คุณประพันธ์-1

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์mai ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ในวันที่ 23 ก.พ. 60 โดย MGT ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty chemical) มากกว่า 1,000 ชนิด จากผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 400 ราย โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทคือผู้ผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมพอลีเมอร์ อุตสาหกรรมสี และอุตสาหกรรมน้ำยาเคลือบผิวโลหะ เป็นต้น ทั้งนี้ MGT มีบริษัทร่วม 1 แห่ง คือ บ. เวอร์ทิส ลาเท็กซ์ ดำเนินธุรกิจผลิตหมอนและที่นอนยางพารา โดยเน้นการรับจ้างผลิตสินค้าให้แก่เจ้าของตราสินค้าตามที่ลูกค้ากำหนด (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM)

 

 

MGT มีทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 189 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 756 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ด้ายดร. วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมกาเคม (ประเทศไทย) (MGT) เปิดเผยว่า MGT จำหน่าย เคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนเติม (additive)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการทั้งด้านคุณสมบัติและราคา รวมถึงดูแลเรื่องการจัดซื้อและการบริหารการจัดส่งให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ maiจะช่วยเพิ่มฐานทุนให้กับบริษัทเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย MGT จะนำเงินที่ระดมทุนได้ตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

 

 

MGT มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPOได้แก่ ดร. วิทยา อินาลา ถือหุ้น 37.68% บจ. เมกาเคม (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงค์โปร์) ถือหุ้น 36.19% และนาย เอกชนสิษฎ์ วรหาญ โดย บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 1.25% ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 23.86 เท่า คำนวณจากผลกำไรสุทธิที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ต.ค. 58-30 ก.ย. 59 ซึ่งเท่ากับ 31.69 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด