FDF798E5-6FBF-4E71-96BC-4FE889EAFF4E

ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.ซี.เจ. เอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ “TCJ” เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/60 ด้วยเหตุปัจจัยการดำเนินธุรกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทฯ มั่นใจว่าผลการดำเนินงานปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่คาดรายได้จะเติบโต10% และคาดจะพลิกกลับมามีกำไรจากปี 59 ที่มีผลขาดทุน 2.20 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจนำเข้า ส่งออก จำหน่าย เครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง และธุรกิจนำเข้า ส่งออก แปรรูป จำหน่ายและติดตั้ง สินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/60 มีกำไร 16.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/59 มีกำไร 1.42 ล้านบาท หรือคิดเป็นเติบโต 1,054.22% ส่งผลให้งวด 9 เดือนมีกำไร 41.81ล้านบาท จาก 9 เดือนปีก่อนมีกำไร 9.97 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,175.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในช่วงเดียวกันของปี ก่อนที่มีรายได้รวม 920.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8%เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับแรงหนุนจากรายได้จากกลุ่มโลหะและงานรับเหมาเพิ่มขึ้นทำให้กำไรเติบโตในทิศทางที่ดีสะท้อนถึงพื้นฐานของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่ง

“ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทโลหะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ค้าส่งสินค้าเหล็กและกลุ่มผู้รับเหมาขึ้นรูปและโรงงาน ซึ่งเราพบว่าลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มยังมีการเติบโตที่ดี และยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกในอนาคต จากโครงการลงทุนภาครัฐฯ ” ดร.ทรงวุฒิ กล่าว

ดร.ทรงวุฒิ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีอยู่ 4 ธุรกิจ แบ่งออกเป็นดังนี้

1. ธุรกิจการจัดจำหน่าย เครื่องจักรกลก่อสร้าง เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมหนัก

2. ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุที่ทำจากโลหะ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ใช้ ผู้รับเหมา และผู้ค้าส่ง รวมถึงธุรกิจท่อเหล็กกล้าไร้สนิม ดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายท่อเหล็กกล้าไร้สนิม

3. ธุรกิจรับเหมาติดตั้ง ประกอบ และตกแต่งงานวิศวกรรมด้านโลหะภัณฑ์

4. ให้เช่าเครื่องจักรกลหนัก เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและขนส่ง

ด้านนายทัสชน ลีลาประชากุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เปิดเผยว่า TCJ ได้รับงานเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก ประเภทรถขุด ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม , รถไฟฟ้าสายสีชมพู และ มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช โดยงานดังกล่าวได้เริ่มเข้าหน้างานแล้วในปีนี้ และคาดจะเข้าหน้างานมากขึ้นในปีหน้า สอดคล้องกับงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เพราะบริษัทรับงานต่อจากผู้รับเหมารายใหญ่ คือ การเป็นผู้รับเหมาช่วง โดยมีงานเช่ารถ เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้า งานรถไฟทางคู่ และงานมอเตอร์เวย์ ในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันมีงานตบแต่งสถานีสนามไชยที่จะทยอยส่งมอบไปถึงกลางปี 2561 น่าจะสนับสนุนต่อการเติบโตในระยะยาว

อีกทั้ง บริษัทฯ คาดปริมาณงานก่อสร้างกำลังเพิ่มขึ้นตามโปรเจ็กต์งานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาลและโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor: EEC) ของภาครัฐ

“ งานของบริษัทฯ ที่ได้รับมานั้น นอกจากงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แล้วยังมุ่งเน้นที่งานก่อสร้างเชิงราบ เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยสัดส่วนในปีนี้ จะอยู่ที่งานโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 30% งานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานอีก 70% ถึงแม้ว่างานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กรอบเวลาจะไม่เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งบริษัทก็ยังรับงานจากโครงการที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์อื่น ซึ่งจุดแข็งของบิ๊ก เครน ได้แก่ สินค้า (เครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก รถเครน รถยก) ของเรามีคุณภาพ และค่อนข้างมีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกเหนือจากนั้น บุคลากรของบริษัทฯ ต้องมีทักษะและความเป็นมืออาชีพ บวกกับระบบการจัดการที่ดี จึงทำให้บริษัทฯ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ที่ให้บริการในลักษณะนี้ ”นายทัสชน กล่าว

นายทัสชน กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ปี 2561 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยการเติบโตในช่วงปี 2560 ถือว่าเป็นไปตามคาด และหากพิจารณาการเติบโตรายได้ ณ ปัจจุบัน มีอัตราเติบโตกว่า 17% ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าบริษัทฯ ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ตามอุตสาหกรรม