คุณโศภชา1

 

นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/60 สิ้นสุด วันที่ 31 มี.ค. 60 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยว่า มีผลกำไรสุทธิสำหรับงวด จำนวน186 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันกับปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท โดยมีกำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือเพิ่มขึ้น 100%

 

 
สำหรับสาเหตุที่ผลประกอบการไตรมาส 1/60 ของกลุ่มบริษัท เติบโตขึ้นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 60 เท่ากับ 952 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 854 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็น 11.50% เนื่องจากมีรายได้จากการขายไฟฟ้า 396 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อนอยู่ที่ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 196 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็น 98.50.% เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นใน สิ้นเดือนธันวาคมของปีก่อนรวมจำนวนกว่า 170 เมกกะวัตต์ รวมถึงบริษัทฯ มีการรับรู้รายได้ค่าก่อสร้างในงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 60 จากการก่อสร้างงานสายส่งและสถานีย่อยไฟฟ้าที่มีการรับรู้รายได้ต่อเนื่องเข้าในงวดบัญชีดังกล่าวประมาณ 248 ล้านบาท โดยยังคงมี Backlog ที่ทยอยรับรู้รายได้อีกประมาณ 1,200 ล้านบาท

 

 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังคงมีข่าวดีต่อเนื่องจากการที่ บริษัท กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์ 5 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจให้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นถือเป็น 1 ใน 21 บริษัทฯ ที่ได้รับการคัดเลือกจากทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะเปิดรับยื่นสมัครขอสัญญาจำหน่ายไฟฟ้า (PPA) ในราวปลายเดือนพ.ค.นี้

 

 

 

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือปีนี้ของกลุ่มบริษัทฯ คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น จากการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมและจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อีก 2 โครงการ อีกทั้งโครงการพลังงานลมจากบริษัท กรีโนเวชั่น เพาเวอร์ จำกัด กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในสิ้นปีนี้ จึงทำให้บริษัทฯ มั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ประมาณ 4,300 ล้านบาท ได้

 

 
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนด้านพลังงานทดแทนโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศ AEC เพื่อให้ได้เป้าหมายเมกะวัตต์สะสมไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ในมือแล้ว 489 เมกะวัตต์

 

 

“ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถเติบโตทั้งรายได้และกำไรจากธุรกิจผลิตและจัดหาอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้า รวมถึงงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าการจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์และโรงไฟฟ้าพลังงานลม รวมถึงการให้บริการด้านบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า ตลอดจนผลิตภัณฑ์ LED ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริษัทฯ ยังคงเข้าร่วมประมูลงานด้านต่าง ๆ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดจนงานจากภาคเอกชนซึ่งมีการขยายงบประมาณลงทุนจากภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาวโศภชากล่าว