486233-01

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นการเพิ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20% ด้วยกลยุทธ์การส่งมอบผลตอบแทนในการลงทุนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% พร้อมกันนี้จะเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น 3,300 ล้านบาท

 

 

ในด้านธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ.ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH), บมจ.เอส 11 กรุ๊ป (S11), บมจ.มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล (KOOL) และบมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าให้บริการออกหุ้นเพิ่มทุน ทั้งในส่วนของการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งแรก (IPO) ได้แก่ บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ ซึ่งยื่นไฟล์ลิ่งไปแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแบบคำขอจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และเป็นธุรกิจในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานจำนวน 7-9 บริษัท มีแผนที่จะเข้าระดมทุนทั้ง IPO และ PP ซึ่งอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น หมวดสถาบันการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธุรกิจก่อสร้าง สื่อ และพาณิชย์ ขณะที่งานให้บริการด้านการปรับโครงสร้างกิจการ การปรับโครงสร้างทางการเงิน และการควบรวมกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานอยู่ มีจำนวน 4-5 บริษัท

 
ส่วนธุรกิจการออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้) ในปี 59 บริษัทได้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ไปแล้ว 8 บริษัท มูลค่า 3,395 ล้านบาท และมีแผนจำหน่ายหุ้นกู้ในปี 2560 อีก 6-8 บริษัท รวมมูลค่าประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจในหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทรัพยากร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดตราสารหนี้ ยังคงเป็นทางเลือกในการระดมทุน ในตลาดทุน เนื่องจากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับ 1.50% ไปจนถึงกลางปี 60

 

 

ขณะที่รายได้จากการลงทุน เช่น มาร์เก็ตเมคเกอร์ เดย์เทรด การเก็งกำไรส่วนต่างของราคาหุ้น เริ่มมั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้น โดยในปี 59 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากเงินลงทุน 219 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้จากการลงทุน 172 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์อยู่ที่ 150 ล้านบาท จาก 129 ล้านบาทในปี 58

 

 

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ 42.71% รายได้การลงทุน 27.76% รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมหลักทรัพย์ 18.97% รายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคล 3.43% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน 5.08%

 

 

ทางด้านนางแก้วกมล ตันติเฉลิม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธนบดีธนกิจ กล่าวว่า “ในส่วนของรายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถัวเฉลี่ยปีละ 25% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่มีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และภายใต้การแข่งขันที่มีผู้ประกอบการถึง 39 รายในอุตสาหกรรม โดยในปี 59 บริษัทมีขนาดกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหาร อยู่ที่ 2,680 ล้านบาท โตขึ้น 9% จากปี 58 และตั้งเป้าว่าจะมีขนาดกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,300 ล้านบาท หรือโตขั้น 23% ในปี 60 โดย ณ สิ้นเดือนเม.ย. 60 ทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 52% ของเป้าหมายในปีนี้ สำหรับอัตราผลตอบแทนทั้งปี 2559 อยู่ที่ 11% และนับจากเดือนมกราคม 2560 ถึงสิ้นเดือนเม.ย. 60 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5% ซึ่งถือว่ายังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 

 

ทั้งนี้ ในปี 59 บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลรวม 80.45% ของกำไรบริษัท หากเทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 16 พ.ค. 60 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) 9.42% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทรัพย์อยู่ที่ระดับ 3-4% ส่วนค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินอยู่ในระดับ 2-3% และจากข้อมูลวันที่ 28 เม.ย.60 บริษัทนับเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดเป็นอันดับ 7 จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด