นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

ผู้ถือหุ้น บมจ.ดุสิตธานี (DTC) อนุมัติโครงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (มิกซ์-ยูส)มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้บริหารคาดเริ่มดำเนินโครงการกรกฎาคมปีนี้ ระบุผลประกอบการไม่ได้รับผลกระทบในช่วงปรับปรุงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ประมาณ 3 ปี เนื่องจากบริษัทฯ ยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการต่างๆ ในรูปแบบรายรับอื่น มั่นใจหลังโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ “ดุสิตธานีกรุงเทพ” จะกลับมาเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ขณะที่โครงสร้างรายได้ในอนาคตจากการกระจายลงทุนใหม่ จะสนับสนุนให้ฐานะการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบมจ. ดุสิตธานี (DTC) เปิดเผยว่าที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 60 เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม หรือมิกซ์-ยูส (Mixed-Use Development) มูลค่ารวม 36,700 ล้านบาท โดยร่วมมือกับบมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและถนนพระราม 4 หรือบริเวณโรงแรมดุสิตธานี โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโครงการอาคารศูนย์การค้า บนที่ดินขนาด 23 ไร่ 2 งาน 27.2 ตารางวา

 

 

“บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ไว้วางใจอนุมัติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ซึ่งหลังจากได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เราคาดว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่บางส่วนได้ตั้งแต่เดือนก.ค. 60 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มพัฒนาที่ดินเพิ่มเติมที่ได้รับมาใหม่ตรงบริเวณอาคารร้างบนถนนพระรามที่ 4 (ที่อยู่ติดกับพื้นที่เดิมของโรงแรม) เพื่อเร่งดำเนินการสร้างโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ แห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการเปิดให้บริการโรงแรมเดิม ซึ่งจะให้บริการต่อไปจนถึงกลางปี 61 เพื่อให้ช่วงเวลาที่ต้องหยุดให้บริการเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยในเบื้องต้นคาดว่าโรงแรมใหม่จะสร้างแล้วเสร็จในปี 64 ในขณะที่โครงการส่วนอื่นทั้งหมดจะแล้วเสร็จประมาณปี 67” นางศุภจีกล่าว

 

 

ขณะที่การเข้าทำรายการครั้งนี้ จะทำให้รายได้จากโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16.67% ของรายได้ทั้งหมด) ขาดหายไปช่วงหนึ่ง แต่บริษัทฯคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนบางส่วนจากการเข้าลงทุนในโครงการรูปแบบผสมนี้ และจะมีรายได้จากโครงการใหม่ๆ ที่ทางบริษัทฯ กำลังดำเนินการอยู่เข้ามาชดเชย ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทฯ ในช่วงก่อสร้างโครงการ

 

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้วางแผนจัดโครงสร้างการเงินอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ร่วมกับที่ปรึกษาหลายฝ่ายสำหรับการลงทุนในโครงการรูปแบบผสมนี้ ทำให้บริษัทฯ สามารถได้รับผลตอบแทนทั้งระยะสั้น และระยะยาวจากการลงทุน ก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาในบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงที่อยู่ระหว่างดำเนินการโครงการใหม่ โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่ยังคงจุดเด่นในการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดให้สอดคล้องกับความเป็นย่านธุรกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเอื้อประโยชน์ต่อการจราจรในทุกระนาบ โดยยังคงความเป็น ‘ดุสิตธานี’ ไว้ได้อย่างเข้มแข็งเหมือนกับตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้โรงแรมดุสิตธานี ยังคงเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯโดยบางส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานีจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในช่วงของการปรับปรุง ก่อนที่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมเมื่อเปิดดำเนินการอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดแล้ว จะเป็นการช่วยยกระดับหรือชูแบรนด์ดุสิตธานีให้กลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

 

สำหรับเป้าหมายของกลุ่มดุสิตธานีนับจากนี้ จะใช้นโยบายเชิงรุกควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในการนำบริษัทไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน โดยวางกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.การสร้างสมดุลด้านสัดส่วนของรายได้ในประเทศและต่างประเทศ 2. สร้างการเติบโตโดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนห้องพักกว่าเท่าตัว และ 3. กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 

 

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั่วโลกจำนวน 29 แห่งใน 8ประเทศ โดยเป็นโรงแรมที่อยู่ในประเทศไทยจำนวน 10 แห่ง และคาดว่า ภายในปี 2563 จะเปิดโรงแรมเพิ่มกว่า70 แห่งใน 21 ประเทศ