ดร.รินใจ2

ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) เปิดเผยว่า ในปี 2559 TFEX มีการเติบโตสูงขึ้นมาก โดยมีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งปีเท่ากับ 69,576,164 สัญญา หรือเฉลี่ย 285,189 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2558 และมีจำนวนบัญชีซื้อขายของผู้ลงทุน ณ สิ้นปี 59 เท่ากับ 129,284 บัญชี เพิ่มขึ้น 15,709 บัญชีจากปีก่อนหน้า ซึ่งการเติบโตของธุรกรรมใน TFEX นั้นเป็นผลมาจากความผันผวนของตลาดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น Brexit  การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น รวมถึงการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและให้ความรู้เพื่อการขยายฐานผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในปี 59 สินค้าหลักที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Stock Futures (49%) SET50 Futures (46%) และ Gold Futures (4%) โดยผู้ลงทุนทั่วไปมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดถึง 53% รองลงมาเป็นผู้ลงทุนสถาบัน 37% และผู้ลงทุนต่างประเทศ 10% สำหรับช่องทางการซื้อขายนั้น การซื้อขายผ่าน Internet คิดเป็นสัดส่วน 48% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ด้านการขยายตัวของสถานะคงค้าง (Open Interest) ซึ่งแสดงถึงขนาดของตลาด พบว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 59 มีปริมาณอยู่ที่ 1,919,913 สัญญา เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ในปี 59 TFEX ยังได้มีการควบรวมกับ AFET พร้อมจัดให้มีการซื้อขายยางพาราล่วงหน้า (RSS3D Futures และ RSS3 Futures) และได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเพิ่มหุ้นอ้างอิงของ Stock Futures และการซื้อขาย TFEX Gold-D ในปี 60

 

 

ในปีที่ผ่านมา ความผันผวนของระดับราคาหุ้นและราคาทองคำที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนมีความสนใจซื้อขาย SET50 Futures และ Gold Futures เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงของพอร์ต ประกอบกับผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจในสินค้ามากขึ้น จึงทำให้นิยมใช้การซื้อขาย Stock Futures เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในหุ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารเงินลงทุน นอกจากนี้ การที่บริษัทสมาชิกเข้ามาช่วยส่งเสริมสภาพคล่องในตลาดโดยทำหน้าที่ market maker เป็นจำนวนมากขึ้น ก็นับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ธุรกรรมโดยรวมใน TFEX เติบโตมากขึ้นด้วย ดร. รินใจ กล่าว

 

 

ขณะที่สถิติที่สำคัญของบริษัทสมาชิกในปี 59 มีดังนี้ โบรกเกอร์ที่มีปริมาณการซื้อขายรวมสูงสุด ได้แก่ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) รองลงมา คือ บล. ภัทร และ บล. ธนชาต แต่หากพิจารณาปริมาณการซื้อขายเฉพาะลูกค้า โบรกเกอร์ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) รองลงมา คือ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ บล. เคทีบี (ประเทศไทย) สำหรับธุรกรรมในส่วนของบัญชีเพื่อบริษัทสูงสุด (Prop-Trading) ได้แก่ บล. ภัทร รองลงมา คือ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) และ บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ขณะที่โบรกเกอร์หรือบริษัทที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในฐานะ market maker สำหรับสินค้าต่าง ๆ ได้แก่ บล. กสิกรไทย (SET50 Options) บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) (Stock Futures) บ. เอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ (Gold Futures) และ ธ. กรุงไทย (USD Futures)

 

 

ทั้งนี้ในปี 60 TFEX จะผลักดันให้สินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันมีสภาพคล่องในการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ SET50 Options Stock Futures และRSS3D Futures โดยมุ่งส่งเสริมในเรื่องของผู้ดูแลสภาพคล่อง และสนับสนุนบริการของสำนักหักบัญชีในการรับหลักทรัพย์เป็นหลักประกันสำหรับการซื้อขายใน TFEX  เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุน  และส่งเสริมสินค้าใหม่ TFEX Gold-D ให้เป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ ในการขยายฐานผู้ลงทุน TFEX จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือในการซื้อขายและใช้ช่องทาง digital สำหรับการเรียนรู้และส่งเสริมความเข้าใจในสินค้า สอดคล้องกับ lifestyle ของผู้ลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงผู้ลงทุนเป็นไปได้อย่างสะดวกและกว้างขวางมากขึ้น โดยในปี 60 TFEX มีแผนการดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเน้นการสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ทั้งในรูปแบบของ simulation และ trading competition นอกจากนี้ จะมีการทำการตลาดเชิงรุกเพื่อขยายฐานผู้ลงทุนในต่างประเทศผ่านกิจกรรมโรดโชว์ ให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง ดร. รินใจ กล่าว