ข่าวสารอัพเดท

FDA491B4-3542-423E-9B1B-5869D12BE193

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสินได้กำหนดแผนการลงทุนปี2561-2562 (Strategic Investment) เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสสร้างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มและไม่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของธนาคารโดยได้พิจารณาถือหุ้นสัดส่วนที่เหมาะสมในธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนเพิ่มในการลงทุน(Synergy) เป็นการพัฒนาธุรกิจร่วมกันในระยะยาวรวมถึงสนับสนุนการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรมากขึ้นและเพิ่มช่องทางในการให้บริการแก่ลูกค้าธนาคารฯจึงได้ลงทุนถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์เอเอสแอลจำกัดหรือASL ในสัดส่วน25% ส่งผลให้ธนาคารออมสินสามารถร่วมกำหนดนโยบายในการดำเนินธุรกิจของASL ให้สอดคล้องกับทิศทางของธนาคารออมสินได้ในอนาคตโดยได้จัดทำแผนดำเนินธุรกิจร่วมกันตามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ความร่วมมือการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ร่วมกัน ปี2562 ธนาคารออมสินมียุทธศาสตร์การพัฒนาและยกระดับสู่การเป็นDigital Banking ซึ่งมีแผนสร้างและพัฒนาNew Business Model ร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดิจิทัลดังนั้นการลงทุนและร่วมมือกับASL จะทำให้สามารถนำระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ของASL มาผนวกกับDigital Platform ของธนาคารออมสินเพื่อสนับสนุนการเป็นDigital Banking ได้ในอนาคตนายชาติชายกล่าว สำหรับMOU ฉบับดังกล่าวได้กำหนดขอบเขตความร่วมมือโดยธนาคารฯและASL จะร่วมกันศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจเพิ่มช่องทางการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านPlatform ของธนาคารเพื่อให้ลูกค้าทั้งลูกค้ารายย่อยลูกค้ารายใหญ่และลูกค้าสถาบันสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และทำธุรกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าของทั้งธนาคารออมสินและASL นั้นเป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน(ASL เน้นลูกค้ากลุ่มMedium to Low) จึงทำให้ธนาคารฯสามารถขยายผลิตภัณฑ์ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ไปยังกลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้โดยจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนที่นอกเหนือไปจากผลิตภัณฑ์ประเภทเงินฝากสลากออมสินและกองทุนรวมที่ประชาชนคุ้นเคยโดยนำเสนอผ่านช่องทางOnline ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดทุนของนักลงทุนรายย่อยอันจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาการเติบโตของตลาดทุนไทยต่อไปขณะที่พนักงานของทั้ง2 หน่วยงานจะได้รับการพัฒนาจากการอบรมความรู้ในธุรกิจโดยธนาคารออมสินกำหนดเป้าหมายBanker to Broker ให้พนักงานธนาคารออมสินสามารถนำเสนอขายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนในหลักทรัพย์ให้ลูกค้าได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมอีกช่องทางหนึ่ง

นายชาญชัย กุลถาวรากร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเอสแอล จำกัด กล่าวว่าบริษัทฯได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทซึ่งบริษัทสามารถที่จะขยายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ครบทุกผลิตภัณฑ์โดยเป้าหมายของบริษัทนั้นมุ่งเน้นการบริการซื้อขายหลักทรัพย์บนออนไลน์ ปัจจุบันบริษัทมีธนาคารออมสินเข้ามาถือหุ้นร้อยละ25 ซึ่งจากการเข้าร่วมทุนในครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนออนไลน์ร่วมกันทั้งด้านการเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นของทั้งฝ่ายรวมถึงฟังก์ชั่นในการบริการด้านหลักทรัพย์ต่างๆที่ครบวงจรซึ่งในอนาคตลูกค้าที่มาใช้บริการผ่านธนาคารออมสินสามารถเข้าถึงธุรกรรมหลักทรัพย์บนแอปพลิเคชั่นของธนาคารฯได้ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเปิดบัญชีออนไลน์รวมทั้งเครื่องมือในการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ไว้ในที่เดียวกันเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการรวมถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนด้านหลักทรัพย์เป็นการส่งเสริมองค์ความรู้และสร้างโอกาสใหม่ๆในอนาคตซึ่งการพัฒนาบริการที่มีประสิทธิภาพและบริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้นจากการสนับสนุนทางการเงินของธนาคารออมสินเช่นธุรกรรมสินเชื่อเพื่อธุรกิจหลักทรัพย์โดยการขยายธุรกรรมทั้งหมดจะอยู่บนระบบออนไลน์เพื่อจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสในการเข้าถึงช่องทางการทำธุรกรรมหลักทรัพย์จากระบบที่ได้พัฒนาข้นึอีกทั้งการขยายตัวผ่านธนาคารออมสินเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดเนื่องจากปัจจุบันธนาคารออมสินมีสาขาถึง1,116 สาขาและมีพนักงานที่มีใบอนุญาตมากกว่า1,500 คนซึ่งหากขยายตัวผ่านทางสาขาของธนาคารจะทำให้บริษัทนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดซึ่งจะเห็นได้จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี2015 ที่เอเอสแอลเริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันตัวเลขของนักลงทุนที่ซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ6 แสนบัญชีสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนที่ซื้อขายผ่านบนออนไลน์เติบโตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจแบบออนไลน์ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากด้วยความร่วมมือกับธนาคารออมสินจะช่วยให้เป้าหมายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นและถือเป็นช่องทางที่ผู้ลงทุนที่มีความต้องการจะใช้บริการทางการเงินแบบครบวงจรผ่านระบบออนไลน์ที่ดีที่สุด

32724536-B2DE-4B76-B283-DDB83FC8AC14

บริษัทบีซีพีจีจำกัด(มหาชน) (BCPG) ได้รับคัดเลือกให้เป็น1 ในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล(Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนในปี.. 2562 จำนวนทั้งสิ้น771 หลักทรัพย์

นายบัณฑิตสะเพียรชัยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบีซีพีจี(BCPG) เปิดเผยว่าสถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้บริษัทบีซีพีจีติดอันดับESG100 ประจำปี2562 ด้วยการคัดเลือกจาก771 หลักทรัพย์จดทะเบียน(ไม่รวมหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู) ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล(ESG) ในกลุ่มทรัพยากร(Resources) และยังเป็นบริษัทที่อยู่ในทำเนียบESG100 ติดต่อกัน2 ปีโดยบีซีพีจีได้รับการจัดอันดับครั้งแรกเมื่อปี.. 2561

นายบัณฑิตกล่าวว่าหลังจากที่บีซีพีจีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปีพ.. 2560 ได้เพียงปีเดียวก็ได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับESG100 ในปีพ.. 2561 และในปีนี้ก็ได้รับคัดเลือกเป็นปีที่2 ติดต่อกันการที่บีซีพีจีมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่2 สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีธรรมาภิบาลคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มรวมถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทและสังคมสำหรับสถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านESG จำนวน100 บริษัทหรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ESG100 เป็นครั้งแรกในปี2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ห้าในปีนี้ ขณะที่การจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญและเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

 

62FC4036-AFB7-45A4-800B-2FE54BD75528

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) (KTBST) เปิดเผยว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเน้นกระจายธุรกิจเพื่อยกระดับการให้บริการด้านการลงทุนครบวงจรมากขึ้นรับมือกับภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง     เน้นการกระจายรายได้จากหลายช่องทางควบคู่การแนะนำบริหารความเสี่ยงให้แก่นักลงทุน ไตรมาส1/62 บริษัทมีรายได้รวม 322.4 ล้านบาทและกำไรสุทธิอยู่ที่23.7 ล้านบาท เป็นรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นเป็น50 - 60% จากสิ้นปี61 ที่มีสัดส่วน40% ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลงเหลือ30 - 40% จากสิ้นปี61 ที่มีสัดส่วน50% ทิศทางผลประกอบการไตรมาส2/62 เชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่ารายได้ธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์น่าจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมที่ลดลงแต่บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริการอื่นเช่นงานวาณิชธนกิจงานตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนงานบริการทางการเงินอีกทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวีจำกัด(บลจ.วี) บริษัทในเครือKTBST ได้มีการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในไตรมาส2 ที่มีนโยบายมุ่งสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย          ตามสภาวะการลงทุนแต่ละช่วงโดยปัจจุบันได้เสนอขายกองทุนกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ต่างประเทศอาทิลงทุนในสหรัฐฯ,จีน,อินเดียและหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นต้นซึ่งลูกค้าให้การตอบรับอย่างดีล่าสุดบลจ.วีอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสในการลงทุนอื่นเพิ่มเติมด้วยดร.วินกล่าว นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือการลงทุนโดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นKTBST SMART เป็นแพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์การลงทุนของKTBST ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตราสารทุนหรือหุ้นตราสารหนี้อนุพันธ์กองทุนรวมและการลงทุนต่างประเทศไว้ในที่เดียวเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าของKTBST ในการที่จะดูพอร์ตการลงทุนและข้อมูลการลงทุนเพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนพร้อมมุ่งเน้นพัฒนาเครื่องมือใหม่เพื่อให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอาทิธุรกรรมการฝากและถอนเงินในบัญชีและรองรับการซื้อขายกองทุนรวมนอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดบริการKTBST SOCIAL TRADING รายแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่รองรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านแอพพลิเคชั่นSKYNET Stock Trading ซึ่งเป็นนวัตกรรมการลงทุนในรูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์คุณภาพที่แบ่งปันข้อมูลแนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนออนไลน์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมผ่านการปฏิบัติจริง

ดร.วิน กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปี62 ที่1,300 – 1,400 ล้านบาทหรือเติบโต26% ตามแผนธุรกิจที่วางไว้โดยบริษัทมุ่งเน้นขยายธุรกิจให้มีความหลากหลายทั้งธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ(AUA) มุ่งเติบโตเป็น80,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น33.33% จากปี61 ที่60,000 ล้านบาทธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ(AUM) เติบโตเป็น3,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น50% ที่2,000 ล้านบาท  ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนตั้งเป้าAUA ที่ระดับ20,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น100% ที่10,000 ล้านบาทขณะที่บลจ. วีตั้งเป้าAUM เติบโต6,000 ล้านบาทและเคทีบีเอสทีรีทส์แมเนจเม้นท์ตั้งเป้าตั้งกองรีทจำนวน3 กองทุนมูลค่ารวมกันประมาณ6,000 ล้านบาทรวมถึงตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดของการซื้อขายTFEX ให้ติดอันดับ1 ใน5 ของอุตสาหกรรม

นายชาตรี โรจนอาภา รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์KTBST กล่าวถึงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี62 ว่าช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูงจากภาวะสงครามการค้าที่กดดันเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลกซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปและอาจขยายไปยังคู่เจรจาอื่นนอกจากสหรัฐและจีนด้วย อย่างไรก็ดีKTBST ประเมินว่าสงครามการค้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นและอาจสามารถหาข้อสรุปได้ภายในครึ่งหลังของปีนี้ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบของประเทศคู่เจรจารวมถึงเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวจะกดดันให้คณะผู้เจรจาการค้าจำเป็นต้องหาหนทางยุติสงครามการค้าโดยเร็วการเจรจากันที่สำคัญคาดว่าจะเริ่มในรอบการประชุมG20    ช่วงวันที่28 มิถุนายน62 นี้โดยคาดว่าจีนต้องการที่จะจบประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจประกอบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ที่ใกล้จะหมดวาระจำเป็นต้องมีผลงานเชิงประจักษ์อย่างการเจรจาต่อรองทางการค้ากับจีนให้เป็นผลสำเร็จและเป็นชาติแรกของโลกเพื่อใช้ในการหาเสียงในการสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯช่วงปี63 ต่อไปสำหรับคำแนะนำการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มองว่าการปรับตัวลดลงของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นที่แนวโน้มการเติบโตในระยะยาวมีความมั่นคงทางการเมืองและมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่ต่ำเช่นจีนและอินเดียเป็นต้น

ECCCBCA9-7731-40CC-A774-6C4689B2F52D

... และตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน(IAA) จัดทำโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุนส่งเสริมการขยายบทวิเคราะห์คุณภาพให้ครอบคลุมหลักทรัพย์มากขึ้นตั้งเป้าผลิต100 บทวิเคราะห์คุณภาพใน3 ปีเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนส่งเสริมบทวิเคราะห์คุณภาพคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุนเติบโตระยะยาวคาดเริ่มเผยแพร่ในไตรมาส4 ปีนี้   

วันนี้(25 มิ.ย.2562) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคลเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(...) กล่าวว่า... ให้ความสำคัญกับการทำให้ตลาดทุนมีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับผู้ลงทุนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่จัดทำโดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินระยะยาวได้ อย่างไรก็ดีจำนวนบทวิเคราะห์ในปัจจุบันมักกระจุกตัวในหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ดังนั้นคณะกรรมการ... ในการประชุมครั้งที่5/2562 เมื่อวันที่10 พฤษภาคม2562 จึงได้มีมติอนุมัติการสนับสนุนโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุนร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯโดยมีเป้าหมายเพิ่มบทวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมทั้งสองหน่วยงานจึงมอบหมายให้สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้จัดทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่ได้รับความสนใจในการจัดทำบทวิเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ยังไม่เคยได้รับการจัดทำบทวิเคราะห์มาก่อนซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะทำให้ตลาดทุนมีข้อมูลที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนแล้วยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หน้าใหม่และส่งเสริมอุตสาหกรรมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ให้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกเพื่อการเติบโตของตลาดทุนที่ยั่งยืน

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่าตลาดหลักทรัพย์ฯมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลความรู้การลงทุนขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพอย่างไรก็ตามด้วยการจัดทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ในปัจจุบันยังอาจกระจุกตัวและไม่ครอบคลุมหลักทรัพย์คุณภาพที่มีอยู่อีกเป็นจำนวนมากตลาดหลักทรัพย์ฯจึงได้หารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและ... เพื่อพัฒนาโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุนภายใต้3 เป้าหมายคือครอบคลุมขยายให้มีบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ในกลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าสนใจแต่ยังไม่มีบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมอาทิหุ้นในดัชนีหุ้นยั่งยืน(SETTHSI) หุ้นในธุรกิจWell-being หุ้นในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีคุณภาพส่งเสริมบทวิเคราะห์คุณภาพได้มาตรฐานของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเป็นข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุนและเข้าถึงเผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านmedia platform ต่างทั้งช่องทางของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และพันธมิตรรวมทั้งยังมีแผนจัดทำแหล่งรวมศูนย์บทวิเคราะห์และข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ดังกล่าวและจัดสัมมนาเพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีโอกาสรับฟังข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้เพิ่มขึ้นโดยในการดำเนินโครงการและการให้ความรู้นั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจะร่วมมือกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเข้าร่วมโครงการซึ่งความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนที่ร่วมพัฒนาคุณภาพตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

นายไพบูลย์นลินทรางกูรนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนกล่าวว่าหุ้นที่เข้าเกณฑ์การพิจารณาจัดทำบทวิเคราะห์จะต้องเป็นหุ้นที่ไม่อยู่ในSET100 และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(market capitalization) มากกว่า3,000 ล้านบาทและไม่มีสำนักวิจัยเขียนวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานหรือมีเพียงรายเดียวและมีTheme ที่น่าสนใจสำหรับในกระบวนการจัดการโครงการนี้สมาคมนักวิเคราะห์ฯจะเป็นผู้บริหารจัดการโครงการและจะมีการคัดเลือกทีมวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพพร้อมเข้ามารับช่วงการผลิตบทวิเคราะห์ตามแนวทางที่สมาคมฯกำหนดจากนั้นสมาคมฯจะเป็นผู้ตรวจทานควบคุมคุณภาพให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนนำส่งเข้าสู่IAA Consensus เพื่อให้ผู้สนใจเข้าใช้ประโยชน์กันต่อไปทั้งนี้คุณสมบัติของทีมวิจัยจากบล. ผู้ร่วมโครงการต้องมีทีมงานนักวิเคราะห์ที่มีใบอนุญาตและปฏิบัติหน้าที่ด้านวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานไม่ต่ำกว่า4 คนเพื่อให้มีความยั่งยืนที่จะดำเนินการรับช่วงผลิตรวมทั้งต้องมีกระบวนการตรวจทานควบคุมคุณภาพภายในทีมวิจัยก่อนส่งออกบทวิเคราะห์และเป็นสมาชิกของสมาคมนักวิเคราะห์ฯเพื่อให้สามารถมีโอกาสเข้าร่วมการติดตามพัฒนาความรู้และแนวทางการปฏิบัติงานที่ทันสถานการณ์ โครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุนจะดำเนินการต่อเนื่อง3 ปีโดยผลิต100 บทวิเคราะห์แบ่งเป็น40 บทวิเคราะห์ในปีแรกและเพิ่มขึ้นในปีที่2-3 เป็น70 และ100 บทวิเคราะห์ตามลำดับนอกจากนี้จะมีการเขียนบทวิเคราะห์รายงานความคืบหน้าในทุกไตรมาสและจะเผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านช่องทางต่างของตลาดหลักทรัพย์ฯ... IAA สำนักวิจัยและบล. ผู้ผลิตบทวิจัยต่อไปโดยคาดว่าเริ่มเผยแพร่ในไตรมาส4 ปี 2562  

E3598323-10E3-41BA-ABDD-348D17D71A68

นายเสกสรร อาตมางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล เปิดเผยว่า ในปี 2562 ทาง GGC สามารถดำเนินการส่งออก เมทิลเอสเทอร์ หรือ B100 (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดน้ำมันในปาล์ม) ผ่านทางเรือ (Bulk- Shipment) ไปแล้วกว่า 6,800 ตัน แบ่งเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน 4,300 ตัน และยุโรป 2,500 ตันเพื่อสนองตอบนโยบายทางภาครัฐในการเร่งดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศที่มีสต็อกสูง และเพื่อยกระดับราคา ผลปาล์มให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มสำหรับประเทศไทยนั้น เมทิลเอสเทอร์ หรือ B100 ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเมทิลเอสเทอร์สามารถใช้ผสมกับน้ำมันดีเซล เพื่อผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานยุโรป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหล่อลื่น การเผาไหม้ของเครื่องยนต์
ยืดอายุการใช้งานแล้ว ที่สำคัญราคายังดึงดูดผู้บริโภค ช่วยลดมลพิษฝุ่นละอองทางอากาศ และลดภาระค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิงของประชาชนอีกด้วย นายเสกสรรฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจาก GGC จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลรายใหญ่อันดับ 1 ใน 3 ของประเทศแล้ว เรายังมุ่งมั่นในการเป็น Green Flagship ของกลุ่มจีซี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้พบกับ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” หรือ NBC ถือเป็น ไบโอคอมเพล็กซ์ และ Bio Hub แห่งแรกของไทยแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งขณะที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างระยะที่ 1 เป็นโครงการก่อสร้างโรงหีบอ้อย โรงผลิตเอทานอล โรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการลงทุนต่อยอดการผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพในระยะที่ 2 ที่ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยนำชานอ้อยมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564

7EB46739-3F16-431F-BB77-BCE92DEAE298

ยังคงยืนหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง สมกับที่เป็นปีแห่งการเติบโต หรือ Growth Mode จริงๆ สำหรับหุ้น PRM หรือ บมจ.พริมา มารีน เพราะหลังจากที่สามารถลอยลำได้อย่างสง่างามอยู่ในกลุ่มดัชนี SET 100 ล่าสุดยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม SETWB หรือ SET Well-being Index ที่สะท้อนศักยภาพการแข่งขันและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทย งานนี้ทำเอา ชาญวิทย์ อนัคกุล ผู้บริหารคนเก่ง เป็นปลื้มกับความสำเร็จในครั้งนี้สุดๆ ซึ่งเชื่อมั่นได้เลยว่า ต่อจากนี้ หุ้น PRM จะอยู่ในเรดาร์ของกองทุนไทยและเทศมากยิ่งขึ้นแน่นอน

E2EC0C7F-450B-4371-9A46-F103F2FBAF7B

 

เชื่อมโลกการลงทุนหุ้นต่างประเทศให้ใกล้ยิ่งขึ้น!!! ยังไม่ทันหายเหนื่อยจากทริปพาลูกค้าที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศเยี่ยมชมตลาดหุ้นและบริษัทชั้นนำในเวียดนาม “เนส” บรรณรงค์ พิชญากร เอ็มดียุค 4.0 หลักทรัพย์บัวหลวง ก็เอาใจนักช้อปหุ้นนอก ส่งบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ “BLS Global Investing” ที่ครอบคลุมการลงทุนในหุ้น และ ETFs กว่า 9 พันตัวทั่วโลก ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม ที่มาเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยระบบที่ใช้งาน ง่าย ครบ จบ ในล็อกอินเดียว แถมยังฝากโปรฯtransfree! ทรานเฟอร์เงินไปต่างประเทศแบบฟรีๆ ทุกวันอังคาร จากค่าโอนปกติ 1 พันบาทต่อครั้ง ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.-17 ก.ย.62 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-618-1111

8A149518-DC97-490C-9663-5A9389A2DC01

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายธานินทร์ พานิชชีวะ (แถวหลัง ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย น.ส. อัจฉรา เจริญพร (แถวหลัง ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และสื่อสารองค์กร บมจ. ทางยกระดับดอนเมือง หรือโทลล์เวย์ ให้การต้อนรับน้องๆนักเรียนชั้นประถมศึกษาร.ร.ประชาอุทิศ (จันทาบอนุสรณ์) เขตดอนเมือง จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นร.ร.ในชุมชนใกล้เคียงบริษัทฯ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม โทลล์เวย์..พาน้องท่องโลกกว้าง ตะลุยแดนซาฟารี ณ สวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิลด์ ซึ่งโทลล์เวย์ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

3C0D4EA4-0F21-4814-B363-24430ECD2CB9

 

"หลักทรัพย์บัวหลวง" เตือนนักลงทุนเลี่ยงถัวเฉลี่ย DW ตลาดขาลงเสี่ยง แนะวางแผนการลงทุนกำหนดจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุนให้ชัด พร้อมนำเสนอนวัตกรรมเทรดหุ้นอัตโนมัติตัวใหม่ล่าสุด “Trade Master” ที่ตอบโจทย์นักลงทุนมืออาชีพ ด้านภาพรวมซื้อขาย DW เดือนพ.ค.62 คึกคัก นักลงทุนแห่เก็งกำไร Put DW หนาแน่นดันสัดส่วน Put นิวไฮในรอบ 5 เดือน

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ออกและเสนอขาย DW01 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนและปรับตัวลดลงจากความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วง พ.ค. 62 ที่ผ่านมา จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) โดยเฉพาะการถัวเฉลี่ย Call DW เพื่อหวังว่าหุ้นอ้างอิงจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากDW มีค่าเสื่อมเวลาและมีวันหมดอายุ จึงอาจทำให้นักลงทุนเสียหายจากการลงทุนได้

"ในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากความวิตกสงครามการค้า นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกถัวเฉลี่ย Call DW ซึ่งไม่แนะนำ เพราะไม่เหมือนกับหุ้น การถือครอง DW นานจะสะท้อนมาในรูปต้นทุนการถือครองที่สูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้ง DW มีวันหมดอายุ ถือรอไป DW อาจหมดอายุก่อนที่หุ้นอ้างอิงจะปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่ถือ DW จนหมดอายุและมีสถานะ Out of The Money (OTM) จะทำให้ไม่ได้รับเงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ นักลงทุนอาจหลีกเลี่ยงการถัวDW ในช่วงตลาดขาลง"นายบรรณรงค์ กล่าว

นอกจากนี้แนะนำนักลงทุนวางแผนการลงทุน DW ให้รัดกุม โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวน ควรมีวินัยให้มาก โดยก่อนลงทุนนักลงทุนควรกำหนดจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจนจากตารางราคาและให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้งสามารถใช้นวัตกรรมการเทรดสุดล้ำตัวใหม่ล่าสุด “Trade Master” ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาติด DW หรือขาย DW ไม่ทัน รวมถึงฟังก์ชันเด็ดหลายอย่างที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของนักลงทุนมืออาชีพยุคใหม่ในทุกมิติ

นายบรรณรงค์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลดลง 53.3 จุด หรือ 3.18% พบนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร Put DW หนาแน่น ส่งผลให้สัดส่วน Put DW อยู่ที่ 45.4% ทำนิวไฮในรอบ 5 เดือน สอดคล้องทิศทางดัชนี ในขณะที่มูลค่าการซื้อขาย DW ในเดือนพ.ค.2562 สูงถึง 92,520.81 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขาย DW เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4,626.0 ล้านบาท มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย DW ต่อหลักทรัพย์ทั้งระบบอยู่ที่ 8%

ด้านหุ้นอ้างอิงที่มีแรงเก็งกำไรสูงสุดในDW ได้แก่ DW บนหุ้น BEAUTY หลังจากราคาหุ้นผันผวนค่อนข้างมาก ทำให้ DW ประเภท Put ซื้อขายหนาแน่นสอดคล้องราคาหุ้น BEAUTY ที่ปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี รองลงมาหุ้น CBG ได้รับความสนใจเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน หลังราคาทำนิวไฮของปีนี้ นักลงทุนเข้าเก็งกำไร DW ประเภท Call จำนวนมาก

ในขณะที่ SET50 ยังคงได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 53.3% ของการซื้อขาย DW ทั้งอุตสาหกรรม โดยนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนใน DW ประเภท Put เป็นสัดส่วนสูงถึง 60.42% ของมูลค่าซื้อขาย DW ที่อ้างอิงกับ SET50 ทั้งระบบ สอดคล้องกับทิศทางดัชนีปรับตัวลดลง

สำหรับจำนวน  DW ในเดือนพ.ค.2562 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 186 รุ่น ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกลงทุนมากขึ้น โดยมีจำนวน DW 1,656 รุ่น แบ่งเป็น Call DW 1,344 รุ่นและ Put DW 312 รุ่น ขณะที่หลักทรัพย์อ้างอิงที่มีการเสนอขาย ณ สิ้นเดือน พ.ค. 62 มีทั้งสิ้น 112 ตัว มีจำนวนคงที่จาก ณ สิ้นเดือน เม.ย. 62

"หลักทรัพย์บัวหลวงยังเป็นผู้ออกที่มีจำนวน DW สูงสุดในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวน 282 รุ่นคิดเป็น 17.03% ของจำนวน DW ที่มีการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ แบ่งเป็น Call DW 188 รุ่นและ Put DW 94 รุ่น และมีจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงให้เลือกคิดเป็น 66.96% ของจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีทั้งหมดในอุตสาหกรรมDW อีกทั้งยังเป็นผู้ออกที่มียอดการถือครอง DW จากนักลงทุนสูงสุดในระบบเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องและมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม อยู่ที่ 34.1%"นายบรรณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ หากพิจารณาส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมในเดือน พ.ค.2562 อยู่ที่ 43.2% และเมื่อพิจารณาในส่วน DW อ้างอิงหุ้นรายตัว มีส่วนแบ่งการตลาดเมื่อคิดจากมูลค่าการซื้อขายสะสมอยู่ที่ 45.0%

 

4A36C6EC-E4EE-4DD0-BEA3-9B68AAD3B243

นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคลเลขาธิการ... กล่าวว่าประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการรวบรวมและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานซึ่งปัจจุบันการกระทำผิดในตลาดทุนมีความซับซ้อนและยากต่อการหาพยานหลักฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง... และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่จะเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการบังคับใช้กฎหมายและการป้องปรามการกระทำผิดในตลาดทุนได้ดียิ่งขึ้นพันตำรวจโทวรรณพงษ์  คชรักษ์ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปัจจุบันพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นมีน้ำหนักและเป็นที่ยอมรับในนานาอารยประเทศสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการให้ความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการรวบรวมและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของ... ในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์.. 2535 และกฎหมายอื่นที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ...  และยังสอดคล้องกับภารกิจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบการดำเนินคดีและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการพัฒนางานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

6BABDB25-3B88-4E5C-ADDF-95457C9736C0

 
ทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ มีระยะทางรวมประมาณ 22 กิโลเมตร อยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) จากดินแดงถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้ทางทุกคัน  มีความพร้อมขั้นสูงสุดในการสนับสนุนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประกอบไปด้วย รถกู้ภัย รถยกลากจูงขนาดเล็ก,รถยกลากจูงขนาดใหญ่,รถสไลด์  สำหรับการช่วยเหลือผู้ใช้ทางฯ คลอบคลุมการแก้ปัญหาอะไรบ้าง วันนี้เราจะไปจับเข่าคุยกันกับ นายชวณัฏฐ  ศรีสุขวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยความสะดวกและจัดการจราจร   ตามมาอ่านข้อมูลที่เป็นประโยชน์กันค่ะ
นายชวณัฏฐ เล่าให้เราฟังว่า ทีมงานของดอนเมืองโทลล์เวย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ทางที่รถยนต์เกิดปัญหาเหล่านี้ค่ะ
  -รถยนต์ขัดข้องระบบยางและผู้ใช้ทางมียางอะไหล่อยู่ในรถยนต์ พนักงานกู้ภัยจะเข้าให้การช่วยเหลือเปลี่ยนยางอะไหล่ หรือใช้รถยก เคลื่อนย้ายรถเข้าเขตปลอดภัยจากนั้นทำการแก้ไขให้แก่ท่าน
  -รถยนต์ขัดข้องระบบความร้อนของเครื่องยนต์ขึ้นสูง พนักงานกู้ภัย จะเข้าให้การช่วยเหลือโดยทำการเติมน้ำสะอาดที่หม้อพักน้ำระบายความร้อนของรถยนต์ พร้อมตรวจเช็คสภาพความเสียหายเบื้องต้นของเครื่องยนต์และในส่วนอื่นเพิ่มเติมให้สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้
  -รถยนต์ขัดข้องแบตเตอรี่รถยนต์กระแสไฟฟ้าหมด พนักงานกู้ภัย จะเข้าให้การช่วยเหลือโดยการเชื่อมต่อโดยใช้สายพ่วงจากรถยนต์กู้ภัยเข้ากับแบตเตอรี่รถยนต์ของผู้ใช้ทาง เพื่อชาร์ตไฟให้แก่รถยนต์ของผู้ใช้ทางให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเดินทางต่อไปได้
  -การยกหรือลากจูงรถยนต์ของผู้ใช้ทางลงจากทางยกระดับดอนเมือง ที่เกิดจากรถยนต์ขัดข้องระบบต่างๆ หรือ ประสบอุบัติเหตุ โดยพนักงานกู้ภัยจะทำการยก หรือลากจูงรถยนต์ เพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทางบนทางยกระดับดอนเมือง นำรถยนต์ของผู้ใช้ทางเข้าเขตปลอดภัยหรือนำลงถนนพื้นราบบริเวณทางลงทางยกระดับดอนเมืองที่ใกล้ที่สุด
  -รถยนต์เกิดเพลิงไหม้ ต้องใช้การดับเพลิงด้วยน้ำยาดับเพลิงชนิดต่างๆ เช่น ชนิดเคมีแห้ง ชนิดน้ำ หรือชนิดโฟม
ส่วนรถจราจร จะทำหน้าที่ตรวจการ อำนวยการจราจร ตรวจสภาพจราจรต่างๆ เช่น หากมีรถจอดเสีย ส่งผล กระทบต่อสภาพการจราจร ถ้าตรวจพบจะประสานงานไปยังศูนย์ควบคุมเพื่อประสานงานเพื่อให้รีบดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือดังกล่าวข้างต้น ตรวจอุปกรณ์ต่างๆ บนทาง เช่น ไฟบนทาง หลุมบ่อ สภาพทาง ป้ายบอกทาง เป็นการสนับสนุนการทำงานของฝ่ายซ่อมบำรุง, ตรวจของหล่น, ตรวจสัตว์ที่หลุดขึ้นมาเดินบนทาง
  นอกจากนี้ทางดอนเมืองโทลล์เวย์ยังมีรถปฏิบัติการพิเศษ อีก 3 ประเภท ประกอบด้วย รถอุปกรณ์ เป็นรถขนาดใหญ่ ที่คอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุน และ อำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายต่างๆ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนื่องจากรถประเภทนี้จะมีอุปกรณ์ช่วยตัดถ่าง หรือ ค้ำยัน กรณีเกิดรถชนกันบนทาง สามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้มาช่วยเหลือผู้ใช้ทางฯที่ติดอยู่ภายในรถ หรือหากเกิดอุบัติเหตุในตอนกลางคืน รถอุปกรณ์จะมีไฟขนาดใหญ่ ช่วยให้แสงสว่างได้ในการปฏิบัติงานได้ , รถดับเพลิงขนาดเล็ก ที่บรรทุกน้ำประมาณ 300 ลิตร ใช้ในกรณีเกิดเพลิงไหม้บนทาง เพื่อควบคุมเพลิงไหม้ในเบื้องต้น และรถเอนกประสงค์  ที่มีหน้าที่คล้ายกับรถพยาบาล ช่วยเหลือผู้ใช้ทางที่ประสบอุบัติเหตุ
เนื่องจากรถดังกล่าวมีเปลและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลต่อไป นอกจากนี้รถเอนกประสงค์ยังสามารถบรรทุกคนได้ 5-6 คน หากเกิดกรณีรถโดยสารประจำทาง หรือรถที่มีผู้โดยสานจำนวนมากเสียบนทาง สามารถช่วยขนย้ายคนได้ ซึ่งการช่วยเหลือทั้งหมดนี้ ทางดอนเมืองโทลล์เวย์ให้การบริการช่วยเหลือฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆกับผู้ใช้ทางฯ ยกเว้นกรณีที่ผู้ใช้ทางฯทำให้มีคราบน้ำมัน หรือเคมี รั่วไหลบนทาง ในกรณีนี้ทางเราจำเป็นต้องเก็บค่าใช้จ่าย เนื่องจากจะต้องนำผงเคมีมาใช้ในการขจัดคราบต่างๆ เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นทาง รวมถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ทางท่านอื่นๆ อีกด้วย
สำหรับแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนทาง ผู้ใช้ทางฯท่านสามารถดำเนินการในเบื้องต้นได้โดย โทร.แจ้ง Tollway Call Center 1233,เปิดไฟฉุกเฉิน, ประคองรถให้ชิดซ้ายให้มากที่สุดและนั่งอยู่ในรถคาดเข็มขัด ดึงเบรกมือ ขยับเกียร์ไปที่ตัว P (หากทำได้) เพื่อทำให้รถจอดนิ่งได้มากที่สุด และด้วยบริการที่เป็นเลิศ มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยสำหรับการเดินทาง มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อส่วนรวมทำให้ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” ประสบความสำเร็จอยู่ในใจผู้ใช้ทางมาอย่างยาวนาน และพร้อมก้าวไปข้างหน้า ยกระดับการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างความอุ่นใจและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทางตลอดไป

22CA3F8E-3F5B-4AF7-9699-FAE26AAE9180

 นางสาวงามนภา  ธวัชโชคทวี กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (บลจ.วี”)  เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงระยะนี้ยังมีความน่าสนใจในการลงทุน  ด้วยระดับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เติบโตสูง จากความต้องการใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และความต้องการใช้ส่วนบุคคล บลจ.วีจึงเล็งเห็นว่าเป็นจังหวะที่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี บลจ.วีจึงขอแนะนำ กองทุนเปิด วี โกลบอล เทคโนโลยี 8M (WE-GTECH8M) ที่จะเปิดเสนอขาย IPO ระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย. 2562 เพื่อตอบรับความต้องการจากนักลงทุนที่หาโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการจัดพอร์ตลงทุน (Asset Allocation) ด้วยการกระจายลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งเราหวังว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนต่างประเทศ 3 กองทุน ที่ บลจ.ได้เปิดเสนอขายไปในช่วงก่อนหน้านี้  

นางสาวนิตยา เลิศแสงเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ บลจ. วีกล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปในกระแสโลก (Mega Trend) ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัลสู่รูปแบบธุรกิจและอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ สะท้อนได้จากการใช้งานของแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น  ช้อปปิ้งออนไลน์ การโอนเงินบนสมาร์ทโฟน ทำให้การขยายตัวสูงขึ้นของ Cloud Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนธุรกิจและมีการตอบสนองการใช้งานมากขึ้น  และการเติบโตของกลุ่ม Cyber Security เพื่อสร้างความปลอดภัยของข้อมูลในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศหลักในด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันภาวะการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว การขายทำกำไรในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันระดับราคาของหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มการทำกำไรของธุรกิจ บลจ.วีมองว่า หุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มเป็นธุรกิจที่มีเสถียรภาพในการเติบโตตามเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้คน ซึ่งหากเรามองในเรื่องการเติบโตจากปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ผ่านช่วงความคาดหวังการเติบโตของกำไรเกินความเป็นจริง และเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอและมีกระแสเงินสดต่อเนื่อง ในปัจจุบันที่ระดับราคาที่ปรับตัวลงมาถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว บลจ.วีจึงเสนอขายกองทุนเปิด วี โกลบอลเทคโนโลยี 8M (WE-GTECH8M) สร้างเป้าหมายการเลิกโครงการ 8% ในระยะเวลา 8 เดือน โดยเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มดังกล่าว”  ทั้งนี้ กองทุนเปิด WE-GTECH8M เป็นกองทุน Fund of Fund เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตของรายได้และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ โดยเน้นการจัดพอร์ตแบบ Active Allocation เนื่องจากมองว่า ความผันผวนของราคาจากภาวะการลงทุนยังคงมีอยู่ การติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบและปรับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นและช่วยให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายได้ดีกว่าการ buy and hold  โดยกองทุน WE-GTECH8M ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการ 8% ใน 8 เดือน  โดยกองทุนจะเลิกกองทุนตามเป้าหมายเมื่อมีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ผ่านระดับ 10.83 บาทต่อหน่วย และ NAV ที่รับซื้อคืนขั้นต่10.80 บาทต่อหน่วย  โดยบริษัทจะดำเนินการสับเปลี่ยนเข้ากองทุนเปิด วี มันนี่ มาร์เก็ต ภายใน 5 วันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันคำนวณราคารับซื้อคืนหน่วยอัตโนมัติ  โดยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท

ด้าน นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.วีเปิดเผยว่า บลจ.วีคาดว่า ข้อพิพาทของสหรัฐกับจีนในเรื่องสงครามการค้าน่าจะมีข้อสรุป ขณะที่การส่งสัญญาณของแนวโน้มการผ่อนคลายของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง จะส่งผลดีต่อราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี  ความกังวลของสงครามการค้าทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีมีความผันผวนค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การประกาศผลประกอบการของหุ้นในดัชนี S&P500 ในไตรมาส 1 ปี 2019 พบว่า กำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 96% มีผลกำไรดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งหากวิเคราะห์อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในดัชนี NASDAQ ซึ่งยังมีแนวโน้มการเติบโตในระดับสูงกว่า 30% ขณะที่ระดับ PE ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ 29 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่ระดับ 37 เท่า  ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในระดับราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ” อย่างไรก็ตาม บลจ.วีมีมุมมองว่า หุ้นเทคโนโลยีที่น่าลงทุนควรเป็นหุ้นที่ธุรกิจเติบโตไปกับกระแสโลกอย่างต่อเนื่อง สามารถทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ กองทุน WE-GTECH8M จึงจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Active Allocation โดยเน้นการคัดเลือกหุ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ผ่านกองทุน Polar Capital Global Technology Fund ที่บริหารโดย Polar Capital Asset Management ซึ่งเป็น บลจ. ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและมีผลการดำเนินงานที่ดีสม่ำเสมอ  และจัดพอร์ตบางส่วนลงทุนในกองทุน ETF ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจในช่วงนี้ เช่น      กลุ่ม Cloud Technology กลุ่ม Cyber Security หรือกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ระดับราคาปรับตัวลดลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าลงทุน โดยกองทุน ETF ที่กองทุน WE-GTECH8M คาดว่าจะลงทุนได้แก่ กองทุน First Trust NASDAQ Cyber Security ETF, กองทุน SKYY First Trust Cloud Computing ETF และกองทุน CQQQ Invesco China Technology ETF เป็นต้น

กองทุน WE-GTECH8M ใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก ด้วยการคัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตยั่งยืนผสมกับการจับจังหวะลงทุน (Trading) ในกองทุน ETF กลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตที่ดีและระดับราคาน่าสนใจ เช่น หุ้นเทคโนโลยีจีน   หุ้นความปลอดภัยด้านไซเบอร์และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Technology เราเชื่อว่า Active Allocation เป็นกลยุทธ์ที่คาดว่าจะสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี สำหรับการลงทุนต่างประเทศในระยะสั้นนายอิศรา กล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมพร้อมรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (บลจ.วี”) โทรศัพท์ 02-648-1555และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 02-6481111

3BB685D7-2CC1-40D3-8C7E-B854354A1785

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ในการค้าขายระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องรู้ทันโลก ทันข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นโอกาสการค้าการลงทุนควบคู่ไปกับการรู้ทันภัยทางการค้าในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในปัจจุบันการติดต่อระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้ซื้อในต่างประเทศจะกระทำทางออนไลน์เป็นหลัก การพิสูจน์ตัวตนหรือความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อเป็นเรื่องสำคัญที่อาจทำได้ยาก ในขณะที่มิจฉาชีพยังคงหาเทคนิควิธีใหม่ๆ ในการล้วงข้อมูลทางธุรกิจและเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สื่อสารกันระหว่างคู่ค้า หรือกระทั่งปลอมตัวเป็นคู่ค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์และลวงให้เกิดการโอนเงินเข้าบัญชีของมิจฉาชีพ ไม่ว่าในรูปแบบของแฮกเกอร์ หรือการให้นามบัตรปลอมที่ปลอมแปลงข้อมูล เพื่อลวงให้ผู้ส่งออกไทยส่งสินค้าไปยังที่อยู่ของมิจฉาชีพซึ่งสามารถนำสินค้านั้นไปจำหน่ายต่อได้ ส่วนผู้นำเข้าไทยอาจประสบปัญหาถูกหลอกให้ชำระเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้เช่นกัน กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยต่อไปว่า ในการป้องกันความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ ผู้ส่งออกไทยมีเครื่องมือที่เรียกว่า “ประกันการส่งออก” ซึ่ง EXIM BANKเป็นสถาบันการเงินแห่งเดียวของไทยที่ให้บริการประกันการส่งออก โดยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 ประกันการส่งออกของ EXIM BANKได้ก่อให้เกิดปริมาณธุรกิจส่งออกของไทยเป็นมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน EXIMBANK ได้พัฒนาบริการประกันการส่งออกหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการไทย อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นและสะดวกสำหรับผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตลาดประเทศเพื่อนบ้าน
นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเงินให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มต้นหรือส่งออกได้มากขึ้น นอกเหนือจากการให้สินเชื่อ EXIM BANKเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ส่งออก เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการค้า กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินและให้เครดิตทางการค้าแก่ผู้ซื้อ จากนั้น ผู้ส่งออกสามารถเลือกรูปแบบทำประกันการส่งออก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อในต่างประเทศ ทำให้ผู้ส่งออกมีความมั่นใจที่จะค้าขายมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคู่ค้าใหม่หรือตลาดใหม่ ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 ลูกค้าประกันการส่งออกของ EXIM BANK ยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทน จำนวนทั้งสิ้น 12 ราย เป็นมูลค่า 87.50 ล้านบาท “ข้อมูลขององค์กรรับประกันต่างชาติระบุว่า 10% ของคำสั่งซื้อที่ผู้ส่งออกให้เครดิตเทอมแก่ผู้ซื้อในการชำระเงินจะประสบปัญหาผู้ซื้อขอผัดผ่อนการชำระเงิน ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ปฏิเสธการรับมอบสินค้า หรือผู้ซื้อล้มละลาย นั่นหมายถึงโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเงินของผู้ซื้อในต่างประเทศ EXIM BANK จึงพร้อมนำเสนอเครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ผู้ส่งออกไทย ซึ่งนอกจากจะคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า ทำให้ส่งออกได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยติดตามหนี้เมื่อมีปัญหา และใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจาก EXIMBANK หรือธนาคารพาณิชย์ได้อีกด้วย” นายพิศิษฐ์กล่าว


0604E777-C497-4B7E-8A29-01AB01723A7D

 

บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ เติบโตตามเป้าเดินหน้าทยอยจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในช่วง 3-13 มิถุนายน ประสบความสำเร็จในการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามขนาดรวม 677 เมกะวัตต์ ดันกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้วเติบโตอีก 31% เริ่มรับรู้รายได้ทันที
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ ‘BGRIM’ เปิดเผยว่า โครงการ DAU TIENG 1 และ DAU TIENG 2 (DT1&2) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 420 เมกะวัตต์ ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนได้เปิดจำหน่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่ Electricity of Vietnam (EVN) แล้วเมื่อวันที่ 3 และ 13 มิถุนายน ตามลำดับ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 257 เมกะวัตต์ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้เปิดจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่ EVN แล้วเช่นกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นการ COD ก่อนกำหนดทั้ง 2 โครงการ โดยเริ่มรับรู้รายได้แล้วภายใต้สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา Feed-in-Tariff (FiT) 9.35 เซ็นดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 20 ปี
การจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของทั้ง 2 โครงการรวมกำลังการผลิต 677 เมกะวัตต์นี้ ทำให้กำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้วของ บี.กริม. เพาเวอร์เติบโตถึง 31% โดยมีสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 30% จากเดิมประมาณ 10%
จากความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมทั้งสิ้น 45 โครงการ โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 17 โครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 24 โครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 โครงการ และ โรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,892 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีก 11 โครงการ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2568 ทำให้กำลังการผลิตรวมทั้งหมดเพิ่มเป็น 3,245 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังรุกหาโอกาสขยายการลงทุนต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายกำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 โดยในต่างประเทศนั้น บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับโอกาสจากรัฐบาลเวียดนามให้เป็นผู้ศึกษาและพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีกหลายโครงการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปการลงทุนภายในปลายปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการอีกหลายแห่งใน ประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ทั้งในรูปแบบของการสร้างโครงการใหม่และการเข้าซื้อกิจการด้วย

5607DDE8-9E99-4C9D-9BCA-5D212F90EFC3

ฉีกรูปแบบบริการด้านการลงทุนใหม่!!! ล่าสุด "เนส" บรรณรงค์ พิชญากร เอ็มดียุคดิจิทัล จากค่ายหลักทรัพย์   บัวหลวง ผุดโมเดลใหม่ Bualuang Pop-up Investment Space” มุมลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่ยกทั้งเวิร์กชอปการลงทุน ผู้แนะนำการลงทุน และนวัตกรรมสุดล้ำ เข้ามาอยู่ในร้านกาแฟ และ co-working space สุดฮิปในหัวเมืองรอง ประเดิมแห่งแรก ร้าน The Plug Space จังหวัดนครศรีธรรมราช ทุกวันศุกร์เวลา 9.00-17.30 น. ปรับตัวรวดเร็วเข้ายุค sharing economy ก็บล.บัวหลวงนี่ล่ะจ้า สอบถามเพิ่มเติม 081-540-7801

5B9BA960-500D-4715-9CE8-18F0DC898E8C
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)  เปิดเผยว่า ในขณะที่อาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกต่างปรับเปลี่ยนเทรนด์การบริโภคอาหารไปตามไลฟ์สไตล์และรสนิยม ประกอบกับกระแสการรักสุขภาพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าให้สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคในโลกยุคใหม่ได้ EXIM BANK จึงได้ปรับปรุงบริการ “สินเชื่อส่งออกเพิ่มค่า (EXIM Value Added Credit)”ซึ่งเปิดให้บริการแก่ผู้ส่งออก SMEs ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สนใจขอรับสินเชื่อส่งออกเพิ่มค่าเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาทจนถึงปัจจุบัน โดยขยายระยะเวลาขออนุมัติจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 เพิ่มวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนสำหรับนำไปใช้ในช่วงก่อนและหลังการส่งออกได้สูงสุดถึง 8 ล้านบาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ส่งออก SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพและกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายหรือ S-curve ตามนโยบายรัฐบาล จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกเหลือ Prime Rate -1.50% หรือเท่ากับ 4.75% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยสำหรับบริการสินเชื่อส่งออกเพิ่มค่าอยู่ที่ Prime Rate -1.25% หรือเท่ากับ 5% ในปัจจุบัน พร้อมฟรี! คูปองตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้าที่บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 5,000 บาท เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าส่งออกมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บริการสินเชื่อส่งออกเพิ่มค่าแถมวงเงินสินเชื่อเพื่อการนำเข้าด้วย ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  (บสย.) และบุคคลค้ำประกันได้
“ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับปรุงอุตสาหกรรมการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อชูคุณภาพสินค้าส่งออกของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ EXIM BANK จึงพร้อมสนับสนุนการปรับตัวและพัฒนาของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารให้สามารถรุกขยายตลาดในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพและความมีอายุยืนยาวมากขึ้นของประชากรโลก” นายพิศิษฐ์กล่าว

5CD4FC24-3B4A-4F9D-94AF-179640AA0083

 

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เชิญชวนสมาชิกที่อาศัยอยู่ในโครงการการเคหะแห่งชาติ ที่ยังไม่ได้รับสวัสดิการบำนาญจากรัฐบาลในการออมเงินกับ กอช. ไว้ใช้หลังอายุ 60 ปี โดยสามารถสมัครสมาชิกออมเงินเริ่มต้น 50 – 13,200 บาท/ปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม 4 ต่อ ในการเป็นสมาชิก กอช.

นางสาวจารุลักษณ์  เรืองสุวรรณ  เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. มีความยินดีที่จำนวนสมาชิก กอช. ทะลุหลักล้าน เกินคาดครึ่งปีแรก ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน และกระทรวงมหาดไทยที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมวินัยการออมกับ กอช. พร้อมจัดโปรโมชันฉลองใหญ่มอบความสุขให้สมาชิก เมื่อส่งเงินออมแค่ 50 – 13,200 บาท/ปี พิเศษรับสิทธิประโยชน์ 4 ต่อ ในการเป็นสมาชิก กอช. เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในชีวิต  ต่อที่ 1  ได้รับเงินสมทบในแต่ละปีตามช่วงอายุของสมาชิก  - ช่วงอายุ 15 - 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมแต่ละครั้ง โดยรวมกันทั้งปีไม่เกิน 600 บาท
- ช่วงอายุ >30 – 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออมแต่ละครั้งโดยรวมกันทั้งปีไม่เกิน 960 บาท
- ช่วงอายุ >50 – 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมแต่ละครั้งโดยรวมกันทั้งปีไม่เกิน 1,200 บาท

 ต่อที่ 2  ผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบที่นำไปลงทุน ต่อที่ 3  ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนเงินออมสะสมต่อที่ 4  สิทธิประโยชน์ส่วนลดสำหรับที่อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะแห่งชาต   ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าเช่า/เช่าซื้อตามสัญญารายเดือน  ทั้งนี้ กอช. ยังได้มีการจัดอบรม “โครงการเกษียณสุขสร้างได้เองกับ กอช.” ให้แก่ผู้แทนฝ่ายบริหารงานชุมชน 1 – 4 เพื่อนำข้อมูลในการออมเงินไปถ่ายทอด ขยายผลความรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง เป็นการสร้างเครือข่ายผู้นำที่มีจิตมุ่งมั่นในการถ่ายทอดความรู้ ประโยชน์ของการออมเงินผ่าน กอช. เป็นต้นแบบกระจายทวีคูณ โดยผู้ที่สนใจสมัครสมาชิก กอช. มีอายุตั้งแต่ 15 – 60 ปี เป็นแรงงานนอกระบบ ที่ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33, มาตรา 39, มาตรา 40 ทางเลือก 2, มาตรา 40 ทางเลือก 3, ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาทิ นักเรียน นิสิตและนักศึกษา พ่อค้าแม่ค้า ชาวไร่ชาวนา ผู้ขับรถรับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันหลังเกษียณ เมื่ออายุ 60 ปี เป็นรายเดือนและสร้างความมั่นคงทางการเงินในชีวิต นอกจากนี้ กอช. ยังมีช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกและผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “กอช” เพื่อสมัครสมาชิก ดูข้อมูลบัญชีเงินออม และใช้ตรวจสอบสิทธิการสมัครสมาชิกได้ทั้งระบบ IOS และ Android หรือที่ www.nsf.or.th หรือที่ธนาคารของรัฐบาลทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคาร ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา เคาน์เตอร์เซอร์วิส เทสโก้โลตัส ตู้บุญเติม ทั่วประเทศ รวมทั้งสำนักงานคลังจังหวัด สถาบันการเงินชุมชน และเครือข่ายรับสมัครทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000”

F3FC8A7C-D4A3-4119-BA40-C8DF4F7D78CD

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ KOTEC บรรลุข้อตกลงความร่วมมือ ส่งเสริม แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงข้อมูลด้านระบบการค้ำประกันสินเชื่อระหว่างไทย-เกาหลี พร้อมหนุนนักลงทุนแดนกิมจิ เพิ่มโอกาสขยายการลงทุนโดยตรงในประเทศไทย ตามนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังพบตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ ปี 2561 มีมูลค่ากว่า 54,000 ล้านบาท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. และ KOTEC (Korea Technology Finance Corporation) ซึ่งเป็นสถาบันค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่ม Start-up และ Innovation ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง SMEs และ Startups แห่งสาธารณรัฐเกาหลี โดย นายจอง ยุนโม ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ KOTEC ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการค้ำประกันสินเชื่อ ระหว่าง 2 สถาบัน โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ความชำนาญของสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ KOTEC และ ของ บสย.โดยใน ปี 2557 KOTEC และ บสย. ได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการจัดตั้งศูนย์ระบบประเมินเทคโนโลยีของประเทศไทย (Thailand Technology Rating System-TTRS) โดยพัฒนาโมเดลการประเมินเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thailand Technology Rating System หรือ TTRS ซึ่งได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยการพัฒนาเครื่องมือ TTRS นี้ ก็เพื่อนำมาประเมินเทคโนโลยีของผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งผู้ผ่านการประเมินในโครงการฯ จะได้รับโอกาสรับสินเชื่อจากธนาคารและการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ความร่วมมือดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้ บสย. และ KOTEC ขยายความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความช่วยเหลือด้านค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ของ 2 ประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะโอกาสในอนาคตซึ่งอาจจะมีความเป็นไปได้ในกรณีที่มี SMEs ลงทุนข้ามประเทศ ซึ่งจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า มีมูลค่าการลงทุนในปี 2561 จากประเทศเกาหลีมีมูลค่า สูงกว่า 54,000 ล้านบาท จึงเป็นโอกาสที่ดีในการยกระดับความร่วมมือของ 2 ประเทศ

นายจอง ยุนโม ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ KOTEC กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือนี้ จะครอบคลุมทั้งด้านการส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งเชิงวิชาการ องค์ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ด้านการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงโครงการใหม่ๆ ในอนาคต อาทิ การเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เกิดประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น และการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากสถาบันการรับประกันในประเทศหากมีการเปิดตัวการให้สิทธิพิเศษร่วมกันในอนาคต

30A14EA2-110C-4656-8D41-1FC9B6025B45

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวถึงการเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ... เป็นแบบวาระ4 ปีตั้งแต่วันที่2 พ.ค.2562 ถึงวันที่30 เม.ย. 2566  ทิศทางและนโยบายของ... เน้นยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี  พร้อมดำเนินงานตามแผนพัฒนาตลาดทุนปี2560-2564 มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วยุคดิจิทัล ส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านตลาดทุนของไทย เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจและยกระดับการแข่งขันของประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดความโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พัฒนาสู่ความยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน CYBER SECURITY  และพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดทุนยุคดิจิทัล โครงการ one stop one report ให้ส่งแผนผ่านออนไลน์ได้โดยเริ่มปี2563 ให้เป็นไปตามสมัครใจและบังคับใช้ในปี2564 สำหรับนโยบายการทำงาน เน้น “4 ร. คือ รุก เร็ว รอบคอบ ร่วมมือ” เน้นการทำงานให้แข่งขันได้ ลดภาระ ยกระดับความคุ้มครองนักลงทุนให้มากยิ่งขึ้น ให้เข้าถึงนักลงทุนได้ทุกระดับ ทุกพื้นที่ โดยจะเริ่มก.ล.ต. คาราวาน ต่างจังหวัดเริ่มลงพื้นที่จ.ขอนแก่น ก่อน เพื่อพบปะ องค์กรรัฐ , นักลงทุน  กรณีมีข้อร้องเรียนสามารถโทรสายด่วน 1207 หรือ www.sec.or.th 

 

0A27E15D-6179-4216-90A4-F45A5C6F2DAC

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้าบัตรเครดิตที่ช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำ ที่ร้าน Boots ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาสนามบิน ร้านค้าปลอดภาษี และ Paragon Food Hall) รับเครดิตเงินคืน 2 ต่อ สูงสุด 15%ต่อที่ 1 ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 1,200 บาท ขึ้นไป / เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 60 บาท เพียงพิมพ์ BTB ตามด้วยเลขบัตรฯ 16 หลัก ส่งที่ 4712066  ต่อที่ 2ใช้คะแนนสะสมเท่ากับยอดซื้อ รับเพิ่มเครดิตเงินคืน 10% สามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 2562