1485252534226

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่ 1/60 กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากปีก่อน หลักจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ การลงทุนอาเซียนคืบหน้าชัดเจน จับมือพันธมิตรในเวียดนามเดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรก เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และรองรับการเติบโตของอาเซียน โรงงานปูนซีเมนต์ในสปป.ลาว และเมียนมาร์ เดินเครื่องผลิตพร้อมรองรับตลาดก่อสร้าง ล่าสุดเข้าลงทุนในโรงงานปูนซีเมนต์ในเวียดนามตอนกลาง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่อินโดนีเซีย เผยตลาดอุปโภคบริโภคในไทย และอาเซียนยังโตอีกมาก ส่งผลความต้องการบรรจุภัณฑ์เติบโตต่อเนื่อง

 

 

นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจีในไตรมาสที่ 1/60 มีรายได้จากการขาย 116,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน มีกำไร 17,386ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ประกอบกับกำไรจากการขายเงินลงทุนและสินทรัพย์ส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออก 31,044 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ27 ของยอดขายรวม

 

 

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนในไตรมาสที่ 1/60

เอสซีจีมีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนและจากการส่งออกไปยังอาเซียน 25,918 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวม ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่  31 มี.ค. 60 มูลค่า 137,144 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 24 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

 

 

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 มี.ค. 60 มีมูลค่า 562,170 ล้านบาท

 

 

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/60 แยกตามรายธุรกิจดังนี้

 

เอสซีจี เคมิคอลส์  ในไตรมาส 1/60 มีรายได้จากการขาย 54,271ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากไตรมาสก่อนและมีกำไรสำหรับงวด 13,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 49 จาก       ปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากไตรมาสก่อนจากการกลับมาดำเนินการภายหลังการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์ (ROC) นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากการขายเงินลงทุนสุทธิภาษี 1,431 ล้านบาท

 

 

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาส1/60 มีรายได้จากการขาย 44,824 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ9 จากไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 2,468 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25 จากปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 136 จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ ตลาดซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ผลจากการลงทุนในภาคการก่อสร้างยังต่ำกว่าปีที่แล้ว และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

 

 

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ในไตรมาส 1/60 มีรายได้จากการขาย 19,841ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 1,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 171 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการขายสินทรัพย์ส่วนที่ไม่ได้ใช้แล้ว

 

 

นอกจากนี้ การที่เอสซีจีได้กำหนดวิสัยทัศน์เข้าไปดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทำให้มองเห็นศักยภาพ และโอกาสการเติบโตที่ดี โดยขณะนี้โครงการลงทุนในอาเซียนมีความชัดเจนและคืบหน้าไปมาก ล่าสุดเอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็นร้อยละ 71ในโครงการ Long Son Petrochemicalsซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศเวียดนามตั้งอยู่ในจังหวัดบาเรียหวุงเต่า อยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นตลาดหลัก และเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ดีในอนาคต ซึ่งโครงการฯ นี้มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูง และทันสมัยที่มีมาตรฐานด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในระดับสากล มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จะสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศเวียดนาม และในภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสรุปรายละเอียดกับพันธมิตรผู้ร่วมทุน ซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ภายในกลางปีคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 5 ปี และจะเริ่มผลิตได้ในปี 65

 

 

สำหรับธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ล่าสุดได้เข้าลงทุนใน Vietnam Construction Materials JSC (“VCM”)ซึ่งเป็นธุรกิจซิเมนต์ครบวงจรในประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 3.1 ล้านตันต่อปี ตั้งอยู่ในจังหวัดกว๋าง-บิ่นอยู่ในภาคกลางของประเทศ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการทำธุรกิจ ที่สามารถรองรับความต้องการของตลาดปูนซีเมนต์ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศได้เป็นอย่างดี ขณะที่โรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศเมียนมาร์ได้เริ่มผลิตสินค้าออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม และสปป.ลาวในเดือนมีนาคม ปัจจุบันเอสซีจีมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ในอาเซียนไม่นับประเทศไทย รวม 10.5 ล้านตันต่อปี

 

 

ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจีได้ลงทุนใน Indocorr ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพสูงในประเทศอินโดนีเซีย มีกำลังการผลิตรวม 32,000 ตันต่อปี ปัจจุบันเอสซีจีมีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ รวมทั้งหมด 1,045,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังหาโอกาสในการลงทุนในบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษ และFlexible Packagingเพื่อเป็นการรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย และภูมิภาคอาเซียน รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปที่เน้นการบริโภคอาหารนอกบ้านมากขึ้น

 

 

ทั้งนี้ ยอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) ในไตรมาส 1/60 คิดเป็น 43,759ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 38 ของยอดขายรวม