62FC4036-AFB7-45A4-800B-2FE54BD75528

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) (KTBST) เปิดเผยว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเน้นกระจายธุรกิจเพื่อยกระดับการให้บริการด้านการลงทุนครบวงจรมากขึ้นรับมือกับภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง     เน้นการกระจายรายได้จากหลายช่องทางควบคู่การแนะนำบริหารความเสี่ยงให้แก่นักลงทุน ไตรมาส1/62 บริษัทมีรายได้รวม 322.4 ล้านบาทและกำไรสุทธิอยู่ที่23.7 ล้านบาท เป็นรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นเป็น50 - 60% จากสิ้นปี61 ที่มีสัดส่วน40% ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลงเหลือ30 - 40% จากสิ้นปี61 ที่มีสัดส่วน50% ทิศทางผลประกอบการไตรมาส2/62 เชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่ารายได้ธุรกิจให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์น่าจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมที่ลดลงแต่บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริการอื่นเช่นงานวาณิชธนกิจงานตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนงานบริการทางการเงินอีกทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวีจำกัด(บลจ.วี) บริษัทในเครือKTBST ได้มีการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในไตรมาส2 ที่มีนโยบายมุ่งสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย          ตามสภาวะการลงทุนแต่ละช่วงโดยปัจจุบันได้เสนอขายกองทุนกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ต่างประเทศอาทิลงทุนในสหรัฐฯ,จีน,อินเดียและหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นต้นซึ่งลูกค้าให้การตอบรับอย่างดีล่าสุดบลจ.วีอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสในการลงทุนอื่นเพิ่มเติมด้วยดร.วินกล่าว นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือการลงทุนโดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นKTBST SMART เป็นแพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์การลงทุนของKTBST ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตราสารทุนหรือหุ้นตราสารหนี้อนุพันธ์กองทุนรวมและการลงทุนต่างประเทศไว้ในที่เดียวเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าของKTBST ในการที่จะดูพอร์ตการลงทุนและข้อมูลการลงทุนเพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนพร้อมมุ่งเน้นพัฒนาเครื่องมือใหม่เพื่อให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอาทิธุรกรรมการฝากและถอนเงินในบัญชีและรองรับการซื้อขายกองทุนรวมนอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดบริการKTBST SOCIAL TRADING รายแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่รองรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านแอพพลิเคชั่นSKYNET Stock Trading ซึ่งเป็นนวัตกรรมการลงทุนในรูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์คุณภาพที่แบ่งปันข้อมูลแนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนออนไลน์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมผ่านการปฏิบัติจริง

ดร.วิน กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปี62 ที่1,300 – 1,400 ล้านบาทหรือเติบโต26% ตามแผนธุรกิจที่วางไว้โดยบริษัทมุ่งเน้นขยายธุรกิจให้มีความหลากหลายทั้งธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ(AUA) มุ่งเติบโตเป็น80,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น33.33% จากปี61 ที่60,000 ล้านบาทธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ(AUM) เติบโตเป็น3,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น50% ที่2,000 ล้านบาท  ธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนตั้งเป้าAUA ที่ระดับ20,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น100% ที่10,000 ล้านบาทขณะที่บลจ. วีตั้งเป้าAUM เติบโต6,000 ล้านบาทและเคทีบีเอสทีรีทส์แมเนจเม้นท์ตั้งเป้าตั้งกองรีทจำนวน3 กองทุนมูลค่ารวมกันประมาณ6,000 ล้านบาทรวมถึงตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดของการซื้อขายTFEX ให้ติดอันดับ1 ใน5 ของอุตสาหกรรม

นายชาตรี โรจนอาภา รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์KTBST กล่าวถึงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี62 ว่าช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูงจากภาวะสงครามการค้าที่กดดันเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลกซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปและอาจขยายไปยังคู่เจรจาอื่นนอกจากสหรัฐและจีนด้วย อย่างไรก็ดีKTBST ประเมินว่าสงครามการค้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นและอาจสามารถหาข้อสรุปได้ภายในครึ่งหลังของปีนี้ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบของประเทศคู่เจรจารวมถึงเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวจะกดดันให้คณะผู้เจรจาการค้าจำเป็นต้องหาหนทางยุติสงครามการค้าโดยเร็วการเจรจากันที่สำคัญคาดว่าจะเริ่มในรอบการประชุมG20    ช่วงวันที่28 มิถุนายน62 นี้โดยคาดว่าจีนต้องการที่จะจบประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจประกอบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ที่ใกล้จะหมดวาระจำเป็นต้องมีผลงานเชิงประจักษ์อย่างการเจรจาต่อรองทางการค้ากับจีนให้เป็นผลสำเร็จและเป็นชาติแรกของโลกเพื่อใช้ในการหาเสียงในการสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯช่วงปี63 ต่อไปสำหรับคำแนะนำการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มองว่าการปรับตัวลดลงของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นที่แนวโน้มการเติบโตในระยะยาวมีความมั่นคงทางการเมืองและมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่ต่ำเช่นจีนและอินเดียเป็นต้น