LPH ดร.อังกูร_UPDATE


ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH  เปิดเผยถึงแนวโน้มผลงานในครึ่งหลังปี 2560 โดยคาดว่าผลดำเนินงานจะมีรายได้สูงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเป็นช่วง High season ที่ผู้ใช้บริการจะเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นจากโรคที่มากับฤดูฝนซึ่งในปีนี้ฤดูฝนมาค่อนข้างเร็วต่อเนื่องฤดูหนาว ทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรคตามฤดูกาลมาใช้บริการสูง ประกอบกับ LPH จะเริ่มรับรู้อานิสงส์บวกจากการขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวของโครงการประกันสังคมจากเดิมปีละ 1,460 บาทต่อคน เป็น 1,500 บาทต่อคน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการให้เติบโตได้ต่อเนื่อง รวมทั้งการมุ่งเน้นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ และรายได้จากการบริการที่มีรายได้ในช่วงครึ่งปีหลังสูงขึ้นตามผลดำเนินการที่ผ่านมา โดยคาดว่าปี 2560 นี้ รายได้รวมจะเติบโตได้ 15% ตามเป้าหมายที่วางไว้
ในส่วนของอาคารใหม่ "Excellent Center" ขณะนี้สร้างเสร็จแล้วและกำลังอยู่ระหว่างตกแต่งภายใน คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2560 นี้ โดยให้บริการผู้ป่วยนอก ได้แก่ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ, ศูนย์ศัลยกรรม, ศูนย์ตรวจสุขภาพ, ศูนย์กระดูกและข้อ, ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา และหอผู้ป่วยใน จำนวน 26 เตียง พร้อมทั้งศูนย์ MRI และ CT Scan ทั้งนี้คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ได้เพิ่มขึ้น 4% และ 12% ในปี 2560 และ ปี 2561 ตามลำดับ ส่วนอาคารเก่าจะปรับปรุงเพิ่มกำลังให้บริการสำหรับศูนย์ประสาทและระบบสมอง และรองรับผู้ป่วยประกันสังคมที่คาดจะขอโควต้าเพิ่มปีหน้าอีก 5 หมื่นคน
แผนการสร้างโรงพยาบาลลาดพร้าวลำลูกกา ทางบริษัทฯ จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงยกระดับโรงพยาบาลฯ ให้บริการสำหรับผู้ป่วยทั่วไปชำระเงินอย่างเดียว เป็นโรงพยาบาลแม่และเด็ก รวมทั้งผู้สูงอายุ รองรับชุมชนลำลูกกาที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งมีโครงการรถไฟฟ้าส่วนขยายในอนาคต โดยจะดำเนินการขอออกแบบภายในอาคารโรงพยาบาลใหม่ ซึ่ง และดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างและยื่นขอเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมใหม่ คาดว่าใช้ระยะเวลาอีก 9-12 เดือน อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากได้รับอนุมัติจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 4/2561 และคาดว่าจะเปิดดำเนินการให้บริการส่วนแรกได้ในกลางปี 2563
อย่างไรก็ตาม LPH มีแผนเติบโตในระยะยาวโดยมีเป้าหมายในการหาพันธมิตรร่วมดำเนินธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์กับโรงพยาบาลแห่งอื่น หรือการลงทุนในกิจการโรงพยาบาลเอกชนแห่งอื่น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัท ซึ่งจะทำให้การเติบโตของรายได้ของบริษัทโดยเฉลี่ยมีไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปีตามแผน
ส่วนทางบริษัทย่อย บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเชีย จำกัด (AMARC) มีแผนงานเพิ่มศักยภาพการให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบ และวิจัยด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา โดยการขยายสาขาใหม่ ที่อาคารใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยความร่วมมือทางวิชาการกับคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อย่างต่อเนื่อง และขยายในปริมณฑล ภาคตะวันออกและแนวเขตเศรษฐกิจรวมถึงบางพื้นที่รองรับการเติบโตของความร่วมมือ CLMV รวมถึงยังเตรียมตัวแต่งตั้ง FA และ Public Offering ให้กับผู้ลงทุนที่สนใจและเข้าจดทะเบียนในตลาด MAI คาดว่าในปี 2561
สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.60) ว่าบริษัทฯ มีรายได้รวมประมาณ 713.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.36 ล้านบาท คิดเป็น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 670.74 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิกว่า 80.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย หรือคิดเป็น 1.18% โดยมีรายได้การรักษาพยาบาลประมาณ 621 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา คิดเป็น 4.8%% มาจากรายได้จากผู้ป่วยชำระเงินประมาณ 13.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา คิดเป็น 4.52% ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ 5 ศูนย์ที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการส่วนนี้เพิ่มขึ้นกว่า 14.53% เป็นรายได้โตกว่า 31.64% และจากประกันสังคมมีรายได้ประมาณ 14.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกปีที่ผ่านมา คิดเป็น 5% และมีรายได้จากการบริการประมาณ 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา คิดเป็น 15.84%
ส่วนผลประกอบการในงวดไตรมาส 2/2560 บริษัทฯ มีรายได้รวมประมาณ 357.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็น 7.8% โดยมีรายได้การรักษาพยาบาลประมาณ 312.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็น 4.9% และรายได้จากการบริการประมาณ 35.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมาคิดเป็น 22.52% และมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 4.69% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิกว่า 33.78 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมาลดลง 10.80%
“ผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากบริษัทฯ ไม่ได้มีกำไรจากรายการพิเศษในงวดนี้ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเตรียมพยาบาลสำหรับอาคารที่ขยายใหม่ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ และรายการสำรองกรณีผู้ป่วยประกันสังคม ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะโตเร็วกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วง high season ของธุรกิจ” ดร.อังกูร กล่าว
ดร.กล่าวอังกูร กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (ซึ่งไม่รวมกรรมการที่มีส่วนได้เสียในรายการ) มีมตินำเสนอและอนุมัติการขายที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของบริษัทให้กับบริษัท ลาดพร้าวการศึกษา จำกัด ผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนสองภาษาลาดพร้าว (LBS) และบริษัท แอล.พี.โฮลดิ้ง จำกัด (LPHD) ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ของ LBS ในราคาขายรวม 191.50 ล้านบาท ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ  ซึ่งที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 28/2560 เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2560 ได้อนุมัติให้จำหน่ายที่ดินดังกล่าวไม่น้อยกว่า 190 ล้านบาท และให้มีการเสนอขายตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อโรงเรียนและความต่อเนื่องในการเรียนของนักเรียนซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินที่จำหน่าย โดยเงินที่ได้จากการขายที่ดินครั้งนี้จะสำรองไว้เพื่อใช้ในโครงการขยายงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดให้กับผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ยังอนุมัติให้จ่ายชำระเงินจำนวน 13.20 ล้านบาท ให้กับบริษัท ทรัพย์นำชัยพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นการเช่าที่ดินระยาวอายุสัญญา 30 ปี และจะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิ์การเช่าให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2561 สำหรับที่ดินรวม 7-0-22.7 ไร่ ที่อยู่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลลาดพร้าว ลำลูกกา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งใหม่ขนาด 180 เตียง พร้อมศูนย์ผู้สูงอายุ ขนาดประมาณ 100 เตียง ตามแผนการลงทุนที่ได้เปิดเผยต่อผู้ลงทุนกรณีการใช้เงิน IPO
รวมทั้งได้อนุมัติให้ดำเนินการพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนในหุ้นสามัญของโรงพยาบาลเอกชนที่มีผลการกำไรตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน IPO เพิ่มเติม 1 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออก เนื่องจากเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดี สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ และให้ชะลอการลงทุนโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผลการศึกษาโครงการไม่สอดคล้องกับการเติบโตของบริษัทฯ