ดร สันติ

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 27 ก.พ. 60 นี้ โดย RPH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมากว่า 23 ปี โดยกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประสบการณ์ ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลราชพฤกษ์” ขนาด 55 เตียง เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในจังหวัดขอนแก่นและใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปและคู่สัญญา ปัจจุบัน RPH อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขนาด 202 เตียง เพื่อรองรับความต้องการการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนที่มีต่อโรงพยาบาล คาดว่าเริ่มเปิดดำเนินงานได้ไตรมาส 2/61

 

 

RPH มีทุนชำระแล้ว 546 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 382.22 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 163.78 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 155.78 ล้านหุ้น กรรมการ และผู้บริหาร ของบริษัท 8.00 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15-17 ก.พ. 60 ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 786.14 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

 

ทางด้านนายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัทโดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ภายใต้แนวคิดการเยียวยาด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแพทย์ เพื่อยกระดับการให้บริการที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลสำหรับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคพื้นอินโดจีน

 

 

RPH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวศรีนัครินทร์ ถือหุ้นรวม 13.38% กลุ่มครอบครัวเหล่าไพบูลย์ ถือหุ้นรวม 12.47% และบมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ถือหุ้น 7.00% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 42.79 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 4/58 ถึงไตรมาส 3/59) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้(fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาท

 
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด