0EAC7EC2-5514-4B22-B21A-9CDD8ECED629

นายนพดลปิ่นสุภากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไออาร์พีซีจำกัด(มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส2 เมื่อเทียบกับQ1 /2562 IRPC มีรายได้จากการขาย57,702 ล้านบาทเพิ่มขึ้น6% จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาขาย4 %และปริมาณขายเพิ่มขึ้น2%โดยปริมาณการกลั่นน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่206,000 บาร์เรล/วันจาก200,000 บาร์เรล/วัน เนื่องจากโรงงานRDCC และโรงงานกลุ่มปิโตรเคมีกลับมาผลิตตามปกติ

กำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด(Market GIM) จำนวน5,429 ล้านบาท(9.11 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) เพิ่มขึ้น10% จากปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นหลังจากโรงงานRDCC กลับมาผลิตตามปกติแม้ว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อIRPC มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม491 ล้านบาท(ส่วนใหญ่จากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันOil Hedging) ลดลง229 ล้านบาทเนื่องจากบันทึกค่าเผื่อการลดลงของสินค้าคงเหลือ(LCM) เพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี(Accounting GIM) มีจำนวน5,920 ล้านบาท(9.94 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) เพิ่มขึ้น4%

รายได้อื่นเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินค่าปรับจากการรับประกันงานก่อสร้างโครงการUHV อย่างไรก็ตามIRPC มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการปรับเงินชดเชยให้กับลูกจ้างตามพรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ส่งผลให้มีกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA) อยู่ที่2,304 ล้านบาทลดลง2% มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นส่งผลให้IRPC มีกำไรสุทธิจำนวน 507 ล้านบาท  Q2/2562 เพิ่มขึ้น231 %เมื่อเทียบกับQ1/2561

ผลประกอบการQ1/62เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของQ1/61 IRPC มีรายได้จากการขายสุทธิจำนวน111,976 ล้านบาท ลดลง11 % สาเหตุหลักราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคาน้ำมันดิบโดยอัตราการกลั่นน้ำมันอยู่ที่203,000 บาร์เรล/วันลดลง8,000 บาร์เรล/วันเนื่องจากโรงงานRDCC หยุดผลิตเป็นเวลา28 วันในไตรมาส1 และมีMarket GIM จำนวน10,387 ล้านบาท(8.90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ลดลง39% เนื่องจากส่วนต่างราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างมากผลกระทบจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ในภูมิภาคและอัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยIRPC มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม1,211 ล้านบาทลดลง1,208 ล้านบาทส่งผลให้Accounting GIM มีจำนวน11,598 ล้านบาท(9.94 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ลดลง40% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานEBITDA อยู่ที่4,659 ล้านบาทลดลง63% ต้นทุนทางการเงินลดลงและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นกำไรสุทธิจำนวน660 ล้านบาทลดลงร้อยละ90 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

IRPC คำนึงถึงการสร้างเสถียรภาพทางการเงินโดยได้ออกมาตรการเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก  บริหารสภาพคล่องของธุรกิจด้วยการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสมโดยสิ้นไตรมาส2 ปี2562 IRPC มีเงินสดคงเหลืออยู่ที่1,915 ล้านบาทและมีงบลงทุนที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจน(committed) จำนวน71,043 ล้านบาท ,IRPC ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานโครงการE4E หรือEVEREST Forever เป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากโครงการEVEREST และดำเนินโครงการIRPC 4.0 เป็นการบูรณาการระบบดิจิทัลและนำนวัตกรรมทันสมัยต่างๆมาใช้ในทุกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ

นายนพดลกล่าวต่อไปว่า“IRPC มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนด้วยการเดินหน้าด้านการวิจัยและพัฒนา(Research & Development) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ(Specialty Grade) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกHDPE (High Density Polyethylene: โพลีเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง) เกรดพิเศษP301GR มีคุณสมบัติการใช้งานที่โดดเด่นเหมาะสำหรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำที่ช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ส่งผลให้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนของประเทศโดยIRPC มองถึงการต่อยอดในโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี2018)”      

นอกจากนี้IRPC ยังขยายโอกาสด้วยการเพิ่มทางเลือกในการใช้วัตถุดิบในการผลิตน้ำมันโดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับคู่ค้าโดยการใช้น้ำมันจากขยะพลาสติกแปรรูป300,000 - 400,000 ลิตร/เดือนที่ผ่านเทคโนโลยีทันสมัยไพโรไลซิสได้น้ำมันดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานลดปริมาณขยะได้560 ตัน/เดือนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจให้เป็นไปตามแผนพร้อมตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy) สอดรับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน  สำหรับแนวโน้มภาวะตลาดน้ำมันดิบในไตรมาส3/2562 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวในกรอบ60 – 67 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความร่วมมือในการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตประมาณ1.2 ล้านบาร์เรล/วันของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกออกไปอีก9 เดือนโดยจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม2563 และสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซรวมถึงช่วงฤดูเฮอริเคนในสหรัฐฯที่อาจทำให้การผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตในอ่าวเม็กซิโกลดลง อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบจากกำลังการผลิตของสหรัฐฯและการส่งออกน้ำมันดิบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากโครงการท่อขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตเพอร์เมียนไปยังอ่าวเม็กซิโกซึ่งเป็นท่าส่งออกน้ำมันดิบหลักของประเทศคาดว่าจะ      แล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีรวมถึงการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีในไตรมาส3/2562 คาดว่าความต้องการเม็ดพลาสติกจะปรับตัวสูงขึ้นจากการยุติการเพิ่มมาตราการทางภาษีระหว่างสหรัฐฯกับจีนหลังการประชุมG20 ในวันที่28-29 มิถุนายน2562 ประกอบกับโรงกลั่นและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯในเท็กซัสเกิดไฟไหม้ซึ่งกระทบการผลิตผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์โดยตรงรวมถึงการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อลดผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯและภายในประเทศจีนเองก็มีการปรับตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเช่นการลดภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ผลิตจากร้อยละ16 เหลือร้อยละ13   และการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเป็นต้นขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ลดลงในช่วงฤดูฝนรวมถึงกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในประเทศมาเลเซียที่จะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงปลายปีและประเด็นการเพิ่มมาตรการทางภาษีหลังจากสหรัฐฯกล่าวหาว่าจีนยังไม่ได้ซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามที่สัญญาเป็นปัจจัยกดดันราคาผลิตภัณฑ์