GBS1

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มโอเปกกำลังพิจารณาขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตออกไปจากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย.เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับตัวลงในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า รวมถึงกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 61 ราว 2 ล้าน 9 แสนล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาทซึ่งยังคงเป็นแบบขาดดุลแต่ลดลงจากที่ขาดดุล 552,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 60 และ S&P ชี้ผลการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศสไม่กระทบอันดับเครดิตประเทศ  จากที่ประเมินว่ารัฐบาลใหม่ของฝรั่งเศสมีแนวโน้มที่จะยังคงสานต่อนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาลปัจจุบันหรืออาจเร่งให้มีความรวดเร็วขึ้น

 

 

อย่างไรก็ดีตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยกดดันมาจาก Fund flow ต่างชาติที่มีความผันผวนโดยตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.เป็น Net Sell 2.5 พันล้านบาท  และการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะลดลง 0.2% สู่ระดับ 3.0% ในปีนี้

 

 

โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 11 พ.ค. ธนาคารกลางอังกฤษประชุมนโยบายการเงิน และในวันที่ 15 พ.ค. กำหนดวันสุดท้ายในการส่งงบการเงินงวด Q1/2560 ของบริษัทจดทะเบียน  ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีกำหนดแถลงตัวเลข GDP Q1/2560

 

 

ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก  กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ประกอบกับกระแส Fund Flow ที่ค่อนข้างผันผวนทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในทิศทางดัชนี อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีแรงซื้อดักงบ Q1/60 ที่กำลังทยอยประกาศช่วงพยุงดัชนีได้  ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,550  - 1,585 จุด

 

 

ทั้งนี้แนะนำรอซื้อช่วงอ่อนตัวแบบ Selective Buy ในหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 1/2560 เติบโต แนะนำ PTTGC, WICE, JWD และ LIT

 

 

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ  นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า  กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ผ่อนแรงตึงเครียดลงหลังจากจะไม่เกิด Frexit แต่โดยปัจจัยเฉพาะตัวทางการเมืองในฝรั่งเศสแล้วอาจก่อปัญหาให้กับกลุ่มประเทศยูโรโซนในแง่ของเศรษฐกิจได้ในอนาคต  ส่วน Brexit ไม่มีผลกระทบต่อราคาทอง แม้ข้อเรียกร้องของ EU จะทำให้อังกฤษตกอยู่ในที่นั่งลำบากหลังได้รัฐบาลใหม่ก็ตาม

 

 

ส่วนความตึงเครียดในฝั่งเอเชียเองก็ผ่อนคลายลงหลังสหรัฐฯลดบทบาทที่แข็งกร้าวในซีเรียและคาบสมุทรเกาหลีเนื่องจากการผ่านร่างงบประมาณเพื่อไม่ให้ชัตดาวน์มีความสำคัญกว่า  และนำมาซึ่งการผ่านร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ “อเมริกันเฮลธ์แคร์” อันเป็นจุดขายเชิงนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์  แต่การที่ Fed ไม่ปรับลดงบดุลและมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปในช่วงกลางปี  ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย

 

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองทางเทคนิคให้ภาพ selling climax ที่สนับสนุนการรีบาวน์ของราคาทองคำ  แต่การปรับขึ้นจะมีกรอบจำกัดเนื่องจากเป็นการดีดกลับในภาวะขาลงเท่านั้น ซึ่งการทะลุผ่านขึ้นเหนือ 1,235 ดอลลาร์ จะให้สัญญาณซื้อ และแนะนำตั้งจุด stop loss เมื่อราคาทองหลุดระดับ 1,220 ดอลลาร์ จึงอาจสะสมสถานะ long ก่อนการ breakout หรือเลือกเล่น breakout follow ก็ได้