจำนวนมากในประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาสังคมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและนำเสนอแผงเซลล์แสงอาทิตย์คุณภาพสูงที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การร่วมธุรกิจในครั้งนี้และรักษาไว้ด้วยความน่าเชื่อถือ

 ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในครั้งนี้บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCGจะมีหน้าที่ในการให้บริการในลักษณะวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ดูแลและบำรุงรักษา(O&M) การทำธุรกรรมอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงการดูแลและการให้บริการหลังการติดตั้ง Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited หรือ MUL จะมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำและคำปรึกษา ทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน รวมถึงการให้ข้อมูลต่างๆ จากประสบการณ์ในการทำธุรกรรมซื้อขายไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในด้านของ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM ที่จะเข้ามามีบทบาทในด้านการสนับสนุนใบอนุญาตและการอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดแก่โครงการดังกล่าว และ KYOCERA ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปีจะเข้ามาสนับสนุนในส่วนของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก โดยการร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการร่วมทุนแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) และจัดตั้งบริษัทใหม่สัดส่วนการถือหุ้นแบ่งเป็น SPCG Public Company Limited (SPCG) ร้อยละ 35, Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited (MUL) ร้อยละ 35, Pea Encom International Co., Ltd. (PEA ENCOM)ร้อยละ 20 และ Kyocera Corporation, Japan (KYOCERA) ร้อยละ 10 ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมกันภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562

  ดร.วันดี กล่าวว่า นโยบายของบริษัทฯ ในการลงทุนโครงการต่างๆ จะมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาวและมีความมั่นคงสูง ซึ่งการลงทุนในประเทศมีปัจจัยสำคัญหลายด้าน ซึ่งบริษัทฯ เลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีและมีความเข้มแข็งเป็นสิ่งสำคัญ โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะแสวงหาโอกาสและทางเลือกการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป เพื่อสร้างการเติบโตขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วย ซึ่งการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ยังมีส่วนในการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือกัน

BF589E2A-01D4-4E60-B8CD-98AB5D0DD5AE

กระทรวงพลังงาน ประกาศเดินหน้า 3 มาตรการเร่งด่วน เน้นลดภาระให้ประชาชน ขยายเวลาอุดหนุนราคา LPG อีก 2 เดือน ห่วงวิกฤติภัยแล้ง สั่งพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจและเตรียมใช้ระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยดึงน้ำบาดาล บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงานเรื่องการขับเคลื่อนประเด็นเร่งด่วนด้านพลังงาน ว่า กระทรวงพลังงานจะขับเคลื่อนมุ่งเน้นมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก โดยเรื่องที่ 1.พิจารณามาตรการช่วยเหลือเรื่องราคา ก๊าซหุงต้มผู้มีรายได้น้อย และหาบเร่แผงลอย โดยประสานให้ ปตท. ขยายเวลาการช่วยเหลือออกไปอีก 2 เดือน คือไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้สามารถนำนโยบายการช่วยเหลือประชาชนของกระทรวงพลังงานไปเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง
2. มาตรการช่วยเหลือประชาชนเรื่องภัยแล้ง ซึ่งได้มอบหมายให้พลังงานจังหวัด ไปสำรวจพื้นที่ที่รับผิดชอบว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างไรบ้าง เพื่อให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเรื่องระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 3.แนวทางแก้ปัญหาเรื่องราคาปาล์มน้ำมันเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกระทรวงพลังงาน ได้มีการเสนอแผนระยะสั้น และระยะกลางให้กับคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติถึงแนวทาง ที่เหมาะสม โดยแผนระยะสั้นได้มอบหมายให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการช่วยเหลือตามแนวทางที่เคยดำเนินการไว้ ส่วนแผนระยะกลางจะมีการขับเคลื่อนการใช้ B10 และ B20 ให้ชัดเจน ซึ่งได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนและเหมาะสม ส่วนกรณีการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับฟังรายละเอียดและมอบแนวทางการดำเนินงานให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปจัดทำรายละเอียด เพื่อนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาเพื่อ นำไปสู่การเจรจาที่ได้ข้อยุติที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

C828D0BB-1FCD-4BDB-A3B9-08017764C9FF

 หลักทรัพย์บัวหลวง สรุปภาพรวมตลาด  Block Trade เดือนมิ.ย. แรงดีไม่มีตก หลังมีหุ้นอ้างอิงใหม่ยกขบวนพาเหรดเข้าเทรดเพิ่มขึ้น จาก 93 หุ้น เป็น 112 หุ้น ขณะที่ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันพุ่งสูงสุดในรอบปีแตะ 5,394 ล้านบาท รับฤดูกาล  Rollover จากช่วงหมดสัญญาของ Series M19

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการธุรกรรม Block Trade ที่มีส่วนแบ่งการตลาด เมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขาย SSF Block Trade ในเดือนมิถุนายน 2562 ระดับ 9.16% เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น6.80% ตามตลาดต่างประเทศ จากปัจจัยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ,ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ย ,สงครามการค้าส่งสัญญาณดีขึ้น ,บรรยากาศารเมืองไทยมีความชัดเจน บวกกับมีหุ้นอ้างอิงเข้าใหม่ 19 หุ้น จาก 93 หุ้น เป็น 112 หุ้น และเป็นช่วงฤดูกาล Rollover จากการหมดอายุสัญญาของ Series M19 ส่งผลให้ตลาด Single Stock Futures ในเดือนมิ.ย.มีปริมาณการซื้อขายคึกคัก

โดยมีปริมาณการซื้อขายธุรกรรม Block Trade ฟิวเจอร์อ้างอิงหุ้นรายตัวเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5,394 ล้านบาท เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่มีปริมาณการซื้อขายเท่ากับ 2,793 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 11.90% ของมูลค่าการซื้อขายหุ้นอ้างอิงบนกระดานหลัก ขณะที่มีจำนวนสัญญา Block Trade คงค้าง ณ สิ้นเดือนทั้งสิ้น 2,770,287 สัญญา คิดเป็น 85.68% ของสัญญาอนุพันธ์คงค้างรวม จาก 2,285,705 สัญญา ลดลง 22.65% ของจำนวนสัญญาคงค้างวันสุดท้ายของเดือน และมีมูลค่าสถานะคงค้างเฉลี่ยรายวันคิดเป็น 26,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 24,325 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.27%

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีหุ้นอ้างอิงที่ทำธุรกรรม Block Trade เพิ่มขึ้นจาก 93 หุ้น เป็น 112 หุ้น ซึ่งหุ้นอ้างอิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด อันดับหนึ่ง คือ หุ้นอ้างอิง AOT ที่มีการซื้อขายสูงถึง 10.70% หลังจาก King Power ชนะการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้ง 3 สัญญา โดย King Power เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำรวม 23,000 ล้านบาท แต่ยังคงมีประเด็นจำนวนนักท่องเที่ยวกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งอย่างต่อเนื่อง

อันดับสอง คือ หุ้นอ้างอิง CPALL ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 10.17% นักลงทุนต่างมองกลุ่มค้าปลีกได้ประโยชน์จากการเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น บวกกับอานิสงส์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มุ่งเป้าที่การบริโภคของภาคเอกชน และอีกประเด็นที่ CPALL ยังมีแผนขยายสาขาใหม่ต่อเนื่อง 700 สาขา และให้ครบ 13,000 สาขา ภายในปี 2564 มองยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังเป็นประเด็นกดดันอย่างการขยายสาขาของ MAKRO ในต่างประเทศอาจไม่ประสบความสำเร็จ

อันดับสาม คือ หุ้นอ้างอิง JAS ที่มีสัดส่วนการซื้อขาย 4.27% ถูกเป็นหุ้นน่าจับตามอง จากการจะถูกเข้าคำนวณ SET100 รอบใหม่ และปัจจุบัน JAS ได้เข้า SET100 ตามคาด นักลงทุนต่างมอง JAS ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ด้วยกำไรที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

กลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจซื้อขายมากสุดในเดือนที่ผ่านมา คือ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ,กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ,ลุ่มพาณิชย์ โดยมีมูลค่าซื้อขายคิดเป็น 22.44% 15.06%และ                                                                                                                              12.42% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าสัญญาคงค้างเฉลี่ยบนหุ้นอ้างอิง 5 อันดับสูงสุดคือ AOT รองลงมา คือ CBG, JAS, PTTGC และ BANPU  ตามลำดับ

เอ็มดีหลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวต่อว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ตลาด TFEX มีการปรับหุ้นอ้างอิงเข้าซื้อขายเพิ่มขึ้น มองว่าธุรกรรม Block Trade ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มมีหุ้นให้เลือกมากขึ้น และหุ้นอ้างอิงที่เข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่เป็นหุ้นยอดนิยม ซึ่งนักลงทุนที่เลือกงทุน ผ่านธุรกรรม Block Trade ก็มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ใกล้เคียงกับการซื้อหุ้นบนกระดาน

ทั้งนี้หลักทรัพย์บัวหลวงได้มีการคัดกรองหุ้นที่สามารถทำธุรกรรม เพื่อช่วยลดความความเสี่ยง และยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนBlock Trade ด้วยการจัดอบรมพร้อมให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ลงทุนสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BLS Customer Service โทร      02 618-1111

07B1F597-B627-443C-BAEB-1AE469DA6613

... ยกระดับความร่วมมือโดยการลงนามในบันทึกข้อตกลงทวิภาคี2 ฉบับกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามการกระทำผิดในตลาดทุนไทย  ร่วมบรรลุบันทึกข้อตกลง(MOU) แบบทวิภาคี 2 ฉบับ คือ 1. ... กับปปงประสานความร่วมมือเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมุ่งเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดยใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของทั้ง2 หน่วยงานซึ่งจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและเป็นการป้องกันการใช้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ... เป็นช่องทางในการฟอกเงินหรือสนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมต่างในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  2.การประสานความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต.และดีเอสไอในการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษเพื่อการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นลดขั้นตอน ร่วมการสนับสนุนด้านบุคลากรองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกัน

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ... กล่าวว่าการลงนามในMOU ทั้งสองฉบับถือเป็นมิติใหม่ของ... ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องปรามการกระทำผิดยกระดับความคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยเป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือจากข้อตกลงฉบับเดิมที่จัดทำขึ้นกับปปง. และดีเอสไอในปี2559 และ2548 ตามลำดับเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมในลักษณะบูรณาการที่ครอบคลุมสอดคล้องกับบริบทของกฎหมายในปัจจุบันและแนวโน้มการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี

พลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ  ปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลทำให้ผลิตภัณฑ์ในด้านการเงินการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยให้การทำธุรกรรมมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านเพราะอาชญากรเองได้มีพัฒนาการเรียนรู้การใช้ช่องโหว่ของเทคโนโลยีในการกระทำความผิดมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน  ดังนั้นปปง. และ... ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลจำเป็นต้องมีข้อมูลและความรู้เท่าทันกับอาชญากรดังกล่าวจึงต้องยกระดับความร่วมมือและการประสานงานกันระหว่างสองหน่วยงานอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นเพื่อให้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงของประเทศมีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับมาตรฐานสากล” ขณะที่ พันตำรวจเอกไพสิฐ  วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่าตลอดระยะเวลากว่า15 ปีที่ทั้งสองหน่วยงานได้ปฏิบัติงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯรวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมและประชาชนจำนวนมากภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงการประสานความร่วมมือฉบับปี2548 โดยภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับปรับปรุงนี้ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความสำคัญในเรื่องของวิธีปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดโดยเน้นการปฏิบัติงานเชิงรุกในทุกประเภทความผิดที่อยู่ภายใต้การกำกับของ... ให้มากขึ้นรวมถึงการสนับสนุนแลกเปลี่ยนข้อมูลและการหารือระหว่างกันตั้งแต่ในชั้นก่อนที่จะเป็นคดีจนกระทั่งคดีถึงที่สุดเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในตลาดทุนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

 

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บลจ.บางกอกแคปิตอล (BCAP)

บลจ.บางกอกแคปปิตอล โชว์ผลงานกองทุน BMSCITH  ลงทุนหุ้นบนดัชนี MSCI ในไทย ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2562 อัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย รวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อสิทธิรับเงินปันผล 26 ก.ค. และดีเดย์จ่ายเงิน 9 ส.ค.นี้ ปลื้มผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ประมาณ 10.68% ต่อปี

นางเมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล จำกัด หรือ BCAP Asset เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลปี 2562ของกองทุนเปิด BCAP MSCI THAILAND ETF (BMSCITH) จากผลกำไรสะสม ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีชื่อรายชื่อในสมุดทะเบียน ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 (ขึ้น XD วันที่ 24 กรกฎาคม 2562) และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 นี้ รวมมูลค่าการจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นประมาณ 30 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุน BMSCITH  นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนวันที่ 2 มิถุนายน 2559 - 28 มิถุนายน 2562 หรือย้อนหลัง 3 ปี กองทุนให้ผลตอบแทนประมาณ 10.68% ต่อปี โดยกองทุน BMSCITH  ซึ่งเป็นกองทุนรวม ETF ที่นักลงทุนสามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ในดัชนี MSCI Thailand ex Foreign Board ซึ่งเป็นดัชนีที่นักลงทุนต่างประเทศมักใช้อ้างอิงเมื่อจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

นอกจากนี้กองทุนมีค่าความผันผวนของส่วนต่างระหว่าง ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุนรวมและผลตอบแทนดัชนีอ้างอิง (Tracking Error) ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ในระดับต่ำประมาณ 0.10% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับกองทุนคู่แข่ง ประกอบกับกองทุน BMSCITH  มีสภาพคล่องในการซื้อขายค่อนข้างดี โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ทำหน้าที่สร้างสภาพคล่อง (Market Maker) ให้กับกองทุน เมื่อเทียบกับกองทุนอีทีเอฟอื่นๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสภาพคล่องในการซื้อขายมากนัก ประกอบกับกองทุนอีทีเอฟมีจุดเด่นอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการจัดการกองทุนต่ำ

"กองทุน BMSCITH สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การออมเงินระยะยาวในหุ้นในประเทศสำหรับนักลงทุนทั่วไป จนถึงการใช้กระจาย ความเสี่ยงของหุ้นในพอร์ต รวมถึงเพื่อการเก็งกำไรทิศทางของตลาดในระยะสั้นของนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว

โดยจุดเด่นของกองทุนนี้ที่แตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไป คือ ความสะดวกของนักลงทุนที่สามารถซื้อขายได้จากทุกที่ ผ่าน Application Streaming ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่ง ด้วยราคา realtime" นางเมธ์วดี กล่าว

F81DC9C9-A73A-4FCE-BFC2-630C1F15B3D0

หัวเรือใหญ่ดอนเมืองโทลล์เวย์ “ธานินทร์ พานิชชีวะ” สนับสนุนนโยบายรัฐ ในการผลักดันให้ใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น จึงจัดโครงการ “Tollway Lucky Way 2019 ใบเสร็จให้โชค ลุ้นรับรถพลังงานไฟฟ้า และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมายกว่า 800 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาท อย่าลืม!! ขึ้นโทลล์เวย์แล้วเก็บใบเสร็จค่าผ่านทางมาชิงโชคได้ โดยเขียนหรือพิมพ์ชื่อ-ที่อยู่ ลงบนใบเสร็จแล้วส่งมาที่ตู้ปณ.86 ปณจ.หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 ร่วมลุ้นโชคกันได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 ก.ย. 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tollway.co.th หรือ Tollway Call Center :1233

ADF8808F-DE0E-44CB-BDD3-E16E7063EB23

SME D Bank มุ่งพัฒนาระบบ Core Banking นำร่อง ต.ค.นี้ ให้บริการ e-Saving เพิ่มความสะดวกโอนย้ายเงินกู้ทันใจ พร้อมผนึก National ITMX เชื่อมต่อการทำธุรกรรมการเงินกับทุกธนาคาร ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคสังคมไร้เงินสด
นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เผยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว (2561) ธนาคารลงทุนกว่า 600 ล้านบาท  พัฒนาระบบ Core Banking  เพื่อเป็นระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร    โดยจะเปิดบริการทีละส่วนอย่างต่อเนื่อง และสมบูรณ์แบบภายในสิ้นปี 2563 ในเบื้องต้นในเดือนตุลาคม 2562 นี้    ระบบ Core Banking จะนำร่องให้บริการเปิดบัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ หรือ e-Saving และแพลตฟอร์ม Mobile Bank Application  เมื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับอนุมัติเงินกู้จาก ธพว. แล้ว ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชี e-Saving ดังกล่าวทันที เพิ่มความสะดวกด้านการเงินในการดำเนินธุรกิจ และชำระค่างวด  ซึ่งจะเริ่มให้บริการในกลุ่มลูกหนี้รายใหม่ก่อน จากนั้นขยายสู่ลูกหนี้ธนาคารกลุ่มต่างๆ ต่อไป
“สำหรับข้อดีของระบบดังกล่าว เมื่อผู้ประกอบการได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว  สามารถโอนเงินต่อไปยังธนาคารอื่นๆ ได้ทันที และเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระเงินกู้  ลูกหนี้สามารถโอนเงินจากธนาคารอื่นเข้ามาชำระหนี้ได้เช่นกัน หรือจะเลือกโอนเงินเข้าบัญชี e-Saving ตัดบัญชีเพี่อชำระยอดเงินกู้ หรือหากต้องการดูยอดหนี้คงเหลือ ข้อมูลการโอนเงินระหว่างบัญชี ก็สามารถเลือกทำรายการ ดูข้อมูลย้อนหลังผ่าน mobile Application  ได้” นายพงชาญ กล่าว นอกจากนั้น  ธนาคารจับมือกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX) ผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลธุรกรรมผ่านช่องทาง ATM เคาน์เตอร์ธนาคาร  อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ  เชื่อมโยงเครือข่ายการให้บริการของทุกธนาคาร โดยจะเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้ (2562) ทั้งนี้ การเชื่อมโยงธุรกรรมในการชำระค่างวดเข้ากับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าของ SME D Bank สามารถใช้โทรศัพท์มือถือโอนเงินหรือเลือกชำระหนี้ข้ามจากธนาคารอื่นมายัง SME D Bank ทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวก รวดเร็ว ตอบโจทย์สังคมการลดใช้เงินสด หรือ Cashless Society ลูกค้าไม่ต้องถือเงินจำนวนมากๆ เพื่อมาชำระค่างวดถึงธนาคาร  ร้านสะดวกซื้อ หรือผ่านเคาน์เตอร์ให้บริการอีกต่อไป

 

C210A157-E839-49E3-95AC-8A21A6E344ED

ดร. วิน  อุดมรัชตวนิชย์  ประธานกรรมการบริหาร  บล. เคทีบี  ( ประเทศไทย) จำกัด( มหาชน) หรือKTBST เปิดเผยว่า KTBST ลงนามความสามารถร่วมมือกับกลุ่มบล. ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป  ไพรเวท  ลิมิเต็ด( สิงคโปร์) (Haitong อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์)) ซึ่งเป็น บริษัท ใน เครือบล. ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนล(Haitong International, รหัสหลักทรัพย์: 665.HK) ก่อนเมื่อช่วงต้นปี2562 โดยหัวเรื่อง: การลงนามในห้างหุ้นส่วนจำกัดข้อตกลงความสามารถร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นความสามารถเชื่อมโยงทางธุรกิจกันระหว่างประเทศไทยกับเกาหลี, จีน, ฮ่องกง, และสิงคโปร์KTBST เป็นสถาบันการเงินในห้างหุ้นส่วนจำกัดประเทศไทยในห้างหุ้นส่วนจำกัดเครือของ ธนาคารกรุงไทยการลงทุนและหลักทรัพย์ออกประเทศเกาหลีใต้หรือKTBIS   เป็น บริษัท หลักทรัพย์ที่เป็นธุรกิจหลักของธนาคารกรุงไทยกลุ่มออกประเทศเกาหลีใต้โดยหัวเรื่อง: การทำข้อตกลงความสามารถร่วมมือกับHaitong นานาชาติซึ่งเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่จัดตั้ง ข ้นในฮ่องกง, สิงคโปร์, นิวยอร์ก, ลอนดอน, โตเกียว,ซิดนีย์, และมุมไบในครั้งนี้ได้รับการทำในนามของกลุ่ม KTB โดยให้KTBST เป็นเครือข่ายเชื่อมโยง  เพื่อการค้าบริการธนกิจและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ใน 4 ด้านที่สำคัญคือ1. บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ( Research Research) 2. การบริหารจัดการลงทุน(บริหารสินทรัพย์) 3. งานด้านวาณิชธนกิจ(ธนาคารเพื่อการลงทุน) และ4. ผลิตภัณฑ์การเพื่อบริหารความมั้งคั่ง  (ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง) ซึ่งข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การขยายธุรกิ ของKTBST ไปสู่ระดับสากลเพื่อหาโอกาสหัวเรื่อง: การลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดต่างออกประเทศทั้งในด้านการบริการและผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าเพื่อก้าวไปสู่การเป็นสถาบันการเงินที่โดดเด่นของประเทศไทยตามวิสัยทัศน์ของKTBST ที่ได้รับการตั้งเป้าหมายไว้

ดร. วินกล่าวว่าได้KTBST ตัดสินใจร่วมมือกับHaitong ระหว่างประเทศเนื่องจากทั้ง2 บริษัท บริษัทมีความสามารถเป็นเอกเทศไม่ขึ้นขณะนี้กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์และมีโครงสร้างหัวเรื่อง: การบริหารงานพนักงานและบุคคลากรที่ทำงานคล้ายคลึงกันอีกทั้งมีความสามารถเชี่ยวชาญในห้างหุ้นส่วนจำกัดธุรกิจและเข้าใจตลาดทุนอย่าง ลึกซึ้งเราเชื่อมั่นว่าได้หัวเรื่อง: การผนึกกำลังความสามารถจากเนชั่ร่วมมือในห้างหุ้นส่วนจำกัดครั้งนี้จะเพิ่มศักยภาพด้านหัวเรื่อง: การให้บริการและขยายธุรกิจด้านหัวเรื่อง: การลงทุน ห้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ KTBST เล็งเห็นว่าHaitong นานาชาติมีแพลตฟอร์มหัวเรื่อง: การให้บริการด้านการเงินที่มีมาตรฐานด้านให้บริการได้หลากหลายไม่ว่าได้จะเป็นการบริหารการเงินขององค์กร  , การบริหารความมั่งคั่ง, การบริหารจัดการลงทุน, ธุรกิจลูกค้าสถาบันและธุรกิจด้านวาณิชคุณธนกิจ, รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบวงจรดังนั้นความสามารถร่วมมือในห้างหุ้นส่วนจำกัดครั้งนี้KTBST จะเป็นประตูเชื่อมโยงสำหรับนักลงทุนไทย English และนักลงทุน เกาหลีไปสู่การลงทุนในตลาดทุนจีนและตลาดทั่วโลก  สำหรับรายละเอียดความร่วมมือในครั้งนี้สำหรับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) และธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ(วาณิชธนกิจ  ) KTBST มีความท้าทายที่จะร่วมงานกับHaitong International เพื่อจัดโรดโชว์ให้กับนักลงทุนที่มีความสนใจและการลงทุนในตลาดทุนในประเทศจีน(บนบก)และตลาดทุนต่างประเทศนอกจากประเทศจีน(สาธารณรัฐเช็ก)   และKTBST ก็จะแนะนำโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้น ไทยให้กับลูกค้าของ Haitong นานาชาติรวมทั้งประสานความร่วมมือระหว่างKTBIS ประเทศเกาหลีใต้กับHaitong นานาชาติในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้นักลงทุนเกาหลีใต้มี ไปลงทุนโอกาสในห้างหุ้นส่วนจำกัดตลาดหุ้นจีนอีกด้วยและความสามารถร่วมมือด้านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์และหัวเรื่อง: การลงทุน(Research) KTBST มีเป้าหมายให้บทวิเคราะห์และข้อมูลด้าน รลงทุนาครอบคลุมไปถึงตลาดทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดภูมิภาคอื่นโดยเฉพาะตลาดทุนออกประเทศจีนดังนั้นด้วยความสามารถร่วมมือกันนี้จะช่วยยกระดับบทวิเคราะห์ของ KTBST ไปสู่ความสามารถเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นและความสามารถในห้างหุ้นส่วนจำกัดร่วมมือด้านผลิตภัณฑ์หัวเรื่อง: การลงทุน   ปัจจุบันKTBST มีจุดแข็งหลักในห้างหุ้นส่วนจำกัดการนำเสนอโอกาสหัวเรื่อง: การลงทุนทางทหารผ่านผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดตลาดยุโรปและสหรัฐฯให้กับลูกค้าและหัวเรื่อง: การได้พันธมิตรอย่างHaitong นานาชาติ   จะทำให้KTBST ด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์หัวเรื่อง: การลงทุนครอบคลุมไปยังตลาดทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจีนและเอเชียทางทหารผ่านทางHaitong International Asset Management เป็น   หนึ่งในธุรกิจหลักของHaitong International โดยผลิตภัณฑ์แรกที่KTBSTplay กับHaitong International นั้นKTBST ขอแนะนำโอกาสการลงทุนใหม่ในประเ ทศจีนจากการใช้กลยุทธ์การลงทุนในซูซูกิจีนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ( กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ USD ของจีน)  เรามีโครงสร้างการลงทุนที่หลากหลายช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับจากการลงทุนในต่างประเทศ และต้องการผลตอบแทนที่แตกต่างกัน 

ดร. วินกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมุมมองการลงทุนในประเทศจีนKTBST มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในประเทศจีนและแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นจีน(Overweight) โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาที่ระดับP/E ประมาณ13.17  เท่าและอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น(EPS Growth) ยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ16.90% แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) จะปรับลดประมาณการณ์การเติบโตของGDP ประเทศจีนในปีนี้ลงจากระดับ6.3% เหลือ6.2%  เนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าที่เพิ่มขึ้น แต่มองว่าตลาดหุ้นจีนไม่น่าจะปรับตัวลงไปต่ำกว่านี้เนื่องจากรัฐบาลจีนมีการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้านขณะที่ผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯแม้ยังไม่มีข้อสรุปแต่มีการตกลงกันได้ในบางประเด็นถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นจีนในกลุ่มการเงินและกลุ่มอื่น ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนจึงยังเป็นตลาดที่น่าสนใจทั้งนี้แม้ปัจจัยสงครามการค้าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจจีนแต่เมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่งและการที่เศรษฐกิจจีนสามารถปรับตัวได้เพื่อรับมือกับผลกระทบได้อย่างดี โดยเฉพาะการที่บริษัทในประเทศจีนเริ่มมีความเป็นสากลมากขึ้นโดยเฉพาะบริษัทกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากและได้ออกไปสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อแสวงหาโอกาสทางการเงินที่หลากหลายเช่นรีทส์, ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง(High-yield bond), และหุ้นที่เสนอขายในตลาดทะเบียนครั้งแรก(IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจของHaitong International โฟกัสอยู่ตอนนี้

นายเฉินฉวน (Mr. CHEN Xuan) ซีอีโอไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลไพรเวทเวลธ์ กรุ๊ปประเทศสิงคโปร์และกรรมการผู้จัดการ- ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลไพรเวทเวลธ์แมนเนจเมนต์และกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ปจำกัดกล่าวว่าHaitong International จัดตั้งขึ้นที่ฮ่องกงและมีสาขาอยู่ทั่วโลกและมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาดทุนของจีนและต่างประเทศการร่วมมือกับKTBST จะปูทางให้Haitong International สามารถเข้าถึงตลาดทุนไทยและตลาดทุนเกาหลีใต้จึงเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้จะสนับสนุนให้การขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียในเอเชียมีความแข็งแกร่งและสามารถให้บริการแก่นักลงทุนจากทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ปลิมิเตท(ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลบริษัทหลักทรัพย์ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ปจากสิงคโปร์(Haitong International ; รหัสหลักทรัพย์: 665.HK) เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นในฮ่องกงและขยายธุรกิจไปทั่วโลกและเป็นเสมือนประตูเชื่อมโยงนักลงทุนไปสู่การลงทุนในตลาดทุนจีนและตลาดทุน     ทั่วโลกบริษัทแม่ของHaitong International คือบริษัทหลักทรัพย์ไห่ตง (“Haitong Securities”, Stock Code: 600837.SH; 6837.HK) ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลให้บริการทั้งองค์กรต่างนักลงทุนสถาบันรวมถึงนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกด้วยแพลตฟอร์มการให้บริการทางการเงินทั้งบริการการบริหารความมั่งคั่ง, การบริหารจัดการลงทุน, บริการนักลงทุนสถาบัน (ธุรกิจหลักรวมถึงการให้บริการด้านตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์(FICC), ตราสารอนุพันธ์, หลักทรัพย์สถาบัน) และธุรกิจการลงทุนต่าง รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบวงจรพร้อมด้วยการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลได้รับการจัดอันดับเครดิตเรทติงระยะยาวอยู่ที่“Baa2” โดยMoody's และเครดิตเรทติงระดับ“BBB” จากStandard and Poor's  ทั้งนี้ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลมีเครือข่ายให้บริการทางการเงินครอบคลุมตลาดหุ้นที่สำคัญของโลกทั้งฮ่องกง, สิงคโปร์, นิวยอร์ก, ลอนดอน, โตเกียว, ซิดนีย์, มุมไบและจึงทำให้ไห่ตงอินเตอร์เนชั่นแนลเป็นสถาบันการเงินสัญชาติจีนระดับโลกที่มีชื่อเสียงและมีความสามารถด้านในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การแข่งขันในห้างหุ้นส่วนจำกัดระดับสากลสำหรับ  บล เคทีบี( ประเทศไทย) จำกัด( มหาชน) (KTBST) จัดตั้งเมื่อปี . 2540 โดยได้? คุณใบอนุญาตรับจากเนชั่กระทรวงการคลังออกประเภท(Full ใบอนุญาต Capital Services) ให้ดำเนินประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์KTBST มีสำนักงานใหญ่?? ตั้งอยู่ที่กรุงเทพและมีสาขารวม10 สาขาปัจจุบัน บริษัท บริษัท มีทุนจดทะเบียนรวม670 ล้านบาทและให้บริการธุรกิจหลักทรัพย์แบบครบวงจรรวมถึงหัวเรื่อง: การให้บริการบริหารจัดการทางการเงินและหัวเรื่อง: การลงทุนบริหัวเรื่อง: การที่ปรึกษาทางการเงินให้กับองค์กรต่างหัวเรื่อง: การรวมกิจการและหัวเรื่อง: การเข้าซื้อกิจการ(M & A) และบริการที่ปรึกษาทางการเงินอื่นๆ  KTBST เป็น บริษัท ในเครือของ“KTB ลงทุนและหลักทรัพย์” แห่งสาธารณรัฐเกาหลี( เกาหลีใต้) (KTBIS) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดห ักทรัพย์KOSPI มีมูลค่าตลาด(Market Cap) สูงถึง172 พันล้านวอน  ทั้งนี้KTBIS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของKTBST โดยถือหุ้นในสัดส่วน69% และกลุ่มนักลงทุนไทยถือหุ้นอีก31%

 

54CF4624-0E62-4928-83CC-42FC98D5DBE9

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากฯ ไม่หยุดนิ่งในการนำนวัตกรรมสีเขียวมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานที่ดีทั้งต่อการใช้งานและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ และสภาพการใช้งานในเมืองไทย ล่าสุดนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนา “บางจากไฮดีเซล B20 S ใหม่ เป็นการยกระดับคุณภาพน้ำมันดีเซล B20 ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยี Green S ที่เติมสารเพิ่มคุณภาพเป็นรายแรกและรายเดียวในตลาดน้ำมันเมืองไทยขณะนี้  จำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากในราคาเดิมเท่าน้ำมันดีเซล B20 ทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้น้ำมันแรงในราคาประหยัด และกระตุ้นการใช้น้ำมันดีเซล B20ให้มากขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า “บางจากไฮดีเซล B20 Sเติมสารเพิ่มคุณภาพ (Additive) S Super Booster (เอส ซูเปอร์ บูสเตอร์) และ S Super Purifier (เอส ซูเปอร์ เพียวริไฟเออร์) ที่ช่วยเพิ่มค่าซีเทนและทำความสะอาดเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น ผ่านการทดสอบในห้องทดลองและใช้งานจริงแล้วพบว่าช่วยทำความสะอาดหัวฉีดกำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์แรงขึ้น ช่วยให้เผาไหม้สมบูรณ์ เครื่องเดินเรียบ ตอบสนองการขับขี่ได้เต็มสมรรถนะ

ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นกว่าเดิม  ใช้ได้กับทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ที่ใช้น้ำมัน B20 ได้  และใช้ได้ดีทุกสภาพภูมิประเทศ ทั้งทางราบและทางชัน นอกจากนั้นยังประหยัดค่าใช้จ่ายจากราคาที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปถึงลิตรละ 5 บาท จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562  ตามนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ของกระทรวงพลังงาน ปัจจุบัน บางจากฯ มีจำนวนสถานีบริการที่จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 แล้วกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ

นายชัยวัฒน์กล่าวถึง แผนการตลาด “บางจากไฮดีเซล B20 S ว่า ได้รับเกียรติจากนักแสดงชื่อดัง ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ซึ่งเป็นผู้ใช้รถยนต์ดีเซลในชีวิตประจำวันและเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง มาเป็น Presenter พร้อมกลยุทธ์สื่อสารการตลาดทุกรูปแบบ เพื่อสร้างการรับรู้ในคุณภาพและทดลองใช้ พิสูจน์สมรรถนะความแรงได้แล้ววันนี้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่จำหน่าย   “บางจากไฮดีเซล B20 S”